- หน้าแรก
- พฤกษาสมบัติก่อตระกูลเซียน
- ตอนที่ 11 สั่งสอนลูก
ตอนที่ 11 สั่งสอนลูก
ตอนที่ 11 สั่งสอนลูก
ตอนที่ 11 สั่งสอนลูก
หวังเชี่ยนและเจียเจินคุยเล่นกันอยู่ครู่หนึ่ง ก็ลองหยั่งเชิงถามว่า “น้องเจียเจิน เจ้าให้เงินซานโก่วไปซื้อยาบำรุงหรือ?”
“เงินอะไร ยาบำรุงอะไร?”
เจียเจินงุนงง ไม่เข้าใจว่าหวังเชี่ยนพูดอะไร
หวังเชี่ยนเข้าใจสถานการณ์แล้วว่าเป็นอย่างไร “สามีข้าบอกว่าวันนี้ซานโก่วให้เงินมาหนึ่งตำลึง ซื้อยาบำรุงสามชุด เขาไม่เคยซื้อมาก่อนเลย ก็เลยให้ข้ามาลองถามดู”
เมื่อได้ยินดังนั้น เจียเจินก็เข้าใจทันที สีหน้าพลันเปลี่ยนไป “เจ้าเด็กนั่นวันนี้ไปเที่ยวในเมืองกับเพื่อน รอเขากลับมาข้าจะถามเขาให้รู้เรื่อง!”
“เงินข้าคืนให้เจ้าแล้ว”
หวังเชี่ยนหยิบเงินหนึ่งตำลึงวางไว้บนโต๊ะ ก่อนไปก็ยังไม่วางใจกำชับอีกว่า “ซานโก่ว เด็กคนนั้นเพิ่งจะสิบขวบ ยังเล็กอยู่เลย ทำผิดบ้างก็เป็นเรื่องปกติ เจ้าอย่าตีเขาแรงเกินไปนักล่ะ”
“พี่เชี่ยน ข้ารู้ดี”
หลังจากส่งหวังเชี่ยนกลับไปแล้ว เจียเจินก็รีบไปตรวจนับเงินในห้องนอน ทั่วไปที่บ้านไม่มีคนนอก นางก็อยู่บ้านตลอด ดังนั้นจึงเก็บเงินไว้ในที่ที่ไม่ลับตา พอนับดูอย่างละเอียด เงินหายไปตั้งสิบตำลึง
นางไปค้นที่ห้องนอนของสวีเซี่ยวโก่วที่เรือนตะวันออกอีก ในไม่ช้าก็ค้นเจอเงินแปดตำลึงในหมอน
“เจ้าเด็กนี่มันกำเริบเสิบสาน!” นางพูดอย่างโมโห
ตั้งแต่สวีเซี่ยวโก่วไปฝึกยุทธ์ก็มีตู้ไห่ช่วยอบรมสั่งสอน รู้ความขึ้นมาก เจียเจินคิดว่านิสัยลักเล็กขโมยน้อยของเขาคงหายไปเมื่อโตขึ้นแล้ว แต่ไม่คิดว่าพอทำผิดอีกครั้งกลับเป็นเรื่องใหญ่โตขนาดนี้ เงินตั้งสิบตำลึง เด็กอายุสิบขวบกล้าขโมยเงินมากขนาดนี้ได้อย่างไร?
ยามเย็น สวีฝูกุ้ยแบกฟืนมัดใหญ่ออกจากเขานานาธาร พอถึงหมู่บ้านก็เดินไปยังบ้านของเศรษฐีหลิว เขาแบกฟืนหนักถึงสามร้อยชั่ง มองจากไกลๆ เห็นเพียงมัดฟืนขนาดใหญ่ ไม่เห็นคนที่อยู่ใต้มัดฟืน
มีชาวบ้านเดินผ่านไปมา เอ่ยอย่างประหลาดใจว่า “ข้านึกว่าใคร ที่แท้ก็ฝูกุ้ยนี่เอง เจ้าช่างเก่งกาจเสียจริง นี่มันฟืนกี่ชั่งกัน?”
สวีฝูกุ้ยแสร้งทำท่าทางเหนื่อยยาก “ประมาณสามร้อยชั่ง ที่บ้านมีลูกห้าคนรอให้เลี้ยงดู ไม่สู้ไม่ได้แล้ว”
“เช่นนั้นเจ้าก็ต้องดูแลสุขภาพด้วย อย่าให้เหนื่อยจนป่วยไปเสียล่ะ”
หลังจากนั้น สวีฝูกุ้ยก็เอาฟืนไปส่งให้ตระกูลหลิว ขายได้หนึ่งร้อยสี่สิบอีแปะ ปีนี้ผลผลิตจากไร่นาไม่ดี คนจำนวนมากจึงขึ้นเขาไปตัดฟืน ทำให้ราคาฟืนต่ำกว่าปีก่อนเล็กน้อย ขายฟืนแล้ว เขาก็กลับบ้านอย่างพอใจ
“เจียเจิน วันนี้ขายฟืนได้เงินมา 140 อีแปะ ลงบัญชีไว้! เอ๊ะ?”
เขาสังเกตเห็นว่าบรรยากาศในบ้านไม่ปกติ เกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่ ครู่ต่อมาจึงเห็นภรรยาเดินออกมาจากห้องโถง ดวงตาแดงก่ำ ดูท่าทางเหมือนเพิ่งร้องไห้มา เขาเลือดขึ้นหน้าทันที ใบหน้าแดงก่ำ ใครกล้ามาทำร้ายภรรยาของเขา?
ปกติเขาเป็นคนซื่อสัตย์จริงจัง พูดน้อย แต่ถ้าใครกล้ารังแกภรรยาของเขา เขาก็กล้าสู้จนตัวตาย
สวีเซี่ยวหนิวเดินตามหลังเจียเจินมา “ท่านพ่อ ข้าพอกลับมาก็เห็นแม่ร้องไห้ ถามอย่างไรก็ไม่ยอมพูดอะไรเลย”
“แล้วเอ้อร์เซี่ยล่ะ เป็นอย่างไรบ้าง?”
สวีเซี่ยวเซี่ยอุ้มสวีเซี่ยวอันเดินออกมา “ท่านพ่อ ข้าก็ไม่รู้แน่ชัด ดูเหมือนจะเกี่ยวกับน้องสาม วันนี้น้าเชี่ยนมาครั้งหนึ่ง พอกลับไปแม่ก็รื้อค้นข้าวของ ไม่รู้ว่าหาอะไร”
เจียเจินเห็นสวีฝูกุ้ยกลับมา เหมือนมีที่พึ่งทางใจ “ไม่ ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร ก็แค่ซานโก่วขโมยเงินจากบ้านไป พี่เชี่ยนบอกข้าถึงได้รู้...”
นางเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ฟัง ที่นางร้องไห้ไม่ใช่เพราะเสียดายเงิน แต่เป็นเพราะความอัดอั้นตันใจมันระเบิดออกมา รู้สึกว่าตนเอง ‘สั่งสอนลูกไม่ถูกวิธี’
“ท่านพี่ หรือว่าข้าเลี้ยงลูกมีปัญหา?”
การเลี้ยงลูกห้าคนที่บ้านไม่ใช่เรื่องง่าย สถานะทางการเงินของครอบครัวก็ตึงเครียดเช่นนี้ นางประหยัดมัธยัสถ์ดูแลบ้าน แต่กลับเลี้ยงลูกที่กล้าขโมยเงินของบ้านออกมา
สวีฝูกุ้ยเห็นท่าทางน้อยใจและตำหนิตัวเองของเจียเจิน จึงรีบปลอบโยน “ไม่ใช่ ไม่ใช่เลย เจ้าทำได้ดีมากแล้ว เด็กคนไหนบ้างไม่เคยขโมยเงินที่บ้าน ตอนข้าเด็กๆ ข้าก็เคยขโมย วันนี้เจ้าไม่ต้องยุ่งอะไรแล้ว ข้าจัดการเอง จะได้ไม่ทำให้เจ้าต้องโมโหอีก”
สวีเซี่ยวหนิวเห็นภาพนี้ ในใจก็ได้แต่ภาวนาให้น้องสามเงียบๆ ทำให้ท่านแม่โกรธยังพอทำเนา แต่ถ้าทำให้ท่านพ่อโกรธล่ะก็เรื่องใหญ่แน่
ขณะที่กำลังพูดคุยกันอยู่นั้น สวีเซี่ยวโก่วก็กลับมา ในมือของเขาถือป๋องแป๋ง ในกระเป๋าก็มีของตุง เมื่อผลักประตูรั้วเข้าไปก็เห็นหลายคู่สายตาจ้องมองมาที่เขาด้วยแววตาที่แตกต่างกัน ในใจก็เริ่มเต้นไม่เป็นส่ำ
"เป็น เป็นอะไรไป? ทำไมมองข้ากันอย่างนี้?"
“เจียเจิน เจ้ากลับเข้าห้องนอนไป อย่าโมโหเลย”
สวีฝูกุ้ยปลอบเจียเจินให้กลับเข้าไป แล้วให้สวีเซี่ยวหนิวลงกลอนประตูรั้ว จากนั้นก็เดินเข้าไปหาสวีเซี่ยวโก่วทีละก้าว
“ซานโก่ว รู้หรือไม่ว่าเจ้าทำผิดอะไร?”
“ผิดอะไรหรือ? ท่านพ่อ ข้าไม่รู้นี่”
สวีเซี่ยวโก่ยังคงปากแข็ง เขาไม่เคยโดนท่านพ่อตีมาก่อน จึงคิดว่าท่านพ่อของตนใจดี
“ไม่รู้รึ?”
สวีฝูกุ้ยจับสวีเซี่ยวโก่วกดลงกับพื้น คว้าท่อนไม้ใกล้มือแล้วหวดลงไป ท่อนไม้ฟืนหักไปหลายอัน ตีจนสวีเซี่ยวโก่วร่ำไห้เรียกพ่อแม่ ร้องโหยหวนเสียงดังไปไกลเป็นร้อยเมตร
“โอ๊ย ท่านพ่อ ข้าผิดไปแล้ว ข้ารู้แล้วว่าผิด... ท่านพ่อ อย่าตีเลย ข้าจะสารภาพ... ท่านแม่ ช่วยข้าด้วย...”
สวีเซี่ยวโก่วน้ำมูกน้ำตาไหลอาบหน้า ด้านสวีเซี่ยวหนิวยืนมองอยู่ข้างๆ ในใจรู้สึกสงสารน้องสาม เขารู้ว่าท่านพ่อแรงเยอะเพียงไหน อย่าว่าแต่น้องสามเคยฝึกยุทธ์ ต่อให้ฝึกอีกหลายปีก็คงได้แต่ถูกท่านพ่อตีอยู่ดี
ฉากนี้ทำให้สวีเซี่ยวเซี่ยและสวีเซี่ยวอวิ๋นตกตะลึงอย่างมาก ที่สวีฝูกุ้ยลงมือหนักขนาดนี้เพียงเพราะเจียเจินเสียน้ำตา ทำให้ภรรยาของเขาเสียใจ ต่อให้เป็นลูกแท้ๆ ก็ต้องตีให้หนักถึงจะหายแค้น
สุดท้ายเป็นเจียเจินที่อยู่ในห้องทนฟังต่อไปไม่ไหว สงสารสวีเซี่ยวโก่วจึงออกมาห้าม
“พูดมา ขโมยเงินไปเท่าไหร่”
สวีฝูกุ้ยที่ความโกรธในใจเริ่มเบาบางลงแล้ว หยุดมือหลังจากเจียเจินออกมา แล้วซักถามสวีเซี่ยวโก่ว
“สิบตำลึง”
“ใช้ไปเท่าไหร่ ใช้ที่ไหนบ้าง บอกมาให้หมด”
“หนึ่งตำลึงให้ท่านอาจารย์ ข้าอยากซื้อยาบำรุง คนอื่นมีกันหมด ข้าไม่มี ข้าฝึกท่ายืนไม่ก้าวหน้าเท่าคนอื่น”
สวีเซี่ยวโก่วพยายามแก้ตัว หาข้ออ้างให้ตัวเอง
สวีฝูกุ้ยโกรธจนเกือบจะเตะออกไปอีกที “แล้วทำไมเจ้าไม่เอ่ยปากบอก? ต้องขโมยด้วยหรือ? ถ้าคราวหน้ายังขโมยอีก เจ้าก็ไม่ต้องฝึกยุทธ์แล้ว ฝึกสำเร็จไปก็เป็นตัวปัญหาเปล่าๆ”
“ไม่ขโมยแล้ว ไม่ขโมยแล้ว ข้าจะไม่ขโมยอีกแล้ว”
ก้นของสวีเซี่ยวโก่วปวดแสบปวดร้อน การถูกตีครั้งนี้คงทำให้เขาจดจำไปชั่วชีวิต
“แล้วมีอะไรอีก?”
“ไปเที่ยวในเมือง นั่งรถม้าไปกลับสิบห้าอีแปะ ซื้อป๋องแป๋งให้น้องห้ายี่สิบอีแปะ ซื้อปิ่นปักผมให้พี่รองสวีเซี่ยวเซี่ย สามสิบอีแปะ ซื้อนมอัดเม็ดให้น้องสี่ห้าอีแปะ เลี้ยงขนมเพื่อนสามสิบอีแปะ ตัวข้าเองก็กินบะหมี่ไปยี่สิบอีแปะ”
สวีเซี่ยวโก่วแจกแจงรายละเอียดเงินทุกส่วนที่ใช้ไปอย่างชัดเจน
สวีฝูกุ้ยฟังแล้วก็หัวเราะพลางด่าว่า “เจ้าเด็กนี่ช่างทำตัวเสียจริง เอาเงินที่ขโมยจากบ้านไปซื้อของให้พี่น้อง แถมยังไปทำตัวเป็นคนใจกว้างข้างนอกอีก รอให้เจ้าหาเงินได้เองแล้วใช้เงินตัวเองนั่นแหละถึงจะเรียกว่าเก่งจริง เอาเงินที่เหลือมาให้หมด”
“ฮู่” สวีเซี่ยวโก่วเห็นพ่อแม่ไม่เอาเรื่องต่อ ก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก พอเขานำเงินที่เหลือมาคืนแล้ว ก็กลับไปที่ห้องนอนคว่ำอยู่บนเตียง ก้นของเขาเจ็บมาก คาดว่าอีกหลายวันคงต้องนอนคว่ำตลอดคืน
สวีเซี่ยวหนิวเดินไปข้างๆ เขา “น้องสาม แล้วของข้าล่ะ?”
“ของท่านอะไร?”
“ของที่ซื้อมาจากในเมืองน่ะสิ? ทำไมไม่ซื้อมาให้ข้าบ้าง”
สวีเซี่ยวหนิวรู้สึกว่าตนเองเสียแรงสงสารน้องสามเปล่าๆ ของที่ซื้อมาไม่มีส่วนของเขาเลย
“พี่ใหญ่ ท่านทั้งไม่ตะกละแล้วก็ไม่โลภอยากเที่ยวเล่น ข้าไม่รู้จริงๆ ว่าจะซื้ออะไรให้ท่าน? หรือว่าคราวหน้าจะซื้อถังหูลู่ให้ท่านดี?”
ในสายตาของสวีเซี่ยวโก่ว พี่ใหญ่เหมือนชาวนาแก่ๆ ที่ไม่มีงานอดิเรก เอาแต่ทำงานในไร่นา
“อย่างนั้นก็ได้ มีก็ยังดีกว่าไม่มี”
สวีเซี่ยวหนิวคิดอยู่นาน ก็ยังคิดไม่ออกว่าตัวเองอยากได้อะไร