- หน้าแรก
- นายหญิงแห่งศาสตร์ลึกลับ
- บทที่ 30: ที่แท้ก็เป็นนางที่คิดไปเองฝ่ายเดียว
บทที่ 30: ที่แท้ก็เป็นนางที่คิดไปเองฝ่ายเดียว
บทที่ 30: ที่แท้ก็เป็นนางที่คิดไปเองฝ่ายเดียว
บทที่ 30: ที่แท้ก็เป็นนางที่คิดไปเองฝ่ายเดียว
หลังจากที่เจ้าสำนักดาบวิญญาณได้ฟังคำพูดของเขาจนจบ เขาก็ร่ำไห้และหัวเราะออกมาพร้อมกับเหล่าวิญญาณอาฆาตตนอื่นๆ
“สวรรค์ช่างไร้ตา! สำนักดาบวิญญาณของข้าทำแต่ความดีมาโดยตลอด ไม่เคยหวังผลตอบแทน แต่แล้วกลับต้องมาประสบกับหายนะล้างสำนักเพียงเพราะช่วยชีวิตสตรีสาวไม่กี่คน…ช่างน่าขันสิ้นดี! น่าขันจริงๆ!”
ในชั่วพริบตานั้นเอง ไอแห่งความเคียดแค้นก็พลันพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า…สายลมเย็นยะเยือกยิ่งโหมกระหน่ำรุนแรงขึ้นกว่าเดิม
ค่ายกลอาคมนี้ดำรงอยู่ได้ด้วยไอแห่งความเคียดแค้นของพวกเขา ดังนั้นมันจึงพลันแข็งแกร่งและดุร้ายขึ้นมาในทันที
แต่ทว่าเย่ซือเหิงกลับไม่มีทีท่าร้อนรนแม้แต่น้อย เขากล่าวต่อไปว่า
“โจวเซิ่งถูกจับกุมและกำลังอยู่ระหว่างการไต่สวนแล้ว ข้าจะสืบหาผู้ที่อยู่เบื้องหลังให้พบ แล้วมอบความเป็นธรรมคืนให้แก่สำนักดาบวิญญาณของพวกเจ้าเอง”
“พวกเราไม่ต้องการความเป็นธรรม! เราต้องการแค่ให้พวกมันชดใช้ด้วยชีวิต! ขอแค่ให้พวกมันชดใช้ด้วยชีวิตก็พอ!”
“แต่พวกเจ้าก็ออกไปจากที่นี่ไม่ได้ หากอยากให้พวกมันชดใช้ด้วยชีวิต ก็มีเพียงข้าเท่านั้นที่ช่วยพวกเจ้าได้” เย่ซือเหิงเชิดคางขึ้นเล็กน้อย พลางเอ่ยข่มขู่ด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“ใช่แล้วขอรับ พวกท่านโปรดเชื่อใจท่านอ๋องเถิด ท่านอ๋องสามารถช่วยพวกท่านสังหารฆาตกรตัวจริงได้อย่างแน่นอน ที่จริงแล้วต่อให้ไม่มีเรื่องในคืนนี้ ท่านอ๋องก็ตั้งใจจะทวงคืนความเป็นธรรมให้พวกท่านอยู่แล้วขอรับ!” ชิงเฟิงรีบช่วยเกลี้ยกล่อมเสริม
น้ำตาไหลอาบใบหน้าของเจ้าสำนักดาบวิญญาณจนเปียกชุ่ม…ทั้งชีวิตของเขาล้วนซื่อตรงและเปิดเผย หากไม่เป็นเพราะต้องตายอย่างน่าอนาถ มีหรือที่เขาจะกลายเป็นวิญญาณอาฆาตที่ถูกกักขังอยู่ที่นี่ด้วยความเคียดแค้น
คาดไม่ถึงเลยว่า ห้าปีให้หลัง จะยังมีคนจดจำความแค้นของสำนักดาบวิญญาณได้ และยังยินดีที่จะล้างแค้นแทนพวกเขาอีกด้วย
“ขอบคุณท่านอ๋องเก้า...”
แทบจะในชั่วพริบตาเดียว ไอแห่งความเคียดแค้นอันน่าสะพรึงกลัวก็พลันสลายหายไป
แท้จริงแล้ว ที่พวกเขาจำต้องสถิตอยู่ที่นี่สร้างความเดือดร้อนให้ผู้คน ไม่ใช่เพราะความต้องการของตนเอง หากแต่เป็นเพราะไม่มีผู้ใดจดจำการตายอันน่าอนาถของพวกเขาได้ ไม่มีผู้ใดจดจำความแค้นของพวกเขาได้
ด้วยเหตุนี้ ความเคียดแค้นจึงมิอาจสลายไป ทำให้พวกเขาไม่สามารถไปผุดไปเกิดได้
เจ้าสำนักดาบวิญญาณรู้ดีว่า คำสัญญาของเย่ซือเหิงนั้นย่อมต้องเป็นจริงอย่างแน่นอน….ดังนั้น ความเคียดแค้นของพวกเขาจึงได้รับการชำระล้างจนหมดสิ้น ร่างวิญญาณค่อยๆสลายไปกับสายลม ทยอยกันไปสู่สุคติเพื่อรอการเกิดใหม่
เมื่อค่ายกลอาคมไร้ซึ่งพลังแห่งความเคียดแค้นคอยค้ำจุน ในไม่ช้ามันก็พังทลายลงด้วยตัวเอง…ม่านหมอกอันหนาทึบพลันสลายหายไปในทันที
“เยี่ยมไปเลย! ทางเปิดแล้ว!”
พร้อมกับเสียงตะโกนของเซี่ยเป่ยหาน ก็ปรากฏร่างของหนานหลีและคนอื่นๆเดินออกมาจากซากปรักหักพัง
นางมีสีหน้างุนงงเล็กน้อย แต่แล้วพลันสายตาก็เหลือบไปเห็นคนสองคนยืนอยู่เบื้องหน้า
ภายใต้แสงจันทร์อันเยียบเย็น ร่างของเย่ซือเหิงดูบอบบาง กรอบหน้าด้านข้างคมคายราวกับถูกสลักเสลาขึ้นมา…เมื่อเขายิ้มออกมาเล็กน้อย ความคมคายนั้นก็พลันอ่อนโยนลงในทันที
“คุณหนูหก เจ้าไม่เป็นอะไรนะ?”
“ท่านอ๋องเก้ามาที่นี่ได้อย่างไรหรือเจ้าคะ?” หนานหลีประหลาดใจอยู่บ้าง
“พอรู้ว่าเจ้าถือตราประจำตัวรีบร้อนออกจากเมืองไป ข้าก็ตามมาดูหน่อย” เย่ซือเหิงเพิ่งจะกล่าวจบ ร่างของเขาก็ซวนเซไปเล็กน้อย
เขาฝืนทนความเจ็บปวดและยืนอยู่นานเกินไป จนพละกำลังแทบจะหมดสิ้นแล้ว…ชิงเฟิงเห็นดังนั้นก็ตกใจ รีบสั่งให้ทหารเกราะดำนำรถเข็นเข้ามา
หนานหลีพอจะเดาได้เลาๆว่าการที่ไอแห่งความเคียดแค้นสลายไปอย่างกะทันหันนั้น ต้องเกี่ยวข้องกับเย่ซือเหิงเป็นแน่…นางรีบสาวเท้าเข้าไปหา แล้วสั่งชิงเฟิง
“ถอดรองเท้ากับถุงเท้าของท่านอ๋องของเจ้าออก แล้วถลกขากางเกงของเขาขึ้น”
ชิงเฟิงรีบพยักหน้ารับคำ แล้วทำตามที่นางสั่งอย่างว่าง่าย
ทหารเกราะดำถือคบเพลิงส่องสว่างไปทั่วบริเวณ…จึงได้เห็นว่า น่องทั้งสองข้างของเย่ซือเหิงมีร่องรอยเน่าเปื่อยในระดับที่แตกต่างกัน
หากเป็นคนทั่วไปคงคิดว่าเป็นเพราะพิษ แต่ทว่าหนานหลีกลับมองเห็นได้อย่างชัดเจน ว่ามีไออาคมสีดำทมิฬวนเวียนอยู่รอบบาดแผล และนั่นเองคือสาเหตุที่ทำให้บาดแผลไม่สามารถรักษาให้หายได้เสียที
เซี่ยเป่ยหานที่ยืนอยู่ด้านหลังเหลือบมองแวบหนึ่ง ก็ถึงกับสูดลมหายใจเข้าอย่างหนาวเหน็บ…ใบหน้าและริมฝีปากของเย่ซือเหิงซีดขาวราวกับคนตาย ถึงกระนั้นเขาก็ยังเอ่ยว่า
“ข้าไม่เป็นไร”
“ท่านยืนอยู่นานเกินไป ไออาคมมันจะไหลเวียนไปทั่วร่างพร้อมกับลมปราณและโลหิตของท่าน แล้วจะไม่เป็นอะไรมากได้อย่างไรกันเจ้าคะ”
หนานหลีหยิบห่อเข็มสำหรับฝังเข็มออกมา แล้วเผายันต์สลายอาคมลงบนเข็มเหล่านั้น….จากนั้นนางจึงให้ชิงเฟิงถือคบเพลิงเข้ามาใกล้ๆแล้วลงมือฝังเข็มอย่างรวดเร็วและแม่นยำ
ครู่ต่อมา คิ้วที่ขมวดมุ่นของเย่ซือเหิงก็ค่อยๆคลายออก…ไออาคมถูกสกัดกั้นเอาไว้ได้แล้ว และถูกรวบรวมให้กลับไปอยู่บริเวณน่องของเย่ซือเหิงดังเดิม
เมื่อประกอบกับการใช้ยันต์สงบจิตและยันต์สลายอาคมแล้ว อาการของเย่ซือเหิงก็กลับมาคงที่อีกครั้ง
ชิงเฟิงปาดเหงื่อเย็นบนหน้าผาก แล้วรีบกล่าวขอบคุณ
“ขอบคุณคุณหนูหกมากขอรับ”
“มิต้องเกรงใจเจ้าค่ะ”
“ควรจะเป็นข้าที่ต้องขอบคุณมากกว่า หากไม่ได้ท่านอ๋องช่วยสลายไอแห่งความเคียดแค้นของเหล่าวิญญาณสำนักดาบวิญญาณ ป่านนี้คงแย่แล้ว”
นางรู้ดีว่าพวกเขาต้องเผชิญกับความอยุติธรรมเพียงใด จึงไม่ได้อยากจะทำร้ายพวกเขาจนถึงขั้นวิญญาณแตกสลาย…แต่ทว่าการปรากฏตัวของเย่ซือเหิงกลับช่วยพลิกสถานการณ์ให้นางได้ ตอนนี้จึงนับว่าจบลงด้วยดีทุกฝ่าย
ชิงเฟิงช่วยสวมรองเท้าและถุงเท้ากลับให้เย่ซือเหิงดังเดิม…จากนั้นทหารเกราะดำก็นำน้ำและเสบียงแห้งออกมา และก็เป็นดังคาด เซี่ยเป่ยหานที่ติดอยู่ในซากปรักหักพังมานานนั้นท้องร้องด้วยความหิวโหยแล้ว
หนานหลีเองก็นั่งลงอย่างสบายๆกินอะไรเล็กน้อยเพื่อเติมพลัง…เย่ซือเหิงจึงฉวยโอกาสนี้เล่าเรื่องคดีของสำนักดาบวิญญาณขึ้นมา แล้วกล่าวต่อไป
“โจวเซิ่งรับผิดไว้แต่เพียงผู้เดียว ไม่ยอมซัดทอดผู้ที่อยู่เบื้องหลังออกมา ดูท่าแล้วคนผู้นั้นคงจะมียศถาบรรดาศักดิ์สูงส่งน่าดู”
“แค่ลักพาตัวสตรีไม่กี่คน ถึงกับต้องฆ่าล้างสำนักเลยรึ? เรื่องนี้คงมีเบื้องลึกเบื้องหลังไม่ธรรมดาแน่” เซี่ยเป่ยหานกลืนน้ำลายลงคอ
เขาเป็นถึงเจิ้นเป่ยโหว ท่านป้าก็เป็นถึงฮองเฮาองค์ปัจจุบัน แน่นอนว่าย่อมเข้าใจดีว่าบางเรื่องมันไม่ได้ดูเรียบง่ายเหมือนอย่างที่เห็น
“ไม่ว่าจะลึกหรือตื้น ข้าก็จะกระชากตัวผู้ที่อยู่เบื้องหลังออกมาให้ได้” เย่ซือเหิงเหลือบมองเซี่ยเป่ยหานอย่างเย็นชาแวบหนึ่ง
หนานหลีได้ยินดังนั้น ก็อดไม่ได้ที่จะเหลือบมองเขา
เย่ซือเหิงไม่ทันได้สังเกตเห็น เขาเอ่ยตำหนิเซี่ยเป่ยหานต่อไป
“ครั้งนี้เจ้าคงได้บทเรียนแล้วสินะ?”
เซี่ยเป่ยหานยังคงใจหายไม่หาย ตอนที่เขาถูกล่อลวงให้เข้าไปในซากปรักหักพังของสำนักดาบวิญญาณนั้น เขาก็รู้สึกเสียใจแล้ว
องครักษ์สิบนายที่ติดตามมาเพื่อคุ้มครองเขา บัดนี้กลับเหลือรอดเพียงสี่คน…เขาตั้งใจจะล้างแค้นให้น้องชายแท้ๆแต่ตอนนี้กลับกลายเป็นว่าต้องมาสังเวยชีวิตผู้คนไปอีกมากมาย
“ข้ารู้ว่าข้าผิดไปแล้ว” เซี่ยเป่ยหานบ่นอุบอิบ
“วิชาอาคมของคนผู้นี้ไม่ธรรมดา เจ้าอย่าได้ลงมือตามลำพัง เเล้วไปยั่วโมโหมันเด็ดขาด” หนานหลีกล่าวด้วยท่าทีจริงจังเช่นกัน
เซี่ยเป่ยหานรีบพยักหน้ารับคำ…หากไม่ใช่น้องหกมาถึงได้ทันเวลา ป่านนี้เขาคงถูกทหารกระดาษพวกนั้นสับเป็นชิ้นๆไปแล้ว
ทุกคนพักผ่อนกันต่ออีกครู่หนึ่ง จากนั้นจึงเดินทางไปยังโรงเตี๊ยมใกล้ๆเพื่อเข้าพัก
หนานหลีเหนื่อยล้ามานาน พอหัวถึงหมอนก็หลับไปในทันที
…
เช้าวันรุ่งขึ้น ชิงเฟิงก็มาปลุกนางให้ตื่นนอน บอกว่าเตรียมอาหารเช้าไว้ให้แล้ว
อาหารเช้าถูกจัดเตรียมไว้ในห้องของเย่ซือเหิง…หนานหลีนั่งลงด้วยท่าทีสดชื่นกระปรี้กระเปร่า เมื่อเห็นว่าเย่ซือเหิงมีสีหน้าดีขึ้น ก็รู้ได้ทันทีว่าเมื่อคืนเขาคงจะนอนหลับสบายเช่นกัน
พอก้มลงมองดูอาหารเช้า ก็พบว่าเป็นซาลาเปาไส้เนื้อและขนมเปี๊ยะ ซึ่งล้วนแต่เป็นของโปรดของนางทั้งสิ้น
“ท่านอ๋องก็ชอบทานของพวกนี้ด้วยหรือเจ้าคะ?” นางเอ่ยถามไปตามความเคยชิน
“วันงานเลี้ยงพระราชทาน ข้าเห็นเจ้าทานของพวกนี้เยอะหน่อย เลยให้คนไปเตรียมมาให้” เย่ซือเหิงกล่าว
หนานหลีกะพริบตาปริบๆในใจพลางคิดว่าเย่ซือเหิงช่างเกรงใจเกินไปแล้ว…เมื่อคืนนางก็แค่ช่วยสกัดไออาคมให้เขาเท่านั้นเอง แต่ถ้าพูดถึงต้นสายปลายเหตุแล้ว ก็เป็นเพราะเขาช่วยนางไว้ก่อนไม่ใช่รึ
ทันใดนั้นเอง เซี่ยเป่ยหานก็พรวดพราดเข้ามาในห้อง ดวงตาของเขาเป็นประกายขึ้นมาทันที
“ท่านอ๋องเก้า ท่านนี่ช่างยอดเยี่ยมจริงๆถึงกับให้คนไปตามพ่อครัวจากในวังมาด้วย!”
ชิงเฟิงไม่ได้ยกเก้าอี้มาให้เขา เขาก็เลื่อนเก้าอี้มานั่งเอง แล้วกล่าวต่อไปว่า
“ในเมื่อท่านอ๋องอุตส่าห์ใส่ใจถึงเพียงนี้ งั้นข้าก็ไม่เกรงใจแล้วนะ!”
เขาเป็นคนแรกที่หยิบซาลาเปาไส้เนื้อขึ้นมากิน เเละเมื่อเห็นหนานหลียืนนิ่งอยู่ ก็ยังเร่งให้นางรีบกินอีก อย่าได้เกรงใจ
หนานหลีพยักหน้ารับอย่างเหม่อลอย ที่แท้ท่านอ๋องเก้าก็ดูแลผู้น้อยเช่นนี้เป็นปกติอยู่แล้วนี่เอง
เกือบจะทำให้นางคิดเข้าข้างตัวเองไปเสียแล้ว
….
ฉากนี้สีหน้าของเย่ซือเหิงพลันเคร่งขรึมลง
ไอ้เจ้าเซี่ยเป่ยหานหน้าไม่อายนี่ มันจะกินอาหารเช้าจนหมดแล้ว!
ในทางกลับกัน หนานหลีกลับกินเพียงขนมเปี๊ยะไปสองชิ้นเพื่อรองท้องเท่านั้น เขากำลังจะเอ่ยถามนางว่าอยากจะทานอย่างอื่นอีกหรือไม่ แต่พลันนั้น ที่โถงใหญ่ของโรงเตี๊ยมก็มีเสียงที่คุ้นเคยดังขึ้น
“เสี่ยวเอ้อ! ขอชาอุ่นๆกาหนึ่ง!”
หนานหลีเดินออกไปดู ก็พบว่าเป็นท่านพ่อของตนจริงๆนางจึงร้องเรียกออกมาด้วยความยินดี
“ท่านพ่อ!”
ฉู่หานหลินที่เห็นบุตรสาวก็ประหลาดใจเช่นกัน
“หลีเอ๋อร์! เจ้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?”
“มีเรื่องนิดหน่อยเจ้าค่ะ” หนานหลีไม่ได้คิดจะอธิบายให้มากความ เพราะไม่อยากให้ฉู่หานหลินต้องเป็นกังวล
“ท่านเจ้าสำนัก! คือนางนั่นแหละ!”
ทันใดนั้นที่ด้านหลัง ก็มีคนผู้หนึ่งชี้มาที่หนานหลีแล้วตะโกนขึ้น
ที่แท้ก็คือ ปรมาจารย์หลี่เจิ้งขุยที่เคยพบกันที่จวนสกุลเซียวนั่นเอง
(จบตอน)