- หน้าแรก
- นายหญิงแห่งศาสตร์ลึกลับ
- บทที่ 31: ประลองค่ายกล
บทที่ 31: ประลองค่ายกล
บทที่ 31: ประลองค่ายกล
บทที่ 31: ประลองค่ายกล
ณ ข้างกายของปรมาจารย์หลี่เจิ้งขุย ยังมีนักบวชเต๋าชราผมขาวแซมเทาอีกผู้หนึ่งยืนอยู่…แม้รูปลักษณ์ภายนอกจะดูราวกับเซียนผู้ทรงศีล แต่ทว่าในแววตากลับทอประกายหลักแหลมคมกล้าออกมา
ด้านหลังของพวกเขายังมีศิษย์จากอารามเป่ยเฟิงอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งแต่ละคนต่างก็มีแววตาที่ไม่เป็นมิตรเอาเสียเลย
นักบวชเต๋าชราผู้นั้นถือแส้ปัดฝุ่นอยู่ในมือ มุมปากของเขาขยับเล็กน้อย เผยให้เห็นรอยยิ้มที่แฝงไปด้วยความดูแคลน
“นี่น่ะรึ คุณหนูฉู่ผู้ที่เคยช่วยชีวิตศิษย์น้องของข้า?”
“ดูเหมือนว่ายุทธภพแห่งผู้ฝึกตนนี้จะมีผู้มีความสามารถถือกำเนิดขึ้นมาไม่ขาดสายจริงๆคุณหนูฉู่อายุยังน้อยแค่นี้ กลับมีวิชาอาคมสูงส่งถึงเพียงนี้เชียว”
“นี่คือเจ้าสำนักแห่งอารามเป่ยเฟิง หลี่เจิ้งหมิง” ฉู่หานหลินกระซิบกับบุตรสาวด้วยเสียงอันแผ่วเบา
“เขาบอกว่าต้องขอพบเจ้าก่อน ถึงจะยอมบอกว่ายาบำรุงปราณนั่นขายให้ผู้ใดไป”
ได้ยินเช่นนี้ หนานหลีจึงเอ่ยขึ้นว่า “ในเมื่อตอนนี้ท่านเจ้าสำนักหลี่ก็ได้พบคนแล้ว ไม่ทราบว่าจะบอกข้าได้หรือยังเจ้าคะ”
“อย่าเพิ่งรีบร้อนไป” หลี่เจิ้งหมิงยิ้มเล็กน้อย
“ศิษย์น้องของข้าบำเพ็ญเพียรมาหลายสิบปี แต่กลับพ่ายแพ้ให้แก่คุณหนูฉู่ ดังนั้นตัวข้าเองก็อยากจะขอประลองฝีมือกับคุณหนูฉู่สักหน่อย โดยมีของเดิมพันสักชิ้น”
หนานหลีหรี่ตาลงเล็กน้อย…ดูท่าแล้วจะมาอย่างไม่เป็นมิตรจริงๆเสียด้วย
การประลองของผู้ฝึกตนนั้น หากไม่เป็นการวาดอักขระยันต์ ก็เป็นการประสานอิน หรือไม่ก็เป็นการจับภูตผีปีศาจและฝ่าค่ายกล…แต่ทว่าการที่หลี่เจิ้งหมิงต้องการวางเดิมพันเป็นสิ่งของ กลับทำให้นางประหลาดใจอยู่บ้าง
“ท่านอยากจะประลองอันใดรึ?”
“พู่กันดวงดาราในมือของคุณหนูฉู่อย่างไรเล่า” หลี่เจิ้งหมิงกล่าวพร้อมรอยยิ้ม
“เป็นเจ้าชิงซูนั่นรึ ที่บอกพวกท่านว่าข้ามีพู่กันดวงดารา?”
“ถูกต้อง” หลี่เจิ้งขุยกล่าว
“คุณหนูฉู่ ไม่ทราบว่าท่านจะกล้ารับคำท้าหรือไม่?”
“ดีๆ! บอกว่าจะมาเยี่ยมเยียนบุตรสาวข้า ที่แท้ก็คิดจะมารังแกเด็กนี่เอง!” ฉู่หานหลินจ้องมองพวกเขาอย่างโกรธเกรี้ยว
เขากำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปนขึ้นมา…เย่ซือเหิงและเซี่ยเป่ยหานก็เดินออกมาเช่นกัน
เเละเมื่อเห็นสถานการณ์ก็เข้าใจเจตนาของอารามเป่ยเฟิงในทันที
ชิงเฟิงโบกมือเล็กน้อย ทหารองครักษ์เกราะดำก็เข้าล้อมโรงเตี๊ยมไว้ในทันที
หลี่เจิ้งขุยและเหล่าศิษย์ต่างพากันตกใจจนหัวใจเต้นไม่เป็นส่ำ เหงื่อเย็นไหลซึมออกมาจากหน้าผาก…แต่ทว่าหลี่เจิ้งหมิงกลับยังคงสงบนิ่งกว่ามาก เขากล่าวว่า
“ก็เป็นการประลองที่ยุติธรรมดีนี่ หากคุณหนูฉู่ไม่ยินยอม ข้าเองก็คงไม่อาจไปบังคับขืนใจนางได้มิใช่รึ?”
“ที่จริงแล้วนักบวชเต๋าเฒ่าชิงซูนั่นจงใจหลอกใช้พวกท่านต่างหาก ท่านแน่ใจแล้วหรือว่าจะประลองกับข้าจริงๆ?” หนานหลีเอ่ยเตือนเขาด้วยความหวังดี
หลี่เจิ้งหมิงฟังแล้วก็รู้สึกขบขัน…เขากับหลี่เจิ้งขุยไอ้คนไร้ประโยชน์นั่นไม่เหมือนกันเสียหน่อย มีหรือที่เขาจะสู้เด็กสาวตัวเล็กๆคนหนึ่งไม่ได้
สตรีอย่างนางน่ะรึ ควรจะอยู่แต่ในบ้านหัดปักผ้าปักผ่อนเสียมากกว่า ไม่ใช่มาฝึกฝนวิชาอาคมอะไรเทือกนี้…เห็นได้ชัดว่าคุณหนูฉู่ผู้นี้กำลังตีหน้าเสือขู่ไปอย่างนั้นเอง
“หากคุณหนูฉู่ยินยอมเดิมพันด้วยพู่กันดวงดารา ข้าย่อมยินดีประลองด้วยอย่างแน่นอน”
ตอนนี้สิ่งที่อารามเป่ยเฟิงยังขาดอยู่ ก็คือศาสตราวุธวิเศษสำหรับวาดอักขระยันต์นี่แหละ
หนานหลีเลิกคิ้วขึ้น ก่อนจะหยิบพู่กันดวงดาราออกมาควงเล่นในมือ…ฉากนี้ทำให้ดวงตาของทั้งหลี่เจิ้งหมิงและหลี่เจิ้งขุยเบิกกว้างขึ้นทันที
เป็นดังคาด การเดินทางมาครั้งนี้ของพวกเขาไม่เสียเที่ยวจริงๆ…แค่เพียงมองดูก็รู้ได้ทันทีว่าศาสตราวุธวิเศษชิ้นนี้เต็มไปด้วยพลังอันมหาศาล อักขระยันต์ที่วาดขึ้นด้วยพู่กันด้ามนี้ จะไม่ทรงพลังได้อย่างไรกัน
“พู่กันดวงดาราถือเป็นของวิเศษประจำอารามจันทราของข้า ดังนั้นท่านก็ต้องนำของที่มีมูลค่าทัดเทียมกันมาเป็นเดิมพันด้วย” หนานหลียิ้มอย่างอ่อนหวาน
“หม้อปรุงยาเมฆม่วงของสำนักท่าน ก็ดูจะถูกใจข้าอยู่ไม่น้อยเลยนะเจ้าคะ”
นางเคยได้ยินชิงซูบ่นอยู่หลายครั้ง ว่าหม้อปรุงยาของเขาไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่นัก
“ได้! เราจะมาประลองการวางค่ายกลและฝ่าค่ายกลกัน โดยอนุญาตให้วาดอักขระยันต์ได้ด้วยตนเองเท่านั้น ห้ามใช้ศาสตราวุธวิเศษอื่นใดทั้งสิ้น” หลี่เจิ้งหมิงหัวเราะแล้วตอบตกลงทันที
หลี่เจิ้งขุยใจหายวาบ เขารีบดึงหลี่เจิ้งหมิงไปคุยกันที่มุมหนึ่ง “ศิษย์พี่! หม้อปรุงยาเมฆม่วงเป็นถึงของวิเศษประจำสำนักเลยนะ ท่านจะนำมาเป็นเดิมพันได้อย่างไรกัน?”
หลี่เจิ้งหมิงเหลือบมองเขาแวบหนึ่ง แววตาแฝงไปด้วยความเย้ยหยัน
“เจ้าคิดว่าเด็กสาวตัวเล็กๆคนหนึ่งจะเอาชนะศิษย์พี่ของเจ้าได้จริงๆงั้นรึ?”
“ข้าเคยเห็นฝีมือของนางมากับตาแล้วนะศิษย์พี่ ท่านอย่าได้ประมาทนางเป็นอันขาด”
“ต่อให้เก่งกาจแค่ไหน ก็เป็นแค่เด็กสาวอายุสิบกว่าขวบเท่านั้น ต่อให้จะวางค่ายกลเป็น แล้วจะฝ่าค่ายกลได้เร็วกว่าข้าเชียวรึ?” หลี่เจิ้งหมิงไม่กังวลแม้แต่น้อย
เขามองไปยังพู่กันดวงดาราด้ามนั้น แววตาเปล่งประกายด้วยความโลภ
รอให้เขาชนะศาสตราวุธวิเศษชิ้นนี้มาได้เมื่อไหร่ ชื่อเสียงของเขาย่อมต้องโด่งดังไปทั่วหล้าเป็นแน่…ถึงตอนนั้น ไม่ใช่แค่ยาเม็ดของอารามเป่ยเฟิงเท่านั้น แม้แต่อักขระยันต์ก็จะกลายเป็นของที่ใครๆก็ต่างแย่งชิงกัน
พอหลี่เจิ้งขุยได้ฟังเช่นนั้น ในใจก็เริ่มสงบลงได้บ้าง
ศิษย์พี่ของเขาขึ้นเขามาตั้งแต่อายุสิบขวบ บำเพ็ญเพียรอย่างหนักมาโดยตลอด เคยฝ่าค่ายกลมาแล้วสารพัดรูปแบบ พลังฝีมือของทั้งสองคนนั้นแตกต่างกันราวฟ้ากับเหว…บางทีเขาอาจจะกังวลมากเกินไปจริงๆก็ได้
ฉู่หนานหลีเพิ่งจะไปอยู่ที่อารามจันทราได้เพียงครึ่งปี สิ่งที่ได้เรียนรู้และได้เห็นมาย่อมมีไม่มากนัก จะมาเป็นคู่ต่อสู้ของศิษย์พี่เขาได้อย่างไรกัน
เมื่อคิดได้ดังนี้ หลี่เจิ้งขุยก็กลับมามีท่าทีองอาจผึ่งผายอีกครั้ง ความกังวลเมื่อครู่มลายหายไปสิ้น
แต่ทว่าฉู่หานหลินกลับมีสีหน้าเคร่งขรึม เพราะเขาเคยได้ยินชื่อเสียงของหลี่เจิ้งหมิงมานานแล้ว จึงเอ่ยขึ้นว่า
“หลีเอ๋อร์มีพ่ออยู่ หากเจ้าไม่อยากจะประลอง ย่อมไม่มีใครบังคับเจ้าได้หรอกนะ”
เย่ซือเหิงกำลังจะอ้าปากพูด แต่กลับถูกเซี่ยเป่ยหานชิงพูดตัดหน้าไปเสียก่อน
“ท่านอาฉู่โปรดวางใจเถิด! น้องหกเก่งกาจจะตายไป นางไม่มีทางแพ้เด็ดขาด!”
พูดจบ เขาก็สัมผัสได้ถึงสายตาอันเย็นเยียบสายหนึ่งที่กำลังจ้องมองมาที่ตน
“ทะ... ท่านอ๋องเก้า...ท่านมองข้าเช่นนั้นด้วยเหตุใดหรือขอรับ” เซี่ยเป่ยหานถึงกับสะดุ้งโหยง พูดจาติดๆขัดๆ
เย่ซือเหิงรู้สึกหงุดหงิดใจขึ้นในใจ…คำพูดดีๆถูกเซี่ยเป่ยหานพูดไปหมดแล้ว แล้วเขาจะยังพูดอะไรได้อีกเล่า
…..
เบื้องหน้าโรงเตี๊ยมมีป่าไม้อยู่ผืนหนึ่ง ซึ่งเหมาะอย่างยิ่งที่จะใช้เป็นสถานที่วางค่ายกล…
ทั้งสองคนปลดสัมภาระทุกอย่างออกหมด เหลือไว้เพียงกระดาษยันต์สีเหลืองปึกหนึ่ง จากนั้นจึงเดินเข้าไปในป่าเพื่อเริ่มวางค่ายกล
การวางค่ายกลนั้นใช้เวลาหนึ่งก้านธูป จากนั้นจึงเป็นการเข้าไปฝ่าค่ายกลที่อีกฝ่ายวางไว้ ผู้ใดที่ฝ่าค่ายกลออกมาได้สำเร็จก่อน ก็จะเป็นผู้ชนะไป
สำหรับการวางค่ายกลนั้น หนานหลีเคยทำจนชินแล้วในยุคสุดท้าย…ดังนั้นสำหรับนางแล้วมันจึงไม่ใช่เรื่องยากเลยแม้แต่น้อย ไม่ต้องรอให้ธูปหมดก้านก็สามารถทำได้สำเร็จ ในขณะที่หลี่เจิ้งหมิงใช้เวลาไปกว่าครึ่งก้านธูปถึงจะออกมาได้
เขายืดอกอย่างภาคภูมิใจ มุมปากประดับด้วยรอยยิ้มอย่างผู้มีชัย เห็นได้ชัดว่าเขาไม่ได้ออมมือให้หนานหลีเพียงเพราะนางยังเด็กแต่อย่างใด
จากนั้น ทั้งสองคนก็สลับตำแหน่งกัน แล้วจึงเดินเข้าไปในค่ายกลพร้อมกัน
ทันทีที่หนานหลีก้าวเข้าไป นางก็พบว่านี่คือค่ายกลสี่สังหารแปดคุน นางจึงเบะปากเล็กน้อย
“นักบวชเฒ่าคนนี้ก็มีฝีมืออยู่บ้างเหมือนกันนะ แต่ว่าค่ายกลนี้มันเก่าคร่ำครึจะตายไป ทำไมเขาถึงไม่คิดจะปรับปรุงมันสักหน่อยเลยนะ”
นางก้มลงเก็บเศษหินบนพื้นขึ้นมา แล้วใช้มันทำลายค่ายกลชั้นแรกในทันที
เมื่อเศษหินถูกโยนออกไป ใบไม้บนต้นไม้ก็ร่วงหล่นลงมาราวกับคมมีด หลังจากหลบหลีกด่านนี้ไปได้แล้ว หนานหลีก็เดินตรงไปยังทิศประตูแห่งชีวิตทันที
ค่ายกลรูปแบบนี้นางเคยเห็นมานานแล้ว แถมยังเคยปรับปรุงมันด้วยซ้ำ ดังนั้นควรจะเดินไปทางไหน เดินกี่ก้าวแล้วต้องหลบอย่างไร หากหลบไม่พ้นจะต้องทำลายค่ายกลอย่างไร นางล้วนจดจำได้อย่างขึ้นใจ
เมื่อนางเดินออกมาจากป่าได้แล้ว เซี่ยเป่ยหานก็อดไม่ได้ที่จะร้องอุทานออกมาด้วยความตกตะลึง
“เป็นอะไรไป? ข้าแพ้แล้วหรือ?” หนานหลีเอียงคอเล็กน้อย
ไม่น่าจะใช่นะ นางรู้สึกว่าตัวเองใช้เวลาไปไม่นานเลยนี่นา
“ไม่ใช่! คนผู้นี้บอกว่าเจ้าต้องใช้เวลาอย่างน้อยครึ่งค่อนวันถึงจะทำลายค่ายกลได้ แต่ว่าตอนนี้มันเพิ่งจะผ่านไปแค่ชั่วถ้วยน้ำชาเดียวเองนะ!”
“ตกใจหมดเลย นึกว่าข้าแพ้เสียอีก” หนานหลีลูบหน้าอกตัวเองเบาๆ
….
ด้านข้าง หลี่เจิ้งขุยและเหล่าศิษย์ต่างพากันยืนอ้าปากค้างตะลึงงันไปแล้ว
“เจ้า...เจ้าต้องโกงแน่ๆ”
“ค่ายกลที่เจ้าสำนักศิษย์พี่วางด้วยตนเอง มีหรือจะฝ่าเข้าไปได้ง่ายๆเยี่ยงนี้!” หลี่เจิ้งขุยตะโกนลั่น
“เจ้าต้องพกยันต์อะไรบางอย่างติดตัวเข้าไปแน่ๆ!”
“ก็แค่ค่ายกลสี่สังหารแปดคุน ยังไม่ถึงขั้นที่จะต้องทำให้ข้าต้องโกงหรอก” หนานหลีกล่าว
“เวลาชั่วถ้วยน้ำชาเดียว ก็คือความเร็วของข้าจริงๆนั่นแหละ”
ใบหน้าของหลี่เจิ้งขุยแข็งทื่อ ทำได้เพียงรอให้ศิษย์พี่ของตนออกมาก่อนแล้วค่อยมาโต้เถียงกับนาง
แต่ใครจะรู้เล่าว่า การรอนี้จะยาวนานถึงครึ่งค่อนวัน
ที่น่าเจ็บใจที่สุดก็คือ หนานหลีและคนอื่นๆกลับเข้าไปกินข้าวในโรงเตี๊ยมกันเรียบร้อยแล้ว แต่ศิษย์พี่ของเขาก็ยังไม่ออกมา
หลี่เจิ้งขุยและเหล่าศิษย์ที่รออยู่ด้านนอกนั้นเหงื่อท่วมตัวไปหมด
และในขณะที่พวกเขากำลังจะเข้าไปดูให้รู้เรื่อง ก็ได้เห็นร่างอันโซซัดโซเซของหลี่เจิ้งหมิงเดินออกมาในที่สุด
(จบตอน)