- หน้าแรก
- นายหญิงแห่งศาสตร์ลึกลับ
- บทที่ 28: เคราะห์ภัยครั้งที่สอง
บทที่ 28: เคราะห์ภัยครั้งที่สอง
บทที่ 28: เคราะห์ภัยครั้งที่สอง
บทที่ 28: เคราะห์ภัยครั้งที่สอง
“มิผิดพะย่ะค่ะ” หัวหน้าองครักษ์ก้มหัวลงรายงาน
“ก็แค่เด็กผู้หญิงที่เพิ่งถูกตามตัวกลับมาจากบ้านนอกป่าเขา กล้าดีอย่างไรถึงมาขี่ม้าแซงขบวนเสด็จของข้า?” สีหน้าขององค์หญิงใหญ่ฮุ่ยผิงพลันเย็นเยียบลงทันที
“แต่องค์หญิงใหญ่ นางมีตราประจำตัวของท่านอ๋องเก้า”
เป็นที่รู้กันทั่วว่าตราประจำตัวของเย่ซือเหิงนั้นไม่ธรรมดา ต่อให้เป็นองค์รัชทายาทก็ยังต้องหลีกทางให้
“น้องเก้ากับนางไม่ได้มีความเกี่ยวข้องอันใดต่อกันเลยแม้แต่น้อย อีกทั้งตราประจำตัวนั่นก็สำคัญถึงเพียงนั้น เขาจะมอบมันให้นางได้อย่างไรกัน” องค์หญิงใหญ่ฮุ่ยผิงฟันธงในใจทันที ว่านั่นต้องเป็นของปลอมอย่างแน่นอน
ประจวบเหมาะกับที่รถม้าซ่อมเสร็จพอดี นางก็หมดอารมณ์ที่จะไปประกอบพิธีทางศาสนาอีกต่อไป จึงสั่งให้ขบวนรถเลี้ยวกลับ
นางจะเข้าไปในวังเดี๋ยวนี้
…
จักรพรรดิมู่อู่กำลังทรงตรวจฎีกาอยู่ที่ห้องทรงอักษร
เมื่อทรงได้ยินว่าองค์หญิงใหญ่ฮุ่ยผิงรีบร้อนมาเข้าเฝ้า ก็ทรงวางฎีกาในพระหัตถ์ลงแล้วมีรับสั่งให้นางเข้ามาได้
ทันทีที่องค์หญิงใหญ่ฮุ่ยผิงก้าวเข้ามาในห้อง นางก็กราบบังคมทูลทันที
“เสด็จพี่! ฉู่หนานหลีแห่งจวนอันหยางโหวบังอาจปลอมแปลงตราประจำตัว โทษนี้สมควรตายเพคะ!”
เพราะงานเลี้ยงพระราชทานเพิ่งจะผ่านพ้นไปได้ไม่นาน จักรพรรดิมู่อู่จึงยังพอจดจำหนานหลีได้อยู่บ้าง
“ปลอมแปลงตราประจำตัวรึ? เรื่องมันเป็นมาอย่างไรกัน?”
องค์หญิงใหญ่ฮุ่ยผิงจึงทรงเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ให้ฟัง ก่อนจะกล่าวเสริมด้วยความเคียดแค้นชิงชังว่า
“ที่สำคัญคือ นางยังบังอาจปลอมแปลงตราประจำตัวของน้องเก้าอีกด้วยเพคะ!”
“เป็นที่ทราบกันดีว่าตราประจำตัวของน้องเก้านั้นสามารถใช้สั่งการกองกำลังทหารองครักษ์ได้โดยตรง ซึ่งนั่นก็เพียงพอที่จะสั่นคลอนราชบัลลังก์ได้เลย! ขอเสด็จพี่ได้โปรดลงโทษนางอย่างหนักด้วยเถิดเพคะ!”
“ของน้องเก้ารึ?” จักรพรรดิมู่อู่ทรงสดับฟังแล้วก็ถึงกับนิ่งอึ้งไปเล็กน้อย
เรื่องนี้...เกรงว่าอาจจะไม่ใช่ของปลอมกระมัง
เขากำลังคิดจะเรียกเย่ซือเหิงเข้าวังมาสอบถามให้รู้เรื่องอยู่พอดี แต่คาดไม่ถึงว่า น้องเก้าของตนจะเดินทางมาถึงแล้ว
“พี่สาม นั่นไม่ใช่ของปลอม ข้าเป็นคนให้นางเอง”
“เจ้า...เจ้าเลอะเลือนไปแล้วหรืออย่างไร!” องค์หญิงใหญ่ฮุ่ยผิงเบิกตากว้างขึ้นทันควัน
“เสด็จพี่ทรงอนุญาตให้เจ้าใช้ตราประจำตัวเพื่อสั่งการทหารองครักษ์ได้ แต่ทว่าเจ้ากลับนำมันไปมอบให้สตรีนางหนึ่งอย่างง่ายดายเช่นนี้ หรือว่าเจ้าคิดจะทำลายรากฐานบ้านเมืองของแคว้นมู่กัน?”
“การจะสั่งการทหารองครักษ์ได้นั้น ยังต้องมีลายมือสั่งการของข้าประกอบด้วย นางมีแค่ตราประจำตัว ก็เป็นเพียงการช่วยให้เข้าออกสถานที่ต่างๆได้สะดวกขึ้นเท่านั้น”
“อีกอย่าง…ของของข้าเอง ข้าพอใจจะให้ใครมันก็เป็นสิทธิ์ของข้า แล้วนี่พี่สามจะรีบร้อนเข้าวังมาฟ้องร้องด้วยเรื่องอันใดกัน” เย่ซือเหิงแค่นเสียงเย็นชา
“นางเติบโตมาจากป่าเขาลำเนาไพร กลับยังกล้ามายั่วยวนเจ้าอีก คิดจะใฝ่สูงเป็นถึงสะใภ้หลวงเชียวรึ?”
น้องเก้าถึงกับมอบตราประจำตัวที่สำคัญถึงเพียงนี้ให้นางไป ความในใจของเขาเป็นเช่นไร มีหรือที่นางจะเดาไม่ออก
พอเย่ซือเหิงได้ยินคำพูดนี้ แววตาของเขาก็พลันเย็นเยียบลงทันที เเถมยังอบอวลไปด้วยจิตสังหารอันน่าสะพรึงกลัว
“น้องสาม ระวังคำพูดด้วย!” จักรพรรดิมู่อู่รีบตรัสตำหนิขึ้น
“เจ้าเป็นถึงองค์หญิงใหญ่ เหตุใดจึงพูดจาเช่นนี้ออกมาได้ รีบกลับจวนไปสำนึกผิดเสีย!”
ร่างขององค์หญิงใหญ่ฮุ่ยผิงสั่นสะท้านขึ้นมาเล็กน้อย…ไม่ว่าจะในอดีตหรือปัจจุบัน นางก็ไม่เคยกล้าพูดจารุนแรงกับเย่ซือเหิงแม้แต่คำเดียว
ดังนั้น การที่จักรพรรดิมู่อู่ทรงตักเตือนและลงโทษอย่างทันท่วงทีเช่นนี้ กลับทำให้นางรู้สึกราวกับได้รับการอภัยโทษครั้งใหญ่ จึงรีบกล่าวขออภัยโทษแล้วจากไปอย่างรวดเร็ว
ทว่าไอเย็นที่แผ่ออกมาจากทั่วร่างของเย่ซือเหิงกลับยังไม่จางหายไป
“เสด็จพี่ หากมีครั้งต่อไปอีก พระองค์อย่าได้คิดจะปกป้องนางเลย”
“ได้ๆ….นางช่างไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงเอาเสียเลย ครั้งหน้าข้าก็จะไม่ปกป้องนางแล้ว”
หลังจากพูดจบ จักรพรรดิมู่อู่ก็ทรงแย้มพระสรวลขึ้น
“ในเมื่อเจ้ามีใจให้คุณหนูหกสกุลฉู่ เช่นนั้นให้ข้าพระราชทานสมรสให้พวกเจ้าดีหรือไม่?”
พระองค์ทรงจิบชาไปอึกหนึ่ง พอเงยพระพักตร์ขึ้นมาอีกที ก็พบว่าร่างของเย่ซือเหิงหายไปเสียแล้ว
“เจ้าเก้าเล่า?”
“องครักษ์ชิงเฟิงเข็นรถท่านอ๋องเก้าออกไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ” หัวหน้าขันทีที่ยืนอยู่ข้างกายทูลตอบ
“ยังคุยกันไม่ทันจบเลย เหตุใดถึงรีบไปเร็วนัก”
“ท่านอ๋องเก้าคงเป็นห่วงคุณหนูหกกระมังพ่ะย่ะค่ะ จึงรีบออกไปตามหาน่ะสิ”
จักรพรรดิและขันทีต่างมองหน้ากัน แล้วแย้มยิ้มออกมาพร้อมกัน
…..
หนานหลีขี่ม้าไปทางทิศตะวันตกได้ราวหนึ่งชั่วยาม นกกระเรียนกระดาษที่ใช้นำทางก็ถูกเผาไหม้จนกลายเป็นเถ้าถ่าน
เบื้องหน้าของนางคือจวนร้างหลังหนึ่ง ด้านหน้ายังมีแผ่นศิลาจารึกตั้งตระหง่านอยู่ สลักไว้ด้วยอักษรสามคำว่า ‘สำนักดาบวิญญาณ’
นางเคยได้ยินท่านชิงซูเล่าเรื่องของสถานที่แห่งนี้อยู่บ้าง…เมื่อห้าปีก่อน สำนักดาบวิญญาณถูกศัตรูคู่อาฆาตบุกเข้าปล้นสะดม ศิษย์ในสำนักทั้งสองสามร้อยคนล้วนถูกสังหารหมู่จนหมดสิ้น
ด้วยเหตุที่ว่าพวกเขาตายตาไม่หลับ วิญญาณจึงยังคงวนเวียนสถิตอยู่ที่นี่ เฝ้ารอคอยที่จะได้แก้แค้นชำระหนี้เลือดอยู่เสมอ ดังนั้นสถานที่แห่งนี้จึงเต็มไปด้วยไอแห่งความเคียดแค้นที่พวยพุ่งสู่ท้องฟ้า
หากมีผู้ใดที่ไม่รู้ความแล้วหลงเข้าไปพักค้างแรมในตอนกลางคืน วันรุ่งขึ้นก็จะกลายเป็นเพียงศพไร้วิญญาณเท่านั้น…แม้แต่ผู้ฝึกตนในยุทธภพที่มีฝีมืออยู่บ้าง ก็ยังไม่กล้าเข้าใกล้สถานที่แห่งนี้โดยง่าย
เมื่อเห็นม้าหลายตัวถูกผูกไว้กับต้นไม้ในบริเวณใกล้เคียง หนานหลีก็รู้ได้ทันทีว่าเซี่ยเป่ยหานต้องพาคนบุกเข้าไปข้างในแล้วอย่างแน่นอน
หากนางคิดจะปราบวิญญาณร้ายจำนวนมากถึงเพียงนั้น คงต้องสิ้นเปลืองพลังวัตรไปไม่น้อย…เพราะฉะนั้น วิธีที่ดีที่สุดก็คือ ต้องพาคนออกมาให้ได้ก่อนที่ฟ้าจะมืด
หนานหลีผูกม้าของตนไว้เช่นกัน จากนั้นจึงก้าวเท้าเดินเข้าไปด้านใน
สำนักดาบวิญญาณแห่งนี้เคยถูกเพลิงไหม้ครั้งใหญ่มาก่อน พื้นที่ส่วนใหญ่จึงกลายเป็นเพียงซากปรักหักพังไปแล้ว ทันทีที่นางก้าวเท้าเข้าไป ไอเย็นยะเยือกก็แผ่เข้ามาห่อหุ้มร่างของนางในทันที
แต่ด้วยระดับพลังวัตรของนางที่ไม่ใช่ต่ำต้อย ไอแห่งความเคียดแค้นเพียงเท่านี้จึงมิอาจกัดกร่อนนางได้
ยิ่งเดินลึกเข้าไปข้างใน ไอแห่งความเคียดแค้นก็ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น เงาไม้ที่ทับซ้อนกันอย่างหนาทึบได้บดบังแสงตะวันไปจนหมดสิ้น
มีวิญญาาณร้ายไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงอยู่สองสามตนพุ่งเข้ามาหานาง หนานหลีจึงจัดการสะกดพวกมันอย่างง่ายดาย แล้วจับขังไว้ในน้ำเต้าเหล็กนิล
….
เคร้งๆๆๆ!!!
ทันใดนั้นนางก็ได้ยินเสียงดาบกระทบกันดังกังวานมาจากเบื้องหน้า
หนานหลีจึงรีบเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้นทันที เมื่อเดินผ่านระเบียงทางยาวแห่งหนึ่งเข้าไป ก็เห็นเซี่ยเป่ยหานพร้อมด้วยองครักษ์อีกสองสามคนกำลังต่อสู้กับเหล่าทหารกระดาษอย่างดุเดือดอยู่ใจกลางซากปรักหักพังนั่นเอง
ทหารกระดาษเหล่านั้นมีอยู่หลายสิบตัว แต่ทว่าดาบหรือดาบกลับมิอาจฟันให้ขาดได้เลย
ในทางกลับกัน ร่างกายของเซี่ยเป่ยหานและคนของเขากลับเต็มไปด้วยบาดแผล พวกเขาทำได้เพียงแค่พยุงร่างต้านทานเอาไว้อย่างยากลำบากเท่านั้น
ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะโดยรอบมีค่ายกลยันต์กางกั้นเอาไว้ ทำให้เซี่ยเป่ยหานและคนอื่นๆถูกขังอยู่ข้างใน ไม่สามารถหนีออกไปได้เลย
หนานหลีชักดาบจันทราออกมา แล้วฟันทะลวงค่ายกลยันต์ให้เปิดออกเป็นช่องในทันที
เเละเมื่อเห็นว่าเหล่าทหารกระดาษกำลังจะเข้าโจมตีพร้อมกันโดยหมายจะตัดศีรษะของเซี่ยเป่ยหานและคนของเขา นางจึงซัดยันต์อัคคีออกไปแผ่นหนึ่ง เผาทำลายทหารกระดาษที่อยู่เบื้องหน้าจนวอดวาย
เซี่ยเป่ยหานหอบหายใจอย่างหนักพลางหันศีรษะไปมอง….ทันใดนั้นเอง ลำแสงอาทิตย์สายหนึ่งก็สาดส่องเข้ามา ทำให้ร่างของหนานหลีในยามนี้ดูราวกับเทพเซียนจุติลงมาก็ไม่ปาน ปลายจมูกของเขารู้สึกแสบร้อนขึ้นมาทันที ก่อนจะร้องเรียกออกมาด้วยเสียงสั่นเครือ
“น้องหก!”
“ท่านยังไม่ตายก็ดีแล้ว” หนานหลีเขยิบมายืนบังอยู่เบื้องหน้าพวกเขา พลางถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
“เกือบจะตายอยู่แล้วเชียว ไอ้ของที่ทำจากกระดาษพวกนี้มันแข็งแกร่งอย่างกับอะไรดี ดาบดาบฟันไม่เข้าเลยสักนิด” เซี่ยเป่ยหานแทบจะโผเข้ากอดนางแล้วร้องไห้ออกมา
“ก็เป็นแค่ทหารกระดาษที่ถูกร่ายคาถากำกับไว้เท่านั้นเอง ใช้ไฟหรือน้ำก็จัดการได้แล้ว” หนานหลีเหลือบมองพวกเขาแวบหนึ่ง
สายตาคู่นั้นมันฟ้องอย่างชัดเจนว่า ‘พวกท่านไม่มีสมองกันหรืออย่างไร?’
เซี่ยเป่ยหานถึงกับพูดไม่ออก รู้สึกขายหน้าอยู่เหมือนกัน…แต่ในสถานการณ์ที่พวกเขาถูกขังอยู่ในนี้ จิตใจก็ย่อมสับสนวุ่นวาย จะไปนึกถึงเรื่องพวกนี้ออกได้อย่างไรกัน
หนานหลีใช้ยันต์อัคคีจัดการทหารกระดาษที่เหลือจนหมดสิ้น จากนั้นจึงส่งยาเม็ดให้พวกเขาขวดหนึ่ง “รักษาบาดแผลก่อนเถอะ”
เซี่ยเป่ยหานรีบกินยาเข้าไปหนึ่งเม็ดทันที ลมหายใจของเขาก็เริ่มกลับมาคงที่มากขึ้น บริเวณท้องน้อยก็รู้สึกอุ่นซ่านขึ้นมา
เนื่องจากเขาได้รับการคุ้มกันจากทุกคน บาดแผลจึงไม่ได้สาหัสนัก…เขาจึงรีบป้อนยาและทำแผลให้เหล่าองครักษ์ทันที โดยไม่มีท่าทีถือตัวว่าเป็นถึงท่านซื่อจื่อแม้แต่น้อย
หนานหลีฉวยโอกาสนี้คิดจะทำลายค่ายกลยันต์ให้สิ้นซาก…แต่ทว่าสรรพสิ่งรอบกายกลับพลันเปลี่ยนแปลงไปอีกครั้ง ค่ายกลยันต์ไม่เพียงแต่เปลี่ยนรูปแบบ แต่ยังแข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิมอีกด้วย
นางหรี่ตาลงเล็กน้อยแล้วเอ่ยขึ้น “ข้าว่าท่านก็คงไม่ใช่วิญญาณเร่ร่อน เหตุใดถึงออกมาเผชิญหน้ากับแสงตะวันไม่ได้เล่า?”
“เคี๊ยกๆๆ—”
ชายผู้นั้นยืนอยู่เบื้องหน้าค่ายกล มีม่านหมอกบดบังใบหน้าจนมองไม่เห็นรูปพรรณสัณฐาน…แต่ทว่าเสียงหัวเราะของเขากลับฟังดูพิลึกพิลั่นอย่างยิ่ง
“ก็แค่คนใกล้ตาย ไม่มีคุณสมบัติพอที่จะได้เห็นใบหน้าที่แท้จริงของข้าหรอก”
“ดูเหมือนท่านจะมั่นใจในค่ายกลยันต์ของตัวเองน่าดูเลยนะ” หนานหลีเลิกคิ้วขึ้น พลางค่อยๆก้าวเดินไปข้างหน้าทีละก้าว
“เจ้าขัดขวางแผนการของข้าครั้งแล้วครั้งเล่า ก็ถือว่ามีฝีมืออยู่บ้าง แต่หากจะมาเทียบกับข้าแล้วล่ะก็ ยังห่างชั้นนัก”
วาจาของชายผู้นั้นเต็มไปด้วยความหยิ่งผยอง เห็นได้ชัดว่าไม่ได้เห็นหนานหลีอยู่ในสายตาเลยแม้แต่น้อย
หนานหลีหัวเราะออกมาเบาๆพลางใช้นิ้วทั้งสองกรีดลงบนดาบจันทรา ปลายนิ้วของนางพลันแตกออก โลหิตสีแดงสดไหลย้อมดาบไม้จนชุ่ม
“ถ้าเช่นนั้น ก็มาลองดูกันสักตั้ง!”
ดวงตาทั้งสองข้างของนางฉายแววเย็นเยียบ ก่อนจะฟาดดาบจันทราลงบนขอบของค่ายกลอย่างเต็มแรง!
(จบตอน)