- หน้าแรก
- นายหญิงแห่งศาสตร์ลึกลับ
- บทที่ 27: มีตราประจำตัวอ๋องเก้าอยู่ที่นี่ ใครกล้าขวางทาง
บทที่ 27: มีตราประจำตัวอ๋องเก้าอยู่ที่นี่ ใครกล้าขวางทาง
บทที่ 27: มีตราประจำตัวอ๋องเก้าอยู่ที่นี่ ใครกล้าขวางทาง
บทที่ 27: มีตราประจำตัวอ๋องเก้าอยู่ที่นี่ ใครกล้าขวางทาง
หลังจากกล่าวเช่นนั้น นางก็หยิบผ้าเช็ดหน้าที่วางอยู่ข้างเตียงขึ้นมา แล้วสอดเข้าไปในปากของฉู่หนานอิ๋ง เพื่อป้องกันไม่ให้นางกัดลิ้นตัวเองในขณะที่ร่างกายกำลังชักกระตุก
“จะเป็นพิษได้อย่างไร นี่มันยาบำรุงปราณของอารามเป่ยเฟิงเชียวนะ มีสรรพคุณชุบชีวิตคนตายให้ฟื้นคืนได้เลยทีเดียว!” ฉู่หานหมิงโมโหจนแทบคลั่ง
หนานหลีขี้เกียจจะต่อความยาวสาวความยืดกับท่านอาอีกต่อไป…นางจึงสั่งให้หยวนเป่ารินน้ำเปล่ามาถ้วยหนึ่ง แล้วใส่ยาบำรุงปราณเม็ดนั้นลงไปในน้ำ
เมื่อยาเม็ดเริ่มละลายในน้ำเล็กน้อย นางจึงใช้เข็มเงินจุ่มลงไปเพื่อทดสอบดู ปรากฏว่าเข็มเงินพลันเปลี่ยนเป็นสีดำในทันที
“เป็นไปได้อย่างไร... มีพิษได้อย่างไรกัน?” ฉู่หานหมิงเบิกตากว้างด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
“ข้าอุตส่าห์ใช้เงินไปมากมายเพื่อซื้อมันมา…ก่อนหน้านี้ ก่อนหน้านี้ก็ไม่เห็นเป็นอะไรเลยนี่...”
นี่คือบุตรสาวเพียงคนเดียวของเขา แต่บัดนี้นางกำลังจะสิ้นใจเพราะความสะเพร่าของเขาเอง…คิดได้ดังนั้นร่างทั้งร่างของเขาก็สั่นเทาอย่างรุนแรง ไม่อาจให้อภัยตัวเองได้เลย
ท่านย่าใช้ไม้เท้ายันพื้นเอาไว้ หัวใจพลันเจ็บแปลบขึ้นมาเล็กน้อย นางจึงรีบหยิบยาพิทักษ์ใจเข้าปากไปหนึ่งเม็ด…ทันใดนั้นเอง ความคิดหนึ่งก็แวบเข้ามาในหัวของนาง ท่านย่าจึงเอ่ยขึ้นว่า
“ถงถง ยาพิทักษ์ใจของย่านี่ก็เจ้าเป็นคนให้มา ถ้าอย่างนั้นเจ้าพอจะมีวิธีช่วยอิ๋งเอ๋อร์ได้หรือไม่?”
“ท่านย่าโปรดวางใจเถิดเจ้าค่ะ” หนานหลีกล่าวจบ ก็หยิบห่อเข็มสำหรับฝังเข็มออกมาจากถุงผ้าของตนเป็นอันดับแรก
ถึงแม้ว่าฉู่หนานอิ๋งจะยังเด็กนัก แต่ถึงอย่างไรบุรุษทุกคนก็จำต้องถอยออกไปรออยู่ด้านนอก
หนานหลีค่อยๆคลายสาบเสื้อของฉู่หนานอิ๋งออก ก่อนจะลงเข็มไปหลายเล่มบริเวณหน้าอกของนางเป็นอันดับแรก เพื่อสกัดกั้นไม่ให้พิษไหลเข้าสู่เส้นชีพจรหัวใจ…จากนั้นจึงใช้เข็มเจาะที่ปลายนิ้วของฉู่หนานอิ๋ง แล้วใช้ยันต์ขับพิษเพื่อรวบรวมโลหิตพิษให้ไหลมารวมกันที่ปลายนิ้ว ทำให้โลหิตพิษค่อยๆไหลหยดลงมาจากปลายนิ้วทีละน้อย
โลหิตพิษสีคล้ำหยดติ๋งๆลงในชาม…ตลอดช่วงเวลานั้น ทั้งท่านย่าและฮูหยินเสิ่นต่างไม่กล้าเอ่ยคำใดออกมา แม้กระทั่งเสียงลมหายใจยังแผ่วเบาราวกับจะขาดห้วง เพราะเกรงว่าจะไปรบกวนสมาธิของหนานหลี
และแล้วเมื่อโลหิตพิษหยดสุดท้ายไหลออกมา อาการชักกระตุกของฉู่หนานอิ๋งก็ค่อยๆทุเลาลง
หนานหลีจึงดึงผ้าเช็ดหน้าออกจากปากของนาง จากนั้นจึงป้อนยาเม็ดชำระจิตขจัดพิษเข้าไปอีกหนึ่งเม็ด เพื่อชำระล้างพิษที่ยังตกค้างอยู่ในร่างกายให้หมดสิ้น
หลังจากถอนเข็มออกหมดแล้ว สีหน้าของฉู่หนานอิ๋งก็ดูดีขึ้นมาก ไม่ได้ม่วงคล้ำเหมือนตอนแรกอีกต่อไป
เมื่อหยดเลือดที่ไหลออกมาเปลี่ยนเป็นสีแดงสดแล้ว หนานหลีจึงค่อยทาผงห้ามเลือดลงบนปลายนิ้วของนาง
“น้องเจ็ดไม่เป็นอะไรแล้วเจ้าค่ะ แต่เดิมทีร่างกายนางก็อ่อนแออยู่แล้ว ครั้งนี้ถูกพิษอีกจึงยิ่งทำให้ลมปราณและโลหิตเสียหายหนักขึ้นไปอีก ดังนั้นต่อไปคงต้องดูแลบำรุงอย่างระมัดระวังให้มากขึ้นเจ้าค่ะ” หนานหลีกล่าว
ท่านย่าและฮูหยินเสิ่นได้ยินเช่นนั้นถึงกับถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
เมื่อฉู่หานหมิงเข้ามาเห็นว่าบุตรสาวรอดพ้นจากเงื้อมมือมัจจุราชแล้ว เขาก็ทั้งร้องไห้ทั้งหัวเราะปะปนกันไป พร้อมกับกล่าวขอบคุณหนานหลีไม่หยุดปาก
“ท่านอาสอง ข้าขอดูยาบำรุงปราณพวกนั้นของท่านได้หรือไม่เจ้าคะ?”
อารมณ์ของฉู่หานหมิงเพิ่งจะสงบลงได้ไม่นาน เขาจึงพยักหน้ารับคำ ก่อนจะนำยาบำรุงปราณทั้งหมดที่เก็บไว้อย่างดีในกล่องออกมา
“อย่างไรเสีย ข้าก็ใช้เงินไปไม่น้อยกว่าจะได้มันมา ตอนจ่ายเงินข้ายังให้ท่านหมอช่วยตรวจสอบดูแล้วด้วยซ้ำ ท่านหมอก็บอกว่าไม่มีปัญหาอะไรนี่นา”
ท่านหมอผู้นั้นเป็นคนที่ไว้ใจได้ เขาคิดเท่าไหร่ก็คิดไม่ออกว่ามันเกิดปัญหาขึ้นที่ตรงไหนกันแน่
หนานหลีเทยาเม็ดทั้งหมดออกมา เมื่อพิจารณาดูอย่างถี่ถ้วนแล้วจึงกล่าวว่า
“เป็นอย่างนี้นี่เอง ที่ผนังด้านในของขวดถูกป้ายยาพิษเอาไว้ ซึ่งพิษนี้ต้องรอให้ผ่านไปหลายวันเสียก่อนจึงจะเริ่มออกฤทธิ์”
ด้วยเหตุนี้เอง ในตอนนั้นท่านหมอจึงไม่ทันได้สังเกตเห็นความผิดปกติ
เมื่อเกิดเรื่องร้ายขึ้นในจวนอย่างต่อเนื่อง ฉู่หานหลินจึงไม่ได้ปิดบังเหล่าบุตรชายอีกต่อไป แล้วเอ่ยขึ้น
“หลีเอ๋อร์ เจ้าคิดว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับภูตผีปีศาจตนก่อนหน้านี้หรือไม่?”
ถึงแม้ว่าวิธีการจะแตกต่างกัน แต่ทว่าเป้าหมายกลับเป็นหนึ่งเดียวกัน นั่นก็คือต้องการคร่าชีวิตคนสกุลฉู่นั่นเอง
“เรื่องนี้คงต้องไปถามคนที่ขายยาเม็ดให้ท่านอาสองดูแล้วล่ะเจ้าค่ะ” หนานหลีกล่าว
ในตอนนี้ นี่คือเบาะแสเพียงหนึ่งเดียวที่มีอยู่
ฉู่หานหลินพยักหน้ารับด้วยสีหน้าเคร่งขรึม จากนั้นจึงให้น้องรองเป็นคนนำทาง แล้วตัวเขาก็พาทหารประจำจวนไปเพื่อจับกุมคนผู้นั้น…แต่เพียงไม่นาน สองพี่น้องก็กลับมาด้วยสีหน้าที่ไม่สู้ดีนัก
“พ่อค้าคนนั้นตายแล้ว” ฉู่หานหลินกล่าวด้วยใบหน้าเคร่งขรึม
“มันถูกคนวางยาพิษฆ่าตาย ตายมาได้สองวันแล้ว”
เขายังได้ไปสอบถามที่ศาลต้าหลี่มาแล้วด้วย…พ่อค้าคนนั้นอาศัยอยู่ในเมืองหลวงเพียงลำพัง ส่วนญาติพี่น้องล้วนแต่อยู่ต่างเมืองทั้งสิ้น
บรรดาลูกจ้างต่างก็ไม่รู้ว่าพ่อค้าได้ยาบำรุงปราณเหล่านี้มาได้อย่างไร บอกได้เพียงว่าพ่อค้าสามารถหายาเม็ดชนิดต่างๆของอารามเป่ยเฟิงมาได้เสมอ
ส่วนเรื่องที่ว่าพ่อค้าอาศัยเส้นสายของผู้ใด หรือได้มาด้วยวิธีใดนั้น พวกเขาไม่รู้เรื่องเลยแม้แต่น้อย
“นี่มันเป็นการฆ่าตัดตอน เห็นได้ชัดว่าเรื่องนี้พุ่งเป้ามาที่สกุลฉู่ของเราอย่างแน่นอน” ฮูหยินเสิ่นเอ่ยขึ้นด้วยความกังวล
“ฮูหยินอย่าเพิ่งตกใจไป ข้าจะลองไปที่อารามเป่ยเฟิงสักเที่ยว เผื่อว่าจะได้เบาะแสอื่นเพิ่มเติม” ฉู่หานหลินกล่าว
หนานหลีเองก็อยากจะตามไปด้วย แต่ทว่าหากนางไม่อยู่ ก็เท่ากับเป็นการเปิดโอกาสให้นักพรตที่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืดได้ลงมือ…ดังนั้นนางจึงมอบยันต์ป้องกันตัวให้ฉู่หานหลินไปหลายแผ่น
หลังจากฉู่หานหลินนำทหารคนสนิทออกไปแล้ว หนานหลีก็ได้วางค่ายกลยันต์ไว้ทั่วทั้งจวนอีกชั้นหนึ่ง เพื่อป้องกันไม่ให้สิ่งชั่วร้ายบุกรุกเข้ามาได้โดยง่าย
….
หลายวันต่อมา คนในจวนอันหยางโหวต่างก็ใช้ชีวิตอย่างเงียบๆอยู่ภายในจวน เพื่อรอคอยการกลับมาของฉู่หานหลิน
แต่ใครจะคาดคิดว่า ในช่วงเวลานี้เอง เจิ้นเป่ยโหวจะเดินทางมาเยี่ยมเยือนถึงหน้าประตู…เขาคารวะท่านย่า ก่อนจะอธิบายจุดประสงค์ที่มาด้วยท่าทีร้อนรน
ที่แท้ก็คือ เซี่ยเป่ยหานยังคงฝังใจอยู่กับเรื่องการตายของน้องชายมาโดยตลอด เขาจึงได้แอบสืบสวนและตามจับนักพรตกับนักบวชเต๋าประเภทต่างๆมาอย่างลับๆ…จนกระทั่งเมื่อสองวันก่อน เขาได้นำองครักษ์กลุ่มหนึ่งออกไปจากจวนแล้วก็ไม่ได้กลับมาอีกเลย
เจิ้นเป่ยโหวส่งคนออกไปตามหาหลายชุดแล้ว แต่ทว่าทั้งหมดกลับคว้าน้ำเหลวกลับมา…ด้วยความจนปัญญาและร้อนใจสุดขีด เขาก็พลันนึกถึงหนานหลีขึ้นมาได้ จึงรีบเดินทางมาหานางในทันที
หนานหลีซักถามถึงวันเดือนปีและเวลาเกิดของเซี่ยเป่ยหาน จากนั้นจึงใช้เหรียญทองแดงห้าเหรียญทำการทำนาย แล้วจึงเอ่ยขึ้นว่า
“ยังมีชีวิตอยู่เจ้าค่ะ”
รอยยิ้มของเจิ้นเป่ยโหวยังไม่ทันได้ปรากฏเต็มใบหน้า หนานหลีก็กล่าวเสริมขึ้นอีกว่า
“แต่ก็ใกล้จะตายเต็มทีแล้ว”
เจิ้นเป่ยโหวถึงกับทำหน้าไม่ถูก ไม่รู้ว่าควรร้องไห้หรือหัวเราะดี
“คุณหนูหก ได้โปรดช่วยชีวิตบุตรชายของข้าด้วยเถิด! โหวผู้นี้เหลือบุตรชายเพียงคนเดียวแล้ว เขาจะเป็นอะไรไปไม่ได้เด็ดขาด!”
หนานหลีนึกขึ้นมาได้ว่าตนยังต้องการเป้าธนูอีกเป็นจำนวนมากเพื่อใช้ในการฝึกซ้อม ดังนั้นนางจึงตัดสินใจเรียกค่าตอบแทนราคาสูงลิ่ว
“การเดินทางครั้งนี้เต็มไปด้วยภยันตราย ข้าต้องการ...ห้า”
นางเพิ่งจะยื่นมือออกไป เจิ้นเป่ยโหวก็รีบพยักหน้ารับคำทันที
“ห้าหมื่นตำลึงรึ? ไม่มีปัญหา!”
“…...”
ที่จริงแล้วหนานหลีตั้งใจจะพูดว่าห้าพันตำลึงต่างหาก…แต่ในเมื่ออีกฝ่ายบอกว่าไม่มีปัญหา นางเองก็ไม่มีปัญหาเช่นกัน
ท่านย่ารู้ดีว่าหลานสาวของตนมีความสามารถไม่ธรรมดา แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังคงอดเป็นห่วงไม่ได้ จึงอยากจะให้หลานชายคนโตติดตามไปคอยคุ้มกัน
“ถงถง ให้พี่ใหญ่ของเจ้าไปเป็นเพื่อนเถอะนะ...”
“ไม่จำเป็นหรอกเจ้าค่ะ ข้าไม่มีเวลามาคอยดูแลพี่ใหญ่หรอกนะ”
จากการทำนาย หนานหลีรู้ดีว่าเซี่ยเป่ยหานกำลังตกอยู่ในอันตรายอย่างใหญ่หลวง หากมีคนตามไปด้วยเพิ่มอีกหนึ่งคน ก็เท่ากับเพิ่มความเสี่ยงขึ้นอีกหนึ่งส่วน
นางแจ้งความต้องการของตนกับเจิ้นเป่ยโหวแล้วก็รีบกลับไปยังเรือนเยว่หรงทันที
นางเตรียมยันต์ต่างๆจนพร้อมสรรพ สะพายถุงผ้าคู่ใจ แล้วจึงรีบออกจากจวนไป
เจิ้นเป่ยโหวได้เตรียมม้าอาชาพันลี้และถุงหอมที่เซี่ยเป่ยหานเคยใช้ไว้ให้ตามที่นางสั่งทุกประการแล้ว
หนานหลีขึ้นม้าอย่างคล่องแคล่วว่องไว จากนั้นจึงใช้เข็มทิศเพื่อตรวจหาทิศทางของเซี่ยเป่ยหาน แล้วมุ่งหน้าออกจากเมืองไปทางประตูทิศตะวันตก
แต่ใครจะรู้เล่าว่า ในวันนี้ประตูเมืองทิศตะวันตกกลับถูกปิดห้ามผ่านเสียอย่างนั้น
เป็นเพราะองค์หญิงใหญ่ฮุ่ยผิงกำลังจะเสด็จออกจากเมืองทางประตูนี้เพื่อไปยังวัดว่านฝอในการประกอบพิธีทางศาสนา…ขบวนเสด็จและองครักษ์ผู้ติดตามนั้นยิ่งใหญ่และยาวเหยียด ผ่านไปครึ่งค่อนวันแล้วก็ยังไม่ขยับเขยื้อนไปไหนแม้แต่นิ้วเดียว
ได้ยินมาว่าเพลารถม้าที่อยู่ด้านหน้าเกิดติดขัด กำลังอยู่ระหว่างการซ่อมแซม
การช่วยชีวิตคนนั้นมักจะแข่งกับเวลาอยู่เสมอ…หนานหลีขี้เกียจจะรออีกต่อไป นางจึงควบม้าตรงไปข้างหน้าทันที
เมื่อหัวหน้าองครักษ์เห็นว่ามีคนพยายามจะขี่ม้าแซงขบวนรถม้าขององค์หญิงใหญ่เพื่อออกจากเมือง เขาก็เดินออกมาขวางด้วยความโกรธเกรี้ยว
“บังอาจนัก! องค์หญิงใหญ่ยังมิได้เสด็จออกจากเมือง เจ้ากล้าดียังไงถึงมาแซงขึ้นหน้าเยี่ยงนี้?!”
“ทหาร! จับตัวนางไว้!”
สิ้นเสียงคำสั่ง องครักษ์หลายนายก็ก้าวออกมาจากแถวทันที
หนานหลีไม่ได้ชะลอความเร็วลงเลยแม้แต่น้อย นางหยิบตราทองคำแดงอันหนึ่งออกมาแล้วตะโกนเสียงดังลั่น
“ตราประจำตัวอ๋องเก้าอยู่ที่นี่ ใครกล้าขวางทาง!”
เหล่าองครักษ์ยังมองตราทองคำในมือนางได้ไม่ชัดเจนนัก แต่ด้วยท่วงท่าอันองอาจและเปี่ยมด้วยอำนาจของหนานหลี ก็ทำให้พวกเขาตกตะลึงจนต้องรีบแหวกทางให้โดยไม่กล้าขัดขวาง
เส้นทางเบื้องหน้าพลันเปิดโล่งไร้สิ่งกีดขวาง
หนานหลีควบม้าทะยานผ่านไปอย่างรวดเร็ว ท่วงท่าของนางช่างดูสง่างามและองอาจนัก
พอถึงตอนที่องค์หญิงใหญ่ฮุ่ยผิงเลิกม่านหน้าต่างขึ้นมาดู ร่างของนางก็กลายเป็นเพียงจุดดำเล็กๆอยู่ไกลลิบแล้ว
นางรู้สึกว่าน้ำเสียงเมื่อครู่ช่างคุ้นหูยิ่งนัก จึงเอ่ยถามขึ้น
“นั่นใช่ฉู่หนานหลีแห่งจวนอันหยางโหวหรือไม่?”
(จบตอน)