- หน้าแรก
- นายหญิงแห่งศาสตร์ลึกลับ
- บทที่ 36: เจ้าก็คือคนทำคุณไสย
บทที่ 36: เจ้าก็คือคนทำคุณไสย
บทที่ 36: เจ้าก็คือคนทำคุณไสย
บทที่ 36: เจ้าก็คือคนทำคุณไสย
“น้องหกต้องทนทุกข์อยู่ข้างนอกมานานหลายปี ดังนั้นกระหม่อมจึงเลี้ยงดูนางประดุจแก้วตาดวงใจ”
“นางไม่อยากให้กระหม่อมแต่งกับผู้ใด กระหม่อมก็จะไม่แต่งกับผู้นั้น ต่อให้ฝ่าบาทจะทรงลงโทษ กระหม่อมก็มิมีคำครหาใดๆทั้งสิ้นพ่ะย่ะค่ะ!” ฉู่เย่กล่าวหนักเเน่น
อาหลีไม่ใช่คนที่จะหาเรื่องโดยไร้เหตุผล…ในเมื่อนางไม่อยากให้เขาแต่งงานกับหลี่เมี่ยวหรง ก็ย่อมต้องมีเหตุผลของนาง
จักรพรรดิมู่อู่ทรงพิโรธอย่างหนัก จนหนวดเคราแทบจะตั้งชี้ขึ้นมา
“ดีล่ะ!”
“ฉู่หนานหลี เช่นนั้นเจ้าก็ลองว่ามาสิ ว่าเหตุใดถึงต้องมาขัดขวางเรื่องการแต่งงานของพี่ชายตนเอง”
หนานหลียังคงจ้องมองไปที่หลี่เมี่ยวหรงไม่วางตา
“ก็เพราะว่านางมีจิตใจคับแคบ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของตนเอง ถึงกับไม่ลังเลที่จะทำคุณไสยทำร้ายผู้อื่นเพคะ”
“เป็นเจ้าเองรึ?!” ฉู่เย่พลันหันไปมองนางอย่างรวดเร็วเช่นกัน
บนใบหน้าของหลี่เมี่ยวหรงฉายแววตื่นตระหนกออกมาแวบหนึ่ง นางหันไปมองหลี่กุ้ยเฟยโดยไม่รู้ตัว…แต่ทว่าหลี่กุ้ยเฟยกลับยังคงสงบนิ่งกว่ามาก ใบหน้าที่งดงามนั้นปรากฏรอยยิ้มเย็นชา
“คุณหนูหกพูดอะไรกัน? ข้าไม่เห็นจะเข้าใจเลย…หรงเอ๋อร์มีจิตใจดีงาม จะเป็นคนใจแคบได้อย่างไรกัน?”
ก็แค่เด็กสาวที่ยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม จะไปดูอะไรออกกัน
“ใช่! เจ้าใส่ร้ายข้าต่อหน้าธารกำนัลเช่นนี้ รู้หรือไม่ว่าจะต้องเจอกับผลลัพธ์เช่นไร?!” หลี่เมี่ยวหรงเองก็กล่าวเสริมด้วย
​
หนานหลีเดินออกมาข้างหน้า แล้วกราบบังคมทูลต่อจักรพรรดิมู่อู่
“ฝ่าบาท พี่เซียวมิได้ป่วยเป็นโรคประหลาดเพคะ หากแต่ว่านางถูกหลี่เมี่ยวหรงทำคุณไสยใส่ร้าย ด้วยเหตุนี้จึงได้สลบไสลไม่ได้สติไปเพคะ”
สิ้นคำพูดนี้ ทุกสายตาต่างก็หันไปมองที่หลี่เมี่ยวหรง แววตาแต่ละคนแตกต่างกันไป
“ใส่ร้ายป้ายสี! ข้าไม่เคยทำร้ายนาง!” หลี่เมี่ยวหรงคำรามเสียงต่ำ แล้วหันไปตะโกนใส่ทุกคน
“ข้าเป็นถึงคุณหนูแห่งจวนกั๋วกงผู้สูงศักดิ์ จะไปเห็นเซียวหว่านอี๋อยู่ในสายตาได้อย่างไรกัน!”
“แต่เจ้าก็อยากจะแต่งงานกับซื่อจื่อฉู่นี่นา เท่านี้เจ้าก็มีแรงจูงใจที่จะทำร้ายคนแล้ว” ลู่อี้เยี่ยนกลัวว่าเรื่องจะยังไม่ใหญ่พอ จึงบ่นอุบอิบขึ้นมาประโยคหนึ่ง​
“แล้วพวกเจ้าไม่อยากแต่งกันรึไง? หากจะบอกว่านี่คือแรงจูงใจในการทำร้ายคน งั้นพวกเจ้าทุกคนก็มีส่วนต้องสงสัยเหมือนกันนั่นแหละ!” หลี่เมี่ยวหรงแค่นเสียงเย็นชา
“เจ้าอย่าได้มาใส่ร้ายคนอื่นมั่วซั่ว!” ลู่อี้เยี่ยนโกรธจนหน้าแดงก่ำ
​
ในตอนนี้เอง หลี่กุ้ยเฟยก็ยกพระหัตถ์ขึ้นปิดพระพักตร์แล้วร่ำไห้ออกมาเบาๆ
“ฝ่าบาทเพคะ คุณหนูหกผู้นี้กล่าวหาหรงเอ๋อร์อย่างไม่มีมูล เท่ากับว่านางกำลังกล่าวหาว่าพี่ชายของหม่อมฉันอบรมสั่งสอนบุตรสาวไม่ดีอยู่นะเพคะ หม่อมฉันไม่อยากจะมีชีวิตอยู่ต่อไปแล้ว...”
เมื่อ​เห็น​ท่านเเม่เป็นเช่นนี้ องค์ชายรองเย่เฉิงป๋อพลันมีสีพระพักตร์เต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยว
“บังอาจขัดพระราชโองการ ซ้ำยังใส่ร้ายป้ายสีขุนนางและเชื้อพระวงศ์…ทหาร! ลากนางออกไปโบยซะ!”
“ช้าก่อนๆ!” จักรพรรดิมู่อู่รีบห้ามปรามทันที
“หรือว่าเสด็จพ่อจะทรงเชื่อเรื่องไร้สาระของนางพ่ะย่ะค่ะ?” เย่เฉิงป๋อตรัสถาม
จักรพรรดิมู่อู่เองก็ไม่ได้ทรงเชื่อเช่นกัน…แต่เมื่อทรงนึกถึงคำพูดของน้องเก้าก่อนที่จะเสด็จออกจากเมืองหลวงไปเมื่อหลายวันก่อนขึ้นมาได้
มีหรือที่พระองค์จะกล้าปล่อยให้ฉู่หนานหลีต้องได้รับบาดเจ็บแม้แต่เพียงเล็กน้อย (เดี๋ยวชิบหายกันหมด)​
เรื่องราวยังไม่ทันได้สืบสวนให้แน่ชัด พระองค์ก็สั่งให้คนไปตีฉู่หนานหลีแล้ว…หากน้องเก้ารู้เข้า ตัวพระองค์เองก็คงไม่เป็นไร แต่ทว่าบุตรชายรองของพระองค์ที่เพิ่งจะออกคำสั่งไปนั้น อย่าได้คิดว่าจะรักษาชีวิตของตัวเองไว้ได้เลย
พระองค์ทรงกระแอมไอเบาๆแล้วตรัสว่า
“ฉู่หนานหลี เจ้ามีหลักฐานหรือไม่?”
“ขอฝ่าบาทโปรดรอสักครู่เพคะ”
หลังจากนั้น นางก็ให้ฉู่เย่ไปรับเซียวหว่านอี๋เข้าวังมา
ใบหน้าของหลี่เมี่ยวหรงค่อยๆซีดขาวลงเรื่อยๆ
นางจำคำพูดของนักบวชเต๋าผู้นั้นได้ คุณไสยที่นางร่ายขึ้นด้วยความเคียดแค้นนั้นมิใช่ว่าจะถอนไม่ได้
ขอเพียงแค่ใช้เข็มปักผ้าเล่มนั้นทิ่มเข้าไปที่ปลายนิ้วของนางเพื่อเอาเลือดออกมาหยดหนึ่ง คุณไสยก็จะถูกถอนออกไปทันที
เเต่​เมื่อพิจารณาดูหนานหลี พอเห็นว่าใบหน้ายังคงดูอ่อนเยาว์ไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม ก็ค่อยๆวางใจลงได้บ้าง
ก็แค่นางคนชั้นต่ำที่เพิ่งกลับมาจากบ้านนอกป่าเขา จะไปรู้วิธีถอนคุณไสยได้อย่างไรกัน
แน่นอนว่าหนานหลีต้องจงใจพูดเช่นนี้ เพื่อที่จะทำให้นางเสียขวัญต่อหน้าฝ่าบาท แล้วยอมรับสารภาพออกมาเองโดยไม่ต้องลงมือ
หลี่กุ้ยเฟยเองก็คิดถึงจุดนี้เช่นกัน…สองป้าหลานจึงนั่งรออย่างสงบเสงี่ยม
ฉู่เย่ไปแล้วกลับมาใช้เวลาไปเกือบครึ่งชั่วยาม เนื่องจากเซียวหว่านอี๋ยังไม่ฟื้น เขาจึงได้แต่จัดให้นางนอนพักอยู่ที่ตำหนักหลัง
“ต่อไปจะทำอย่างไร?” จักรพรรดิมู่อู่ทรงรอจนเบื่อแล้ว
“ตอนนี้พี่เซียวสลบไสลไม่ได้สติ แม้แต่หมอหลวงก็ยังหาสาเหตุของโรคไม่พบเพคะ” หนานหลีกล่าว
“ขอให้ฝ่าบาทโปรดส่งคนไปยังตำหนักหลัง เพื่อคอยดูว่าอีกเดี๋ยวพี่เซียวจะฟื้นขึ้นมากะทันหันหรือไม่เพคะ”
จักรพรรดิมู่อู่เองก็เริ่มสนพระทัยขึ้นมาบ้างแล้ว กำลังจะส่งหัวหน้าขันทีไป แต่ทว่าหลี่กุ้ยเฟยกลับชิงพูดตัดหน้าไปเสียก่อน
“จางมามา…เจ้าไปเถิด”
“พระสนมกุ้ยเฟยเพคะ การที่พระองค์จะส่งคนของตัวเองไปนั้น ไม่เหมาะสมกระมังเพคะ” คุณหนูผู้หนึ่งแย้มยิ้มบางเบา
“ฝ่าบาท ให้หม่อมฉันไปแทนดีหรือไม่เพคะ”
หลี่กุ้ยเฟยแทบอยากจะฉีกคุณหนูคนนั้นออกเป็นชิ้นๆ แต่จักรพรรดิมู่อู่ทรงอนุญาตไปแล้ว
ในตอนนี้เอง หนานหลีก็เดินเข้าไปใกล้หลี่เมี่ยวหรง นางหยิบเข็มปักผ้าที่เปื้อนไปด้วยไอแห่งความเคียดแค้นเล่มนั้นออกมา
“คุณหนูหลี่ โปรดยื่นมือออกมาด้วยเจ้าค่ะ”
ใบหน้าของหลี่เมี่ยวหรงพลันน่าเกลียดน่าชังเป็นอย่างยิ่ง นางซ่อนมือไว้ข้างหลังแล้วค่อยๆถอยหลังไปทีละก้าว
“เจ้า...เจ้าคิดจะทำอะไร?”
“ฉู่หนานหลี! เจ้าคิดจะลงมือทำร้ายคนต่อหน้าฝ่าบาทรึ?!” หลี่กุ้ยเฟยรีบห้ามปรามทันที
“คุณหนูหลี่ใช้ความเคียดแค้นในใจและเลือดหนึ่งหยดจากปลายนิ้วในการร่ายคุณไสย ดังนั้นตอนนี้ข้าก็ต้องขอเลือดจากปลายนิ้วของนางหนึ่งหยด ถึงจะสามารถถอนคุณไสยให้พี่เซียวได้เจ้าคะ” หนานหลีกล่าว
ในหัวของหลี่เมี่ยวหรงพลันขาวโพลนไปหมด
นี่...นี่มันเหมือนกับที่นักบวชเต๋าเฒ่าคนนั้นพูดไว้ไม่ผิดเพี้ยนเลย!
ที่แท้ฉู่หนานหลีก็รู้วิธีถอนคุณไสยจริงๆ!
ฉู่เย่เห็นดังนั้นก็กล่าวเสริมขึ้น “คุณหนูหลี่ หากท่านต้องการจะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเอง ก็โปรดยื่นมือออกมาเถิด”
คำๆนี้ทำให้ เส้นความอดทนในหัวของหลี่เมี่ยวหรงพลันขาดสะบั้นลง
นางจ้องมองฉู่เย่เขม็ง ดวงตาทั้งสองข้างเอ่อคลอไปด้วยน้ำตา
“ทำไม? ทำไมท่านถึงไม่ยอมแต่งงานกับข้า แม้ข้าจะยอมลดตัวลงไปเป็นภรรยาเอกเสมอกับเซียวหว่านอี๋ ท่านก็ยังไม่ยินยอมอีกรึ”
ฉู่เย่ยังไม่ทันได้ตอบ หลี่เมี่ยวหรงก็ดึงปิ่นปักผมออกมาแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงเหี้ยมเกรียม
“ท่านอยากจะแต่งงานกับเซียวหว่านอี๋รึ? ฝันไปเถอะ! ชาตินี้ทั้งชาติท่านอย่าได้ฝันเลย!”
นางเกลียดเซียวหว่านอี๋ที่มาแย่งชิงคนรักไป ทั้งยังเกลียดฉู่เย่ที่ช่างไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงเอาเสียเลย!
ดังนั้น นางจะทำให้พวกเขาไม่ได้สมหวังทั้งคู่ จะต้องเสียใจไปตลอดชีวิต!
ทุกคนต่างคิดว่าหลี่เมี่ยวหรงคิดจะฆ่าตัวตาย แต่ในตอนนี้กลับได้ยินนางกล่าวขึ้น
“ข้าขอให้ใบหน้าของเซียวหว่านอี๋เต็มไปด้วยหนองเฟะ น่าเกลียดน่าชังอย่างที่สุด! ข้าขอให้นางหลับใหลไปตลอดกาล ชาตินี้ทั้งชาติอย่าได้ลืมตาขึ้นมาอีกเลย!”
ฉึกกก!!!
ปิ่นปักผมกำลังจะแทงทะลุข้อมือของนาง เพื่อปลดปล่อยพลังแห่งความเคียดแค้นทั้งหมดออกมา
แต่ในชั่วเสี้ยววินาทีสุดท้าย หนานหลีก็คว้าจับมือของนางไว้ได้ทันท่วงที ออกแรงเพียงครั้งเดียว ก็บดขยี้ข้อมือของหลี่เมี่ยวหรงจนแหลกละเอียด
หลี่เมี่ยวหรงกรีดร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด ปิ่นทองคำร่วงหล่นลงสู่พื้นเสียงดัง เคร้ง!
ถึงแม้ว่าปากของนางจะยังคงพร่ำคำสาปแช่งไม่หยุด แต่หากไม่สามารถปลดปล่อยพลังแห่งความเคียดแค้นออกมาได้ คุณไสยก็มิอาจร่ายขึ้นได้
ไม่ว่านางจะดิ้นรนขัดขืนเพียงใด ก็มิอาจสู้แรงของหนานหลีได้เลยแม้แต่น้อย ในทางกลับกันกลับยิ่งทำให้นางเจ็บปวดมากขึ้นไปอีก
หนานหลีมีสีหน้าเรียบเฉย นางง้างนิ้วของหลี่เมี่ยวหรงออกโดยตรง แล้วใช้เข็มปักผ้าเล่มนั้นเจาะเอาเลือดจากปลายนิ้วของนางออกมา
พลังแห่งความเคียดแค้นบนเข็มปักผ้าถูกดูดกลับเข้าไปจนหมดสิ้น หลังจากนั้นก็ได้ยินเสียงของคุณหนูคนนั้นตะโกนดังมาจากตำหนักหลัง
“ฟื้นแล้ว! เซียวหว่านอี๋ฟื้นแล้ว!”
หลี่เมี่ยวหรงทรุดตัวลงนั่งกับพื้น พละกำลังในร่างกายราวกับถูกสูบออกไปจนหมดสิ้น
ทุกคนต่างมองหน้ากันไปมา จักรพรรดิมู่อู่จึงมีรับสั่งให้หัวหน้าขันทีไปดูอีกครั้งหนึ่ง แล้วให้นำตัวเซียวหว่านอี๋ออกมาถวายพระพรด้วย
เซียวหว่านอี๋ที่เพิ่งจะฟื้นขึ้นมานั้นมีใบหน้าซีดขาวอยู่บ้าง ขณะที่คุกเข่าลงก็มีอาการโซซัดโซเซเล็กน้อย…ฉู่เย่ตาไวใจเร็วรีบเข้าไปประคองนางไว้ทันที
ทั้งสองสบตากัน ในแววตานั้นเต็มไปด้วยความรักใคร่ลึกซึ้ง มีถ้อยคำมากมายที่ไม่จำเป็นต้องเอ่ยออกมา
เเต่ภาพนี้ได้จุดชนวนความโกรธเกรี้ยวของหลี่เมี่ยวหรงให้ลุกโชนขึ้นมาอย่างรุนแรง
นางอุตส่าห์ลงทุนลงแรงทำคุณไสย ก็เพียงเพื่อที่จะได้แต่งงานกับชายในดวงใจ
คาดไม่ถึงเลยว่ากลับต้องมาเห็นทั้งสองคนส่งสายตาหวานซึ้งให้กันต่อหน้าต่อตา แล้วนางจะทนได้อย่างไร
นางใช้มืออีกข้างที่ยังดีอยู่หยิบปิ่นทองคำขึ้นมา แล้วพุ่งเข้าไปหาเซียวหว่านอี๋
“ข้าจะฆ่าเจ้า!”
ใบหน้าของเซียวหว่านอี๋เต็มไปด้วยความตื่นตระหนก
เเต่ฉู่เย่ไม่คิดอะไรเลยแม้แต่น้อย เขาก้าวออกมาบังอยู่เบื้องหน้า ไม่ได้ห้ามปราม และก็ไม่ได้หลบหลีก
ในเมื่อเขาไม่สามารถมอบสิ่งที่หลี่เมี่ยวหรงต้องการได้ ก็ให้นางแทงเขาสักครั้งหนึ่งเถิด เพื่อที่นางจะได้สลายความเคียดแค้นในใจลงได้บ้าง
แต่ทว่าหนานหลีกลับยื่นเท้าออกไปขัดขาหลี่เมี่ยวหรง ทำให้นางล้มคะมำหน้าทิ่มดิน
(จบตอน)