- หน้าแรก
- นายหญิงแห่งศาสตร์ลึกลับ
- บทที่ 37: โบยฉู่เย่ยี่สิบไม้
บทที่ 37: โบยฉู่เย่ยี่สิบไม้
บทที่ 37: โบยฉู่เย่ยี่สิบไม้
บทที่ 37: โบยฉู่เย่ยี่สิบไม้
หนานหลีมองความคิดของฉู่เย่ออก จึงได้เอ่ยเตือนว่า
“พี่ใหญ่ ในใจของนางเต็มไปด้วยความยึดติดอันบ้าคลั่ง ต่อให้ท่านสละชีวิตให้นางไป ความเคียดแค้นของนางก็มิอาจสลายไปได้หรอกเจ้าค่ะ”
แล้วจะมีความจำเป็นอันใด ที่จะต้องมาทำให้ตนเองต้องบาดเจ็บเลือดตกยางออกเพื่อคนเช่นนี้ด้วยเล่า
เมื่อจักรพรรดิมู่อู่ทอดพระเนตรเห็นว่าหลี่เมี่ยวหรงคิดจะทำร้ายคน ก็ทรงรีบมีรับสั่งให้ทหารองครักษ์หลวงเข้าจับกุมนางทันที
หลี่เมี่ยวหรงยังคงพร่ำคำสาปแช่งไม่หยุด จนผู้คนต่างพากันขมวดคิ้วด้วยความรำคาญ…หลี่กุ้ยเฟยเห็นท่าไม่ดี จึงรีบหาทางหุบปากนาง
“ยังจะกล้าพูดจาหยาบคายอีกรึ! จางมามา ตบปากนาง!”
จางมามาพุ่งเข้าไปอย่างรวดเร็ว ตบลงบนใบหน้าของหลี่เมี่ยวหรงไปหลายครั้ง แรงตบนั้นหนักหน่วงเสียจนทำให้นางสลบไปในทันที…ภายในท้องพระโรงจึงได้กลับสู่ความสงบอีกครั้ง
…..
“ฝ่าบาทเพคะ หรงเอ๋อร์ยังเยาว์วัยนัก เพียงแค่หลงผิดไปชั่ววูบจึงได้ทำเรื่องผิดพลาดลงไป ขอฝ่าบาทโปรดทรงอภัยให้นางในครั้งนี้ด้วยเถิดเพคะ” หลี่กุ้ยเฟยร่ำไห้สะอึกสะอื้น
เมื่อครู่หลี่เมี่ยวหรงได้สาปแช่งและด่าทอต่อหน้าธารกำนัล หลักฐานชัดเจนถึงเพียงนี้แล้ว ดังนั้นหลี่กุ้ยเฟยจึงมิอาจปฏิเสธได้อีกต่อไป
แต่ทว่า เมื่อยอดหญิงงามหลั่งน้ำตา ก็ชวนให้น่าสงสารนัก…จักรพรรดิมู่อู่ทอดพระเนตรแล้วก็ทรงอดรนทนไม่ไหว
“เฮ้อ! เช่นนั้นก็ให้ลงโทษงดเบี้ยหวัดของท่านชิ่งกั๋วกงเป็นเวลาหนึ่งปีก็แล้วกัน ให้เขาได้อบรมสั่งสอนบุตรสาวของตนให้ดีในวันข้างหน้า”
หนานหลีได้ยินดังนั้นก็อดไม่ได้ที่จะขยับมุมปากเล็กน้อย…ลงโทษงดเบี้ยหวัดหนึ่งปีรึ? พี่เซียวของนางเกือบจะเอาชีวิตไม่รอดเชียวนะ
แต่ทว่า ณ ที่แห่งนี้ องค์จักรพรรดิคือผู้ชี้ขาด มิอาจมีผู้ใดคัดค้านได้อีกต่อไป มิเช่นนั้นแล้วก็มีแต่จะนำภัยพิบัติมาสู่จวนอันหยางโหวเท่านั้น
“แต่ว่าฝ่าบาท...คุณหนูหกแห่งจวนอันหยางโหวผู้นี้ล่วงเกินพระองค์ครั้งแล้วครั้งเล่า ช่างไม่รู้จักธรรมเนียมเอาเสียเลย ฝ่าบาทก็ควรจะแสดงพระราชอำนาจให้เป็นที่ประจักษ์บ้างนะเพคะ” หลี่กุ้ยเฟยยังคงกล่าวต่อ
ฉู่เย่กำหมัดแน่นด้วยความโกรธเกรี้ยว...แต่ทว่าพระราชอำนาจนั้นยิ่งใหญ่เหนือทุกสิ่ง เขาทำได้เพียงคุกเข่าลงแล้วกล่าวว่า
“อาหลีเป็นเพราะกระหม่อมถึงได้ล่วงเกินฝ่าบาท กระหม่อมยินดีที่จะรับโทษแทนน้องสาวพ่ะย่ะค่ะ!”
จักรพรรดิมู่อู่ทรงถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
“น้องเก้าของพระองค์ก็มีองครักษ์เงาอยู่ในเมืองหลวงไม่น้อยเลย หากพระองค์ลงโทษหนานหลีไปจริงๆน้องเก้าคงไม่ถึงกับบุกมาพังวังหลวงหรอกรึ…ตอนนี้มีฉู่เย่ออกมารับผิดแทน ก็นับว่าดีที่สุดแล้ว
“เจ้าในฐานะพี่ชายก็นับว่ามีความรับผิดชอบดี เช่นนั้นก็ไปรับโทษโบยยี่สิบไม้เสียเถิด”
หัวใจของหนานหลีหล่นวูบ นางยังไม่ทันได้ไปหาเรื่องหลี่กุ้ยเฟยเลยด้วยซ้ำ แต่ดูนางทำสิ กลับหาเรื่องมาถึงหน้าประตูเองเสียอย่างนั้น
นางกดบ่าของฉู่เย่ไว้แน่น ไม่ยอมให้เขาไปรับโทษโบยอันใดทั้งสิ้น
ฉากนี้ทำให้ หลี่กุ้ยเฟยโกรธจัด
“บังอาจ! สองพี่น้องพวกเจ้าคิดจะขัดพระราชโองการรึ? รู้หรือไม่ว่าต้องโทษสถานใด?!”
หลานสาวของนางรักฉู่เย่อย่างสุดหัวใจ ถึงได้เลือกที่จะลงมือทำคุณไสย
แต่ใครจะรู้เล่าว่า สองพี่น้องคู่นี้กลับไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง ทั้งยังทำร้ายหลานสาวของนางจนมีสภาพน่าเวทนาถึงเพียงนี้ แล้วนางจะทนกล้ำกลืนฝืนทนได้อย่างไร
ตอนนี้พวกเขาขัดพระราชโองการ ก็ยิ่งดีเข้าไปใหญ่แล้ว
“ถ้าเช่นนั้นแล้ว การที่กุ้ยเฟยสั่งให้คนอื่นไปลักพาตัวเด็กสาว แล้วใช้เลือดของหญิงสาวพรหมจรรย์มาปรุงเป็นยาคงความงาม สังหารชีวิตเด็กสาวผู้บริสุทธิ์ไปนับไม่ถ้วน”
“แบบนั้น ต้องโทษสถานใดหรือเพคะ?”
ทุกถ้อยคำของหนานหลีหนักแน่นดุจหินผา สายตาคมกริบดุจใบมีด
ใบหน้าที่งดงามราวกับดอกไม้ของหลี่กุ้ยเฟยพลันซีดขาวลงในทันที
“บังอาจใส่ร้ายพระสนมกุ้ยเฟย เบื่อชีวิตแล้วรึไง!” จางมามาที่ยืนอยู่เบื้องล่างได้ยินดังนั้น ก็ยกมือขึ้นหมายจะเข้าไปตบ
​
“ถอยไป!” เซียวหว่านอี๋ผลักจางมามาออกไปทันที
ถึงแม้ว่าน้ำหนักของนางจะลดลงไปบ้าง แต่พละกำลังก็ยังคงมีอยู่ไม่น้อย นางผลักจางมามาจนล้มลงกับพื้น ไม่สามารถลุกขึ้นมายืนได้อีก
จักรพรรดิมู่อู่เองก็คาดไม่ถึงว่าคนสกุลฉู่จะดุร้ายกันได้ถึงเพียงนี้ ถึงกับยืนนิ่งอึ้งไปเลยทีเดียว
สุดท้าย หลี่กุ้ยเฟยก็ได้สติกลับมาอย่างรวดเร็ว
“ฝ่าบาทเพคะ พวกเขาเป็นฝ่ายกล่าวหาหม่อมฉันก่อน แล้วยังลงมือต่อหน้าพระพักตร์อีก ฝ่าบาทจะทรงพระทัยอ่อนมิได้นะเพคะ”
“เสด็จพี่ก็มิควรจะทรงพระทัยอ่อนอีกต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับกุ้ยเฟย”
ทว่าในตอนนั้นเอง ก็มีร่างอีกสองร่างก้าวเข้ามาในท้องพระโรง…แน่นอนว่าย่อมเป็นชิงเฟิงที่กำลังเข็นรถเข็นของเย่ซือเหิงเข้ามา
เย่ซือเหิงอยู่ในชุดคลุมสีดำ ผมยาวสลวยสีดำขลับ ท่วงท่างดงามสูงส่ง รูปโฉมหล่อเหลาล่มเมือง
พระองค์ตรัสออกมาเพียงประโยคเดียว ก็ทำเอาทุกคนในท้องพระโรงต่างพากันงุนงงไปหมด
“ท่านอ๋องเก้า ท่านหมายความว่าอย่างไรเพคะ?”
หยาดน้ำตาใสดุจคริสตัลของหลี่กุ้ยเฟยพลันร่วงหล่นลงมาเป็นสายอีกครั้ง
“กุ้ยเฟยมิใช่ว่ารู้อยู่แก่ใจแล้วหรอกรึ?” เย่ซือเหิงตรัสถามกลับ
“ท่านอ๋องเก้ากำลังพูดถึงเรื่องของหรงเอ๋อร์อยู่หรือเพคะ? เรื่องที่นางทำลงไปนั้น ข้าไม่รู้เรื่องเลยแม้แต่น้อยเพคะ” หลี่กุ้ยเฟยยังคงแสร้งทำเป็นไม่รู้เรื่อง
หัวใจของจักรพรรดิมู่อู่ถึงกับบีบรัดขึ้นมา พระองค์รีบตรัสว่า
“ใช่แล้วเจ้าเก้า กุ้ยเฟยมีจิตใจดีงาม…เรื่องนี้ นางต้องไม่รู้เรื่องอย่างแน่นอน”
“เสด็จพี่ น้องหาได้พูดถึงเรื่องนี้เพียงเรื่องเดียวไม่” เย่ซือเหิงเหลือบสายตาไปทางหนึ่ง
“ลากตัวเข้ามา”
หลังจากนั้น ทหารองครักษ์เกราะดำก็ลากคนสองคนเข้ามา
คนหนึ่งคือนักบวชเต๋าเฒ่าในชุดคลุมสีเทา เห็นได้ชัดว่านักบวชเต๋าเฒ่าผู้นี้ได้ผ่านการหลบหนีและขัดขืนมาก่อน
ขาทั้งสองข้างของเขาถูกตีจนหักไปแล้ว ทั่วทั้งร่างเต็มไปด้วยบาดแผล ถูกลากเข้ามาอย่างทุลักทุเล
เขาล้มลงกองกับพื้น ใช้แขนทั้งสองข้างยันร่างของตนเองเอาไว้
เเละทันทีที่เห็นหลี่กุ้ยเฟย เขาก็เอ่ยขึ้นทันที
“พระสนมกุ้ยเฟย ช่วยด้วยพ่ะย่ะค่ะ! ช่วยข้าด้วย!”
หนานหลีมองดูก็จำได้ทันที…ที่แท้ก็คือหลี่เจิ้งหมิงที่นางเคยประลองด้วยที่โรงเตี๊ยมในวันนั้นนั่นเอง
ดูท่าแล้วเย่ซือเหิงคงจะพบหลักฐานแล้ว และสืบสาวราวเรื่องมาจนถึงตัวหลี่กุ้ยเฟยได้สำเร็จ ต่อจากนี้ไปก็คงจะไม่ใช่เรื่องของนางอีกแล้ว
ส่วนอีกคนหนึ่งเป็นชายวัยกลางคนในชุดคลุมผ้าไหม…ขาของเขาไม่ได้ถูกตีจนหัก แต่ทว่ามือทั้งสองข้างกลับเปรอะเปื้อนไปด้วยเลือด เล็บมือทั้งสิบเล่มถูกถอนออกจนหมดสิ้น สภาพดูราวกับคนใกล้ตาย
ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างรู้สึกขนหัวลุกไปตามๆกัน…สมญานาม ‘พญายมราช’ ของเย่ซือเหิงนั้น ไม่ใช่ได้มาเพราะโชคช่วยจริงๆ
“ท่านพี่!” หลี่กุ้ยเฟยแทบจะล้มสลบกับฉากนองเลือดตรงหน้า
“เจ้าเก้า นี่... นี่มัน...” สุรเสียงของจักรพรรดิมู่อู่สั่นเทา
“ชิ่งกั๋วกงส่งคนไปลักพาตัวเด็กสาว แล้วส่งพวกนางไปยังอารามเป่ยเฟิง เพื่อให้เจ้าสำนักหลี่ผู้นี้สกัดเอาเลือดมาปรุงยาคงความงาม” เย่ซือเหิงตรัสด้วยน้ำเสียงเนิบนาบไม่รีบร้อน
“เมื่อยาปรุงเสร็จแล้วก็จะถูกนำมาถวายให้กุ้ยเฟยใช้ เพื่อรักษาความอ่อนเยาว์ของนางไว้”
“ข้าได้ตรวจสอบดูแล้ว ตลอดสิบปีที่ผ่านมา มีเด็กสาวที่ต้องสังเวยชีวิตไปเพราะเรื่องนี้มากถึงพันกว่าคน นี่คือคำให้การของชิ่งกั๋วกงและโจวเซิ่งผู้สมรู้ร่วมคิด ขอเสด็จพี่โปรดทอดพระเนตร”
เมื่อครู่ทุกคนยังคงหวาดกลัวในวิธีการอันโหดเหี้ยมของเย่ซือเหิงอยู่…แต่ในตอนนี้กลับอดไม่ได้ที่จะโห่ร้องยินดีในใจ
พวกเขาเคยอิจฉาในความงามที่ไม่โรยราของหลี่กุ้ยเฟย
แต่คาดไม่ถึงเลยว่า ความงามนั้นจะถูกรักษาไว้ด้วยชีวิตของผู้คนนับพัน!
มาบัดนี้ เมื่อมองดูหลี่กุ้ยเฟยอีกครั้ง พวกเขาก็รู้สึกขยะแขยงขึ้นมาจับใจ
จักรพรรดิมู่อู่ทรงตกตะลึงอย่างสุดขีด
พระองค์ทอดพระเนตรไปที่หลี่กุ้ยเฟยแวบหนึ่ง ก่อนจะทรงเปิดคำให้การแล้วอ่านผ่านๆอย่างรวดเร็ว
ยิ่งทรงอ่านก็ยิ่งทรงพิโรธ สุดท้ายพระองค์ทรงขว้างฎีกาลงบนโต๊ะอย่างเเรง
“เจ้าทำเรื่องชั่วช้าเช่นนี้จริงๆรึ?!”
ไม่ใช่แค่เด็กสาวเหล่านี้เท่านั้น แม้แต่สำนักดาบวิญญาณที่เคยช่วยเหลือเด็กสาวเหล่านั้น ก็ยังต้องประสบกับหายนะล้างสำนัก!
ที่แท้ สตรีที่พระองค์ทรงโปรดปรานมานานหลายปี กลับเป็นคนที่มีมือเปื้อนเลือดถึงเพียงนี้!
“ฝ่าบาท หม่อมฉันไม่รู้เรื่องเพคะ หม่อมฉันไม่รู้เรื่องจริงๆนะเพคะ...” หลี่กุ้ยเฟยรีบส่ายพระพักตร์ทันที
เย่เฉิงป๋อก็รีบคุกเข่าลงเช่นกัน
“เสด็จพ่อ พระมารดามีจิตใจดีงาม หากนางทรงรู้ว่ายานั่นปรุงขึ้นมาเช่นนี้ จะต้องไม่ยอมเสวยมันอย่างแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ”
ชิ่งกั๋วกงเองก็รู้ดีว่าตนเองคงไม่รอดพ้นจากโทษประหารแล้ว ในสถานการณ์เช่นนี้ ทำได้เพียงแค่ ‘ทิ้งรถรักษาขุน’ เท่านั้น
“ฝ่าบาท ทุกอย่างล้วนเป็นกระหม่อมที่ทำลงไปเอง พระสนมกุ้ยเฟยถูกปิดหูปิดตาอยู่พ่ะย่ะค่ะ” เขากล่าวด้วยเสียงสั่นเทา
“เฮ้อ!” จักรพรรดิมู่อู่ทรงพิโรธจนต้องถอนหายใจออกมาติดๆกัน
“นำตัวกุ้ยเฟยกลับไปที่ตำหนักปี้เสีย ไม่ได้รับอนุญาตจากข้า…ห้ามออกมาเด็ดขาด”
หนานหลีขมวดคิ้วเล็กน้อย
จักรพรรดิมู่อู่คงจะไม่ได้ทรงเชื่อคำพูดของพวกเขาง่ายๆขนาดนั้น แต่องค์ชายรองก็ประสูติจากหลี่กุ้ยเฟย พระองค์จึงต้องคำนึงถึงหน้าตาของบุตรชายอยู่บ้าง
แต่ทว่าเย่ซือเหิงกลับตรัสขึ้นอีกครั้ง “ช้าก่อนเสด็จพี่”
จักรพรรดิมู่อู่ทรงปวดพระเศียรจนแทบระเบิด…ทอดพระเนตรไปที่น้องชายอย่างคาดโทษ
เย่ซือเหิงกลับทำเป็นมองไม่เห็น แล้วตรัสต่อไป
“กุ้ยเฟยจะทรงรู้เรื่องหรือไม่ จางมามาน่าจะรู้ดีที่สุด ทหาร ลากตัวจางมามาออกไปเค้นสอบอย่างหนัก”
(จบตอน)