- หน้าแรก
- บันทึกการทดลองของลิชสติเฟื่อง
- บทที่ 9: จอมมาร
บทที่ 9: จอมมาร
บทที่ 9: จอมมาร
บทที่ 9: จอมมาร
บนลานทรายที่เต็มไปด้วยโคลน ร่างอันโดดเดี่ยวร่างหนึ่งกำลังวิ่งอยู่
แม้ว่าจะเป็นลู่วิ่งที่ทำจากขี้เถ้า แต่ร่างนั้นกลับวิ่งด้วยเท้าเปล่า ทนต่อความเจ็บปวดจากวัตถุที่ทิ่มแทงเข้าไปในเนื้อขณะที่แบกเกราะหนักที่หนักกว่าร้อยกิโลกรัมไว้บนหลัง นี่ไม่ใช่การฝึกฝนอีกต่อไป แต่เป็นการลงโทษชนิดหนึ่ง
มีการราดน้ำลงบนถนนขี้เถ้า แม้ว่าขี้เถ้าอาจจะไม่ฟุ้งกระจายขึ้นมาจากการวิ่งอีกต่อไป แต่มันกลับกลายเป็นโคลนที่เต็มไปด้วยเจตนาร้าย เท้าที่เคยเรียบเนียนก่อนหน้านี้บัดนี้เต็มไปด้วยบาดแผล
ทุกๆ สองสามร้อยเมตรของการวิ่ง ร่างบางนั้นจะล้มลงครั้งหนึ่ง แม้ว่าร่างกายจะเต็มไปด้วยบาดแผลและโคลน หญิงสาวก็จะดิ้นรนลุกขึ้นและมุ่งหน้าต่อไปอีกครั้ง แล้วก็...
ล้มลงอีกครั้ง...
เลือดสดๆ ไหลออกมาจากเท้าทั้งสองข้างของเธอ เกิดเป็นเส้นสีแดงสดบนทางเดินขี้เถ้า
สำหรับหญิงสาวแล้ว ความเจ็บปวดทางกายที่เธอได้รับนั้นไม่มีค่าอะไรเลย สิ่งที่เจ็บปวดอย่างแท้จริงคือสายตาที่ทิ่มแทงจากคนรอบข้าง
ผู้คนที่ผ่านไปมาทุกคนทนดูภาพเช่นนี้ไม่ได้ แต่ก็ไม่มีใครเดินเข้าไปหยุดเธอ
นั่นเป็นเพราะที่นี่คือศาลฎีกาแห่งเมืองภูเขากำมะถัน ในสายตาของประชากร ที่นี่คือสถานที่ที่ศักดิ์สิทธิ์และเป็นกลางที่สุด หากใครบางคนถูกลงโทษที่นี่ พวกเขาก็ต้องก่ออาชญากรรมที่สมควรได้รับมัน
บนลู่วิ่ง ผู้พิพากษาสองคนในชุดคลุมศาลและหน้ากากสีเงินกำลังสนทนากันเบาๆ
“นั่นไดอาน่า หัวหน้าหน่วยรักษาความสงบไม่ใช่เหรอ? ทำไมเธอถึงมาวิ่งรอบที่นี่ด้วยเท้าเปล่าแล้วยังแบกเกราะหนักนั่นอีก? เหมือนเธอกำลังถูกลงโทษเลย”
“ท่านลอร์ดอู๋เหมียนเจ๋อไม่ได้สั่งให้ราดน้ำบนลู่วิ่งเหรอ? ดูเหมือนว่าจะเตรียมไว้ให้เธอเลยนะ”
“เธอไปทำอะไรมา?”
“หน่วยรักษาความสงบไม่ได้ก้าวล่วงอำนาจเมื่อสองสามวันก่อนเหรอ? พวกเขาเริ่มปฏิบัติการกวาดล้างโดยไม่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องและดูเหมือนท่านลอร์ดอู๋เหมียนเจ๋อจะจับได้”
“ปฏิบัติการโดยไม่ได้รับอนุญาต? นั่นไม่ใช่อาชญากรรมที่ร้ายแรงมากเหรอ? อย่างน้อยที่สุดก็ต้องถูกเนรเทศ...โอ้ ข้าเข้าใจแล้ว!”
“ใช่แล้ว การตัดสินให้พวกเขาทั้งหมดถูกเนรเทศดูเหมือนจะหนักเกินไป แต่การไม่ลงโทษเลยก็เป็นไปไม่ได้ ดังนั้น เมื่อพวกเขามายื่นรายงานในช่วงสองสามวันนี้ ท่านลอร์ดอู๋เหมียนเจ๋อก็ไม่ยอมพบเธอ แต่วันนี้ท่านยอมพบแล้วนะ แต่ท่านก็แค่พูดส่งๆ ว่าอยากจะเห็นกองทัพหน่วยรักษาความสงบวิ่งฟรีสไตล์พร้อมแบกของหนัก และคุณหญิงคนนี้ก็ไปทำตามอย่างเต็มใจ”
“...ตามขั้นตอนมาตรฐาน ถ้าเราปล่อยให้ศาลตัดสิน พวกเขากระทำการรุนแรงโดยไม่ได้รับอนุญาต นั่นต้องโทษเนรเทศเป็นอย่างต่ำ แต่นี่มันก็เห็นได้ชัดว่าเกินกว่าเหตุ แต่ถ้าพวกเขาไม่ถูกลงโทษ ก็จะมีคนอื่นทำตาม แล้วมันก็จะหาเหตุผลมาลงโทษพวกเขาได้ยาก”
“ใช่ วิธีจัดการที่ดีที่สุดน่าจะเป็นแบบนั้นแหละ อย่างแรก ทำเมินเฉยใส่พวกเขาสองสามวันเพื่อให้พวกเขารู้ว่าเรื่องนี้ร้ายแรงแค่ไหน จากนั้นก็ทำให้พวกเขา ‘เต็มใจ’ รับโทษเพื่อเตือนคนอื่นๆ กฎหมายมันตายตัว แต่คนเรามีชีวิตชีวา* ด้วยวิธีนี้ ไม่เพียงแต่ท่านจะสามารถปกป้องศักดิ์ศรีของฝ่ายตุลาการได้ แต่ท่านยังสามารถลงโทษผู้กระทำผิดได้อย่างเหมาะสมอีกด้วย ความสมดุลที่ท่านสร้างขึ้นระหว่างทั้งสองอย่างนี้น่าศึกษาจริงๆ ท่านลอร์ดอู๋เหมียนเจ๋อนี่น่าทึ่งจริงๆ”
หมายเหตุผู้แปล: กฎหมายมันตายตัว แต่คนเรามีชีวิตชีวา -> หมายถึงกฎหมายไม่ยืดหยุ่น แต่ในฐานะมนุษย์ เราควรจะยืดหยุ่น
“...ข้าว่าเรากลับไปทำงานดีกว่า ข้ารู้สึกเหมือนว่าท่านลอร์ดอู๋เหมียนเจ๋อกำลังอยู่บนยอดหอคอยมองมาทางนี้อยู่ ถ้าเราสร้างความประทับใจว่าเราไม่จริงจังในการทำงาน เราอาจจะเดือดร้อนได้”
ทั้งสองคนรีบจากไป ถึงเวลาเริ่มงานแล้วและในฐานะผู้พิพากษา พวกเขาก็มีคดีของตัวเองที่ต้องทำ
พวกดาร์กเอลฟ์มีหูที่ไวมาก และการสนทนาระหว่างผู้พิพากษาสองคนก็ไม่รอดพ้นหูของไดอาน่าไปได้ ดังนั้น เธอกัดฟัน ลุกขึ้นยืนอีกครั้งและแบกเกราะหนักร้อยกิโลกรัมอย่างสั่นเทาเพื่อรับโทษต่อไป
ไม่ไกลนักบนยอดหอคอยซึ่งเป็นที่ทำงานของอู๋เหมียนเจ๋อ หัวหน้าผู้พิพากษาผู้ไร้หัวใจกำลังถือกล้องส่องทางไกลมองไปที่ลู่วิ่ง มันแตกต่างจากที่ผู้พิพากษาคาดเดาไว้ เขาไม่ได้กำลังดูแลการลงโทษ แต่กำลังมองทิวทัศน์ด้วยความคิดที่จะชื่นชมวิว
“สมแล้วจริงๆ เสื้อที่เปียกน้ำมันโชว์สัดส่วนของสาวงามได้ทั้งตัวเลย โคลน ในทางตรงกันข้าม กลับทำให้ร่างกายสีทองแดงที่กำลังออกกำลังกายดูสมส่วนยิ่งขึ้น คราวหน้า ข้าจะเมินเฉยต่อการคัดค้านของเจ้าพวกนั้น! ข้าจะทำให้มวยปล้ำในโคลนของเหล่าสาวงามเป็นโปรแกรมหนึ่งของวันกีฬาให้ได้!!”
เมื่อวางกล้องส่องทางไกลลง ข้าก็คิดอย่างจริงจังถึงความเป็นไปได้ที่เรื่องนี้จะได้รับการอนุมัติในสภา
อะไรนะ โทษเหรอ? ศักดิ์ศรีของฝ่ายตุลาการ? ของเล่นพวกนี้มันสำคัญด้วยรึไง?
“ไอ้พวกเฒ่าหัวดื้อในสภาอาจจะไม่ยอมอนุมัติ แต่ข้าอนุมัติ!!”
คนที่กำลังชื่นชมภาพอยู่กับข้าคือชายวัยกลางคนที่กำลังยิ้มอย่างลามก เขาได้รับพรให้มีหน้าตาดีแต่เขาก็แผ่รังสีแห่งความเหนื่อยล้าออกมาจากจิตวิญญาณ
เกราะเบาสีแดง, ดาบใหญ่สีแดงชาดเพลิง, ผมสีแดงเข้มที่ชวนให้นึกถึงเปลวไฟที่ลุกโชน ร่างทั้งร่างของเขาราวกับขุมนรกที่ลุกไหม้อย่างบ้าคลั่ง แม้จะอยู่ในเมืองที่สงบสุข เขาก็ยังสวมเกราะรบของเขาตามปกติ และดาบสีเงินที่หักคาอยู่ที่เอวของเขาอาจจะเป็นสีอื่นเพียงสีเดียวบนร่างกายของเขา
“วิหคเพลิงแห่งบูรพา”, “บุรุษผู้ไม่ตาย” เขามีฉายาทำนองนี้อยู่เป็นพวง แต่สิ่งที่คนส่วนใหญ่คุ้นเคยที่สุดคือตัวตนของเขาในฐานะวีรบุรุษนักดาบบัวแดง
130 ปีก่อน เขานำทีมผจญภัยของเขาไปบุกโจมตีกองทัพอมนุษย์ของลอร์ดหย่งเย่และสามารถตัดศีรษะจักรพรรดิอมตะหย่งเย่ได้ ทำให้กองทัพอมนุษย์ทั้งหมดล่มสลาย มันราวกับเทพนิยายคลาสสิกที่วีรบุรุษฆ่าจอมมารและช่วยโลกไว้ได้
หลังจากนั้น เขาปฏิเสธของขวัญและการทาบทามจากประเทศอื่นๆ และอย่างไม่น่าเชื่อ เขากลับมายังโลกใต้ดินที่ถูกทอดทิ้งและสร้างเมืองที่มีเอกลักษณ์แห่งนี้ขึ้นมา
เมื่อชื่อเสียงอันเป็นเอกลักษณ์ของเมืองภูเขากำมะถันแพร่กระจายไปยังพื้นผิวโลกอีกครั้ง ชื่อเสียงของวีรบุรุษผู้นี้ก็ทะยานขึ้นอีกครั้ง
“มหากาพย์ที่มีชีวิต”, “วีรบุรุษผู้สมบูรณ์แบบ” นี่คือสิ่งที่มนุษย์บนพื้นผิวโลกเรียกวีรบุรุษของพวกเขาในตอนนี้
แต่ในขณะนี้ เมื่อเผชิญหน้ากับเสื้อท่อนบนที่เปียกชื้นและส่วนโค้งเว้าสุดเซ็กซี่ที่มองเห็นได้รำไร บนใบหน้าสี่เหลี่ยมที่ซื่อสัตย์นั้นกลับปรากฏสีหน้าลามกที่ผู้ชายทุกคนรู้จักดี
“ทำไมเราไม่จัดมาราธอนในโคลนแล้วเรียกพวกดาร์กเอลฟ์หน่วยรักษาความสงบกับพวกนักบวชหญิงในโบสถ์มาเข้าร่วมล่ะ การแต่งกายที่อนุญาตมีเพียงชุดชั้นในเท่านั้น ฮ่าๆ เราคงจะรวยเละแค่จากการขายตั๋วเข้าชม”
วีรบุรุษนักดาบบัวแดง อดัม ฮาน คือผู้บังคับบัญชาโดยตรงของข้า เจ้าเมืองแห่งภูเขากำมะถัน ความสุขที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเขาในปัจจุบันคือการสร้างปัญหาให้กับลูกน้องและสภาประชาชน ข้อเสนอของข้าจะทำให้พวกตาแก่เหล่านั้นกระโดดโลดเต้นด้วยความโกรธอย่างแน่นอน ดังนั้นจึงไม่มีเหตุผลใดที่เขาจะไม่ชอบมัน
อย่ามองแค่ว่าเขาดูไม่เหมาะสมแค่ไหน ในระบบของข้า เจ้านี่คือตัวตนระดับกึ่งเทวะ LV262 ถ้าไปอยู่บนพื้นผิวโลก อย่างน้อยเขาก็ทัดเทียมกับกษัตริย์ของประเทศหนึ่งได้เลย
“เฮ้ ไอ้เฒ่าเวอร์จิ้น เจ้าแข็งแกร่งขึ้นนะ”
ตอนที่ข้าเจอเขาเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เขาเพิ่งจะ LV260 ในระดับนั้น แม้แต่การก้าวไปข้างหน้าเพียงก้าวเดียวก็ยังยาก แต่เขาได้เลเวลเพิ่มขึ้นสองเลเวลในหนึ่งสัปดาห์ นี่มันเหลือเชื่อจริงๆ
“ใช่ ไอ้เฒ่าเวอร์จิ้น สายตาของเจ้ายังคงเฉียบคมเหมือนเคย สำหรับสิ่งมีชีวิตอย่างฟีนิกซ์ไฟ ยิ่งแก่ยิ่งเก่ง ตัวข้าในสภาพปัจจุบัน หัวใจแห่งฟีนิกซ์ของข้ากำลังลุกไหม้ถึงขีดสุด ข้าควรจะสามารถเอาชนะเจ้าในยุคที่รุ่งเรืองที่สุดของเจ้าได้แล้วตอนนี้”
“ฮิฮิ ถึงเจ้าจะไร้เทียมทานในตอนนี้ เจ้าก็ยังเป็นไอ้เฒ่าจูนิเบียวเวอร์จิ้นอยู่ดี”
“ใช่ เหมือนกับเจ้าที่เป็นแค่กระดูกนั่นแหละ ไอ้เฒ่าเวอร์จิ้น”
ชายเฒ่าสองคนที่โสดมาหลายร้อยปี หลังจากทำกิจวัตรประจำวันด้วยการราดเกลือลงบนแผลของกันและกันแล้ว ทั้งสองก็ถอนหายใจพร้อมกัน
“เมื่อไหร่ชีวิตโสดของข้าจะจบลงเสียที ข้าอยากมีแฟนจริงๆนะ...”
“ข้าชาชินกับเจ้าซ้ายและเจ้าขวาของข้าแล้ว ถ้าไม่ใช่เพราะเจ้ามาป่วนสถานการณ์ ป่านนี้ข้าคงมีเมียไปแล้ว และบางทีอาจจะมีลูกหรือหลานแล้วด้วย”
“นี่เจ้ากำลังอวดเหรอ? คิดว่าการมีร่างกายเนื้อหนังมันน่าอวดนักรึไง? เจ้าซ้ายและเจ้าขวาของข้าตอนนี้มีแต่กระดูกนะ!”
“อวด? อวดหัวเจ้าสิ ข่าวลือของเจ้า ที่บอกว่าข้าถูกลิขิตให้อยู่ใต้ดาวเอกา ทำให้สาวงามในเมืองทุกคนหลีกเลี่ยงข้า! แค่สัปดาห์ที่แล้ว ข้า ‘บังเอิญ’ ไปชนกับสาวสวยคนหนึ่งและมันควรจะเป็นการพบกันที่แสนวิเศษ แต่เธอกลับวิ่งไปที่โบสถ์แสงศักดิ์สิทธิ์เพื่อปัดรังควานคำสาป นึกว่ามันเป็นคำสาป...เจ้ารู้ไหมว่าข้ารู้สึกยังไงตอนนั้น!”
“แน่นอนว่าข้ารู้ นั่นคือเหตุผลที่ข้าบอกสาวงามแห่งทะเลทรายคนนั้นว่าเจ้าเกิดใต้ดาวเอกา!”
“ข้ารู้อยู่แล้ว! ไม่อย่างนั้นคนนอกจะรู้เรื่องข่าวลือพวกนี้ได้อย่างไร ที่แท้ก็เป็นเจ้าเอง ไอ้สารเลว!!”
เอาล่ะ หลังจากการแลกเปลี่ยนนั้น วีรบุรุษมนุษย์ผู้สมบูรณ์แบบ อดัม และหัวหน้าผู้พิพากษาที่สง่างามที่สุดของเมืองภูเขากำมะถัน อู๋เหมียนเจ๋อ ก็เริ่มต่อสู้กันเหมือนเด็กๆ
แต่ตามปกติ การต่อสู้ที่ไร้ความหมายนี้ก็จบลงอย่างรวดเร็ว
นักรบกึ่งเทวะคนนี้อาจจะเอาชนะขยะที่พลังต่อสู้ไม่ถึง 5 อย่างข้าได้ แต่ข้าไม่แม้แต่จะรู้สึกเจ็บแล้วจะไปกลัวเขาทำไม คำเหน็บแนมเรื่องเวอร์จิ้นหลากหลายรูปแบบผุดขึ้นมาจากปากของข้า
“สมควรแล้วที่ต้องโสดไปทั้งชีวิต”
“ตำนานเล่าว่าการเป็นเวอร์จิ้น 30 ปีจะทำให้เจ้าเป็นพ่อมดผู้ยิ่งใหญ่ เจ้าใกล้จะ 200 แล้วนี่นา เป็นไปไม่ได้หรอกนะว่าเจ้าจะเป็นจอมปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ไปแล้ว มาสิ ให้ข้าดูเจ้ายิงลูกไฟหน่อย”
“ทำไมข้าไม่ใช้เวทมนตร์แปลงเจ้าซ้ายและเจ้าขวาของเจ้าให้เป็นสาวน้อยน่ารักล่ะ? ข้ารับรองว่าพวกเธอจะน่ารักอย่างยิ่ง โอ้ โอ้ โอ้ เจ้าลังเล เจ้ากำลังลังเลจริงๆ! อย่าโง่ไปหน่อยเลยน่า ถ้าเวทมนตร์ทำเรื่องแบบนั้นได้ ทำไมข้าถึงยังโสดอยู่ตอนนี้ล่ะ?”
แน่นอนว่า ขณะที่ข้ากำลังทำร้ายเขาด้วยคำพูด หัวใจของข้าก็กำลังเลือดไหลเช่นกัน
“ข้าอายุ 376 ปีแล้ว แต่ก็ยังโสด...ข้าอยากจะฟื้นคืนชีพ!!”
กว่าเราจะนึกขึ้นได้ว่ายังมีเรื่องที่ต้องจัดการในวันนี้ ก็เย็นย่ำแล้ว เป็นไปตามคาด เช่นเดียวกับที่นักปราชญ์บางคนกล่าวไว้ การทำร้ายกันและกันจะทิ้งไว้เพียงความว่างเปล่าเท่านั้น
“เฮ้ วันนี้เจ้าไม่ได้เรียกข้ามาที่นี่แค่เพื่อจะต่อยตีกันใช่ไหม?”
“แน่นอนว่าไม่ใช่ มาร์กาเร็ตเรียกข้ามาที่นี่เพื่องานราชการ มันคืออะไรนะ? ให้ข้าคิดก่อน!”
“จริงด้วย เจ้าเริ่มจะแก่จนเลอะเลือนแล้วสินะ”
“เลิกเสียงดังน่า! มันติดอยู่ที่ปลายลิ้นข้า! โอ้ โอ้ ใช่แล้ว วันนี้มีสองเรื่อง ไม่สิ จริงๆ แล้วมีแค่เรื่องเดียว”
“หืม?”
“ข้ากำลังจะตาย เจ้ารู้ใช่ไหม”
แม้จะพูดถึงความตายของตัวเอง แต่เจ้าท่อนไม้นั่นกลับพูดอย่างสบายๆ ราวกับกำลังพูดถึงว่าจะไปเที่ยวที่ไหนในวันพรุ่งนี้
“แน่นอน อย่างน้อยหนึ่งปีและอย่างมากสามปี เจ้ากำลังจะตาย”
แน่นอนว่าข้าย่อมรู้ ในการแจ้งเตือนของระบบเกี่ยวกับข้อมูลส่วนตัวของเขา มีกล่องสีแดงอยู่ข้างชื่อของเขา (อายุขัยใกล้จะสิ้นสุด) ความตายของเขาอยู่ไม่ไกลแล้ว
“157 ปี ข้ามีชีวิตอยู่มานานพอแล้วและไม่มีอะไรต้องเสียใจด้วย”
จริงเหรอ? ไม่มีอะไรต้องเสียใจ? ข้าว่าเขาก็ไม่ผิดนะ ในทวีปไอค์ อายุขัยของมนุษย์ทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 60-80 ปี และเจ้านี่ก็อยู่มาได้เกือบ 200 ปีด้วยพลังต่อสู้อันน่าสะพรึงกลัวของเขาเพียงอย่างเดียว ดังนั้นเขาก็ถือว่ามีอายุยืนยาวแล้ว
“จริงๆ แล้ว การยืดอายุขัยของเจ้ามันไม่มีอะไรยากเลย”
แน่นอนว่าไม่มีอะไรยาก ด้วยพลังต่อสู้ที่แข็งแกร่งของเขา ตราบใดที่เขายินดีที่จะเชื่อในทวยเทพและได้รับตัวตนในฐานะผู้บูชา เขาก็สามารถมีอายุยืนยาวได้ หรือไม่ก็ ถ้าเขาไม่ต้องการทำงานให้คนอื่น เขาก็สามารถเปลี่ยนเป็นเผ่าพันธุ์ที่มีอายุยืนยาวบางเผ่าพันธุ์ได้ เช่น เทวทูต, ปีศาจ, อมนุษย์ และอื่นๆ สำหรับเขาแล้ว มันไม่ใช่งานที่ยากเป็นพิเศษ
แต่อดัมก็แค่หัวเราะ หัวเราะเบาๆ หัวเราะราวกับไม่มีอะไรต้องเสียใจอีกแล้ว แม้จะยังหนุ่ม แต่เขากลับทำตัวเหมือนผู้อาวุโสที่มองทะลุโลกแล้ว
“ไม่ 150 ปีสำหรับมนุษย์ที่มีอายุขัยสั้นนั้นยาวนานเกินไปแล้ว ข้ามีชีวิตอยู่มานานพอแล้ว เด็กหนุ่มบ้านนอกที่ไร้ประโยชน์ได้ทำความฝันในฐานะวีรบุรุษของเขาสำเร็จแล้ว และคนที่เขารู้จักส่วนใหญ่ก็ตายไปแล้ว ไม่มีอะไรเหลือที่ข้าอยากจะทำอีกแล้ว ดังนั้นมันก็ถึงเวลาพักผ่อนแล้ว อีกอย่าง การมีคนแก่มาเกาะตำแหน่งสูงสุดมันก็ดูน่าเกลียด ถึงเวลาที่คนรุ่นใหม่จะขึ้นมาแทนที่แล้ว”
“...เจ้ายังคงคิดถึงลิซ่า” คำพูดของเขาหลอกข้าไม่ได้
ลิซ่า แกรนท์ สหายคนก่อนของอดัมและคนที่เขาแอบชอบ อย่างไรก็ตาม ร้อยปีก่อน เธอเสียชีวิตในการต่อสู้กับลอร์ดหย่งเย่
ด้วยความสามารถของเจ้านี่ ถ้าเขาอยากจะมีแฟนจริงๆ ก็ไม่มีเหตุผลใดที่เขาจะหาไม่ได้ ยิ่งไปกว่านั้น สำหรับความพยายามแต่งงานสองครั้งของเขา ถ้าเขาตั้งใจแน่วแน่ที่จะอดทนจนถึงที่สุด ด้วยความสามารถในการต่อสู้ของเขา ไม่มีเหตุผลใดที่เขาจะแค่มองดูเราพังงานแต่งของเขาเฉยๆ
“เฮ้ เจ้าช่างเป็นนักบุญแห่งความรักจริงๆ แต่ นี่มันเห็นแก่ตัวเกินไป”
“ใช่ ข้าเห็นแก่ตัวจริงๆ” เขาถึงกับก้มศีรษะลงและยอมรับมัน “ข้าขอโทษมาร์กาเร็ต ในฐานะอมตะ เธอยังเด็ก เธอควรจะเลือกคู่ครองที่ดีกว่านี้”
มหานักบุญมาร์กาเร็ตแอบชอบอดัม แต่อดัมไม่สามารถปล่อยวางจากแฟนเก่าที่ตายไปแล้วได้ นี่ได้กลายเป็นความลับที่เปิดเผยในหมู่ผู้บริหารระดับสูงของเมืองภูเขากำมะถันไปแล้ว
ส่วนความพยายามแต่งงานสองครั้งนั้น เขาน่าจะตั้งใจจะโน้มน้าวมาร์กาเร็ตให้ยอมแพ้เขา แน่นอนว่าความจริงที่มาร์กาเร็ตติดต่อข้าอย่างไม่ลังเลเพื่อส่งของขวัญแต่งงานให้อดัมแสดงให้เห็นว่าเธอไม่เต็มใจที่จะยอมแพ้
เรื่องอย่างข่าวลือสามารถแพร่กระจายไปได้ง่าย และในขณะเดียวกัน มันก็สามารถหยุดได้ง่ายเช่นกัน เหตุผลที่มันกลายเป็นความลับที่ทุกคนรู้ก็น่าจะเป็นเพราะเจ้าเมืองอดัมก็แค่เฝ้ามองดูการพัฒนามันไปเฉยๆ
“ช่างเป็นความสัมพันธ์สามเส้าที่โง่เง่าจริงๆ เอาเถอะ ในฐานะคนนอก ข้าจะไม่เข้าไปยุ่งเรื่องของเจ้า แต่ในเมื่อเจ้าตัดสินใจที่จะตายแล้ว เรื่องอื่น ข้าก็พอจะรู้แล้วว่าเจ้ากำลังจะพูดถึงอะไร”
“แน่นอน ในเมื่อผู้คุมกำลังจะตายแล้ว ในฐานะนักโทษ มันก็ถึงเวลาที่เราจะสิ้นสุดโทษของเจ้าและเตรียมตัวสำหรับการปล่อยตัวของเจ้าแล้ว ขอแสดงความยินดีด้วย ท่านลอร์ดหย่งเย่ ท่านรู้สึกอย่างไรที่ได้รับอิสรภาพกลับคืนมา?”
ใช่แล้ว เมืองภูเขากำมะถันแห่งนี้แท้จริงแล้วคือคุก วีรบุรุษอดัม, มหานักบุญมาร์กาเร็ต และมังกรแดงโบราณหนูน้อยเรด สามหัวเรือใหญ่เหล่านี้คือผู้คุม
และข้า ผู้เคยเป็นที่รู้จักในนามจักรพรรดิอมตะหย่งเย่ คือนักโทษเพียงคนเดียวของคุกแห่งนี้!
“ถ้าเช่นนั้น วีรบุรุษอดัม ท่านแน่ใจแล้วหรือว่าจะปล่อยข้าออกไปทำลายล้างโลก?”
“ตามใจเจ้าเลย โลกที่ไม่มีลิซ่า ถ้าเจ้าอยากจะทำลายมัน ก็เชิญเลย”