- หน้าแรก
- พฤกษาสมบัติก่อตระกูลเซียน
- ตอนที่ 18 สงคราม
ตอนที่ 18 สงคราม
ตอนที่ 18 สงคราม
ตอนที่ 18 สงคราม
“เจ้าทำอะไร?”
สวีฝูกุ้ยเดินเข้าไป เห็นชายผู้นั้นหน้าตาไม่คุ้น ไม่ใช่คนในหมู่บ้านนี้
“พี่ชาย นี่ข้าวสาลีของบ้านท่านหรือ? ดูท่านก็รู้ว่าเป็นยอดฝีมือในการทำนา ข้าวสาลีนี้เติบโตได้ดีจริงๆ”
ชายผู้นั้นกล่าวประจบประแจงด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
สวีฝูกุ้ยฟังคำพูดเสแสร้งเป็นกันเองของอีกฝ่าย สายตาเคลือบแคลง ไม่ได้ตอบคำใด สำเนียงของอีกฝ่ายแตกต่างจากสำเนียงในเขตอำเภอปอโบราณอย่างมาก เห็นได้ชัดว่าเป็นคนต่างถิ่น
“พี่ชาย เจ้านายของข้าเป็นพ่อค้าข้าว ทำธุรกิจค้าขายธัญพืช ข้าเพียงอยากจะถามว่าข้าวสาลีของบ้านท่านขายออกไปแล้วหรือยัง? หากยัง สามารถพิจารณาร้านเราได้”
ชายผู้นั้นอธิบายเจตนาที่มา
สวีฝูกุ้ยส่ายหน้าอย่างเด็ดขาด “ไม่ขาย ข้าเก็บไว้กินเองที่บ้าน”
ชายผู้นั้นยังคงตอแยไม่เลิก “พี่ชาย ท่านพูดเล่นแล้ว ข้าวสาลีและข้าวไร่สามสิบหมู่นี้ ครอบครัวเดียวจะกินหมดได้อย่างไร บ้านเรารับซื้อข้าวราคาสูงในปีนี้จริงๆ นะ สูงกว่าปีที่แล้วสามส่วน”
“บอกแล้วว่าไม่ขาย บ้านข้ามีเจ็ดคนกับสุนัขอีกหนึ่งตัว กินเยอะหน่อยมันผิดปกติหรือไร? เจ้าไปเถอะ” พูดพลางสวีฝูกุ้ยก็โบกมืออย่างรำคาญ
“พี่ชาย...”
เห็นชายผู้นั้นยังจะตอแยต่อ สวีฝูกุ้ยก็เมินเฉยเขาแล้วเดินกลับบ้านไปเลย พร้อมกันนั้นก็ตะโกนเรียกสวีเซี่ยวอวิ๋นที่อยู่ในแปลงสมุนไพร “ซื่ออวิ๋น กลับบ้านกินข้าว!”
“มาแล้วท่านพ่อ~~”
“โฮ่งๆ~!”
ต้าเฮยฉลาดมาก สามารถตัดสินได้ว่าคนตรงหน้าเป็นมิตรหรือศัตรูจากอารมณ์ของคน เมื่อเห็นสวีฝูกุ้ยรำคาญ มันก็เห่าไล่ชายผู้นั้นอย่างดุเดือด ชายผู้นั้นจนปัญญา ได้แต่รีบเดินจากไป
ช่างเป็นเรื่องแปลก...
สวีฝูกุ้ยสงสัย นี่เป็นครั้งที่สามแล้ว ตั้งแต่ครึ่งเดือนก่อนก็มีพ่อค้าข้าวต่างถิ่นมาติดต่อที่บ้านบอกว่าจะรับซื้อธัญพืช หรือว่าราคาข้าวจะขึ้น?
ต้องรู้ว่านอกจากภัยธรรมชาติ ประเภทภัยแล้งใหญ่และน้ำท่วมใหญ่แล้ว ราคาข้าวโดยทั่วไปแทบจะไม่มีความผันผวน การที่พ่อค้าข้าวต่างถิ่นยอมรับซื้อธัญพืชในราคาสูงกว่าปีที่แล้วถึงสามส่วน จะต้องมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นแน่นอน แต่เขาก็ไม่เคยได้ยินว่าที่ไหนมีภัยแล้งหรือภัยน้ำท่วม
หมู่บ้านนานาธารเป็นเพียงหมู่บ้านบนภูเขาที่ห่างไกล ข่าวสารในหมู่บ้านปิดกั้น แม้ว่าโลกภายนอกจะมีเรื่องใหญ่เกิดขึ้น พวกเขาก็ยากที่จะรู้ได้
สวีฝูกุ้ยกลับบ้านไปกินข้าวกับครอบครัว ได้ฟังเจียเจินเล่าเรื่องใหญ่โตภายนอก
“พี่เชี่ยนบอกข้าว่า ราชวงศ์เซียนเฉียนหยวนกับ ราชวงศ์เซียนไป่เยว่เริ่มทำสงครามกันแล้ว”
“ทำสงคราม? เพราะอะไรกัน”
สวีฝูกุ้ยอดกังวลไม่ได้ สำหรับครอบครัวคนธรรมดาแล้ว ‘สงคราม’ ถือเป็นภัยพิบัติที่ไม่อาจต้านทานได้อย่างแน่นอน นำมาซึ่งภัยพิบัติล้างผลาญได้ง่ายดายอย่างยิ่ง
“ดูเหมือนว่าจะค้นพบพวกสายวิญญาณหรือเหมืองวิญญาณ อะไรทำนองนั้น เห็นว่าเกี่ยวข้องกับเทพเซียน ข้าไม่เข้าใจเรื่องพวกนั้นหรอก”
เจียเจินฟังมาจากหวังเชี่ยนซึ่งเจ้าตัวก็รู้เพียงครึ่งๆ กลางๆ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าจะอธิบายให้นางเข้าใจได้อย่างไร
“เรื่องของเทพเซียนไม่เกี่ยวกับพวกเราหรอก พวกเราใช้ชีวิตให้ดีก็พอแล้ว ดีกว่าอะไรทั้งหมด”
สวีเซี่ยวเซี่ยไม่เคยเห็นโลกภายนอกจึงไม่เข้าใจ
ทว่าสวีฝูกุ้ยไม่คิดเช่นนั้น เขานึกถึงพ่อค้าข้าวที่เพิ่งมาติดต่อขอซื้อธัญพืช คาดเดาว่ามีความเป็นไปได้สูงที่สงครามจะทำให้ราคาข้าวสูงขึ้น
นอกจากภัยธรรมชาติแล้ว สิ่งที่เป็นไปได้มากที่สุดที่จะทำให้ราคาข้าวสูงขึ้นก็คือสงคราม ยังมีอีกประเด็นหนึ่ง อำเภอปอโบราณที่พวกเขาอาศัยอยู่นั้นไม่ไกลจากราชวงศ์เซียนไป่เยว่!
คำว่า ‘ไม่ไกล’ นี้ หมายถึงในมุมมองของเทพเซียน
ตระกูลสวีอาศัยอยู่ที่หมู่บ้านนานาธารในอำเภอปอโบราณ อำเภอปอโบราณสังกัดตำบลกำแพงนิล ตำบลกำแพงนิลสังกัดจังหวัดสยบทักษิณ!
จังหวัดสยบทักษิณคือจังหวัดที่อยู่ใต้สุดของพื้นที่ของราชวงศ์เซียนเฉียนหยวน ถัดลงไปทางใต้อีกคือพื้นที่ในปกครองของราชวงศ์เซียนไป่เยว่
ราชวงศ์เซียนเฉียนหยวนในฐานะราชสำนักที่ถูกควบคุมโดยเทพเซียน มีอาณาเขตกว้างใหญ่ กว้างใหญ่มาก
สวีฝูกุ้ยไม่เคยเห็นแผนที่อาณาเขตของราชวงศ์เซียนเฉียนหยวน หรือแม้แต่แผนที่ของจังหวัดสยบทักษิณก็ไม่เคยเห็น เขารู้เพียงว่าราชวงศ์เซียนเฉียนหยวนมีสามสิบแปดมณฑล และจังหวัดสยบทักษิณเป็นหนึ่งในนั้น
จังหวัดสยบทักษิณมีสามสิบสามตำบล ตำบลกำแพงนิลเป็นหนึ่งในนั้น ตำบลกำแพงนิลมีอำเภออยู่หลายสิบแห่ง อำเภอปอโบราณเป็นหนึ่งในนั้น
สวีฝูกุ้ยพอคิดเช่นนี้ ก็ยิ่งรู้สึกว่าสงครามครั้งนี้มีความเป็นไปได้ที่จะส่งผลกระทบถึงพวกเขา จึงเตือนทุกคน “พวกเราระมัดระวังตัวให้มากขึ้น เก็บสะสมเสบียงอาหารไว้ให้ดี ป้องกันเหตุการณ์ไม่คาดฝัน”
“หา? ท่านพ่อ เรื่องของราชวงศ์เซียน คงไม่ส่งผลกระทบถึงพวกเราหรอก”
สวีเซี่ยวโก่วไม่เข้าใจ
“อำเภอปอโบราณของเรา ตำบลกำแพงนิลของเรา ตั้งอยู่ในจังหวัดสยบทักษิณซึ่งอยู่ใต้สุดของอาณาเขตของราชวงศ์เซียนเฉียนหยวน ถัดลงไปทางใต้อีกก็คืออาณาเขตราชวงศ์เซียนไป่เยว่ สำหรับพวกเราแล้วมันไกลหมื่นลี้ แต่สำหรับเทพเซียนแล้วไม่ใช่
ครอบครัวคนธรรมดาทนรับความวุ่นวายไม่ไหว ผลกระทบของสงครามต่อคนธรรมดาอย่างพวกเรานั้นใหญ่หลวงที่สุด...”
สวีฝูกุ้ยอธิบายให้ลูกๆ ฟังอย่างใจเย็น
เม็ดทรายเล็กๆ ที่ไร้ความหมายแห่งยุคสมัย ครั้นตกลงบนบ่าของคนธรรมดาก็คือภูเขาใหญ่ทั้งลูก คนหนุ่มสาวที่ยังด้อยประสบการณ์ยากที่จะเข้าใจสัจธรรมข้อนี้
สิบวันต่อมา ข่าวเรื่องสงครามระหว่างราชวงศ์เซียนในหมู่บ้านแพร่สะพัดไปทั่ว นานๆ ครั้งจะมีคนหน้าแปลกเดินทางผ่านหมู่บ้านนานาธาร
สวีฝูกุ้ยพาลูกๆ ต้าหนิว ซานโก่ว และซื่ออวิ๋น มาเก็บเกี่ยวข้าวสาลีในนาข้าวสาลีของตระกูลสวี
“ทุกคนเร่งมือหน่อย พยายามเก็บเกี่ยวข้าวสาลีให้เสร็จภายในวันนี้”
สวีฝูกุ้ยถือเคียวพุ่งตัวเข้าไปในทุ่งข้าวสาลี มือตวัดเคียวขึ้นลงเกี่ยวข้าวสาลีไปทีละหย่อม ช่วงนี้พ่อค้าข้าวที่มารับซื้อธัญพืชมาอีกสองครั้ง ทำให้สวีฝูกุ้ยรู้สึกกดดัน พอข้าวสาลีสุกได้ที่ก็รีบพาลูกๆ มาเก็บเกี่ยวทันที
“พี่ใหญ่ เราสองคนมาแข่งกันไหมว่าใครเร็วกว่า?”
สวีเซี่ยวโก่วอยากจะประลองฝีมือกับพี่ชาย เขาไม่ค่อยได้ทำงานในไร่นา มักจะมาช่วยเฉพาะช่วงฤดูเก็บเกี่ยวที่วุ่นวาย แต่ด้วยร่างกายที่ผ่านการฝึกเคล็ดวิชาปักหลักพยัคฆ์หมีขั้นที่สอง ทำให้ร่างกายของเขาแข็งแรงกำยำกว่าสวีเซี่ยวหนิว
“ได้”
สิ้นเสียงของสวีเซี่ยวหนิว เขาก็พุ่งเข้าไปในทุ่งข้าวสาลีตรงหน้าแล้ว
“พี่ใหญ่ท่านขี้โกง ข้ายังไม่ได้ตะโกนเริ่มเลย...”
สวีเซี่ยวโก่วพูดพลางรีบเดินไปยังทุ่งข้าวสาลีผืนที่อยู่ติดกัน แล้วเริ่มแข่งขันกับสวีเซี่ยวหนิว ส่วนสวีเซี่ยวอวิ๋น เขาเริ่มเกี่ยวข้าวอย่างเชื่องช้า เขาอายุน้อย พละกำลังก็ไม่ดี ไม่ใช่แรงงานหลัก
สวีฝูกุ้ยไม่ต้องสงสัยเลยว่าเป็นคนที่เร็วที่สุด เขาทำงานในไร่นามาซาวปี (ยี่สิบปี) ราวกับกลายเป็น "เครื่องจักรเก็บเกี่ยว" ผ่านไปทางไหนข้าวสาลีก็ถูกเก็บเกี่ยวไปเป็นบริเวณกว้าง ข้างๆ กันนั้น สวีเซี่ยวหนิวเร็วกว่าสวีเซี่ยวโก่วพอสมควร
เก็บเกี่ยวข้าวสาลีหนึ่งหมู่เสร็จ สวีเซี่ยวโก่วไม่ยอมแพ้ “พี่ใหญ่เรามาต่อกัน ความอดทนของท่านต้องสู้ข้าไม่ได้แน่”
ทั้งสองคนยังคงแข่งขันกันต่อไป
สวีเซี่ยวหนิวราวกับไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย พละกำลังของเขาทำให้สวีเซี่ยวโก่วต้องทึ่ง
เป็นเช่นนี้ ยังไม่ทันถึงเวลาค่ำ คนสี่คนอาศัยเคียวเก็บเกี่ยวข้าวสาลีไปได้กว่ายี่สิบหมู่ หลังจากนั้นการนวดข้าวสาลี การตากแดด และการโม่แป้งยังต้องใช้เวลาทำงานอีกหลายวัน
“ต้าหนิว รอให้งานยุ่งที่บ้านสองวันนี้เสร็จก่อน แล้วค่อยไปช่วยกันเก็บเกี่ยวข้าวสาลีสิบกว่าหมู่ที่เจ้าเช่าที่ไว้”
สวีฝูกุ้ยไม่ได้ลืมที่ดินที่สวีเซี่ยวหนิวเช่าปลูก
“ท่านพ่อ ข้าคนเดียวก็พอ”
เขาคนเดียวอย่างมากก็ใช้เวลาเพิ่มอีกแค่สองวัน
“ไปด้วยกันเถอะ เก็บเกี่ยวเร็วก็สบายใจเร็ว สองวันนี้ในหมู่บ้านมีคนหน้าแปลกเยอะ ข้ากังวลว่าจะเกิดเรื่องไม่คาดฝัน”
สวีฝูกุ้ยสังเกตเห็นคนแปลกหน้าเหล่านั้น ในหมู่บ้านมีคนบอกว่าเป็นผู้ลี้ภัยที่หนีทุพภิกขภัยมาถึงที่นี่
“ก็ได้”
หลายวันต่อมา สวีฝูกุ้ยพาสวีเซี่ยวโก่วไปช่วยสวีเซี่ยวหนิวเก็บเกี่ยวข้าวสาลีสิบกว่าหมู่ ข้าวสาลีที่เก็บเกี่ยวมาไม่ได้ขายออกไปเลยแม้แต่น้อย เก็บไว้ที่บ้านทั้งหมด
ก่อนหน้านี้สวีฝูกุ้ยนอกจากจะเก็บไว้พอใช้ในบ้านแล้ว ที่เหลือก็จะขายทิ้งไป แต่ครั้งนี้สวีฝูกุ้ยกังวลว่าสงครามจะส่งผลกระทบยาวนานเกินไป จึงเก็บธัญพืชไว้ทั้งหมด
คนแปลกหน้าที่ปรากฏตัวในหมู่บ้านนานาธารมีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ เป็นการยืนยันการคาดเดาของสวีฝูกุ้ย
ตกบ่าย อากาศร้อนอบอ้าว สวีเซี่ยวหนิวเปลือยท่อนบน ทำงานอยู่ในสวนสาลี่กรอบ รออีกครึ่งเดือนสาลี่กรอบสิบแปดหมู่นี้ก็จะสุกแล้ว หลังจากเก็บเกี่ยวเขาจะสบายขึ้นมาก
ไม่ไกลออกไป หญิงคนหนึ่งผมเผ้ารุงรังใบหน้ามอมแมม สวมเสื้อผ้าป่านหยาบตัวหนา พร้อมสะพายห่อผ้า นางกำลังมองสวีเซี่ยวหนิวอยู่
“กำยำจริงๆ”
นางมองดูร่างกายที่แข็งแรงสมส่วนของสวีเซี่ยวหนิว คาดเดาว่าฐานะทางบ้านของเขาคงจะมั่งคั่ง หากเป็นชาวนายากจนหรือผู้เช่านามักจะผอมแห้งติดกระดูก ไม่มีทางที่จะมีรูปร่างเช่นนี้ได้
ชื่อปัจจุบันของนางคือ ‘ซูจิ่นซู’ มีฐานะเป็นบุตรสาวของพ่อค้าเศรษฐีที่ลี้ภัยมาจากอำเภอหมอกฟุ้ง ตำบลเมฆาเขตแดน พลัดพรากจากครอบครัว เป็นคุณหนูตระกูลใหญ่ผู้ตกอับ
นางเสยผมยุ่งเหยิงขึ้น เผยให้เห็นใบหน้ารูปไข่ สวยน่ารัก ขนาดเท่าฝ่ามือ เช็ดคราบดินโคลนบนใบหน้าออก เผยให้เห็นผิวขาวนวลเนียน
“พี่ชายท่านนี้ พี่ชาย~”
นางดัดเสียงเอ่ยด้วยน้ำเสียงหวานหยดย้อย