เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 33: นี่คือวันเดือนปีเวลาเกิดของลูกข้า

บทที่ 33: นี่คือวันเดือนปีเวลาเกิดของลูกข้า

บทที่ 33: นี่คือวันเดือนปีเวลาเกิดของลูกข้า


บทที่ 33: นี่คือวันเดือนปีเวลาเกิดของลูกข้า

เจิ้นเป่ยโหวผลักบุตรชายออกไป ก่อนจะกล่าวขอบคุณอย่างจริงจังและนอบน้อม แล้วสั่งให้บ่าวรับใช้นำกล่องไม้ออกมาใบหนึ่ง ภายในนั้นมีตั๋วเงินห้าหมื่นตำลึงวางซ้อนกันอยู่อย่างเป็นระเบียบ

หนานหลีรับมาด้วยความยินดีเป็นล้นพ้น

แต่ยังไม่ทันจะได้สัมผัสกับความสุขของการเป็นคนรวยอย่างเต็มที่ พลันสายตานางก็เหลือบไปเห็นเจิ้นเป่ยโหวถือเทียบเชิญแผ่นหนึ่งเดินเข้ามา แล้วกล่าวว่า

“นี่คือวันเดือนปีและเวลาเกิดของลูกข้า...”

หัวใจของหนานหลีหล่นวูบ นางรีบขยิบตาเป็นสัญญาณให้ฉู่หานหลินปฏิเสธไปทันที

แต่ทว่าฉู่หานหลินกลับไวกว่านาง เขาคว้าเทียบวันเดือนปีเกิดแผ่นนั้นมา แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราด

“ท่านโหวเซี่ย! หลีเอ๋อร์เพิ่งจะถูกตามตัวกลับมา พวกเราสองสามีภรรยายังอยากจะให้นางอยู่กับเราอีกสักหน่อยนะขอรับ”

“ข้ารู้…ข้าให้หานเอ๋อร์แต่งเข้าบ้านท่านก็ได้นี่” เจิ้นเป่ยโหวกล่าวอย่างเป็นเรื่องปกติธรรมดา

“ท่านโหวเซี่ย ท่านมีบุตรชายเพียงคนเดียวแล้วนะ ท่านจะให้เขาแต่งเข้าบ้านหญิงได้อย่างไรกัน?” ท่านย่ามีสีหน้าตกตะลึง

“ก็เพราะว่ามีเพียงคนเดียวน่ะสิ ถึงต้องให้เขาแต่งเข้าบ้านหญิง” เจิ้นเป่ยโหวถอนหายใจเฮือกแล้วเฮือกเล่า

“ข้าไม่อยากจะเป็นคนผมขาวที่ต้องมาส่งคนผมดำจริงๆนะ…ต้องฝากฝังหานเอ๋อร์ไว้กับคุณหนูหก ข้าถึงจะวางใจได้”

เซี่ยเป่ยหานกลับรู้สึกเขินอายขึ้นมาเล็กน้อย เขาก้มหน้าลงต่ำแล้วเอ่ยว่า

“ท่านพ่อ ท่านจะมาสู่ขอน้องหกให้ข้าก็น่าจะบอกกันก่อนสิขอรับ นี่ข้ายังไม่ได้อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเลย ดูไม่จริงใจเอาเสียเลย”

อย่างน้อยก็น่าจะให้เขาได้เปลี่ยนเป็นชุดผ้าไหมเนื้อดีสักหน่อย เอาเป็นชุดคลุมสีน้ำเงินเข้มปักดิ้นทองตัวนั้น แล้วก็สวมรัดเกล้าฝังอัญมณีสีทองอร่าม

ไม่ได้ๆแบบนั้นมันดูเหมือนพ่อค้าเกินไป ขาดสง่าราศี ควรจะสวมรัดเกล้าที่ทำจากหยกขาวเนื้อดีต่างหาก

ขณะที่กำลังคิดเพลินอย่างมีความสุข พลันนั้นเอง เจิ้นเป่ยโหวก็ตบลงบนบ่าของเขาฉาดหนึ่ง ทำลายฝันอันแสนหวานของเขาจนแหลกสลาย

“สู่ขออะไร!”

“ด้วยสันดานอย่างเจ้านี่ ข้าจะกล้าไปสู่ขอลูกสาวท่านโหวฉู่ได้อย่างไรกัน! นี่ข้าจะให้คุณหนูหกรับเจ้าเป็นศิษย์ แล้วถ่ายทอดวิชาความรู้ให้เจ้าต่างหาก!”

ทุกคน: “…...”

หนานหลีถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ พลางปาดเหงื่อเย็นที่ผุดซึมออกมาจากขมับ

“จะฝากตัวเป็นศิษย์ก็เป็นศิษย์สิ ถึงกับต้องเอาวันเดือนปีเวลาเกิดออกมาด้วยเลยหรือเจ้าคะ?”

“การเป็นศิษย์อาจารย์กันนี่ ก็ต้องดูด้วยมิใช่รึว่าวันเดือนปีเวลาเกิดมันสมพงษ์กันหรือไม่? คุณหนูหก ท่านลองดูหน่อยเป็นไร?” เจิ้นเป่ยโหวทำหน้าจริงจัง

“ท่านโหวเซี่ย ท่านน่ะไม่มีปัญหา แต่ข้ามี” มุมปากของหนานหลีกระตุกเล็กน้อย

“น้องหก พรสวรรค์ของข้ามันแย่ขนาดนั้นเลยรึ?” เซี่ยเป่ยหานมองนางด้วยสายตาน่าสงสาร​

“ก็ท่านอายุมากกว่าข้าตั้งหลายปีนะ ให้ท่านมาเรียกข้าว่าอาจารย์ทุกคำ ข้าคงขนลุกตายพอดี” หนานหลีเอ่ยปฏิเสธ

“เรื่องนี้ง่ายนิดเดียว” เจิ้นเป่ยโหวลากลูกชายเข้ามาใกล้ๆ

“หลังจากคารวะเป็นศิษย์แล้ว ก็ให้เขาเรียกเจ้าว่าน้องหกเหมือนเดิมก็ได้นี่”

“ได้เลยๆ! น้องหก โปรดรับการคารวะจากศิษย์ด้วยเถิด!” เซี่ยเป่ยหานพยักหน้าอย่างตื่นเต้นดีใจ

นับตั้งแต่คืนที่หนานหลีช่วยชีวิตเขาไว้ เขาก็เคารพบูชานางมาโดยตลอด

ในเมื่อเป็นสามีภรรยากันไม่ได้ การเป็นศิษย์อาจารย์ก็ไม่เลวเหมือนกัน

เขาไม่สนใจอีกแล้วว่าหนานหลีจะยินยอมหรือไม่ พลันนั้นก็ทรุดตัวลงคุกเข่าทันที

เจิ้นเป่ยโหวเห็นดังนั้นก็รีบโบกมือเป็นสัญญาณ บ่าวรับใช้ก็รีบยกถ้วยชาเข้ามาให้เซี่ยเป่ยหานรับไปเพื่อทำพิธียกน้ำชาคารวะ

สองพ่อลูกช่างประสานงานกันได้อย่างราบรื่นไร้ที่ติเสียจริง

หนานหลีรู้สึกจนใจอยู่บ้าง นางจึงหยิบเทียบวันเดือนปีเวลาเกิดของเขาขึ้นมาดูก่อน พลางใช้นิ้วหยั่งคำนวณอยู่ครู่หนึ่ง

ทันใดนั้น แววตาของนางก็ฉายประกายประหลาดใจออกมาแวบหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า

“ข้าไม่รับท่านเป็นศิษย์หรอก แต่ว่าข้าจะถ่ายทอดวิชาอาคมให้ท่านก็แล้วกัน”

“ส่วนจะเรียนรู้ได้มากน้อยแค่ไหน ก็คงต้องแล้วแต่วาสนาของท่านแล้วล่ะ…มาเถอะ ก่อนอื่นท่านจงจุดธูปคารวะท่านปรมาจารย์แห่งอารามจันทราก่อน”

“เยี่ยมไปเลย! ถ้าเช่นนั้นพวกเราก็รีบออกเดินทางไปอารามจันทรากันเลยดีหรือไม่ขอรับ?”

ถึงแม้เซี่ยเป่ยหานจะรู้สึกเสียดายอยู่บ้าง แต่แค่ได้เรียนวิชากับน้องหก เขาก็รู้สึกขอบคุณมากแล้ว

“ด้วยข้อจำกัดเรื่องเวลา ข้าจึงเตรียมการไว้ล่วงหน้าแล้วล่ะ” หนานหลีค้นของในถุงผ้าอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหยิบรูปสลักองค์หนึ่งออกมา

ที่แท้ก็คือรูปสลักของท่านปรมาจารย์แห่งอารามจันทรานั่นเอง

นางจัดวางรูปสลักท่านปรมาจารย์ไว้อย่างดี จากนั้นจึงเตรียมภาชนะสำหรับปักธูป เซี่ยเป่ยหานรับธูปที่นางยื่นให้มา แล้วสั่งบ่าวรับใช้ว่า

“เอาเหล็กไฟมา”

“ไม่ต้องหรอก” ในมือของหนานหลีก็มีธูปอยู่สามดอกเช่นกัน พอนางพลิกมือทีหนึ่ง ธูปทั้งสามดอกก็พลันลุกไหม้ขึ้นมาพร้อมกัน

ทุกคนเห็นดังนั้นถึงกับเบิกตากว้างจนแทบถลนออกมา

“ท่านลองดูสิ” หลังจากที่หนานหลีปักธูปลงในกระถางแล้ว นางก็หันมามองเซี่ยเป่ยหาน

เซี่ยเป่ยหานมีความมั่นใจเต็มเปี่ยม เขาเลียนแบบท่าทางของหนานหลีเมื่อครู่ แต่ทว่าธูปในมือกลับไม่ติดไฟแม้แต่น้อย

ภายในห้องโถงพลันตกอยู่ในความเงียบงัน ทุกสายตายังคงจับจ้องอยู่ที่เขาไม่วางตา

คราวนี้เซี่ยเป่ยหานรวบรวมสมาธิทั้งหมดอีกครั้ง แล้วลองพลิกมือดูใหม่ แต่ธูปก็ยังคงไม่ติดไฟอยู่ดี

“คาดไม่ถึงเลยว่าเจ้าจะไม่เอาไหนทั้งบุ๋นทั้งบู๊ มาบัดนี้กระทั่งจะเรียนวิชาอาคม พรสวรรค์ก็ยังแสนจะธรรมดาอีก” เจิ้นเป่ยโหวถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง​

เซี่ยเป่ยหานอยากจะร้องไห้แต่ก็ร้องไม่ออก เขาเอ่ยขึ้นว่า “น้องหก ข้าใช้เหล็กไฟจุดไม่ได้หรือ?”

“นี่คือบทเรียนแรกของการเริ่มต้น ถ้าหากทำไม่ได้แม้กระทั่งเรื่องแค่นี้ ก็ไม่ต้องเสียเวลามาเรียนวิชาอาคมกับข้าหรอก” หนานหลีกล่าวอย่างจริงจัง

“ถ้าเช่นนั้นแล้วน้องหกล่ะ เจ้าลองไปกี่ครั้งหรือขอรับ?” เซี่ยเป่ยหานอยากจะตั้งเป้าหมายให้ตัวเองดูบ้าง

“ลองรึ? ขอโทษทีนะ ข้าน่ะทำสำเร็จตั้งแต่ครั้งแรกแล้ว” หนานหลีตบลงบนบ่าของเขาเบาๆแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจังต่อไป

“ท่านอย่าได้คิดมาเปรียบเทียบกับข้าเชียว มิเช่นนั้นแล้วท่านอาจจะต้องเริ่มสงสัยในชีวิตของตัวเองเป็นแน่”

เซี่ยเป่ยหานไม่สงสัยในคำพูดของนางเลยแม้แต่น้อย

เขาเพียงแต่เกลียดชังพรสวรรค์อันน้อยนิดของตนเอง ที่พยายามถึงสองครั้งแล้วก็ยังไม่สำเร็จ

….

หลังจากนั้น หนานหลีก็กลับไปยังเรือนเยว่หรงเพื่อพักผ่อนก่อน

ฉู่หานหลินเองก็กลับไปจัดการเรื่องงานราชการเช่นกัน

ในช่วงแรก ท่านย่าและเจิ้นเป่ยโหวยังคงคอยให้กำลังใจเขาอยู่ข้างๆแต่ใครจะรู้เล่าว่า เซี่ยเป่ยหานจะฝึกฝนตั้งแต่ช่วงบ่ายจนถึงค่ำมืด ก็ยังไม่สามารถจุดธูปให้ติดไฟได้

ในท้ายที่สุด แม้แต่เจิ้นเป่ยโหวเองก็รู้สึกอับอายแทน เขาจึงได้แต่เกลี้ยกล่อมลูกชายว่าอย่าได้ฝืนตัวเองเลย

อย่างไรเสียบ้านของเขาก็ร่ำรวย กลับบ้านไปสืบทอดตำแหน่งและทรัพย์สมบัติก็ไม่ใช่เรื่องน่าอายอะไร

แต่ทว่าเซี่ยเป่ยหานยังคงคุกเข่าอยู่ที่เดิม

เนื่องจากไม่ได้ดื่มน้ำเลยแม้แต่หยดเดียว ใบหน้าของเขาเริ่มซีดขาวเล็กน้อย

เขาพยายามครั้งแล้วครั้งเล่า และก็ต้องผิดหวังครั้งแล้วครั้งเล่า

“ในใจของเจ้ายังมีความคิดฟุ้งซ่านอยู่ แล้วจะจุดธูปให้ติดไฟได้อย่างไรกัน” หนานหลีเดินกลับมาที่ห้องโถงอีกครั้ง

“ผู้ฝึกตนนั้น ในใจต้องมีคุณธรรมอันยิ่งใหญ่ แต่ในใจของเจ้ากลับคิดเพียงแต่จะล้างแค้นให้น้องชายเท่านั้น ด้วยเหตุนี้จึงมิอาจได้รับการยอมรับได้หรอก”

คำพูดนี้ดังก้องอยู่ในหูราวกับเสียงฟ้าผ่า

เซี่ยเป่ยหานกัดฟันกรอด ขจัดความคิดฟุ้งซ่านทั้งหลายออกไปจนหมดสิ้น

ในใจคิดเพียงแต่ว่าจะต้องกระชากตัวนักพรตชั่วช้าที่ทำร้ายผู้คนออกมาให้ได้ เพื่อป้องกันไม่ให้มันไปทำร้ายผู้บริสุทธิ์คนอื่นๆอีก

จากนั้นเขาก็นึกถึงเรื่องที่หลี่เจิ้งหมิงใช้เลือดมนุษย์ปรุงยา เขาจะต้องตามหาฆาตกรที่อยู่เบื้องหลังออกมาให้ได้ เพื่อให้ดวงวิญญาณของเหล่าศิษย์สำนักดาบวิญญาณได้ไปสู่สุคติ

เพียงแค่มีความคิดเหล่านี้อยู่ในหัว ธูปในมือของเขาในครั้งนี้ก็พลันลุกไหม้ขึ้นมาในที่สุด

เซี่ยเป่ยหานเบิกตากว้าง แล้วร้องออกมาด้วยความยินดี

“น้องหก เจ้าเห็นหรือไม่?!”

“ข้าทำสำเร็จแล้ว! ข้าทำสำเร็จแล้ว!”

หนานหลียิ้มแล้วพยักหน้ารับ

“ข้าเห็นแล้ว”

เมื่อเซี่ยเป่ยหานกลับถึงจวนโหว เขาก็ไล่สาวใช้อุ่นเตียงทั้งหลายออกจากเรือนของตนไปจนหมด

นับจากนี้ไป เขาจะตั้งใจบำเพ็ญเพียรวิชาอาคม จะไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องรักๆใคร่ๆอีกต่อไป!

เซี่ยเป่ยหานคิดว่าตนเองจะได้เริ่มเรียนวิชาอะไรที่มันดูยิ่งใหญ่แล้ว

แต่ใครจะคาดคิดว่า บทเรียนแรกของการฝึกฝน ก็ยังคงเป็นการอ่านตำรา!

แค่ตำราวิชาอาคมและอักขระยันต์เหล่านั้น เขาเพิ่งจะอ่านไปได้เพียงไม่กี่หน้า ก็รู้สึกปวดหัวจนแทบระเบิดแล้ว

ของพวกนี้มันต่างกันตรงไหนกัน?

มันก็ดูเหมือนๆกันหมดไม่ใช่รึ?

เซี่ยเป่ยหานอยากจะร้องไห้แต่ก็ร้องไม่ออก

เหตุใดเพิ่งจะเริ่มต้นก็ต้องมาเจอกับอุปสรรคที่ยากเย็นถึงเพียงนี้

งานมงคลสมรสระหว่างสกุลฉู่และสกุลเซียวถูกกำหนดขึ้นในวันที่สิบหกของเดือนหน้า ทั้งสองตระกูลจึงเริ่มวุ่นวายกับการเตรียมงาน

หนานหลีไปเยี่ยมเซียวหว่านอี๋มาแล้วสองครั้ง เมื่อไม่มีวิญญาณอดอยากคอยรังควานแล้ว รูปร่างของเซียวหว่านอี๋ก็ผอมเพรียวลงไปไม่น้อย ชุดเจ้าสาวจึงต้องแก้แล้วแก้อีก

ฉู่เย่เองก็มีใบหน้าเปื้อนยิ้มอยู่ทุกวัน รอคอยที่จะได้ต้อนรับเจ้าสาวของตนเข้าประตู

แต่คาดไม่ถึงเลยว่า สิบวันก่อนจะถึงวันแต่งงาน ขณะที่เซียวหว่านอี๋กำลังปักผ้าอยู่นั้น นางกลับถูกเข็มทิ่มเข้าไปหนึ่งครั้ง แล้วก็สลบไสลไม่ได้สติไปเลย

ท่านเซียวเชิญหมอหลวงมาตรวจดูอาการในตอนแรก จากนั้นก็ให้คนไปเชิญหมอเทวดามาอีก แต่ทว่าพวกเขาทุกคนต่างก็บอกไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่

(จบตอน)

จบบทที่ บทที่ 33: นี่คือวันเดือนปีเวลาเกิดของลูกข้า

คัดลอกลิงก์แล้ว