เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 36: เจ้าก็คือคนทำคุณไสย

บทที่ 36: เจ้าก็คือคนทำคุณไสย

บทที่ 36: เจ้าก็คือคนทำคุณไสย


บทที่ 36: เจ้าก็คือคนทำคุณไสย

“น้องหกต้องทนทุกข์อยู่ข้างนอกมานานหลายปี ดังนั้นกระหม่อมจึงเลี้ยงดูนางประดุจแก้วตาดวงใจ”

“นางไม่อยากให้กระหม่อมแต่งกับผู้ใด กระหม่อมก็จะไม่แต่งกับผู้นั้น ต่อให้ฝ่าบาทจะทรงลงโทษ กระหม่อมก็มิมีคำครหาใดๆทั้งสิ้นพ่ะย่ะค่ะ!” ฉู่เย่กล่าวหนักเเน่น

อาหลีไม่ใช่คนที่จะหาเรื่องโดยไร้เหตุผล…ในเมื่อนางไม่อยากให้เขาแต่งงานกับหลี่เมี่ยวหรง ก็ย่อมต้องมีเหตุผลของนาง

จักรพรรดิมู่อู่ทรงพิโรธอย่างหนัก จนหนวดเคราแทบจะตั้งชี้ขึ้นมา

“ดีล่ะ!”

“ฉู่หนานหลี เช่นนั้นเจ้าก็ลองว่ามาสิ ว่าเหตุใดถึงต้องมาขัดขวางเรื่องการแต่งงานของพี่ชายตนเอง”

หนานหลียังคงจ้องมองไปที่หลี่เมี่ยวหรงไม่วางตา

“ก็เพราะว่านางมีจิตใจคับแคบ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของตนเอง ถึงกับไม่ลังเลที่จะทำคุณไสยทำร้ายผู้อื่นเพคะ”

“เป็นเจ้าเองรึ?!” ฉู่เย่พลันหันไปมองนางอย่างรวดเร็วเช่นกัน

บนใบหน้าของหลี่เมี่ยวหรงฉายแววตื่นตระหนกออกมาแวบหนึ่ง นางหันไปมองหลี่กุ้ยเฟยโดยไม่รู้ตัว…แต่ทว่าหลี่กุ้ยเฟยกลับยังคงสงบนิ่งกว่ามาก ใบหน้าที่งดงามนั้นปรากฏรอยยิ้มเย็นชา

“คุณหนูหกพูดอะไรกัน? ข้าไม่เห็นจะเข้าใจเลย…หรงเอ๋อร์มีจิตใจดีงาม จะเป็นคนใจแคบได้อย่างไรกัน?”

ก็แค่เด็กสาวที่ยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม จะไปดูอะไรออกกัน

“ใช่! เจ้าใส่ร้ายข้าต่อหน้าธารกำนัลเช่นนี้ รู้หรือไม่ว่าจะต้องเจอกับผลลัพธ์เช่นไร?!” หลี่เมี่ยวหรงเองก็กล่าวเสริมด้วย

หนานหลีเดินออกมาข้างหน้า แล้วกราบบังคมทูลต่อจักรพรรดิมู่อู่

“ฝ่าบาท พี่เซียวมิได้ป่วยเป็นโรคประหลาดเพคะ หากแต่ว่านางถูกหลี่เมี่ยวหรงทำคุณไสยใส่ร้าย ด้วยเหตุนี้จึงได้สลบไสลไม่ได้สติไปเพคะ”

สิ้นคำพูดนี้ ทุกสายตาต่างก็หันไปมองที่หลี่เมี่ยวหรง แววตาแต่ละคนแตกต่างกันไป

“ใส่ร้ายป้ายสี! ข้าไม่เคยทำร้ายนาง!” หลี่เมี่ยวหรงคำรามเสียงต่ำ แล้วหันไปตะโกนใส่ทุกคน

“ข้าเป็นถึงคุณหนูแห่งจวนกั๋วกงผู้สูงศักดิ์ จะไปเห็นเซียวหว่านอี๋อยู่ในสายตาได้อย่างไรกัน!”

“แต่เจ้าก็อยากจะแต่งงานกับซื่อจื่อฉู่นี่นา เท่านี้เจ้าก็มีแรงจูงใจที่จะทำร้ายคนแล้ว” ลู่อี้เยี่ยนกลัวว่าเรื่องจะยังไม่ใหญ่พอ จึงบ่นอุบอิบขึ้นมาประโยคหนึ่ง​

“แล้วพวกเจ้าไม่อยากแต่งกันรึไง? หากจะบอกว่านี่คือแรงจูงใจในการทำร้ายคน งั้นพวกเจ้าทุกคนก็มีส่วนต้องสงสัยเหมือนกันนั่นแหละ!” หลี่เมี่ยวหรงแค่นเสียงเย็นชา

“เจ้าอย่าได้มาใส่ร้ายคนอื่นมั่วซั่ว!” ลู่อี้เยี่ยนโกรธจนหน้าแดงก่ำ

ในตอนนี้เอง หลี่กุ้ยเฟยก็ยกพระหัตถ์ขึ้นปิดพระพักตร์แล้วร่ำไห้ออกมาเบาๆ

“ฝ่าบาทเพคะ คุณหนูหกผู้นี้กล่าวหาหรงเอ๋อร์อย่างไม่มีมูล เท่ากับว่านางกำลังกล่าวหาว่าพี่ชายของหม่อมฉันอบรมสั่งสอนบุตรสาวไม่ดีอยู่นะเพคะ หม่อมฉันไม่อยากจะมีชีวิตอยู่ต่อไปแล้ว...”

เมื่อ​เห็น​ท่านเเม่เป็นเช่นนี้ องค์ชายรองเย่เฉิงป๋อพลันมีสีพระพักตร์เต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยว

“บังอาจขัดพระราชโองการ ซ้ำยังใส่ร้ายป้ายสีขุนนางและเชื้อพระวงศ์…ทหาร! ลากนางออกไปโบยซะ!”

“ช้าก่อนๆ!” จักรพรรดิมู่อู่รีบห้ามปรามทันที

“หรือว่าเสด็จพ่อจะทรงเชื่อเรื่องไร้สาระของนางพ่ะย่ะค่ะ?” เย่เฉิงป๋อตรัสถาม

จักรพรรดิมู่อู่เองก็ไม่ได้ทรงเชื่อเช่นกัน…แต่เมื่อทรงนึกถึงคำพูดของน้องเก้าก่อนที่จะเสด็จออกจากเมืองหลวงไปเมื่อหลายวันก่อนขึ้นมาได้

มีหรือที่พระองค์จะกล้าปล่อยให้ฉู่หนานหลีต้องได้รับบาดเจ็บแม้แต่เพียงเล็กน้อย (เดี๋ยวชิบหายกันหมด)​

เรื่องราวยังไม่ทันได้สืบสวนให้แน่ชัด พระองค์ก็สั่งให้คนไปตีฉู่หนานหลีแล้ว…หากน้องเก้ารู้เข้า ตัวพระองค์เองก็คงไม่เป็นไร แต่ทว่าบุตรชายรองของพระองค์ที่เพิ่งจะออกคำสั่งไปนั้น อย่าได้คิดว่าจะรักษาชีวิตของตัวเองไว้ได้เลย

พระองค์ทรงกระแอมไอเบาๆแล้วตรัสว่า

“ฉู่หนานหลี เจ้ามีหลักฐานหรือไม่?”

“ขอฝ่าบาทโปรดรอสักครู่เพคะ”

หลังจากนั้น นางก็ให้ฉู่เย่ไปรับเซียวหว่านอี๋เข้าวังมา

ใบหน้าของหลี่เมี่ยวหรงค่อยๆซีดขาวลงเรื่อยๆ

นางจำคำพูดของนักบวชเต๋าผู้นั้นได้ คุณไสยที่นางร่ายขึ้นด้วยความเคียดแค้นนั้นมิใช่ว่าจะถอนไม่ได้

ขอเพียงแค่ใช้เข็มปักผ้าเล่มนั้นทิ่มเข้าไปที่ปลายนิ้วของนางเพื่อเอาเลือดออกมาหยดหนึ่ง คุณไสยก็จะถูกถอนออกไปทันที

เเต่​เมื่อพิจารณาดูหนานหลี พอเห็นว่าใบหน้ายังคงดูอ่อนเยาว์ไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม ก็ค่อยๆวางใจลงได้บ้าง

ก็แค่นางคนชั้นต่ำที่เพิ่งกลับมาจากบ้านนอกป่าเขา จะไปรู้วิธีถอนคุณไสยได้อย่างไรกัน

แน่นอนว่าหนานหลีต้องจงใจพูดเช่นนี้ เพื่อที่จะทำให้นางเสียขวัญต่อหน้าฝ่าบาท แล้วยอมรับสารภาพออกมาเองโดยไม่ต้องลงมือ

หลี่กุ้ยเฟยเองก็คิดถึงจุดนี้เช่นกัน…สองป้าหลานจึงนั่งรออย่างสงบเสงี่ยม

ฉู่เย่ไปแล้วกลับมาใช้เวลาไปเกือบครึ่งชั่วยาม เนื่องจากเซียวหว่านอี๋ยังไม่ฟื้น เขาจึงได้แต่จัดให้นางนอนพักอยู่ที่ตำหนักหลัง

“ต่อไปจะทำอย่างไร?” จักรพรรดิมู่อู่ทรงรอจนเบื่อแล้ว

“ตอนนี้พี่เซียวสลบไสลไม่ได้สติ แม้แต่หมอหลวงก็ยังหาสาเหตุของโรคไม่พบเพคะ” หนานหลีกล่าว

“ขอให้ฝ่าบาทโปรดส่งคนไปยังตำหนักหลัง เพื่อคอยดูว่าอีกเดี๋ยวพี่เซียวจะฟื้นขึ้นมากะทันหันหรือไม่เพคะ”

จักรพรรดิมู่อู่เองก็เริ่มสนพระทัยขึ้นมาบ้างแล้ว กำลังจะส่งหัวหน้าขันทีไป แต่ทว่าหลี่กุ้ยเฟยกลับชิงพูดตัดหน้าไปเสียก่อน

“จางมามา…เจ้าไปเถิด”

“พระสนมกุ้ยเฟยเพคะ การที่พระองค์จะส่งคนของตัวเองไปนั้น ไม่เหมาะสมกระมังเพคะ” คุณหนูผู้หนึ่งแย้มยิ้มบางเบา

“ฝ่าบาท ให้หม่อมฉันไปแทนดีหรือไม่เพคะ”

หลี่กุ้ยเฟยแทบอยากจะฉีกคุณหนูคนนั้นออกเป็นชิ้นๆ แต่จักรพรรดิมู่อู่ทรงอนุญาตไปแล้ว

ในตอนนี้เอง หนานหลีก็เดินเข้าไปใกล้หลี่เมี่ยวหรง นางหยิบเข็มปักผ้าที่เปื้อนไปด้วยไอแห่งความเคียดแค้นเล่มนั้นออกมา

“คุณหนูหลี่ โปรดยื่นมือออกมาด้วยเจ้าค่ะ”

ใบหน้าของหลี่เมี่ยวหรงพลันน่าเกลียดน่าชังเป็นอย่างยิ่ง นางซ่อนมือไว้ข้างหลังแล้วค่อยๆถอยหลังไปทีละก้าว

“เจ้า...เจ้าคิดจะทำอะไร?”

“ฉู่หนานหลี! เจ้าคิดจะลงมือทำร้ายคนต่อหน้าฝ่าบาทรึ?!” หลี่กุ้ยเฟยรีบห้ามปรามทันที

“คุณหนูหลี่ใช้ความเคียดแค้นในใจและเลือดหนึ่งหยดจากปลายนิ้วในการร่ายคุณไสย ดังนั้นตอนนี้ข้าก็ต้องขอเลือดจากปลายนิ้วของนางหนึ่งหยด ถึงจะสามารถถอนคุณไสยให้พี่เซียวได้เจ้าคะ” หนานหลีกล่าว

ในหัวของหลี่เมี่ยวหรงพลันขาวโพลนไปหมด

นี่...นี่มันเหมือนกับที่นักบวชเต๋าเฒ่าคนนั้นพูดไว้ไม่ผิดเพี้ยนเลย!

ที่แท้ฉู่หนานหลีก็รู้วิธีถอนคุณไสยจริงๆ!

ฉู่เย่เห็นดังนั้นก็กล่าวเสริมขึ้น “คุณหนูหลี่ หากท่านต้องการจะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเอง ก็โปรดยื่นมือออกมาเถิด”

คำๆนี้ทำให้ เส้นความอดทนในหัวของหลี่เมี่ยวหรงพลันขาดสะบั้นลง

นางจ้องมองฉู่เย่เขม็ง ดวงตาทั้งสองข้างเอ่อคลอไปด้วยน้ำตา

“ทำไม? ทำไมท่านถึงไม่ยอมแต่งงานกับข้า แม้ข้าจะยอมลดตัวลงไปเป็นภรรยาเอกเสมอกับเซียวหว่านอี๋ ท่านก็ยังไม่ยินยอมอีกรึ”

ฉู่เย่ยังไม่ทันได้ตอบ หลี่เมี่ยวหรงก็ดึงปิ่นปักผมออกมาแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงเหี้ยมเกรียม

“ท่านอยากจะแต่งงานกับเซียวหว่านอี๋รึ? ฝันไปเถอะ! ชาตินี้ทั้งชาติท่านอย่าได้ฝันเลย!”

นางเกลียดเซียวหว่านอี๋ที่มาแย่งชิงคนรักไป ทั้งยังเกลียดฉู่เย่ที่ช่างไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงเอาเสียเลย!

ดังนั้น นางจะทำให้พวกเขาไม่ได้สมหวังทั้งคู่ จะต้องเสียใจไปตลอดชีวิต!

ทุกคนต่างคิดว่าหลี่เมี่ยวหรงคิดจะฆ่าตัวตาย แต่ในตอนนี้กลับได้ยินนางกล่าวขึ้น

“ข้าขอให้ใบหน้าของเซียวหว่านอี๋เต็มไปด้วยหนองเฟะ น่าเกลียดน่าชังอย่างที่สุด! ข้าขอให้นางหลับใหลไปตลอดกาล ชาตินี้ทั้งชาติอย่าได้ลืมตาขึ้นมาอีกเลย!”

ฉึกกก!!!

ปิ่นปักผมกำลังจะแทงทะลุข้อมือของนาง เพื่อปลดปล่อยพลังแห่งความเคียดแค้นทั้งหมดออกมา

แต่ในชั่วเสี้ยววินาทีสุดท้าย หนานหลีก็คว้าจับมือของนางไว้ได้ทันท่วงที ออกแรงเพียงครั้งเดียว ก็บดขยี้ข้อมือของหลี่เมี่ยวหรงจนแหลกละเอียด

หลี่เมี่ยวหรงกรีดร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด ปิ่นทองคำร่วงหล่นลงสู่พื้นเสียงดัง เคร้ง!

ถึงแม้ว่าปากของนางจะยังคงพร่ำคำสาปแช่งไม่หยุด แต่หากไม่สามารถปลดปล่อยพลังแห่งความเคียดแค้นออกมาได้ คุณไสยก็มิอาจร่ายขึ้นได้

ไม่ว่านางจะดิ้นรนขัดขืนเพียงใด ก็มิอาจสู้แรงของหนานหลีได้เลยแม้แต่น้อย ในทางกลับกันกลับยิ่งทำให้นางเจ็บปวดมากขึ้นไปอีก

หนานหลีมีสีหน้าเรียบเฉย นางง้างนิ้วของหลี่เมี่ยวหรงออกโดยตรง แล้วใช้เข็มปักผ้าเล่มนั้นเจาะเอาเลือดจากปลายนิ้วของนางออกมา

พลังแห่งความเคียดแค้นบนเข็มปักผ้าถูกดูดกลับเข้าไปจนหมดสิ้น หลังจากนั้นก็ได้ยินเสียงของคุณหนูคนนั้นตะโกนดังมาจากตำหนักหลัง

“ฟื้นแล้ว! เซียวหว่านอี๋ฟื้นแล้ว!”

หลี่เมี่ยวหรงทรุดตัวลงนั่งกับพื้น พละกำลังในร่างกายราวกับถูกสูบออกไปจนหมดสิ้น

ทุกคนต่างมองหน้ากันไปมา จักรพรรดิมู่อู่จึงมีรับสั่งให้หัวหน้าขันทีไปดูอีกครั้งหนึ่ง แล้วให้นำตัวเซียวหว่านอี๋ออกมาถวายพระพรด้วย

เซียวหว่านอี๋ที่เพิ่งจะฟื้นขึ้นมานั้นมีใบหน้าซีดขาวอยู่บ้าง ขณะที่คุกเข่าลงก็มีอาการโซซัดโซเซเล็กน้อย…ฉู่เย่ตาไวใจเร็วรีบเข้าไปประคองนางไว้ทันที

ทั้งสองสบตากัน ในแววตานั้นเต็มไปด้วยความรักใคร่ลึกซึ้ง มีถ้อยคำมากมายที่ไม่จำเป็นต้องเอ่ยออกมา

เเต่ภาพนี้ได้จุดชนวนความโกรธเกรี้ยวของหลี่เมี่ยวหรงให้ลุกโชนขึ้นมาอย่างรุนแรง

นางอุตส่าห์ลงทุนลงแรงทำคุณไสย ก็เพียงเพื่อที่จะได้แต่งงานกับชายในดวงใจ

คาดไม่ถึงเลยว่ากลับต้องมาเห็นทั้งสองคนส่งสายตาหวานซึ้งให้กันต่อหน้าต่อตา แล้วนางจะทนได้อย่างไร

นางใช้มืออีกข้างที่ยังดีอยู่หยิบปิ่นทองคำขึ้นมา แล้วพุ่งเข้าไปหาเซียวหว่านอี๋

“ข้าจะฆ่าเจ้า!”

ใบหน้าของเซียวหว่านอี๋เต็มไปด้วยความตื่นตระหนก

เเต่ฉู่เย่ไม่คิดอะไรเลยแม้แต่น้อย เขาก้าวออกมาบังอยู่เบื้องหน้า ไม่ได้ห้ามปราม และก็ไม่ได้หลบหลีก

ในเมื่อเขาไม่สามารถมอบสิ่งที่หลี่เมี่ยวหรงต้องการได้ ก็ให้นางแทงเขาสักครั้งหนึ่งเถิด เพื่อที่นางจะได้สลายความเคียดแค้นในใจลงได้บ้าง

แต่ทว่าหนานหลีกลับยื่นเท้าออกไปขัดขาหลี่เมี่ยวหรง ทำให้นางล้มคะมำหน้าทิ่มดิน

(จบตอน)

จบบทที่ บทที่ 36: เจ้าก็คือคนทำคุณไสย

คัดลอกลิงก์แล้ว