เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 17 สุนัขล่าสัตว์ภูเขา

ตอนที่ 17 สุนัขล่าสัตว์ภูเขา

ตอนที่ 17 สุนัขล่าสัตว์ภูเขา


ตอนที่ 17 สุนัขล่าสัตว์ภูเขา

เมื่อสวีเซี่ยวโก่วกลับถึงบ้าน สวีฝูกุ้ยและสวีเซี่ยวหนิวเพิ่งกลับมาจากทุ่งนาพอดี ด้านเฝิงเจียเจินและสวีเซี่ยวเซี่ยทำอาหารเย็นเสร็จแล้ว

“มาพร้อมหน้าแล้ว กินข้าว!”

วันนี้เป็น ‘วันอาหารสมบูรณ์’ ของบ้านสวี สวีฝูกุ้ยตะโกนเสียงดัง เด็กๆ ก็ช่วยกันคนละไม้คนละมือยกอาหารที่ทำเสร็จจากห้องครัวมาวางบนโต๊ะในห้องโถง ยังคงเป็นโต๊ะแปดเซียนตัวเก่าแก่ตัวเดิม เนื่องจากใช้งานมาหลายปี ผิวเคลือบของโต๊ะถูกขัดถูจนสะอาด เผยให้เห็นสีเนื้อไม้ดั้งเดิม

วันนี้มีหมูสามชั้นตุ๋นซีอิ๊วหอมกรุ่น ขาหมูพะโล้ และยังมีแกงปลาซึ่งเคี่ยวจากปลากินหญ้าหนักสามชั่งจนน้ำแกงเป็นสีขาวขุ่น

“ค่อยๆ กิน ไม่ต้องแย่งกัน”

สวีเซี่ยวอวิ๋นวัยสิบเอ็ดปีและสวีเซี่ยวอันวัยแปดปีสวาปามราวกับกลัวว่าถ้าช้าไปคำเดียวจะกินไม่อิ่ม

“ระวังกิริยามารยาทในการกินด้วย”

“ไม่มีคนนอกอยู่สักหน่อย”

สวีเซี่ยวอวิ๋นพึมพำกล่าวทั้งที่ยังเคี้ยวหมูสามชั้นตุ๋นซีอิ๊วกับแป้งนึ่งเต็มปาก

“อยู่ต่อหน้าคนในครอบครัวก็ต้องมีมารยาท ถ้าทำแบบนี้อีกจะให้ยืนทำโทษ”

เจียเจินถลึงตามองสวีเซี่ยวอวิ๋น พอเห็นว่าในที่สุดเขาก็ปรับกิริยาการกินให้เรียบร้อยขึ้นจึงปล่อยเขาไป

“ท่านแม่ เป็นเพราะอาหารที่ท่านแม่ทำอร่อยเกินไปต่างหาก”

สวีเซี่ยวอันเห็นได้ชัดว่าพูดจาเอาใจเก่งกว่า

ครอบครัวเจ็ดชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข บรรยากาศครึกครื้น

สวีเซี่ยวโก่วเห็นเสื้อผ้าเก่าๆ ที่เต็มไปด้วยรอยปะบนตัวน้องสี่และน้องห้าก็ลอบทอดถอนใจ บ้านของเขาไม่เคยตระหนี่เรื่องอาหารการกิน ทำอาหารกินอิ่มหนำทุกสามวันห้าวัน แต่ในด้านอื่นๆ กลับประหยัดมัธยัสถ์เกินไป เขารู้ว่าเป็นเพราะตนเองฝึกยุทธ์ ค่าใช้จ่ายส่วนเกินในบ้านจึงถูกนำมาใช้กับเขาหมด เขาจึงตั้งปณิธานว่าจะต้องตั้งใจฝึกยุทธ์ให้ดี สร้างชื่อเสียงให้ได้ จะไม่ทำให้พ่อแม่ต้องผิดหวังที่ทุ่มเงินให้เขามากมายขนาดนี้

ช่วงอาหารเย็นสิ้นสุดลง

สวีเซี่ยวหนิวหยิบชามดินเผาเก่าๆ เปื้อนๆ ที่แตกบิ่นใบหนึ่งออกมา ตักเศษอาหารเหลือบนโต๊ะที่ทุกคนกินเหลือใส่ไว้ เขาถือชามดินเผาเดินออกจากประตูรั้ว มาถึงด้านหลังเรือนพักของตระกูลสวี มีกรงสุนัขที่ทำจากดินเหนียวตั้งอยู่ริมทุ่งนา

“ต้าเฮย?”

เห็นต้าเฮยไม่อยู่ในกรงจึงตะโกนเรียก ‘ต้าเฮย’ ไปทางทุ่งนาสองสามครั้ง

“โฮ่งๆ!”

มีเสียงตอบรับจากที่ไกลๆ พร้อมกับเสียงสุนัขเห่าดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ไม่นานต้าเฮยก็ปรากฏตัวขึ้น ท่ามกลางแสงสลัวยามค่ำคืน เร็วเร็วราวกับเงา

“โฮ่งๆ~~”

ต้าเฮยวิ่งมาอยู่ข้างๆ สวีเซี่ยวหนิว กระดิกหางไม่หยุด เดินวนเวียนอยู่ข้างขาเขา ใช้หัวและคอคลอเคลีย ดูสนิทสนมอย่างยิ่ง มันมีรูปร่างผอมเพรียวปราดเปรียว ขนสั้นสีดำเป็นมันเงาทั้งตัว โครงร่างใหญ่ ไหล่และหลังสูงถึงระดับเอวของสวีเซี่ยวหนิว

“วันนี้อาหารเยอะ มีขาหมูที่แทะแล้วกับเนื้อปลา เจ้ารีบกินเถอะ”

สวีเซี่ยวหนิววางชามดินเผาลงบนพื้น

“โฮ่ง~~”

ต้าเฮยก้มหัวกินจนเกลี้ยงอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็วิ่งเล่นกระโดดโลดเต้นรอบๆ ผู้เป็นนาย

“หยุด นั่ง หมอบกลิ้ง หมอบลง... มา วิ่งตามข้ามา”

สวีเซี่ยวหนิวและต้าเฮยเล่นกันอย่างสนุกสนาน

ต้าเฮยเป็นสุนัขที่สวีเซี่ยวหนิวและพ่อของเขาเก็บกลับมาจากการขึ้นเขาไปล่าสัตว์เมื่อสามปีก่อนในฤดูใบไม้ร่วง วันนั้นทั้งสองคนโชคดี ล่าไก่ฟ้าภูเขามาได้สองตัว ตอนที่กลับจากเขานานาธารก็พบ ‘ต้าเฮย’ ระหว่างทาง ตอนนั้นต้าเฮยเป็นลูกสุนัขตัวน้อย ขนาดเท่าฝ่ามือ ตายังลืมไม่ขึ้น ท่าทางหายใจรวยริน จวนเจียนจะตายเต็มที

สวีเซี่ยวหนิวพามันกลับบ้าน อาศัยการป้อนน้ำข้าวต้มและน้ำต้มเนื้อช่วยชีวิตมันไว้ได้ เดิมทีเจียเจินไม่เห็นด้วย สภาพครอบครัวของพวกเขาไม่มีอาหารเหลือพอที่จะเลี้ยงสุนัขได้จริงๆ แต่ด้วยการอ้อนวอนอย่างสุดกำลังของเขา ในที่สุดพ่อแม่ของเขาก็ยอมให้เขาเลี้ยงสุนัข

ต้าเฮยโตเร็วมาก เพียงสองปีก็เติบโตจากลูกสุนัขขนาดเท่าฝ่ามือกลายเป็นสุนัขใหญ่ท่าทางน่าเกรงขาม สวีเซี่ยวหนิวไม่รู้ว่ามันเป็นพันธุ์อะไร บ้างบอกว่าเป็นสุนัขป่าในภูเขา บ้างก็บอกว่าเป็นสุนัขล่าสัตว์ที่ใช้ในการล่าโดยเฉพาะ มันไม่เหมือนสุนัขบ้านธรรมดาจริงๆ เขี้ยวสุนัขทั้งสี่ซี่บนล่างของมันยาวและคมมาก วิ่งเร็วกว่าสุนัขบ้านทั่วไปมาก มันยังฉลาดกว่าสุนัขบ้านทั่วไปมาก สามารถเข้าใจคำสั่งง่ายๆ ได้

หลังจากที่มันโตขึ้น การเลี้ยงดูมันกลับไม่ต้องการอาหารมากนัก มันสามารถจับหนูนาและกระต่ายป่าในทุ่งนาได้เอง

และที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือมันสามารถเฝ้าดูแลไร่นาได้ นี่คือเหตุผลสำคัญที่สวีฝูกุ้ยยอมให้เลี้ยงต้าเฮย ไร่นาของบ้านเขาต้องการคนดูแล โดยเฉพาะแปลงสมุนไพรอันล้ำค่า กรงสุนัขของต้าเฮยจึงอยู่ข้างๆ ไร่นาของตระกูลสวี โดยปกติจะเลี้ยงแบบปล่อย

เมื่อมีต้าเฮย สวีฝูกุ้ยก็ไม่ต้องกังวลว่าจะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันประเภท ‘หมูป่าขุดคุ้ยหาอาหารตอนกลางคืน’ อีกต่อไป ทั้งไม่ต้องกังวลว่าเมื่อผลไม้ในสวนสุกแล้วจะมีคนฉวยโอกาสขโมยหรือลักลอบเก็บสมุนไพร

เช้าวันรุ่งขึ้น ณ สวนผลไม้ของตระกูลสวี

เหลือเวลาอีกประมาณหนึ่งเดือนกว่าจะถึงฤดูที่สาลี่หอมและผลซิ่งสุก บนต้นมีผลขนาดเล็กใหญ่ห้อยอยู่ กลิ่นหอมอ่อนๆ ของผลไม้ลอยฟุ้งอยู่ในอากาศ

สวีฝูกุ้ยกำลังฝึกเคล็ดวิชาปักหลัก ความก้าวหน้าของเคล็ดวิชาปักหลักของเขาอยู่ที่ขั้นที่สอง ทะลวงเส้นลมปราณหลักห้าเส้น เส้นลมปราณหลักเส้นที่หกใกล้จะทะลวงแล้ว เปิดจุดลมปราณสำคัญเก้าสิบจุด

ข้างเขายังมีคนอีกสองคนกำลังฝึกเคล็ดวิชาปักหลัก คือคนโตสวีเซี่ยวหนิว และคนที่สี่ สวีเซี่ยวอวิ๋น

สวีเซี่ยวหนิวอายุสิบแปดปี กำลังอยู่ในช่วงวัยที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการฝึกยุทธ์ เคล็ดวิชาปักหลักขั้นที่สองใกล้จะสำเร็จแล้ว เขาทะลวงเส้นลมปราณหลักทั้งเจ็ดเส้นได้หมดแล้ว เหลือเพียงสองจุดลมปราณสุดท้ายก็จะสามารถเปิดจุดลมปราณสำคัญทั้ง 108 จุดได้ทั้งหมด หากพูดถึงพละกำลัง เขาแซงหน้าพ่อของตนไปตั้งแต่ปีที่แล้ว

คนที่สี่ สวีเซี่ยวอวิ๋นเริ่มเรียนเคล็ดวิชาปักหลักเมื่อต้นฤดูใบไม้ผลิปีที่แล้ว จนถึงบัดนี้ก็เป็นเวลาปีกว่าแล้ว

เขาฝึกเคล็ดวิชาปักหลักจบสองรอบก็หยุดพักไป เมื่อเห็นบิดาและพี่ใหญ่ต่างกำลังจดจ่ออยู่กับการฝึกเคล็ดวิชาปักหลัก จึงหาวแล้วฝึกต่อ ท่าปักหลักของเขาดูอ่อนปวกเปียก ‘ความรู้สึกอุ่นร้อน’ ในร่างกายก็บางเบามาก ความเหนื่อยล้าเล็กน้อยมาเยือนหลังจากฝึกเคล็ดวิชาปักหลักอีกรอบ เขาบิดขี้เกียจ นั่งเหม่อลอยอย่างเบื่อหน่ายอยู่ครู่หนึ่ง ครั้นเห็นพ่อและพี่ชายยังไม่หยุดเสียทีก็ฝึกฝนต่อ

จริงๆ แล้วเขาไม่ชอบฝึกฝนเคล็ดวิชา เพียงแต่ถูกบิดาบังคับให้มา เขาไม่เข้าใจความหมายของการต้องตื่นมาฝึกเคล็ดวิชาปักหลักตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง ฝึกให้เก่งกาจขนาดนั้นจะมีประโยชน์อะไร ไปสู้กับคนอื่นหรือ?

ทว่าพ่อของเขาก็กำชับว่าห้ามไปสู้กับใคร ห้ามไปก่อเรื่อง

สวีฝูกุ้ยฝึกเคล็ดวิชาปักหลักจบห้ารอบก็พัก เขามองไปที่สวีเซี่ยวอวิ๋นที่อยู่ไม่ไกล เห็นท่ายืนของอีกลูกชายไม่มั่นคงก็ส่ายหน้าอย่างจนใจ “เฮ้อ”

เขาสอนสวีเซี่ยวอวิ๋นไปไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งแล้ว แต่เจ้าตัวกลับไม่ใส่ใจ เขาก็ไม่รู้จะทำอย่างไรแล้ว

นึกถึงตอนแรกที่เขาจะเลือกสวีเซี่ยวหนิวและสวีเซี่ยวโก่วไปฝึกยุทธ์ ทั้งสองคนต่างกระตือรือร้นมาก สุดท้ายเป็นสวีเซี่ยวหนิวที่ยอมสละสิทธิ์เพื่อช่วยงานที่บ้าน ตอนนี้เขาสอนสวีเซี่ยวอวิ๋นด้วยตัวเอง สวีเซี่ยวอวิ๋นกลับไม่เต็มใจเรียน

สำหรับเรื่องนี้ สวีฝูกุ้ยทำได้เพียงทอดถอนใจ ความมุ่งมั่นต่างกัน คนเราย่อมมีชะตาชีวิตของตนเอง

เขารู้ว่าลูกชายคนที่สี่อย่างสวีเซี่ยวอวิ๋นไม่ใช่เด็กไม่เชื่อฟัง เพียงแต่ไม่สนใจการฝึกยุทธ์โดยสิ้นเชิง เมื่อเทียบกับพี่น้องแล้ว สวีเซี่ยวอวิ๋นรู้หนังสือและชอบอ่านตำรามากที่สุด

ไม่นานสวีเซี่ยวหนิวก็ฝึกเคล็ดวิชาปักหลักเสร็จ เห็นน้องสี่ยังฝึกไม่เสร็จก็บอกลาสวีฝูกุ้ย “ท่านพ่อ ข้าไปทำงานก่อน”

หลังจากนั้นก็ไปดูแลที่นาสามสิบหมู่ที่เขาเช่ามา ไม่นานสวีเซี่ยวอวิ๋นก็ฝึกเคล็ดวิชาปักหลักรอบที่สี่เสร็จเสียที เห็นพ่อและพี่ใหญ่ต่างฝึกเสร็จแล้ว เขาจึงตัดสินใจอู้งานฝึกน้อยลงไปรอบหนึ่ง “ท่านพ่อ วันนี้ข้าต้องทำงานอะไร?”

“เจ้าไปดูแลแปลงสมุนไพรเถอะ ตรวจดูว่ามีแมลงศัตรูพืชหรือไม่”

“อื้ม”

สวีเซี่ยวอวิ๋นเดินไปยังแปลงสมุนไพร ความสามารถในการทำงานเกษตรของเขาก็ด้อยกว่าพี่ชายอยู่บ้าง ช่วยพ่อทำงานเกษตรมาปีกว่าแล้วก็ยังไม่เชี่ยวชาญสักอย่าง

สวีฝูกุ้ยกำลังถางหญ้า ค้ำกิ่งไม้ในสวนผลไม้ ปีนี้สภาพอากาศค่อนข้างดี น่าจะได้ผลผลิตงอกงาม

ทำงานเพลินจนไม่รู้ตัวก็ถึงยามเที่ยง สมควรกลับไปกินข้าวได้แล้ว เสียงสุนัขเห่าดังมาจากไม่ไกลในในขณะนั้น เป็นเสียงของต้าเฮย

สวีฝูกุ้ยเดินออกจากสวนผลไม้ เห็นเงาคนกำลังชะโงกหัวมองลับๆ ล่อๆ อยู่ข้างทุ่งข้าวสาลี ต้าเฮยกำลังเห่าใส่เขาอย่างเกรี้ยวกราด

จบบทที่ ตอนที่ 17 สุนัขล่าสัตว์ภูเขา

คัดลอกลิงก์แล้ว