- หน้าแรก
- บันทึกการทดลองของลิชสติเฟื่อง
- บทที่ 2: ระบบลิชผู้ชั่วร้าย
บทที่ 2: ระบบลิชผู้ชั่วร้าย
บทที่ 2: ระบบลิชผู้ชั่วร้าย
บทที่ 2: ระบบลิชผู้ชั่วร้าย
มีตำนานเล่าว่าผู้ข้ามมิติทุกคนที่ทะลวงผ่านขอบเขตแห่งกาลเวลาและอวกาศจะได้รับของขวัญจากโลก ใช่แล้ว มันเป็นที่รู้จักกันในชื่อ ‘แหวนทองคำ’ [1] ว่ากันว่าเป็นสิ่งที่ผู้ข้ามมิติต้องมีติดตัวทุกคน
ระบบลิชผู้ชั่วร้าย... นั่นแหละคือแหวนทองคำเฮงซวยของผม
นานมาแล้ว มันไม่ได้ใช้ชื่อนี้ มันเคยมีชื่อที่สวยหรูว่า ‘ระบบฝึกฝนอัศวินศักดิ์สิทธิ์’ แต่ทันทีที่ผมละทิ้งตัวตนของอัศวินศักดิ์สิทธิ์และก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งศาสตร์มืด มันก็ลงเอยด้วยชื่อในปัจจุบัน
นานมาแล้ว ภารกิจรายวันที่มันมอบให้ผมคือการช่วยคุณยายข้ามถนนและช่วยเด็กผู้หญิงตามหาลูกแมวที่หายไป ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับภารกิจบัดซบที่ผมได้รับอยู่ช่วงนี้
“มาดูภารกิจรายวันของวันนี้กัน... เป็นแบบให้เลือกหนึ่งในสองที่น่ารำคาญอีกแล้ว ทำลายเมืองที่มีประชากร 30,000 คนขึ้นไป รางวัล: 10,000 แต้มความชั่ว หรือ ขโมยอมยิ้มจากเด็ก 3 คน รางวัล: 1 แต้มความชั่ว หากไม่ทำภารกิจใดเลย จะถูกหัก 2 แต้ม”
“ชิ! คิดว่าข้าโง่รึไง? ถ้าข้าไปทำลายเมืองจริงๆ กองทัพอัศวินศักดิ์สิทธิ์ระดับมหากาพย์ต้องมาตามล่าข้าแน่ ต่อให้ได้แต้มมา ก็คงไม่มีชีวิตเหลือให้ใช้หรอก”
ดังนั้น ผมจึงเดินไปฉวยอมยิ้มจากโลลิเผ่าทอเร็นที่เดินผ่านไปอย่างสบายๆ แล้วมองดูเด็กหญิงที่ร้องไห้จ้าถูกแม่ของเธอลากตัวไป จากนั้นก็ยัดอมยิ้มเข้าปากตัวเองแล้วเบ้หน้าเมื่อเสียงอมยิ้มกระทบกับกระดูกดังก้องอยู่ในหู ตอนนั้นเองที่ผมนึกขึ้นได้ว่าผมสูญเสียการรับรสไปแล้ว
“เฮ้อ เมื่อไหร่จะได้สัมผัสความสุขของการกินของอร่อยๆ อีกครั้งนะ ถึงแม้มานาจะทำให้รู้สึกอิ่มได้ แต่มันไม่รู้สึกฟินเลยสักนิด”
แม้ว่าผู้เป็นแม่จะพยายามลากลูกสาวออกไป แต่ดูเหมือนเด็กน้อยจะไม่ยอมแพ้ เธอมองผมด้วยดวงตาคู่โตที่คลอไปด้วยน้ำตา และดูเหมือนความหวังจะเบ่งบานในใจเธอเมื่อสังเกตเห็นว่าผมกินอมยิ้มไม่ได้
คิดว่าคุณลุงลิชคนนี้แค่แกล้งเล่นงั้นเหรอ? คิดว่าข้าจะคืนอมยิ้มให้เจ้างั้นเหรอ?
เอาล่ะ เพื่อไม่ให้ความคาดหวังของอีกฝ่ายต้องสูญเปล่า... กร๊อบ กร๊อบ ผมกัดอมยิ้มจนแตกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยก่อนจะถ่มมันลงบนพื้นทีละชิ้น
“ฮือๆๆ!! แม่คะ คุณลุงประหลาดขโมยลูกอมของหนู!”
“อย่าไปมองลูก ไปกันเถอะ”
เป็นไปตามคาด เสียงร้องไห้ที่ดังลั่นทะลุทะลวงเข้ามาในหู ในชั่วพริบตานั้น อารมณ์ของผมก็ดีขึ้นเมื่อภาพของเด็กแสบคนหนึ่งผุดขึ้นมาในหัว
“พวกอมนุษย์ไม่มีสิทธิ์มีชีวิตรึไง? ม้วนคัมภีร์เวทมนตร์โบราณถูกปฏิบัติเหมือนกระดาษหยาบๆ แล้วถูกขีดเขียนเล่น หมึกเลือดมังกรถูกใช้เป็นสีระบายเล่น แล้วยาเล่นแร่แปรธาตุที่ข้าอุตส่าห์ลำบากปรุงขึ้นมาก็ถูกดื่มเหมือนน้ำอัดลม แม้แต่กระดูกของข้ายังถูกแอบถอดไปประกอบใหม่เหมือนเล่นตัวต่อเลย ข้าหลับไปแค่สองชั่วโมง แต่ห้องทดลองทั้งห้องก็พังพินาศ พลังทำลายล้างของเด็กๆ นี่มันน่ากลัวเกินไปแล้ว...”
“เฮ้อ เมื่อไหร่ข้าจะได้แก้แค้นนะ?” พอคิดถึงเจ้าพวกเด็กแสบไร้ความเกรงกลัวเหล่านั้น โดยเฉพาะเจ้าเด็กหัวดื้อคนหนึ่ง ผมก็กัดฟันกรอดด้วยความโกรธอย่างควบคุมไม่ได้
ทันใดนั้น ผมก็ได้ยินเสียงแจ้งเตือนจากระบบ
[ติ๊ง! ขอแสดงความยินดีที่ทำให้เด็กคนที่ 100 ร้องไห้ได้สำเร็จ รางวัล: 10 แต้มความชั่ว โลลิที่ดูเหมือนอายุ 6 ขวบ แต่จริงๆ แล้วอายุ 20 ปี คือโลลิถูกกฎหมาย?! โลลิปลอมที่หมดอายุแล้วคือความชั่วร้าย!]
เมื่อเห็นความสำเร็จที่ไม่คาดคิด ผมก็รู้สึกปลาบปลื้มขึ้นมา การปลดล็อกความสำเร็จครั้งแรกมักจะให้ 10 แต้มเสมอ ซึ่งเท่ากับแต้มที่ผมได้รับจากการทำภารกิจรายวันครบ 10 วันเลยทีเดียว
“ถ้าคิดตามนี้แล้ว ถ้าทำให้เด็กร้องไห้ครบหนึ่งร้อยคนปลดล็อกความสำเร็จได้ งั้นการทำให้ร้องไห้หนึ่งพันคนก็น่าจะมีเหมือนกัน และรางวัลก็คงจะคูณไปอีกหลายเท่าตัว...”
ดังนั้น ผมจึงหันไปสนใจเหล่าโลลิและโชตะบนถนน...
“ชิ! ถึงจะไม่มีภารกิจรายวันให้ทำ แต่การสั่งสอนเด็กดื้อให้รู้จักทำตามกฎและป้องกันไม่ให้คนอื่นต้องมาเจอชะตากรรมเดียวกับข้า มันก็เป็นหน้าที่ของคนดีอยู่แล้ว”
“จะเล่นอะไรดีนะ? ใช่แล้ว ข้าสามารถมอบชีวิตได้! ข้าจะเสกให้ของเล่นของเจ้าพวกเด็กแสบกลายเป็นสัตว์ประหลาดน่าขยะแขยงที่วิ่งไปทั่ว นอกจากนี้ ข้าจะใช้สีเวทมนตร์ทาอมยิ้มของพวกมันให้เป็นสีอุจจาระ”
ในฐานะเหยื่อประจำของเจ้าพวกเด็กแสบ แค่นึกถึงม้วนคัมภีร์เวทมนตร์และหนังสือคลาสสิกอันล้ำค่าที่ถูกทำลาย ก็ทำให้ผมมีไอเดียชั่วร้ายผุดขึ้นมาไม่รู้จบ
“ไม่ได้ๆ แค่นี้ยังไม่พอ เอาเป็นว่าข้าจะเปลี่ยนปลอกหมอนของพวกมันให้เป็นอสูรเวทมนตร์ที่กินมนุษย์ดีกว่า นั่นจะทำให้พวกมันตัวสั่นทุกครั้งที่เห็นหมอนในอนาคต ใช่แล้ว ยังมีคาถาหนวดดำของเอวาร์ดอีก! ข้าจะทำให้พวกมันได้เพลิดเพลินกับนรกจั๊กจี้”
“โอ้ เจ้าพวกเด็กแสบนั่นกลัวสัตว์ประหลาดกับผีไม่ใช่เหรอ? ฮิฮิ ได้เวลาสร้างกองทัพอมนุษย์ของข้าขึ้นมาใหม่แล้ว ตื่นขึ้นเถิด หายนะแห่งอมนุษย์ของข้า!!”
วันนั้นเองที่ผมได้เรียนรู้ว่าในย่านนั้นมีเด็กอาศัยอยู่ไม่ถึง 200 คน...
การนำโครงกระดูก อโบมิเนชัน และดูลลาฮานสองสามพันตัวออกมาเดินบนถนนดูเหมือนจะเป็นการทำเกินกว่าเหตุไปหน่อย...
วันนั้น ก่อนที่หน่วยรักษาความสงบจะมาถึงที่เกิดเหตุเพื่อจับกุมผม ผมได้ไปเยี่ยมเยือนทุกซอกทุกมุมของถนนแล้ว ถึงอย่างนั้น ผมก็ทำให้เด็กร้องไห้ไปได้แค่ 160 คน...
ยิ่งไปกว่านั้น หลังจากที่สมาชิกหน่วยรักษาความสงบตระหนักได้ว่าเหตุผลที่ผมอัญเชิญกองทัพอมนุษย์ออกมาคือเพื่อแก้แค้นเด็กขี้เล่น ใบหน้าที่งุนงงและสายตาดูถูกของพวกเขาก็กลายเป็นประวัติศาสตร์อันดำมืดหน้าใหม่ของผม
[ขอแสดงความยินดีที่ได้รับสายตาดูถูกจากสตรีหนึ่งร้อยคนพร้อมกัน ท่านได้รับความสำเร็จพิเศษ ‘เจ้าเด็กนี่สมองแช่น้ำหรือแช่กาวมากันแน่?’ และได้รับฉายาเกียรติยศ ‘เด็กปัญญาอ่อน’ หลังจากสวมใส่ฉายานี้ จะมีโอกาสคงที่ในการได้รับความเห็นใจจากสตรีเพศ แต่ความประทับใจของสตรีเพศต่อผู้สวมใส่ในฐานะบุรุษจะลดลง 100 แต้ม]
...ช่างเถอะ ผมชินกับการโดนระบบปั่นหัวแล้ว และชื่อเสียงของผมก็แย่ที่สุดอยู่แล้ว เมื่อพิจารณาจากค่าเสน่ห์ -88 ที่ระบบยืนยันมาให้ มันก็ไม่ได้แตกต่างกันมากนักแม้ว่าโชคด้านเพศตรงข้ามของผมจะลดลงไปอีก 100 แต้ม ตอนจบก็ยังเหมือนเดิมอยู่ดี คือหาแฟนไม่ได้
ถึงจะเป็นแค่การวิเคราะห์ตามเหตุผล แต่ทำไมผมถึงรู้สึกเหมือนมีน้ำตาเลือดไหลออกมาขณะที่พูดคำเหล่านี้ออกมานะ? เอาเถอะ ผมเป็นพ่อมดผู้ยิ่งใหญ่ที่โสดมา 300 ปีแล้ว แต่อย่างน้อย ผมก็ได้แก้แค้นเจ้าพวกเด็กแสบนั่นแล้ว! [2]
เมื่อภาพของเด็กๆ ที่ร้องไห้โหยหวนผุดขึ้นมา ผมก็หัวเราะอย่างพึงพอใจ ไอเดียว่าจะเขียนอะไรลงในไดอารี่วันนี้ก็แวบเข้ามา
ปีมังกร ค.ศ. 1896 ฤดูร้อน วันที่ 6 มีนาคม ตำนานที่รู้จักกันในชื่อ ‘เหตุการณ์นักล่าอมยิ้ม’ และ ‘เหตุการณ์หมอนกินคน’ ถูกลิขิตให้สลักลึกลงในความทรงจำของเหล่าเด็กแสบแห่งเมืองภูเขากำมะถันไปตลอดกาล
“นับจากนั้นเป็นต้นมา เด็กๆ จะจดจำความน่าสะพรึงกลัวภายใต้การครอบงำของชายผู้นั้นไปตลอดกาล...ความอัปยศจากการถูกแย่งชิงของรัก ความสิ้นหวังจากการถูกของเล่นของตัวเองกิน และความหวาดกลัวจากการถูกรายล้อมด้วยเหล่าอมนุษย์...”
ขณะที่ผมกำลังคิดว่าจะเขียนอะไรลงในไดอารี่ เสียงแจ้งเตือนจากระบบก็ดังขึ้นอีกครั้ง
[ติ๊ง! ท่านได้ปลดล็อกความสำเร็จ: ทำให้เด็กร้องไห้หนึ่งร้อยคนภายในหนึ่งวัน! รางวัล: 10 แต้มความชั่ว ขอแสดงความยินดี ท่านได้รับฉายาเกียรติยศ ‘หายนะของเด็กๆ’ หลังจากสวมใส่ฉายานี้ โลลิและโชตะอายุ 12 ปีและต่ำกว่าจะรู้สึกถึงภัยคุกคามจากท่านโดยธรรมชาติ คำเตือนที่เป็นมิตร: หากท่านทำให้เด็กร้องไห้ 500 คนได้ในคราวเดียว ท่านจะได้รับฉายาเกียรติยศ ‘นักฆ่าเด็ก’ และหากท่านทำสำเร็จ 1,000 คน...]
เสียงแจ้งเตือนจากระบบหยุดลงกะทันหัน ผมรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ ถึงแม้ว่านี่จะเป็นฉายาที่ดูอาฆาตมาดร้ายอย่างไม่ต้องสงสัย แต่มันก็อาจถือเป็นพรในคราบคำสาปได้ถ้ามันสามารถมอบพลังให้ผมกันเจ้าพวกเด็กแสบออกไปได้
[...ในคราวเดียว ท่านจะได้รับฉายาเกียรติยศ ‘โตจนป่านนี้แล้วยังจะมาทะเลาะกับเด็กอีก เป็นผู้ใหญ่กว่านี้หน่อยไม่ได้รึไง’ โอ้ ท่านควรจะขอบคุณข้านะ อันที่จริง นี่น่าจะเป็นฉายาที่เหมาะสมกับท่านที่สุดในตอนนี้แล้ว]
“เชี่ย! ทนไม่ไหวแล้วโว้ย! ไอ้ระบบบ้า ทั้งหมดเป็นความผิดของแก! แกต้องโดน!!”
…
“นายท่านคะ คราวนี้ท่านถูกขังคุกเพราะขโมยอมยิ้ม คราวหน้าจะเป็นเพราะขโมยชุดชั้นในเด็กผู้หญิงรึเปล่าคะ? ดิฉันไม่อยากมาที่นี่เพื่อรับตัวคนโรคจิตกลับบ้านจริงๆ นะคะ”
คนที่กำลังพูดอยู่คือผู้รับใช้ที่ภักดีของผม ปีศาจครึ่งตนที่อาศัยอยู่ในคฤหาสน์ของผม เอลิซ่าผมสีเงิน
แว่นตากรอบทองดำ ผมหางม้าสีเงิน เขี้ยวเสือ หางสีม่วงผูกโบว์ผีเสื้อที่ปลาย และชุดเมดยุโรป มันแสดงให้เห็นถึงบุคลิกของปีศาจน้อยได้อย่างสมบูรณ์แบบ และในขณะเดียวกัน ก็เปิดโปงความสนใจของลิชบางตน...
ผมพึงพอใจกับรูปลักษณ์ภายนอกของเอลิซ่ามาโดยตลอด แต่เธอจะสมบูรณ์แบบอย่างแท้จริงถ้าเพียงแต่เธอจะเปลี่ยนนิสัย ใบหน้าที่ไร้อารมณ์ และลิ้นพิษสงของเธอได้
“ก็ไม่ใช่ว่าเจ้าจะไม่รู้จักระบบเฮงซวยของข้านี่ การได้แต้มจากการทำให้เด็กผู้หญิงไม่กี่คนร้องไห้มันก็เป็นสิ่งที่คนดีควรจะทำอยู่แล้ว”
“นี่ค่ะ!”
เธอยื่นอัลบั้มรูปหนาเตอะมาให้ผม
“นี่มัน... โอ้ ทำได้ดีมาก เอลิซ่า! สมกับที่เป็นผู้รับใช้ที่ภักดีของข้า!”
“ดิฉันพอจะเดาได้ว่าเกิดอะไรขึ้น นี่คือข้อมูลติดต่อของเด็กๆ ที่เรียนอยู่ในโรงเรียนอนุบาลที่ใหญ่ที่สุดของเมืองภูเขากำมะถัน ดิฉันคัดเลือกรายชื่อมาอย่างดีแล้ว และมันน่าจะสะดวกสำหรับท่านในการทำภารกิจให้สำเร็จค่ะ”
“ทำได้ดีมาก! นึกว่าเจ้ากำลังตั้งตารอให้ข้าตายเพื่อจะได้เป็นอิสระเสียอีก สงสัยว่าข้าจะเข้าใจผิดไปเองสินะ ทำได้ดีมาก เจ้าก็เป็นคนดีเหมือนกัน”
“ขอดูหน่อยสิ!” แต่พอเปิดรายชื่อข้อมูลติดต่อขึ้นมา สีหน้าของผมก็ขมขื่น
“ข้อมูลติดต่อของลูกสามคนของอาร์คบิชอปแห่งโบสถ์ศักดิ์สิทธิ์ประจำเมืองภูเขากำมะถัน ลูกสาวของนักรบพิฆาตมังกรอัมโรที่เพิ่งเข้าโรงเรียนอนุบาล และลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของเทพสงครามซินโซ นี่เจ้าแน่ใจนะว่าพยายามจะช่วยข้า ไม่ใช่พยายามจะส่งข้าลงนรก?!”
ความโกรธของผม ถูกอีกฝ่ายเมินเฉยเช่นเคย คุณหนูปีศาจครึ่งตนดันกรอบแว่นขึ้น แสงเย็นเยียบสะท้อนจากเลนส์
“ชื่อเสียงอันโด่งดังของ ‘นักล่าอมยิ้ม’ แพร่กระจายไปทั่วเมืองภูเขากำมะถันแล้ว แค่ดิฉันก้าวขาออกจากคฤหาสน์ก็โดนวิจารณ์แล้ว เพื่อศักดิ์ศรีของข้าคนนี้ [3] ดิฉันอยากจะเปลี่ยนงานจริงๆ ค่ะ หรือไม่ก็ นายท่านควรจะเริ่มจ่ายเงินเดือนที่ติดค้างดิฉันมาสิบปีได้แล้วค่ะ”
“ฮ่าๆๆๆ อย่าพูดเรื่องเงินเลย มันทำให้ความสัมพันธ์ขุ่นข้องหมองใจนะรู้ไหม ไปกันเถอะ ข้าอยากกลับบ้านอันแสนอบอุ่นของเราจะแย่แล้ว”
“สุภาพบุรุษไม่ควรหนีปัญหา และกรุณาอย่าเปลี่ยนเรื่อง ทำไมท่านต้องทำให้ดิฉันวิ่งตามท่านด้วยคะ? คราวนี้ท่านวางแผนอะไรไว้อีก?”
“สมกับเป็นเอลิซ่าน้อยของข้าที่อยู่เคียงข้างกันมานาน ภารกิจรายวันของวันนี้คือการระเบิดอันสวยสดงดงามยังไงล่ะ”
“เข้าใจแล้วค่ะ เกาะแน่นๆ นะคะ ดิฉันจะใช้มานาหนีเดี๋ยวนี้!”
ประตูไปไหนก็ได้ [4] สีเงินเปิดออก ทั้งนายและบ่าวรีบก้าวเข้าไป เมื่อเวทมนตร์เคลื่อนย้ายฉับพลันระยะสั้นสลายไป ก็ไม่เหลือร่องรอยของใครในบริเวณนั้นอีก ในฉากหลัง เสียงระเบิดขนาดใหญ่ก็ดังสนั่นตามมาด้วยเสียงสัญญาณเตือนไฟไหม้
“ระเบิดเวลาเหรอคะ? นึกว่าหน่วยรักษาความสงบจะผนึกเวทมนตร์ของนักโทษซะอีก”
“เปล่า มันแค่ดูเหมือนระเบิด แต่จริงๆ แล้วมันคือแป้งสาลีผสมพริกป่นแล้วเติมฝุ่นลงไปนิดหน่อย ระเบิดฝุ่นน่ะ มันไม่ได้มีพลังมากพอจะฆ่าใครได้ แถมข้าสงสัยว่าพวกเขาจะหาหลักฐานมัดตัวข้าได้”
“สมกับเป็นลิชผู้ ‘ปราดเปรื่อง’ นะคะ นึกไม่ถึงว่าท่านจะสร้างระเบิดจากวัตถุดิบทำอาหารล้วนๆ ได้ทั้งที่ถูกผนึกเวทมนตร์”
“ขอบใจ คำชมของเจ้าทำให้ข้าถ่อมตน”
“ไม่มีใครชมท่านค่ะ เอาเถอะ ในฐานะลิช ดิฉันเดาว่านี่อาจจะถือเป็นคำชมได้”
ลิชคืออะไร?
“ไม่ใช่คนดี เป็นอมนุษย์ที่น่ากลัวที่สุด” ภาพลักษณ์นี้น่าจะเป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่นึกถึงเมื่อได้ยินคำนี้
“ก้อนกระดูกที่ทำให้ขนหัวลุก ไฟวิญญาณน่าสะพรึงกลัวที่ลุกโชนอยู่ในเบ้าตา ให้ความรู้สึกราวกับว่าพวกเขากำลังทำเรื่องชั่วร้ายบางอย่าง” นี่คือมุมมองของพลเมืองทั่วไป
“ร่างอวตารสูงสุดของความชั่วร้าย ผู้วางแผนการอันชั่วร้าย!” นี่คือมุมมองของอัศวินศักดิ์สิทธิ์แห่งโบสถ์
ในฐานะอมนุษย์และร่างสูงสุดของนักเวทมนตร์ดำ เหล่าลิชที่เหลือเพียงกระดูกมักจะไม่ค่อยมีชื่อเสียงที่ดีนัก แต่...
“ใส่ร้าย! มันคือการเลือกปฏิบัติอย่างโจ่งแจ้ง! จะตัดสินคนจากเผ่าพันธุ์ได้อย่างไรกัน!? ข้าคิดเสมอว่าเผ่าพันธุ์ สีผิว ชนชั้นทางสังคม และการเลือกปฏิบัติทุกชนิดเป็นเพียงความโง่เขลาของมนุษย์ โลกนี้มีแต่คนชั้นต่ำที่ดูถูกและเลือกปฏิบัติผู้อื่น และไม่มีเผ่าพันธุ์ สีผิว หรือชาติกำเนิดที่ ‘ต่ำต้อย’ หรอกนะ ข้าเป็นคนดีจริงๆ”
“ถ้าคนอย่างท่านนับเป็นคนดีได้ แล้วพวกอมนุษย์กระหายเลือดที่อาศัยอยู่ทางตะวันออกของเมืองล่ะคะ? พวกนั้นนับเป็นนักบุญได้ไหม?”
“ข้าคงไม่บอกว่าพวกเขาเป็นนักบุญหรอก พวกเขาก็แค่พวกสันตินิยมที่หน้าเย็นชาแต่ใจอบอุ่น ดูสิ—พวกอมนุษย์ประหยัดเสบียงและไม่ใช้พื้นที่มาก หลุมศพเดียวอยู่ได้ทั้งครอบครัว พวกเขาไม่กินไม่ดื่ม และทำงานอย่างมุ่งมั่นเพื่อให้งานสำเร็จ พวกเขาทุ่มเทแต่ไม่เรียกร้องความหรูหราเป็นการตอบแทน พวกเขาทุกคนเป็นคนดี”
เมดปีศาจครึ่งตนหัวเราะ เขตต้องห้ามที่มีข่าวลือว่า ‘ไม่มีคนเป็นคนไหนเคยเดินออกมาทั้งชีวิต’ กลับถูกมองว่าเป็นแหล่งรวมคนดีโดยนายของเธอ
“โฮะๆ! นายท่านนี่ช่างพูดตลกนะคะ อมนุษย์กระหายเลือดเป็นคนดี? แล้วพวกนักบวชแห่งโบสถ์ศักดิ์สิทธิ์ที่ได้รับการยอมรับจากผู้คนล่ะคะ? พวกเขารักษาพลเมืองฟรีและยังแจกอาหารฟรีทุกวันอาทิตย์ให้คนยากจนด้วย”
“พวกนั้นก็แค่พวกหน้าไหว้หลังหลอกกับพวกใคร่เด็กทั้งนั้นแหละ เจ้าเห็นไหมเอลิซ่า มนุษย์มีความปรารถนาและความต้องการ ถ้าใครกดความปรารถนาของตัวเองมากเกินไป ถึงตอนนี้พวกเขาจะไม่ใช่พวกใคร่เด็ก แต่พวกเขาก็จะกลายเป็นแบบนั้นเมื่อในที่สุดก็ไม่สามารถกดความปรารถนาของตัวเองได้อีกต่อไปและมันก็ระเบิดออกมา ถึงพวกเขาจะบอกว่าความปรารถนาเป็นบาป แต่ใต้ท่าทีภายนอกนั่นพวกเขาเป็นพวกใคร่เด็กวิปริตแน่นอน ข้าหมายถึง แค่ดูวิธีที่พวกตาแก่พวกนั้นทำตัวสนิทสนมกับเด็กผู้ชายตัวเล็กๆ สิ มันคงจะแปลกถ้าคิดว่าไม่มีอะไรผิดปกติกับพวกเขา แล้วก็พวกสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวที่เรียกว่าอัศวินศักดิ์สิทธิ์ พวกนั้นเป็นพวกป่าเถื่อนที่ขู่จะฆ่าข้าทุกครั้งที่เจอหน้า!”
“ค่ะ นายท่าน ดิฉันเข้าใจแล้วว่าโรคของท่านกำเริบอีกแล้ว ดิฉันเดาว่าแม้แต่มังกรแดงโบราณที่อาศัยอยู่บนภูเขากำมะถัน ที่ทุกคนหวาดกลัวในฐานะหายนะแห่งเวรอน [5] และยังทำลายประเทศด้วยตัวคนเดียว ก็คงเป็นสิ่งมีชีวิตที่เชื่องและน่ารักในสายตาของนายท่านสินะคะ”
“ไม่ๆ หนูน้อยเรดช่วงนี้ไม่ค่อยใส่ใจเรื่องอาหารการกินและเริ่มจะอ้วนไปหน่อย ถ้าเธอลดน้ำหนักสัก 20-30 ตันแล้วสลัดไขมันส่วนเกินนั่นออกไปเพื่อโชว์ส่วนโค้งส่วนเว้า เธอก็จะน่ารักยิ่งขึ้นไปอีก”
“แล้วเจ้าหน้าที่รักษาความสงบเผ่าดาร์กเอลฟ์ที่น่าเกรงขามและคอยช่วยเหลือผู้คนที่ดูแลความสงบสุขของเมืองล่ะคะ? ท่านน่าจะสนิทกับพวกเขาดีใช่ไหมคะ? แค่นับสองเดือนนี้ ดิฉันก็เข้าๆ ออกๆ คุกมาห้ารอบแล้วแค่เพื่อมารับท่าน”
“...เจ้าลองไปถามเจ้าของร้านโชคร้ายที่โดนพวกนั้นข่มเหงดูสิ ความเห็นของข้าก็เหมือนกับพวกเขานั่นแหละ ชิ! ยัยพวกบ้าดีเดือด สมาพันธ์สุภาพบุรุษเสรีของพวกเราเป็นศัตรูคู่อาฆาตกับพวกนั้นเลยล่ะ”
เธอส่ายหัวอย่างหงุดหงิด เมินเฉยต่อองค์กรชื่อน่าสงสัยที่นายของเธอพูดถึงและถามต่อ
“...แล้วท่านเจ้าเมืองของเราล่ะคะ ผู้ที่ช่วยโลกไว้และมีชื่อเสียงขจรขจายไปไกล? เขายกธงแห่งความเท่าเทียมและก่อตั้งเมืองนี้ขึ้นในโลกใต้ดินอันโกลาหล สร้างดินแดนแห่งสันติภาพให้เผ่าพันธุ์ต่างๆ อยู่ร่วมกันบนดินแดนที่บอบช้ำจากสงครามอย่างต่อเนื่อง”
“ผู้ป่วยจูนิเบียว [6] อาการหนักที่เป็นมาหลายร้อยปีแล้ว อายุเท่าไหร่แล้ว ยังจะมาเล่นเป็นผู้กล้าปราบจอมมารช่วยโลกอีก เรื่องราวมันโบราณไปแล้ว สมควรแล้วที่ต้องโสดไปตลอดชีวิต”
“...ท่านกล้าพูดจริงๆ นะคะ ท่านไปป่วนงานแต่งของเขาสองครั้งจนตอนนี้ใครๆ ก็พูดกันว่าเขามีดวงต้องโสดตลอดไป เกิดมาก็พาโชคร้ายมาสู่ครอบครัว ออกผจญภัยก็พาโชคร้ายมาสู่พวกพ้อง พอจะแต่งงานก็พาโชคร้ายมาสู่คู่ครอง เขามีคุณสมบัติยอดเยี่ยมแถมหน้าตาก็ดี แต่เพราะท่าน ตอนนี้เลยไม่มีผู้หญิงคนไหนในเมืองภูเขากำมะถันยอมรับคำขอแต่งงานของเขาเลย”
“...ก็ไม่ใช่ว่าข้าตั้งใจทำนี่นา เขาต้องเก็บความแค้นไว้นานขนาดนั้นเลยเหรอ...”
“ไม่ใช่ว่าท่านตั้งใจเหรอคะ? ท่านทำโดยเจตนาเลยไม่ใช่เหรอ? ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่ท่านให้ดิฉันไปปล่อยข่าวลือว่าเขาถูกสวรรค์สาปให้ต้องโสดตลอดไปเลยนะ ในงานแต่งของเขา ท่านก็สร้างหายนะแห่งอมนุษย์ ปล่อยผีออกมาเพ่นพ่าน ท่านรู้ไหมว่าคืนนั้นท่านทำให้ผู้หญิงตกใจกลัวไปกี่คน?”
“ข้าก็แค่ฉลองงานแต่งให้เขาน่ะ เห็นว่าพ่อม่ายเฒ่านั่นจะได้แต่งงานเสียที ข้าก็เลยดีใจเกินไปหน่อยเลยพาผีสองสามร้อยตนมาเต้นโรบอตแดนซ์ ใครจะไปรู้ว่าว่าที่เมียของเขาจะตกใจกลัวจนฉี่ราดตรงนั้นเลย”
แม้จะปฏิเสธข้อกล่าวหาว่าเป็นการกระทำโดยเจตนา แต่ผมก็แอบพอใจกับผลงานของตัวเอง “ชิ! ในเมื่อข้ายังไม่ได้ฟื้นคืนชีพจนมีร่างกายที่สมบูรณ์ แล้วจะยอมให้มันมีความสุขกับชีวิตเซ็กซ์ได้ยังไง?”
“นายท่านคะ ท่านรู้ตัวไหมว่าท่านมีนิสัยชอบเอามือเท้าสะเอวแล้วกระทืบเท้าเวลาตื่นเต้น? ดูสิคะ เจตนาร้ายของท่านมันทะลักออกมาแล้ว เอาเถอะค่ะ อย่าไปพูดถึง ‘ผลงานอันยิ่งใหญ่’ ของท่านเลย แล้วพี่น้องลิชของท่านในจักรวรรดิอมนุษย์ซีหลัวล่ะคะ? พวกนั้นมีชื่ออยู่ในรายชื่อผู้ต้องหาในหลายประเทศ และถ้าคนใดคนหนึ่งหลุดออกมาได้ โลกจะต้องตกอยู่ในความโกลาหลแน่นอน”
“...จริงๆ แล้วมันเป็นแค่เรื่องเข้าใจผิดที่ทุกคนมีต่อพวกเราน่ะ เหตุผลที่พวกเราศึกษาความซับซ้อนอันลึกซึ้งของวงจรชีวิตและความตายก็เพื่อให้ทุกคนมีชีวิตที่ยืนยาวขึ้นไม่ใช่เหรอ? จริงๆ แล้วพวกเราเชี่ยวชาญด้านการรักษาด้วยนะ ไม่ว่าจะพูดถึงประสิทธิภาพของการรักษาหรือผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น การรักษาของพวกเราดีกว่าของพวกนักบวชมาก อย่ามองแค่ว่าแสงศักดิ์สิทธิ์ของพวกเขาสะดวกสบายแค่ไหน จริงๆ แล้วมันเผาผลาญพลังชีวิตของคนคนนั้นและทำให้ชีวิตสั้นลง ศิลปะการปรับแต่งพันธุกรรมทางชีวภาพของพวกเราปลอดสารพิษ ปลอดภัย ปลอดมลภาวะ และที่ดีที่สุดคือ เราแก้ปัญหาที่ต้นตอในคราวเดียว”
“...แล้วทำไมท่านถึงต้องพึ่งพาระบบเพื่อฟื้นคืนชีพตัวเองล่ะคะ? ทำไมไม่สร้างร่างกายให้ตัวเองไปเลย?”
“ข้าไม่อยากเป็นสัตว์ประหลาดพิกลพิการที่มี 3 แขน 6 ขา ถึงแม้ว่ามันจะเป็นรูปร่างมนุษย์ที่สมบูรณ์แบบ แต่ไม่ช้าก็เร็วปัญหาก็จะเกิดขึ้นอยู่ดี...”
เมื่อเห็นระดับความเชื่อมั่นที่ต่ำเตี้ยเรี่ยดินที่ลิชเองมีต่อทักษะการปรับแต่งพันธุกรรมทางชีวภาพของเขาแล้ว เอลิซ่าจะพูดอะไรได้อีก?
“ก็ได้ค่ะ แล้วในสายตาของท่าน ดิฉันเป็นยังไงบ้างคะ?”
...ยายแก่ปีศาจหน้าตาย? คุณหนูอกไข่ดาว? แน่นอนว่าผมไม่โง่พอที่จะพูดคำเหล่านี้ออกมาดังๆ
“โอ้ เอลิซ่า เจ้าแน่นอนว่าเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาที่ข้าไว้ใจที่สุด พวกเราเคยให้สัญญากันว่าจะทำความฝันในการพิชิตดวงดาวให้เป็นจริง”
“ก่อนที่ท่านจะทำความฝันบนดวงดาวให้เป็นจริง ท่านควรจะจ่ายเงินเดือนให้เด็กสาวผู้โดดเดี่ยวที่น่าสงสารคนนี้ก่อนดีไหมคะ ซึ่งท่านก็ติดค้างมาสิบกว่าปีแล้ว?”
เมื่อรู้ว่าโรคของนายเธอเริ่มกำเริบอีกครั้ง ปีศาจครึ่งตนผมสีเงินก็ดันแว่นขึ้น แสงเย็นเยียบส่องประกายบนผิวเลนส์ขณะที่คำพูดเย็นชาลอดออกมาจากไรฟัน
“ถ้าท่านยังทำตัวเหลาะแหละแบบนี้อีก ดิฉันเดาว่าของสะสมสุดหวงของท่านคงจะ...”
“ก็ได้ เอลิซ่า ข้าขอโทษ” ด้วยความเป็นห่วงของสะสมล้ำค่า ลิชบางตนก็ยอมจำนนทันที
“หึ” เมื่อกำราบเจ้านายได้สำเร็จ นางฟ้าตกสวรรค์ก็ฮัมเพลงขณะเดินสะบัดสะบิ้งออกจากประตูไป
ในฐานะแม่บ้านของคฤหาสน์ เธอไม่มีเวลามาเสียให้กับเจ้านายจูนิเบียวของเธอหรอก
อย่างไรก็ตาม ขณะที่ผมมองแผ่นหลังที่ห่อเหี่ยวของเธอ อารมณ์ของผมก็ดิ่งลง
ครู่หนึ่งหลังจากที่เธอเดินออกจากประตูไป ความทรงจำก็เริ่มไหลบ่าเข้ามาในหัว และผมก็พึมพำกับตัวเอง
“...ข้าเดาว่า ถ้าจะให้นับอย่างไม่เต็มใจนัก เธอก็ถือเป็นครอบครัวได้ล่ะมั้ง ข้ายังจำเด็กผู้หญิงคนนั้นได้ คนที่แม้จะอยู่ในสภาพที่เลวร้ายที่สุด แม้ตอนที่เธอล่องลอยอยู่ในแม่น้ำสติกซ์ ก็ยังยืนหยัดและไม่ยอมแพ้ เธอยังเป็นเด็กผู้หญิงที่ออกล่าในคืนพายุหิมะเพียงเพื่อเอาชีวิตรอด เจ้าอาจจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่โลกนี้มอบให้ข้า และการนำเจ้ากลับมาก็เป็นการตัดสินใจที่ดีที่สุดที่ข้าเคยทำในชีวิต”
ทันใดนั้น ใบหน้าหนึ่งก็โผล่ออกมาจากหลังประตู
ความเย็นชาตามปกติของมันถูกแต่งแต้มด้วยสีแดงสดที่เริ่มปรากฏขึ้น ซึ่งลามไปถึงใบหูยาวที่สั่นระริกของเธอ
หลังจากนั้น เธอก็หายไปหลังประตูอีกครั้ง
“ฮิฮิ! ถึงเจ้าจะรู้จักข้าดี แต่คิดว่าข้าจะไม่เข้าใจเจ้าเหมือนกันรึไง? ยายแก่ปีศาจโง่เง่า ถึงเจ้าจะเจ้าเล่ห์แค่ไหน เจ้าก็ยังต้องชดใช้หนี้ที่ติดค้างข้าอย่างเชื่อฟังไปจนวันตาย”
ผมตะโกนคำพูดร้ายกาจเหล่านี้ออกมาแล้วหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง แต่ในใจกลับตื่นตระหนก
“...เธอได้ยิน! เธอได้ยินมันแน่นอน!!!”
[1] แหวนทองคำ (Golden Ring): เป็นคำที่ใช้กันทั่วไปในเกมและนิยายเพื่ออ้างถึงความสามารถที่เหมือนการโกงหรือข้อได้เปรียบที่ไม่เป็นธรรมบางอย่าง
[2] พ่อมด: มีข่าวลือในอินเทอร์เน็ตว่าถ้าผู้ชายโสดครบ 30 ปี เขาจะกลายเป็นพ่อมด
[3] ข้าคนนี้: เธออ้างถึงตัวเองเป็นบุรุษที่สาม
[4] ประตูไปไหนก็ได้: คล้ายกับประตูของโดราเอมอนที่ใช้เดินทางไปที่ต่างๆ
[5] หายนะแห่งเวรอน (Disaster of Veron): อาจเป็นการอ้างอิงถึง DND บางอย่าง แต่ไม่แน่ใจคำแปลที่แน่นอน
[6] จูนิเบียว (Chuunibyou): หมายถึงคนที่มีอาการหลงอยู่ในจินตนาการของตัวเอง เช่น ‘ข้ามีมือต้องคำสาปที่ถูกผนึกไว้ และถ้าปลดปล่อยออกมามันจะทำลายล้างโลกทั้งใบ’ เป็นต้น