เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 28: เคราะห์ภัยครั้งที่สอง

บทที่ 28: เคราะห์ภัยครั้งที่สอง

บทที่ 28: เคราะห์ภัยครั้งที่สอง


บทที่ 28: เคราะห์ภัยครั้งที่สอง

“มิผิดพะย่ะค่ะ” หัวหน้าองครักษ์ก้มหัวลงรายงาน

“ก็แค่เด็กผู้หญิงที่เพิ่งถูกตามตัวกลับมาจากบ้านนอกป่าเขา กล้าดีอย่างไรถึงมาขี่ม้าแซงขบวนเสด็จของข้า?” สีหน้าขององค์หญิงใหญ่ฮุ่ยผิงพลันเย็นเยียบลงทันที

“แต่องค์หญิงใหญ่ นางมีตราประจำตัวของท่านอ๋องเก้า”

เป็นที่รู้กันทั่วว่าตราประจำตัวของเย่ซือเหิงนั้นไม่ธรรมดา ต่อให้เป็นองค์รัชทายาทก็ยังต้องหลีกทางให้

“น้องเก้ากับนางไม่ได้มีความเกี่ยวข้องอันใดต่อกันเลยแม้แต่น้อย อีกทั้งตราประจำตัวนั่นก็สำคัญถึงเพียงนั้น เขาจะมอบมันให้นางได้อย่างไรกัน” องค์หญิงใหญ่ฮุ่ยผิงฟันธงในใจทันที ว่านั่นต้องเป็นของปลอมอย่างแน่นอน

ประจวบเหมาะกับที่รถม้าซ่อมเสร็จพอดี นางก็หมดอารมณ์ที่จะไปประกอบพิธีทางศาสนาอีกต่อไป จึงสั่งให้ขบวนรถเลี้ยวกลับ

นางจะเข้าไปในวังเดี๋ยวนี้

จักรพรรดิมู่อู่กำลังทรงตรวจฎีกาอยู่ที่ห้องทรงอักษร

เมื่อทรงได้ยินว่าองค์หญิงใหญ่ฮุ่ยผิงรีบร้อนมาเข้าเฝ้า ก็ทรงวางฎีกาในพระหัตถ์ลงแล้วมีรับสั่งให้นางเข้ามาได้

ทันทีที่องค์หญิงใหญ่ฮุ่ยผิงก้าวเข้ามาในห้อง นางก็กราบบังคมทูลทันที

“เสด็จพี่! ฉู่หนานหลีแห่งจวนอันหยางโหวบังอาจปลอมแปลงตราประจำตัว โทษนี้สมควรตายเพคะ!”

เพราะงานเลี้ยงพระราชทานเพิ่งจะผ่านพ้นไปได้ไม่นาน จักรพรรดิมู่อู่จึงยังพอจดจำหนานหลีได้อยู่บ้าง

“ปลอมแปลงตราประจำตัวรึ? เรื่องมันเป็นมาอย่างไรกัน?”

องค์หญิงใหญ่ฮุ่ยผิงจึงทรงเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ให้ฟัง ก่อนจะกล่าวเสริมด้วยความเคียดแค้นชิงชังว่า

“ที่สำคัญคือ นางยังบังอาจปลอมแปลงตราประจำตัวของน้องเก้าอีกด้วยเพคะ!”

“เป็นที่ทราบกันดีว่าตราประจำตัวของน้องเก้านั้นสามารถใช้สั่งการกองกำลังทหารองครักษ์ได้โดยตรง ซึ่งนั่นก็เพียงพอที่จะสั่นคลอนราชบัลลังก์ได้เลย! ขอเสด็จพี่ได้โปรดลงโทษนางอย่างหนักด้วยเถิดเพคะ!”

“ของน้องเก้ารึ?” จักรพรรดิมู่อู่ทรงสดับฟังแล้วก็ถึงกับนิ่งอึ้งไปเล็กน้อย

เรื่องนี้...เกรงว่าอาจจะไม่ใช่ของปลอมกระมัง

เขากำลังคิดจะเรียกเย่ซือเหิงเข้าวังมาสอบถามให้รู้เรื่องอยู่พอดี แต่คาดไม่ถึงว่า น้องเก้าของตนจะเดินทางมาถึงแล้ว

“พี่สาม นั่นไม่ใช่ของปลอม ข้าเป็นคนให้นางเอง”

“เจ้า...เจ้าเลอะเลือนไปแล้วหรืออย่างไร!” องค์หญิงใหญ่ฮุ่ยผิงเบิกตากว้างขึ้นทันควัน

“เสด็จพี่ทรงอนุญาตให้เจ้าใช้ตราประจำตัวเพื่อสั่งการทหารองครักษ์ได้ แต่ทว่าเจ้ากลับนำมันไปมอบให้สตรีนางหนึ่งอย่างง่ายดายเช่นนี้ หรือว่าเจ้าคิดจะทำลายรากฐานบ้านเมืองของแคว้นมู่กัน?”

“การจะสั่งการทหารองครักษ์ได้นั้น ยังต้องมีลายมือสั่งการของข้าประกอบด้วย นางมีแค่ตราประจำตัว ก็เป็นเพียงการช่วยให้เข้าออกสถานที่ต่างๆได้สะดวกขึ้นเท่านั้น”

“อีกอย่าง…ของของข้าเอง ข้าพอใจจะให้ใครมันก็เป็นสิทธิ์ของข้า แล้วนี่พี่สามจะรีบร้อนเข้าวังมาฟ้องร้องด้วยเรื่องอันใดกัน” เย่ซือเหิงแค่นเสียงเย็นชา

“นางเติบโตมาจากป่าเขาลำเนาไพร กลับยังกล้ามายั่วยวนเจ้าอีก คิดจะใฝ่สูงเป็นถึงสะใภ้หลวงเชียวรึ?”

น้องเก้าถึงกับมอบตราประจำตัวที่สำคัญถึงเพียงนี้ให้นางไป ความในใจของเขาเป็นเช่นไร มีหรือที่นางจะเดาไม่ออก

พอเย่ซือเหิงได้ยินคำพูดนี้ แววตาของเขาก็พลันเย็นเยียบลงทันที เเถมยังอบอวลไปด้วยจิตสังหารอันน่าสะพรึงกลัว

“น้องสาม ระวังคำพูดด้วย!” จักรพรรดิมู่อู่รีบตรัสตำหนิขึ้น

“เจ้าเป็นถึงองค์หญิงใหญ่ เหตุใดจึงพูดจาเช่นนี้ออกมาได้ รีบกลับจวนไปสำนึกผิดเสีย!”

ร่างขององค์หญิงใหญ่ฮุ่ยผิงสั่นสะท้านขึ้นมาเล็กน้อย…ไม่ว่าจะในอดีตหรือปัจจุบัน นางก็ไม่เคยกล้าพูดจารุนแรงกับเย่ซือเหิงแม้แต่คำเดียว

ดังนั้น การที่จักรพรรดิมู่อู่ทรงตักเตือนและลงโทษอย่างทันท่วงทีเช่นนี้ กลับทำให้นางรู้สึกราวกับได้รับการอภัยโทษครั้งใหญ่ จึงรีบกล่าวขออภัยโทษแล้วจากไปอย่างรวดเร็ว

ทว่าไอเย็นที่แผ่ออกมาจากทั่วร่างของเย่ซือเหิงกลับยังไม่จางหายไป

“เสด็จพี่ หากมีครั้งต่อไปอีก พระองค์อย่าได้คิดจะปกป้องนางเลย”

“ได้ๆ….นางช่างไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงเอาเสียเลย ครั้งหน้าข้าก็จะไม่ปกป้องนางแล้ว”

หลังจากพูดจบ จักรพรรดิมู่อู่ก็ทรงแย้มพระสรวลขึ้น

“ในเมื่อเจ้ามีใจให้คุณหนูหกสกุลฉู่ เช่นนั้นให้ข้าพระราชทานสมรสให้พวกเจ้าดีหรือไม่?”

พระองค์ทรงจิบชาไปอึกหนึ่ง พอเงยพระพักตร์ขึ้นมาอีกที ก็พบว่าร่างของเย่ซือเหิงหายไปเสียแล้ว

“เจ้าเก้าเล่า?”

“องครักษ์ชิงเฟิงเข็นรถท่านอ๋องเก้าออกไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ” หัวหน้าขันทีที่ยืนอยู่ข้างกายทูลตอบ

“ยังคุยกันไม่ทันจบเลย เหตุใดถึงรีบไปเร็วนัก”

“ท่านอ๋องเก้าคงเป็นห่วงคุณหนูหกกระมังพ่ะย่ะค่ะ จึงรีบออกไปตามหาน่ะสิ”

จักรพรรดิและขันทีต่างมองหน้ากัน แล้วแย้มยิ้มออกมาพร้อมกัน

…..

หนานหลีขี่ม้าไปทางทิศตะวันตกได้ราวหนึ่งชั่วยาม นกกระเรียนกระดาษที่ใช้นำทางก็ถูกเผาไหม้จนกลายเป็นเถ้าถ่าน

เบื้องหน้าของนางคือจวนร้างหลังหนึ่ง ด้านหน้ายังมีแผ่นศิลาจารึกตั้งตระหง่านอยู่ สลักไว้ด้วยอักษรสามคำว่า ‘สำนักดาบวิญญาณ’

นางเคยได้ยินท่านชิงซูเล่าเรื่องของสถานที่แห่งนี้อยู่บ้าง…เมื่อห้าปีก่อน สำนักดาบวิญญาณถูกศัตรูคู่อาฆาตบุกเข้าปล้นสะดม ศิษย์ในสำนักทั้งสองสามร้อยคนล้วนถูกสังหารหมู่จนหมดสิ้น

ด้วยเหตุที่ว่าพวกเขาตายตาไม่หลับ วิญญาณจึงยังคงวนเวียนสถิตอยู่ที่นี่ เฝ้ารอคอยที่จะได้แก้แค้นชำระหนี้เลือดอยู่เสมอ ดังนั้นสถานที่แห่งนี้จึงเต็มไปด้วยไอแห่งความเคียดแค้นที่พวยพุ่งสู่ท้องฟ้า

หากมีผู้ใดที่ไม่รู้ความแล้วหลงเข้าไปพักค้างแรมในตอนกลางคืน วันรุ่งขึ้นก็จะกลายเป็นเพียงศพไร้วิญญาณเท่านั้น…แม้แต่ผู้ฝึกตนในยุทธภพที่มีฝีมืออยู่บ้าง ก็ยังไม่กล้าเข้าใกล้สถานที่แห่งนี้โดยง่าย

เมื่อเห็นม้าหลายตัวถูกผูกไว้กับต้นไม้ในบริเวณใกล้เคียง หนานหลีก็รู้ได้ทันทีว่าเซี่ยเป่ยหานต้องพาคนบุกเข้าไปข้างในแล้วอย่างแน่นอน

หากนางคิดจะปราบวิญญาณร้ายจำนวนมากถึงเพียงนั้น คงต้องสิ้นเปลืองพลังวัตรไปไม่น้อย…เพราะฉะนั้น วิธีที่ดีที่สุดก็คือ ต้องพาคนออกมาให้ได้ก่อนที่ฟ้าจะมืด

หนานหลีผูกม้าของตนไว้เช่นกัน จากนั้นจึงก้าวเท้าเดินเข้าไปด้านใน

สำนักดาบวิญญาณแห่งนี้เคยถูกเพลิงไหม้ครั้งใหญ่มาก่อน พื้นที่ส่วนใหญ่จึงกลายเป็นเพียงซากปรักหักพังไปแล้ว ทันทีที่นางก้าวเท้าเข้าไป ไอเย็นยะเยือกก็แผ่เข้ามาห่อหุ้มร่างของนางในทันที

แต่ด้วยระดับพลังวัตรของนางที่ไม่ใช่ต่ำต้อย ไอแห่งความเคียดแค้นเพียงเท่านี้จึงมิอาจกัดกร่อนนางได้

ยิ่งเดินลึกเข้าไปข้างใน ไอแห่งความเคียดแค้นก็ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น เงาไม้ที่ทับซ้อนกันอย่างหนาทึบได้บดบังแสงตะวันไปจนหมดสิ้น

มีวิญญาาณร้ายไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงอยู่สองสามตนพุ่งเข้ามาหานาง หนานหลีจึงจัดการสะกดพวกมันอย่างง่ายดาย แล้วจับขังไว้ในน้ำเต้าเหล็กนิล

….

เคร้งๆๆๆ!!!

ทันใดนั้นนางก็ได้ยินเสียงดาบกระทบกันดังกังวานมาจากเบื้องหน้า

หนานหลีจึงรีบเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้นทันที เมื่อเดินผ่านระเบียงทางยาวแห่งหนึ่งเข้าไป ก็เห็นเซี่ยเป่ยหานพร้อมด้วยองครักษ์อีกสองสามคนกำลังต่อสู้กับเหล่าทหารกระดาษอย่างดุเดือดอยู่ใจกลางซากปรักหักพังนั่นเอง

ทหารกระดาษเหล่านั้นมีอยู่หลายสิบตัว แต่ทว่าดาบหรือดาบกลับมิอาจฟันให้ขาดได้เลย

ในทางกลับกัน ร่างกายของเซี่ยเป่ยหานและคนของเขากลับเต็มไปด้วยบาดแผล พวกเขาทำได้เพียงแค่พยุงร่างต้านทานเอาไว้อย่างยากลำบากเท่านั้น

ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะโดยรอบมีค่ายกลยันต์กางกั้นเอาไว้ ทำให้เซี่ยเป่ยหานและคนอื่นๆถูกขังอยู่ข้างใน ไม่สามารถหนีออกไปได้เลย

หนานหลีชักดาบจันทราออกมา แล้วฟันทะลวงค่ายกลยันต์ให้เปิดออกเป็นช่องในทันที

เเละเมื่อเห็นว่าเหล่าทหารกระดาษกำลังจะเข้าโจมตีพร้อมกันโดยหมายจะตัดศีรษะของเซี่ยเป่ยหานและคนของเขา นางจึงซัดยันต์อัคคีออกไปแผ่นหนึ่ง เผาทำลายทหารกระดาษที่อยู่เบื้องหน้าจนวอดวาย

เซี่ยเป่ยหานหอบหายใจอย่างหนักพลางหันศีรษะไปมอง….ทันใดนั้นเอง ลำแสงอาทิตย์สายหนึ่งก็สาดส่องเข้ามา ทำให้ร่างของหนานหลีในยามนี้ดูราวกับเทพเซียนจุติลงมาก็ไม่ปาน ปลายจมูกของเขารู้สึกแสบร้อนขึ้นมาทันที ก่อนจะร้องเรียกออกมาด้วยเสียงสั่นเครือ

“น้องหก!”

“ท่านยังไม่ตายก็ดีแล้ว” หนานหลีเขยิบมายืนบังอยู่เบื้องหน้าพวกเขา พลางถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก

“เกือบจะตายอยู่แล้วเชียว ไอ้ของที่ทำจากกระดาษพวกนี้มันแข็งแกร่งอย่างกับอะไรดี ดาบดาบฟันไม่เข้าเลยสักนิด” เซี่ยเป่ยหานแทบจะโผเข้ากอดนางแล้วร้องไห้ออกมา

“ก็เป็นแค่ทหารกระดาษที่ถูกร่ายคาถากำกับไว้เท่านั้นเอง ใช้ไฟหรือน้ำก็จัดการได้แล้ว” หนานหลีเหลือบมองพวกเขาแวบหนึ่ง

สายตาคู่นั้นมันฟ้องอย่างชัดเจนว่า ‘พวกท่านไม่มีสมองกันหรืออย่างไร?’

เซี่ยเป่ยหานถึงกับพูดไม่ออก รู้สึกขายหน้าอยู่เหมือนกัน…แต่ในสถานการณ์ที่พวกเขาถูกขังอยู่ในนี้ จิตใจก็ย่อมสับสนวุ่นวาย จะไปนึกถึงเรื่องพวกนี้ออกได้อย่างไรกัน

หนานหลีใช้ยันต์อัคคีจัดการทหารกระดาษที่เหลือจนหมดสิ้น จากนั้นจึงส่งยาเม็ดให้พวกเขาขวดหนึ่ง “รักษาบาดแผลก่อนเถอะ”

เซี่ยเป่ยหานรีบกินยาเข้าไปหนึ่งเม็ดทันที ลมหายใจของเขาก็เริ่มกลับมาคงที่มากขึ้น บริเวณท้องน้อยก็รู้สึกอุ่นซ่านขึ้นมา

เนื่องจากเขาได้รับการคุ้มกันจากทุกคน บาดแผลจึงไม่ได้สาหัสนัก…เขาจึงรีบป้อนยาและทำแผลให้เหล่าองครักษ์ทันที โดยไม่มีท่าทีถือตัวว่าเป็นถึงท่านซื่อจื่อแม้แต่น้อย

หนานหลีฉวยโอกาสนี้คิดจะทำลายค่ายกลยันต์ให้สิ้นซาก…แต่ทว่าสรรพสิ่งรอบกายกลับพลันเปลี่ยนแปลงไปอีกครั้ง ค่ายกลยันต์ไม่เพียงแต่เปลี่ยนรูปแบบ แต่ยังแข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิมอีกด้วย

นางหรี่ตาลงเล็กน้อยแล้วเอ่ยขึ้น “ข้าว่าท่านก็คงไม่ใช่วิญญาณเร่ร่อน เหตุใดถึงออกมาเผชิญหน้ากับแสงตะวันไม่ได้เล่า?”

“เคี๊ยกๆๆ—”

ชายผู้นั้นยืนอยู่เบื้องหน้าค่ายกล มีม่านหมอกบดบังใบหน้าจนมองไม่เห็นรูปพรรณสัณฐาน…แต่ทว่าเสียงหัวเราะของเขากลับฟังดูพิลึกพิลั่นอย่างยิ่ง

“ก็แค่คนใกล้ตาย ไม่มีคุณสมบัติพอที่จะได้เห็นใบหน้าที่แท้จริงของข้าหรอก”

“ดูเหมือนท่านจะมั่นใจในค่ายกลยันต์ของตัวเองน่าดูเลยนะ” หนานหลีเลิกคิ้วขึ้น พลางค่อยๆก้าวเดินไปข้างหน้าทีละก้าว

“เจ้าขัดขวางแผนการของข้าครั้งแล้วครั้งเล่า ก็ถือว่ามีฝีมืออยู่บ้าง แต่หากจะมาเทียบกับข้าแล้วล่ะก็ ยังห่างชั้นนัก”

วาจาของชายผู้นั้นเต็มไปด้วยความหยิ่งผยอง เห็นได้ชัดว่าไม่ได้เห็นหนานหลีอยู่ในสายตาเลยแม้แต่น้อย

หนานหลีหัวเราะออกมาเบาๆพลางใช้นิ้วทั้งสองกรีดลงบนดาบจันทรา ปลายนิ้วของนางพลันแตกออก โลหิตสีแดงสดไหลย้อมดาบไม้จนชุ่ม

“ถ้าเช่นนั้น ก็มาลองดูกันสักตั้ง!”

ดวงตาทั้งสองข้างของนางฉายแววเย็นเยียบ ก่อนจะฟาดดาบจันทราลงบนขอบของค่ายกลอย่างเต็มแรง!

(จบตอน)

จบบทที่ บทที่ 28: เคราะห์ภัยครั้งที่สอง

คัดลอกลิงก์แล้ว