- หน้าแรก
- พฤกษาสมบัติก่อตระกูลเซียน
- ตอนที่ 12 งานเลี้ยงวันเกิด
ตอนที่ 12 งานเลี้ยงวันเกิด
ตอนที่ 12 งานเลี้ยงวันเกิด
ตอนที่ 12 งานเลี้ยงวันเกิด
วันรุ่งขึ้น
สวีฝูกุ้ยกลับจากเขานานาธารเข้าหมู่บ้านเร็วกว่าปกติ แบกฟืนสองร้อยชั่งไปขายให้บ้านสกุลหลิวได้เงิน 90 อีแปะ แวะร้านขายเนื้อซื้อขาหมูและหูหมู ชั่งเนื้อหมูมาสองชั่ง ใช้เงินไป 180 อีแปะ ปีนี้ภัยแล้ง ผลผลิตธัญพืชไม่ดี ทำให้ราคาเนื้อหมูสูงขึ้นตามไปด้วย
เมื่อกลับถึงบ้านก็เห็นเจียเจินกำลังตั้งหม้อต้มน้ำ เขาไปจับแม่ไก่แก่ในเล้ามาหนึ่งตัว ฆ่าไก่ถอนขน จัดการจนสะอาด สองสามีภรรยาช่วยกันยุ่งอยู่สองชั่วยาม พอฟ้าใกล้จะมืด ในที่สุดก็ทำอาหารเลิศรสเต็มโต๊ะเสร็จเรียบร้อย
สวีเซี่ยวโก่วกลับมาถึงบ้านพอดีหลังจากฝึกยุทธ์ตอนเย็นเสร็จ คนพร้อมหน้ากันแล้ว
“เด็กๆ ยกกับข้าวเร็ว!”
เด็กๆ ที่น้ำลายสอด้วยความอยากอาหาร พากันยกอาหารแต่ละจานขึ้นไปวางบนโต๊ะแปดเซียนในห้องโถง
วันนี้เป็นงานเลี้ยงวันเกิดครบสามขวบของสวีเซี่ยวอัน หวังเชี่ยนมาถึงตรงเวลาเหมือนอย่างเคย นางตั้งใจแต่งหน้าแต่งตัวเป็นพิเศษ ทาแป้งและชาดเต็มที่ ในมือถือขนมมาสองสามกล่อง
“พี่เชี่ยนมาได้จังหวะพอดี เชิญนั่งเลย”
สวีฝูกุ้ยต้อนรับหวังเชี่ยนเข้าบ้านอย่างอบอุ่น เชิญให้นั่งในที่นั่งประธาน
“ท่านน้า” สวีเซี่ยวหนิวทักทายอย่างเขินอาย
“น้าเชี่ยนวันนี้ท่านสวยจัง ชุดก็สวย โตขึ้นข้าจะแต่งตัวแบบนี้บ้าง”
เมื่อได้ยินคำพูดของสวีเซี่ยวเซี่ย หวังเชี่ยนก็รู้สึกชุ่มชื่นใจ ปิดปากหัวเราะคิกคัก “เสี่ยวเซี่ยช่างพูดจริงๆ น้าน่ะแก่แล้ว ไม่เหมือนตอนสาวๆ หรอก”
นางอายุมากกว่าเจียเจินหนึ่งปี ปีนี้อายุสามสิบสี่ อายุเท่านี้หญิงชาวบ้านหลายคนก็ดูแก่ชราลงไปมากแล้ว แม้นางจะดูแลตัวเองดี แต่ก็ยากที่จะปกปิดริ้วรอยที่ปรากฏขึ้นตรงหางตา
ขณะที่พูดคุย หวังเชี่ยนเหลือบมองเจียเจิน เห็นความงามของนางยังคงเหมือนเดิม ไม่เหมือนแม่ลูกห้าคนเลย ในใจได้แต่ทอดถอนใจไม่หยุดหย่อน กาลเวลาไม่เคยทำร้ายคนงาม
เจียเจินในวันธรรมดายุ่งอยู่กับงานบ้าน สวีฝูกุ้ยไม่เคยให้นางทำงานไร่นาหรืองานหนัก ไม่ต้องตากแดดตากลม ยังมีอีกสาเหตุสำคัญอีกประการหนึ่งคือ สองสามีภรรยารักใคร่ปรองดองกัน
หวังเชี่ยนเห็นใบหน้าของเจียเจินแดงระเรื่อ คงเป็นเพราะชีวิตคู่มีสุขชื่นมื่น
ขณะที่พวกเขากำลังพูดคุยกัน งานเลี้ยงวันเกิดอันอุดมสมบูรณ์ก็ ‘เริ่มขึ้น’ เด็กๆ กินกันอย่างเอร็ดอร่อย สนุกสนานเพลิดเพลิน
สวีเซี่ยวหนิวนั่งเงียบ ก้มหน้าก้มตากินข้าว ด้านสวีเซี่ยวเซี่ยมีปิ่นปักผมอันใหม่ที่สวีเซี่ยวโก่วซื้อให้ปักอยู่บนผม นางกินไปพลางดูแลสวีเซี่ยวอวิ๋นวัยหกขวบไปพลาง ส่วนสวีเซี่ยวโก่วยืนกินข้าว ส่วนเหตุผลนั้นหวังเชี่ยนรู้ดี คงเป็นเพราะเมื่อวานถูกตีอย่างหนัก
สวีเซี่ยวอันวัยสามขวบกำป๋องแป๋งไว้ในมือเขย่าดังต๊อกแต๊ก ไม่ว่าเจียเจินจะเกลี้ยกล่อมอย่างไรก็ไม่ยอมวาง
หวังเชี่ยนมองภาพความครึกครื้นของครอบครัวสวี พลางครุ่นคิดว่าถึงแม้การมีลูกหลายคนจะเลี้ยงดูยากลำบาก แต่ก็มีบรรยากาศพิเศษไปอีกแบบ
เมื่อกินข้าวเสร็จ ในตอนที่หวังเชี่ยนจะกลับ สวีฝูกุ้ยก็ขยิบตาให้เจียเจิน นางหยิบเงินสามตำลึงออกมา “พี่เชี่ยน เงินสามตำลึงนี้ให้ซานโก่วซื้อยาบำรุง ท่านให้พี่ตู้ ให้ยาบำรุงเขาหนึ่งชุดทุกสิบวันก็พอ”
ยาบำรุงหนึ่งชุดราคาหนึ่งร้อยอีแปะ เงินสามตำลึงก็คือสิบชุด
เมื่อคืนหลังจากสวีฝูกุ้ยตีซานโก่วแล้วก็ได้ปรึกษาภรรยา ในเมื่อฝึกยุทธ์แล้วก็ต้องฝึกให้ได้เรื่องได้ราว ต่อไปพวกเขาจะซื้อยาบำรุงให้สวีเซี่ยวโก่วเดือนละสามชุด กินทุกสิบวัน ความถี่พอๆ กับเด็กคนอื่นที่ฝึกยุทธ์
“ได้ พวกเจ้าช่างทุ่มเทเพื่อลูกจริงๆ”
หวังเชี่ยนรับเงินไป
สวีเซี่ยวโก่วที่อยู่ข้างๆ ทั้งตื่นเต้นและสงสัย ไม่เข้าใจว่าทำไมเมื่อวานเขาถูกตี แต่วันนี้พ่อแม่ยังซื้อยาบำรุงให้เขาอีก?
ส่งหวังเชี่ยนกลับ ล้างจานทำความสะอาด หลังจากสวีฝูกุ้ยจัดการทุกอย่างเสร็จแล้ว ก็พาสวีเซี่ยวอันไปยังห้องข้างที่เงียบสงบ “สามารถใช้สายเลือดทายาทบำรุงพฤกษาสมบัติได้อีกแล้ว ไม่รู้ว่าครั้งนี้จะมีการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง”
สวีฝูกุ้ยนั่งบนเก้าอี้ วางสวีเซี่ยวอันไว้บนตัก
“เสี่ยวอันคนดี อย่าดิ้นสิ”
ปลอบสวีเซี่ยวอันเรียบร้อยแล้ว เขาก็วางมือเบาๆ บนศีรษะของเด็กน้อย พลางพึมพำในปากว่า “ข้า สวีฝูกุ้ย บุตรคนที่ห้า สวีเซี่ยวอัน วันนี้อายุครบสามขวบ! ขอให้เขาแคล้วคลาดปลอดภัย ทุกเรื่องราบรื่น ชีวิตนี้ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ!”
ปราณอันแผ่วเบาแผ่ออกมาจากจุดไป่ฮุ่ยบนกระหม่อม ไหลเข้าสู่ร่างของสวีฝูกุ้ย จากนั้นก็เข้าสู่มิติภายใน หลอมรวมเข้ากับพฤกษาสมบัติของตระกูล
สวีฝูกุ้ยเพ่งมองเข้าไปในมิติภายใน บัดนี้พฤกษาสมบัติสูง 3.3 เมตร บริเวณโดยรอบก็ขยายออกไปเป็นรัศมี 3.3 เมตร บนยอดพุ่มของต้นไม้ แตกกิ่งก้านออกเป็นสี่กิ่ง แต่ละกิ่งเป็นตัวแทนของลูกๆ ของเขาคนหนึ่ง
สวีเซี่ยวหนิวอายุ 13 ปี กิ่งก้านยาว 1.3 เมตร สวีเซี่ยวเซี่ยอายุ 12 ปี กิ่งก้านยาว 1.2 เมตร......
ในขณะนี้ บนยอดพุ่มกำลังแตกกิ่งที่ห้าออกมา กิ่งอ่อนสีเขียวมรกตเรียวเล็กผุดออกจากลำต้น ในพริบตาก็เติบโตยาวถึงสามสิบเซนติเมตร และมีใบอ่อนสีเขียวสองสามใบประดับอยู่ ในขณะเดียวกัน บนยอดสุดของต้นไม้ก็มีผลดิบสีเขียวขนาดเท่าไข่นกกระทาผลงอกออกมาตรงกลางระหว่างกิ่งทั้งห้า
“ผลวิญญาณสวมมงกุฎ?”
สวีฝูกุ้ยนึกถึงตอนที่ผลวิญญาณสวมมงกุฎปรากฏขึ้นครั้งแรก ก็เป็นเช่นนี้ เมื่อเห็นว่าผลไม้ไม่เติบโตอีกต่อไป เห็นได้ชัดว่าต้องการสายเลือดทายาทมากขึ้นเพื่อเร่งให้สุก
‘น่าเสียดายที่เลี้ยงลูกเพิ่มไม่ไหวแล้ว’ เขาคิดในใจ
การเลี้ยงลูกห้าคนก็ถึงขีดสุดแล้ว ตอนนี้สวีเซี่ยวอวิ๋นและสวีเซี่ยวอันยังไม่โต รายได้ในบ้านยังพอประทังไปได้ รอจนสวีเซี่ยวอวิ๋นและสวีเซี่ยวอันโตขึ้น แล้วยังต้องสอนพวกเขาฝึกยุทธ์อีก สถานการณ์จะยิ่งลำบากมากขึ้น
“รอให้ลูกๆ โตขึ้น ให้พวกเขาออกลูกออกหลานเถิด หลานชายหลานสาวล้วนเป็นทายาทของข้า ปราณสายเลือดของพวกเขาสามารถบำรุงพฤกษาสมบัติได้”
นี่คือแผนการของเขา
ช่วงเริ่มต้นของการพัฒนาย่อมต้องยากลำบาก เขาและเจียเจินลำบากหน่อยเลี้ยงดูลูกๆ ให้เติบใหญ่ ต่อไปก็จะสบายขึ้น
ตามข้อมูลเกี่ยวกับ ‘พฤกษาสมบัติประจำตระกูล’ ในสมองของสวีฝูกุ้ย สายเลือดทายาทของเขาสามารถเป็นได้เพียงลูกของทายาทชายในบ้านเท่านั้น ไม่สามารถเป็นลูกของทายาทหญิงได้
ตัวอย่างเช่น สวีเซี่ยวเซี่ย เป็นลูกสาวของสวีฝูกุ้ย นางนับเป็นสายเลือดทายาท แต่ลูกๆ ของสวีเซี่ยวเซี่ยจะไม่ใช่แล้ว สายเลือดของนางไม่สามารถบำรุงพฤกษาสมบัติของสวีฝูกุ้ยได้
ในทำนองเดียวกัน หากสวีเซี่ยวหนิวมีลูกสาว ลูกสาวของเขาซึ่งก็คือหลานสาวของสวีฝูกุ้ย ยังคงเป็นสายเลือดทายาทของตระกูลสวีเช่นกัน แต่ลูกๆ ของหลานสาวคนนั้นจะไม่ใช่
เข้าใจโดยง่ายก็คือฝ่ายหญิงต้องแต่งงานออกเรือนไป ทายาทของพวกนางจึงไม่นับเป็นสายเลือดของตระกูลสวี
พริบตาเดียวก็ผ่านไปอีกสองเดือน หิมะตกหนักอย่างกะทันหันในช่วงปลายฤดูหนาว ช่วยคลายความกังวลของสวีฝูกุ้ยลงได้
เขาและสวีเซี่ยวหนิวเดินออกจากประตูรั้วแต่เช้าตรู่ มองหิมะสีเงินขาวโพลนที่ปกคลุมอยู่ด้านนอก สูงจนท่วมข้อเท้า เขาพ่นลมหายใจอุ่นๆ ออกมา “ในที่สุดหิมะก็ตกเสียที หิมะมงคลเป็นลางบอกเหตุถึงปีที่อุดมสมบูรณ์ หิมะตกหนักขนาดนี้ ปีหน้าต้องไม่แล้งแน่!”
สวีเซี่ยวหนิวแสดงความคาดหวังของตนเองต่อสภาพอากาศในปีหน้า พลางเดินไปยังทุ่งนา
เนื่องจากหิมะตกหนัก ในทุ่งนาย่อมไม่มีงานให้ทำ ทั้งสองคุ้นเคยกับการตื่นเช้ามาฝึกเคล็ดวิชาปักหลัก
สวีฝูกุ้ยทะลวงเส้นลมปราณเริ่นและตูได้เมื่อไม่กี่วันก่อน จุดเป็นตายเหลืออีกเพียงจุดเดียวก็จะสามารถฝึกเคล็ดวิชาปักหลักขั้นที่หนึ่งสำเร็จ
‘วันนี้ต้องพยายามฝึกให้สำเร็จให้ได้’ เขาคิดในใจ
ทั้งคู่เดินไปได้ไม่ไกล สวีเซี่ยวหนิวก็สังเกตเห็นความผิดปกติ “พ่อ ทางนั้นมันอะไรกัน?”
ทิศทางที่เขานิ้วชี้ไปนั้นเป็นกองหิมะสีขาวสะอาดกับดินโคลนสกปรกผสมปนเปกัน ดูเด่นชัดท่ามกลางความขาวโพลน สวีฝูกุ้ยมองตามทิศทางนั้นไป เห็นรอยเท้าเป็นทิวแถวทอดยาวจากในทุ่งนาออกไปยังนอกหมู่บ้านไกลออกไป
“แย่แล้ว!”
เขารีบเร่งฝีเท้าวิ่งไปทางนั้น ย่ำเท้าลึกบ้างตื้นบ้างเข้าไปในทุ่งนา เกิดเสียงย่ำหิมะดังซวบซาบ