เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 32: ข้าเคารพผู้อาวุโสมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว

บทที่ 32: ข้าเคารพผู้อาวุโสมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว

บทที่ 32: ข้าเคารพผู้อาวุโสมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว


บทที่ 32: ข้าเคารพผู้อาวุโสมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว

เมื่อมองดูหลี่เจิ้งหมิงในตอนนี้

อาภรณ์บนร่างของเขาก็ขาดรุ่งริ่ง ไม่เหลือเค้าความองอาจผึ่งผายเหมือนตอนแรกอีกต่อไป พอเข้าไปดูใกล้ๆถึงกับพบว่าหนวดเคราครึ่งหนึ่งของเขาถูกไฟไหม้จนแหว่งไป

หลี่เจิ้งขุยและคนอื่นๆถึงกับยืนอึ้งตาค้าง

มีศิษย์คนหนึ่งที่ไม่เคยเห็นเจ้าสำนักของตนอยู่ในสภาพน่าขบขันเช่นนี้มาก่อน ดังนั้นจึงอดไม่ได้ที่จะหลุดหัวเราะพรืดออกมา

หลี่เจิ้งหมิงได้ยินดังนั้นก็โมโหจนหน้าเขียวหน้าเหลือง ตบหน้าศิษย์คนนั้นไปฉาดหนึ่งทันที

เมื่อเห็นหนานหลี เขาก็พุ่งตรงเข้าไปหานางแล้วตวาดถามด้วยความโกรธเกรี้ยว

“นี่มันค่ายกลอะไรของเจ้ากัน? เหตุใดถึงได้ฝ่าได้ยากเย็นเช่นนี้!”

ค่ายกลนี้ไม่ได้อันตรายถึงชีวิต หากแต่ว่ามันแฝงไปด้วยความขี้เล่นกลั่นแกล้งคนเสียมากกว่า

ตอนที่เขาอยู่ข้างในนั้น หากไม่ถูกไฟเผา ก็ถูกน้ำสาดใส่ สภาพดูไม่ได้เลยแม้แต่น้อย

หนานหลีได้แต่กะพริบตาปริบๆอย่างไร้เดียงสา แล้วเอ่ยว่า

“ข้ายังไม่ได้ตั้งชื่อให้มันเลยเจ้าค่ะ”

“นี่เป็น...เป็นค่ายกลที่เจ้าคิดค้นขึ้นมาเองรึ?”

“ใช่แล้วเจ้าค่ะ” หนานหลีลูบคางพลางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง

“เอางี้ดีกว่า เรียกว่าค่ายกล ‘มีทางเข้าไม่มีทางออก’ ก็แล้วกัน”

“ท่านเจ้าสำนักหลี่ ท่านใช้เวลาไปตั้งครึ่งค่อนวันกว่าจะออกมาได้ ดูท่าแล้วท่านคงจะเคยฝ่าค่ายกลมาน้อยเกินไปนะเจ้าคะ ฝึกฝนให้มากกว่านี้หน่อยเถอะ”

หลี่เจิ้งหมิงถึงกับกุมหน้าอกตัวเองเอาไว้ แทบจะกระอักเลือดเก่าออกมาคำโต

เขาผู้มีชื่อเสียงเกรียงไกรมาตลอดชีวิต วันนี้กลับต้องมาถูกเด็กสาวตัวเล็กๆคนหนึ่งหยามเกียรติถึงเพียงนี้!

นี่เป็นเรื่องที่มิอาจทนได้!

แต่ทันทีที่เขาเผยจิตสังหารออกมาเพียงเล็กน้อย ฉู่หานหลินก็ก้าวมาข้างหน้าหนึ่งก้าว พร้อมดวงตาที่ทอประกายเย็นเยียบ

ทหารองครักษ์เกราะดำก็กรูกันเข้ามาล้อมไว้ มือของพวกเขาวางอยู่บนด้ามดาบแล้ว ขอเพียงแค่นายเหนือหัวเอ่ยปากออกมาคำเดียว พวกเขาก็พร้อมที่จะชักดาบเข้าสังหารทันที

“เจ้าสำนักหลี่ คำว่า ‘ยอมรับเดิมพัน ยอมรับความพ่ายแพ้’ ทั้งสี่คำนี้ ท่านคงจะรู้สินะว่าต้องเขียนอย่างไร?” เย่ซือเหิงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเนิบนาบ

“น้องหกของข้าใช้เวลาแค่ชั่วถ้วยน้ำชาเดียวก็ออกมาได้แล้ว เก่งกาจไหมล่ะ! ยังไม่รีบเอาหม้อปรุงยาเมฆาม่วงออกมาอีก!” เซี่ยเป่ยหานเชิดคางขึ้นเล็กน้อย ใบหน้าเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ

ทันใดนั้น เหงื่อเม็ดโตก็ผุดซึมออกมาจากหน้าผากของหลี่เจิ้งหมิง

เมื่อมองไปยังฉู่หานหลินและเหล่าทหารเกราะดำแล้ว เขาก็ได้แต่กัดฟันกรอด จำใจต้องหยิบหม้อปรุงยาเมฆาม่วงออกมาทั้งน้ำตา

เซี่ยเป่ยหานรีบก้าวเข้าไปรับทันที แต่ทว่าหลี่เจิ้งหมิงกลับกำหม้อปรุงยาเมฆาม่วงไว้แน่น ไม่ยอมปล่อยมือเลยแม้แต่น้อย

“เอามานี่สิ!” เซี่ยเป่ยหานออกแรงแย่งชิงมันมาจนได้

เขานำหม้อปรุงยาเมฆาม่วงมายื่นให้หนานหลี พลางยิ้มจนตาหยี

“น้องหก หม้อของเจ้า”

แต่ในตอนนั้นเอง จมูกของหนานหลีกลับได้กลิ่นคาวเลือดจางๆโชยออกมาจากหม้อปรุงยาเมฆาม่วง…แววตาของนางพลันเคร่งขรึมลงเล็กน้อย ไม่ได้ยื่นมือออกไปรับหม้อใบนั้นมา

“หลีเอ๋อร์ เป็นอะไรไปรึ?” ฉู่หานหลินเองก็รู้สึกสงสัย

หนานหลีจึงเอ่ยขึ้นว่า “เรื่องเดิมพันนั่นน่ะ ก็เป็นแค่การล้อเล่นกับท่านเจ้าสำนักหลี่เท่านั้นเองเจ้าค่ะ ข้าเชื่อว่าท่านเจ้าสำนักเองก็คงจะคิดเช่นเดียวกัน”

หลี่เจิ้งหมิงยืนนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง แต่ทว่าหลี่เจิ้งขุยกลับเป็นฝ่ายที่ได้สติก่อน เขารีบพยักหน้ารับคำทันที

“ใช่แล้ว เป็นแค่การล้อเล่นเท่านั้นเอง! ฮ่าๆๆๆคุณหนูฉู่ช่างมีจิตใจกว้างขวางเสียจริง น่าเลื่อมใสยิ่งนัก”

“นำหม้อคืนไปให้เขาเถอะ” หนานหลีกล่าวต่อ

“เเต่นี่มันของที่เจ้าชนะมานะ จะคืนให้เขาไปง่ายๆอย่างนี้เลยรึ?” เซี่ยเป่ยหานขมวดคิ้วมุ่น

“ข้าน่ะเคารพผู้อาวุโสมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ไม่เห็นรึว่าท่านเจ้าสำนักหลี่จะร้องไห้อยู่รอมร่อแล้ว?” หนานหลีเร่งเร้า

“หากอีกเดี๋ยวเขาเกิดฆ่าตัวตายเพื่อไถ่โทษขึ้นมา มิเท่ากับว่าข้าต้องมาแบกรับชีวิตคนเอาไว้งั้นรึ”

“…..”

หลี่เจิ้งหมิงอยากจะร้องไห้จริงๆนั่นแหละ แต่เขาไม่เคยคิดจะฆ่าตัวตายเพื่อไถ่โทษเลยสักนิด

อย่างไรก็ตาม ในเมื่อหนานหลียินยอมที่จะคืนหม้อปรุงยาเมฆาม่วงให้เขา เขาก็จะยอมให้นางได้พูดจาถากถางสักหน่อยก็แล้วกัน

เซี่ยเป่ยหานเบะปากเล็กน้อย พลางส่งคืนหม้อปรุงยาเมฆาม่วงกลับไปอย่างเสียดาย

เมื่อหลี่เจิ้งหมิงได้ของวิเศษประจำสำนักกลับคืนมาอีกครั้ง เขาก็รู้สึกตื้นตันใจจนแทบจะร้องไห้ออกมา

“บุญคุณของคุณหนูฉู่ในวันนี้ ข้าจะจดจำไปชั่วชีวิต”

มิเช่นนั้นแล้ว เขาคงได้กลายเป็นคนบาปของอารามเป่ยเฟิงไปแล้วจริงๆ

หนานหลีแย้มยิ้มบางเบา รอยยิ้มนั้นคล้ายจะแฝงไปด้วยความเย้ยหยัน

“ท่านเจ้าสำนักหลี่กล่าวเกินไปแล้ว ที่จริงแล้วเป็นเพราะข้าดูถูกหม้อใบนี้ต่างหาก”

ใบหน้าของหลี่เจิ้งหมิงพลันดำคล้ำลงในทันที

เขาอุตส่าห์กล่าววาจาสุภาพนอบน้อมถึงเพียงนี้ ไม่คิดเลยว่านางจะหยิ่งผยองได้ถึงเพียงนี้!

หลังจากนั้น หนานหลีก็เอ่ยถามเขาอีกครั้งว่ายาบำรุงปราณนั้นแท้จริงแล้วขายให้ผู้ใดไปบ้าง

หลี่เจิ้งหมิงก็ไม่ได้ปิดบัง บอกชื่อพ่อค้ามาหลายคน ซึ่งก็มีชื่อของพ่อค้าคนที่ถูกฆ่าตัดตอนรวมอยู่ด้วยพอดี

เมื่อตอบคำถามเสร็จแล้ว เขาก็พาศิษย์น้องและเหล่าศิษย์จากไปทันที

เมื่อกลับมาถึงโรงเตี๊ยม หนานหลีก็ให้เย่ซือเหิงส่งคนไปคอยจับตาดูความเคลื่อนไหวของคนจากอารามเป่ยเฟิง

พอได้รู้ว่าพวกเขาเดินทางมุ่งหน้าไปยังเมืองหลวง สีหน้าของนางก็ยิ่งเคร่งขรึมลงไปอีก

ถึงแม้ฉู่หานหลินจะได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากับบุตรสาวได้ไม่นานนัก แต่เท่าที่ผ่านมานางก็มักจะมีท่าทีสบายๆไม่ทุกข์ไม่ร้อนอยู่เสมอ

การที่นางมีสีหน้าเคร่งขรึมถึงเพียงนี้ นับว่าเป็นภาพที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อนจริงๆ

“หลีเอ๋อร์ อย่าได้ไม่สบายใจไปเลยนะ พ่อจะช่วยเจ้าตามหาหม้อปรุงยาที่ดีกว่านี้มาให้ได้อย่างแน่นอน” เขาครุ่นคิดอยู่นาน ก่อนจะเอ่ยปลอบใจนางขึ้น

เย่ซือเหิงเหลือบมองฉู่หานหลินอย่างเย็นชา…

ดีจริง ถูกเขาชิงพูดตัดหน้าไปอีกแล้ว (ไอ้นี่ก็หึงหมดไม่สนพ่อเขา)

หนานหลีกวาดสายตามองไปรอบๆโรงเตี๊ยม มีทหารองครักษ์เกราะดำอยู่ที่นี่ จึงไม่มีผู้ใดกล้าเข้าใกล้บริเวณที่พวกเขาอยู่

นางจึงส่ายหน้าแล้วเอ่ยขึ้น  “ที่ข้าไม่รับหม้อปรุงยาเมฆาม่วงใบนั่น ก็เป็นเพราะว่าหม้อใบนั้นเคยถูกใช้ในการปรุงยาด้วยเลือดของมนุษย์”

เย่ซือเหิงหรี่ตาลงเล็กน้อย

ฉู่หานหลินขมวดคิ้วมุ่น

แต่ทว่าผู้ที่มีปฏิกิริยามากที่สุดกลับเป็นเซี่ยเป่ยหาน เขาลุกพรวดขึ้นยืนในทันที

เขาพยายามสงบสติอารมณ์อย่างรวดเร็ว แต่แล้วก็รู้สึกพะอืดพะอมขึ้นมาอย่างรุนแรงจนต้องโก่งคออาเจียนออกมาสองครั้ง

“แย่แล้ว! ข้าเองก็เคยกินยาของอารามเป่ยเฟิงเหมือนกัน ตอนนี้ในท้องมันปั่นป่วนไปหมดแล้ว”

“อดทนไว้หน่อย” หนานหลีรินชาให้เขาถ้วยหนึ่ง

“เจ้ากินยาอะไรเข้าไปรึ?”

“ก็ยาเม็ดรวบรวมปราณเฉียนคุนนั่นแหละ”

เซี่ยเป่ยหานกำลังจะยกถ้วยชาขึ้นดื่ม แต่กลับพบว่าเย่ซือเหิงไวกว่าหนึ่งก้าว เขาคว้าถ้วยชาไปเสียก่อน

หลังจากนั้น ชิงเฟิงก็รีบเข้ามาหยิบกาน้ำชาจากมือของหนานหลี แล้วรินชาให้คนทั้งสามอย่างคล่องแคล่ว

เซี่ยเป่ยหานรู้สึกว่ามันช่างแปลกประหลาดยิ่ง

แต่ยังไม่ทันจะคิดอะไรออก หนานหลีก็เอ่ยขึ้นแล้วว่า

“ยาเม็ดรวบรวมปราณเฉียนคุนนี้ไม่จำเป็นต้องใช้เลือดมนุษย์ในการปรุงหรอก เพียงแต่ว่ากลิ่นคาวเลือดที่ติดอยู่บนหม้อใบนั่นมันรุนแรงมาก คงจะเปรอะเปื้อนไปไม่น้อยเลยทีเดียว”

เซี่ยเป่ยหานยังคงรู้สึกไม่ดีขึ้นแม้แต่น้อย ในท้องของเขายังคงปั่นป่วนจนน่าทรมาน

ในขณะเดียวกัน เย่ซือเหิงคล้ายจะนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ เขาจึงเอ่ยว่า

“ในเมื่อกลิ่นคาวเลือดมันรุนแรงถึงเพียงนี้ ก็พิสูจน์ได้ว่าเลือดมนุษย์คือส่วนประกอบหลักในการปรุงยา หรือว่าเจ้ากำลังสงสัยว่า อารามเป่ยเฟิงมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหล่าสตรีที่ถูกลักพาตัวไป?”

หนานหลีกะพริบตาปริบๆด้วยความประหลาดใจระคนยินดี

“ท่านอ๋องช่างเฉลียวฉลาดเสียจริงเจ้าค่ะ ยาเม็ดที่ใช้เลือดมนุษย์เล็กน้อยเป็นตัวนำยานั้นมีอยู่ไม่น้อย แต่ดังที่ท่านว่า การใช้เลือดมนุษย์เป็นส่วนประกอบหลัก อีกทั้งยังต้องเป็นเลือดของหญิงสาวพรหมจรรย์ด้วยแล้ว... ก็มียาอยู่เพียงชนิดเดียวเท่านั้น”

“นั่นก็คือยาคงความงามเจ้าค่ะ”

สีหน้าของเย่ซือเหิงพลันเคร่งขรึมลงในทันที

ฉู่หานหลินฟังแล้วยังคงงุนงงอยู่บ้าง หนานหลีจึงอธิบายให้ฟังคร่าวๆพอฉู่หานหลินได้ฟังจนเข้าใจแล้ว เขาก็กำหมัดแน่นด้วยความโกรธเกรี้ยวอย่างสุดขีด

“ข้ากับพี่ใหญ่ของเจ้าก็เคยช่วยสตรีที่ถูกลักพาตัวไปกลุ่มหนึ่งเหมือนกัน ตอนนั้นเรายังคิดว่าพวกนางจะถูกนำไปขายยังหอคณิกาเสียอีก คาดไม่ถึงเลยว่า...”

กลับกลายเป็นว่า พวกนางถูกนำมาใช้เป็นวัตถุดิบในการปรุงยา!

“ท่านพ่อ นี่เป็นเพียงการคาดเดาของข้าเท่านั้น ยังไม่มีหลักฐานยืนยันเจ้าค่ะ” หนานหลีรีบกล่าว

เย่ซือเหิงทอดสายตาลงต่ำ พลางหมุนแหวนหยกบนนิ้วชี้อย่างช้าๆแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มลึก

“ที่เจ้าคืนหม้อปรุงยาเมฆาม่วงกลับไป ก็เพื่อที่จะล่อปลาตัวใหญ่ออกมาจากน้ำสินะ”

“ข้ารู้แล้วว่าควรจะทำเช่นไร”

เขาจะล้างแค้นให้สำนักดาบวิญญาณ จะทำให้ดวงวิญญาณของพวกเขาได้ไปสู่สุคติอย่างสงบ

หนานหลียิ้มแล้วพยักหน้ารับ “ถ้าเช่นนั้นคงต้องรบกวนท่านอ๋องเก้าแล้วล่ะเจ้าค่ะ”

การเจรจากับคนฉลาดนี่มันช่างประหยัดเวลาดีจริงๆ

กลิ่นคาวเลือดบนหม้อปรุงยาเมฆาม่วงใบนั่นยังไม่จางหายไป แสดงว่าคงจะเพิ่งใช้ปรุงยาไปเมื่อไม่กี่วันก่อนเป็นแน่

การที่หลี่เจิ้งหมิงเดินทางเข้าเมืองหลวงในครั้งนี้ คาดว่าคงจะไปเพื่อส่งมอบของนั่นเอง

คนที่สามารถสมคบคิดกับโจวเซิ่ง ทั้งยังสามารถให้หลี่เจิ้งหมิงช่วยปรุงยาให้ได้

ปลาที่ซ่อนอยู่ในน้ำลึกตัวนี้ย่อมต้องไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน ดังนั้นเรื่องนี้มอบให้เย่ซือเหิงจัดการน่าจะดีที่สุดแล้ว

เมื่อกลับถึงเมือง เย่ซือเหิงก็กลับไปยังวังเพื่อวางแผนสืบสวนเรื่องนี้ทันที

ในขณะเดียวกัน เซี่ยเป่ยหานก็เพิ่งจะได้รู้ว่า ท่านพ่อของเขานั่งรอข่าวอยู่ที่จวนอันหยางโหวตลอดทั้งคืน เพิ่งจะได้งีบหลับไปตอนเช้ามืดเท่านั้นเอง

เจิ้นเป่ยโหวดูราวกับแก่ชราลงไปถึงสิบปีในคืนเดียว บนศีรษะมีเส้นผมสีเงินแซมอยู่มากมาย

“ลูกพ่อ!” เจิ้นเป่ยโหวเห็นบุตรชายกลับมาอย่างปลอดภัย น้ำตาก็คลอหน่วยขึ้นมาทันที

“เจ้าลูกอกตัญญู! คิดจะให้พ่อต้องไร้คนดูแลยามแก่เฒ่ารึอย่างไร!”

ปลายจมูกของเซี่ยเป่ยหานรู้สึกแสบร้อนขึ้นมา

“ท่านพ่อ ลูกผิดไปแล้วขอรับ ครั้งนี้โชคดีที่ได้น้องหกช่วยเหลือไว้ มิเช่นนั้นแล้วท่านคงจะต้องเป็นคนผมขาวที่ต้องมาส่งคนผมดำแล้ว”

(จบตอน)

จบบทที่ บทที่ 32: ข้าเคารพผู้อาวุโสมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว

คัดลอกลิงก์แล้ว