เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 26: คุณหนูเจ็ดไม่ไหวแล้ว

บทที่ 26: คุณหนูเจ็ดไม่ไหวแล้ว

บทที่ 26: คุณหนูเจ็ดไม่ไหวแล้ว


บทที่ 26: คุณหนูเจ็ดไม่ไหวแล้ว

ทว่าเมื่อสำรวจทั่วทั้งหอราชครู ทั้งภายในและภายนอก กลับไม่ปรากฏกลิ่นอายของไข่มุกวิญญาณแม้แต่น้อย

หากเป็นเช่นนี้ ก็หมายความว่าอดีตราชครูไม่ได้มีไข่มุกวิญญาณไว้ในครอบครอง และก็ไม่ใช่คนที่สับเปลี่ยนชะตาชีวิตของเย่ซือเหิงด้วย…เรื่องราวมันช่างซับซ้อนซ่อนเงื่อนเสียจริง

แต่ถึงอย่างนั้น นางยังคงสัมผัสได้ว่าไข่มุกวิญญาณยังคงอยู่ในเขตเมืองหลวงแห่งนี้ ดังนั้นจึงไม่ได้กังวลว่าจะหามันไม่เจอแต่อย่างใด

หลังจากออกมาจากหอราชครูแล้ว ทั้งสองก็ออกจากวังหลวงทันที เเละเย่ซือเหิงก็ได้ไปส่งนางกลับถึงจวน

ฉู่หานหลินและภรรยากลับมาถึงก่อนหน้าแล้ว พวกเขาจึงตรงไปยังเรือนเซียงเหอเพื่อเล่าเรื่องที่หนานหลีสร้างชื่อเสียงให้แก่วงศ์ตระกูลในงานเลี้ยงวันนี้ให้ท่านย่าฟังอย่างภาคภูมิใจ

เมื่อท่านอาสองฉู่หานหมิงได้ฟังเช่นนั้น ใบหน้าก็พลันเผยความดูแคลนออกมา พร้อมกับเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา

“เรื่องแบบนี้มันจะดีตรงไหนกัน ถึงแม้จะชนะเดิมพันได้รางวัลมาก็จริง แต่ในขณะเดียวกัน ก็เท่ากับไปสร้างศัตรูกับองค์หญิงใหญ่ฮุ่ยผิงและท่านราชครูลู่พร้อมกันในคราวเดียวเลยนะ”

“หึ….ข้าออกรบในสนามอย่างไม่คิดชีวิต ทุ่มเทฝึกฝนทหารอย่างสุดกำลัง หรือเจ้าคิดว่าข้าจะล่วงเกินคนเหล่านั้นไม่ได้เชียวหรือ?” ฉู่หานหลินโต้กลับไปทันควัน

ปกติแล้วเขาจะยอมอ่อนข้อให้น้องรองอยู่หลายส่วน แต่ทว่า หากเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับบุตรสาวของตนแล้วล่ะก็ เขาไม่มีวันยอมถอยแม้แต่ก้าวเดียว

ฮูหยินเสิ่นแย้มยิ้มที่มุมปากเล็กน้อย เห็นได้ชัดว่านางพึงพอใจกับคำพูดของสามีเป็นอย่างมาก

“คำพูดของพี่ใหญ่นี่ช่างไร้เหตุผลสิ้นดี ข้าเองก็เป็นคนสกุลฉู่เหมือนกัน แต่ไม่ได้มียศตำแหน่งหรือสร้างคุณงามความดีเหมือนท่านนี่ หากโดนกลั่นแกล้งขึ้นมา ก็ทำได้แค่กัดก้อนเกลือกินเท่านั้นแหละ” ฉู่หานหมิงบ่นอุบอิบ

“เจ้าก็พูดเองว่าตัวเองเป็นคนสกุลฉู่ ใครก็ตามที่มารังแกเจ้า ก็เท่ากับว่ามันกำลังหาเรื่องกับสกุลฉู่ของเรา ดังนั้น เจ้าแค่กลับมาบอกก็พอ หรือเจ้าคิดว่าข้ากับพี่ใหญ่ของเจ้าจะนิ่งดูดายไม่จัดการให้งั้นรึ?” ท่านย่าเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ทรงพลัง

ฉู่หานหมิงได้ยินดังนั้นก็มีสีหน้ายินดีขึ้นมาทันที

“เมื่อมีคำพูดของท่านแม่เช่นนี้ ลูกก็วางใจแล้วขอรับ พอดีว่าช่วงนี้อิ๋งเอ๋อร์ได้ทานยาเม็ดจากอารามเป่ยเฟิงเข้าไป ทำให้อาการของนางดีขึ้นมาก เพียงแต่ว่า...ยาเม็ดที่ว่านี่มันราคาแพงเป็นพิเศษ...”

“เม็ดละกี่ตำลึงเงินหรือ?” ฉู่หานหลินเข้าใจความหมายของน้องเขาทันที

บ้านรองมีบุตรสาวเพียงคนเดียวคือฉู่หนานอิ๋ง อีกทั้งร่างกายยังอ่อนแอขี้โรค มีหรือที่เขาจะไม่ใส่ใจ

“ยาบำรุงปราณนั่นเขาขายเป็นขวดขอรับ ราคามากถึงสามพันตำลึงเงิน ที่สำคัญคือ ในหนึ่งขวดมีแค่สิบเม็ด ซึ่งก็พอให้อิ๋งเอ๋อร์กินได้แค่เดือนเดียวเท่านั้นขอรับ” ฉู่หานหมิงรีบกล่าวด้วยท่าทีน่าสงสารในทันที

“แพงถึงเพียงนี้เชียว” ฉู่หานหลินถึงกับอ้าปากค้างด้วยความตกใจ

“ท่านโหวคะ ยาของอารามเป่ยเฟิงก็ราคาแพงเช่นนี้แหละเจ้าค่ะ” ฮูหยินเสิ่นเอ่ยขึ้น

“ก่อนหน้านี้ข้าเองก็เคยซื้อยาพิทักษ์ใจให้ท่านแม่สองเม็ด ก็ต้องจ่ายไปตั้งหนึ่งพันห้าร้อยตำลึงแล้ว ถึงแม้ว่าราคาจะสูงลิ่ว แต่ทว่าสรรพคุณของมันก็ดีเยี่ยมไม่แพ้กันเลยนะเจ้าคะ”

“พี่สะใภ้พูดถูกแล้วขอรับ ไม่ใช่แค่แพงเท่านั้นนะ ยิ่งไปกว่านั้นยังหาซื้อได้ยากมากอีกด้วย ครั้งนี้ข้าต้องไหว้วานสหาย จึงจะมีโอกาสได้ยาบำรุงปราณนี้มา เพียงแค่ให้อิ๋งเอ๋อร์ทานต่อเนื่องสักสามเดือน อาการป่วยของนางก็จะหายเป็นปลิดทิ้งแล้วขอรับ”

ด้วยความที่ท่านย่าสงสารหลานสาวที่ต้องนอนป่วยติดเตียงมาโดยตลอด นางจึงสั่งให้สาวใช้หยิบตั๋วเงินหนึ่งหมื่นตำลึงออกมาทันที…แต่ทว่าฉู่หานหลินกลับรีบขวางไว้ เขาบอกว่าเรื่องนี้ต้องเบิกจากเงินกองกลางของตระกูล จะใช้เงินส่วนตัวของท่านย่าไม่ได้เป็นอันขาด

ท้ายที่สุดแล้ว ท่านย่าก็ไม่อาจขัดใจบุตรชายคนโตได้ จึงจำต้องเก็บตั๋วเงินกลับไปอย่างเสียไม่ได้

…..

ณ เวลานี้ ข่าวเรื่องที่หนานหลีประลองฝีมือกับลู่เจิ้งต่อหน้าพระพักตร์นั้น แพร่สะพัดออกไปอย่างรวดเร็ว

ฉู่หยางซึ่งมีโอกาสใกล้ชิดกว่าใครจึงได้ที ขอให้น้องสาวช่วยประลองฝีมือกับตนบ้าง

เมื่ออยู่ในจวน หนานหลีมักจะสวมใส่อาภรณ์ที่เรียบง่ายและดูสะอาดตา ประกอบกับนางเองก็อยากจะยืดเส้นยืดสายเสียหน่อย จึงได้ออมแรงไว้ส่วนหนึ่ง

แต่ถึงแม้ว่าจะออมแรงไว้แล้วก็ตาม เพลงดาบของนางกลับยังคงเฉียบคมและดุดันอยู่เช่นเดิม….หากไม่เป็นเพราะนางคอยยั้งมือไว้ทุกกระบวนท่า มีหวังว่าฉู่หยางคงพ่ายแพ้ไปไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งแล้ว

หลังจากผ่านไปครึ่งชั่วยามกว่าๆ ทั้งหัวไหล่และมือขวาของฉู่หยางก็เริ่มปวดเมื่อยจนแทบจะยกดาบไม่ขึ้น เขาหอบหายใจอย่างหนักพลางเอ่ยว่า

“น้องหก…พรุ่งนี้เราค่อยมาประลองกันใหม่เถอะนะ”

ในขณะที่หนานหลีเพิ่งจะอุ่นเครื่องเสร็จเท่านั้นเอง เหงื่อเพิ่งจะซึมออกมาเพียงบางเบา…เมื่อเห็นว่าพี่ชายอีกสี่คนก็มาถึงแล้ว ดวงตาของนางก็พลันเป็นประกายขึ้นมาทันที

“พี่ชายทุกท่าน ก็จะมาประลองกับข้าด้วยใช่หรือไม่เจ้าคะ?”

ฉู่ซั่วถึงกับกลืนน้ำลายเอื๊อกเป็นคนแรก “ข้าดีดเป็นแต่ลูกคิดเท่านั้นแหละ!”

จะเอาเงินน่ะได้ แต่ถ้าจะเอาชีวิตล่ะก็ไม่มีให้หรอกนะ

ฉู่ฮ่วนก็กล่าวเสริมขึ้น “วันนี้ข้ายังต้องคัดอักษรอีก จะมาเสียมือเสียแขนอยู่ที่นี่ไม่ได้”

เขาได้ยินมาว่ามือของลู่เจิ้งสั่นอยู่ถึงสามวันสามคืนเชียวนะ เขาไม่อยากทนทุกข์ทรมานแบบนั้นหรอก

ฉู่เหยียนตัวสั่นเทาเล็กน้อย แม้ไม่ได้เอ่ยอะไรออกมา ทว่ากลับถอยหลังไปหนึ่งก้าวอย่างเงียบๆ

ทั้งสามคนต่างหันไปมองฉู่เย่พร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย…ณ ตอนนี้ คงต้องพึ่งพี่ใหญ่แต่เพียงผู้เดียวแล้ว!

ฉู่เย่รู้สึกจนใจอยู่บ้าง

เขาเคยได้เห็นพละกำลังอันมหาศาลของน้องหกมากับตาแล้ว หากใช้ดาบประลองกัน มือของเขาคงต้องเจ็บไปอีกหลายวันเป็นแน่…ด้วยเหตุนี้ เขาจึงเสนอขึ้นว่า “เรามาประลองยิงธนูกันดีกว่า”

ในกองทัพเขาได้รับฉายาว่าราชาธนูเลยทีเดียว ต่อให้เป็นการยิงธนูบนหลังม้า เขาก็ยังสามารถยิงเข้าเป้าได้ทุกดอก

อย่างไรเสียก็เป็นถึงพี่ใหญ่ ยังไงก็ต้องรักษาหน้าตาต่อหน้าน้องๆ เอาไว้บ้าง

หนานหลีถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง “ก็ได้เจ้าค่ะ”

ปกติแล้วเมื่อฉู่หานหลินอยู่ในเมืองหลวง เขาก็มักจะไปฝึกซ้อมที่ลานประลองเล็กๆอยู่เสมอ ดังนั้นอุปกรณ์อย่างคันธนูและเป้าธนูจึงมีเตรียมไว้อย่างครบครัน

เหล่าบ่าวไพร่นำคันธนูมาเตรียมไว้อย่างเรียบร้อย จากนั้นจึงนำเป้าธนูไปวางไว้ห่างออกไปราวห้าเมตร

หนานหลีลองจับคันธนูยาวดู มันเป็นคันธนูที่ทำขึ้นสำหรับสตรีโดยเฉพาะ จึงไม่ค่อยกินแรงมากนัก

นางจึงหันหลังกลับไปยังคลังอาวุธทันที เพื่อไปเลือกคันธนูยาวที่ถูกใจด้วยตนเอง…และมันเป็นคันธนูยาวคันนั้นสูงเกือบเท่าตัวนาง และหนักถึงสามสิบชั่งเลยทีเดียว

มุมปากของฉู่เย่กระตุกเล็กน้อย คันธนูคันนี้เป็นคันธนูประจำกายของท่านปู่เมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่…ถึงแม้ว่าเขากับท่านพ่อจะพอหยิบมันขึ้นมาได้ แต่ก็ยิงได้เพียงสองดอกก็หมดแรงแล้ว ด้วยเหตุนี้มันจึงถูกเก็บไว้ในคลังอาวุธมาโดยตลอด

“น้องหก หรือว่าจะใช้คันของข้าแทนดีไหม? คันธนูโฮ่วอี้ของเจ้านั่นมันหนักเกินไป ข้าเกรงว่า...”

เขายังกล่าวไม่ทันจบประโยคด้วยซ้ำ หนานหลีก็พาดลูกธนูขึ้นสายแล้วน้าวคันศร ก่อนจะปล่อยลูกธนูออกไปในฉับพลัน

ฟิ้ว!

ปัง!

ใจกลางของเป้าธนูถูกยิงทะลุเป็นรูโหว่ในทันที ก่อนที่ตัวเป้าจะค่อยๆล้มครืนลงกับพื้น ส่งผลให้ฝุ่นดินฟุ้งกระจายขึ้นมาไม่น้อย

“…...” พี่ชายทั้งห้าคนต่างยืนอ้าปากค้างตะลึงงัน

เดิมทีพวกเขาคิดว่าตอนที่อยู่ในท้องพระโรงเฉียนหลง น้องหกคงจะใช้พละกำลังทั้งหมดที่มีไปแล้ว…แต่เมื่อได้เห็นภาพตรงหน้าในตอนนี้ ก็ดูเหมือนว่านางจะใช้กำลังไปเพียงแค่ห้าส่วนเท่านั้นเอง!

บ่าวไพร่รีบวิ่งเข้าไปเปลี่ยนเป้าธนูอันใหม่ พร้อมกับนำหินก้อนใหญ่สองก้อนมาวางทับฐานเอาไว้เพื่อความมั่นคง

“พี่ใหญ่ เหตุใดท่านถึงยังไม่ยิงเล่าเจ้าคะ?” หนานหลีหันกลับมามองฉู่เย่ พลางกะพริบตาปริบๆ

“ข้าขอยอมแพ้เลยได้หรือไม่?” ฉู่เย่ฝืนยิ้มออกมาอย่างกระอักกระอ่วน

เขาไม่อยากจะหาเรื่องขายหน้าตัวเองอีกต่อไปแล้ว

ในที่สุดเขาก็เข้าใจแล้วว่าเหตุใดเมื่อครู่หนานหลีถึงได้ถอนหายใจออกมา ที่แท้ก็เพราะนางรู้สึกว่าการประลองยิงธนูมันง่ายเกินไปนั่นเอง!

“ท่านยังไม่ทันได้ยิงสักดอกเลยนะเจ้าคะ นี่ก็จะยอมแพ้เสียแล้วหรือ?” หนานหลีเบะปากเล็กน้อย ยิ่งรู้สึกว่ามันช่างน่าเบื่อเสียจริง

“น้องหก แค่เห็นแรงแขนกับความแม่นยำของเจ้าแล้ว พี่ใหญ่จะไปสู้เจ้าได้อย่างไรกัน” ฉู่หยางเอ่ยขึ้น

“ข้าว่าในแคว้นมู่ทั้งหมดนี้ คงมีเพียงท่านอ๋องเก้าเท่านั้นกระมังที่จะพอประลองกับเจ้าได้”

“ท่านอ๋องเก้าหรือเจ้าคะ?”

“ใช่แล้ว เขาก็มีพละกำลังมหาศาลมาแต่กำเนิดเหมือนกัน ตอนอายุสิบขวบก็เคยใช้คันธนูโฮ่วอี้ของท่านปู่คันนี้แล้ว” ฉู่หยางกล่าว แต่พลันนั้นเอง แววตาของเขาก็เริ่มหม่นแสงลง

น่าเสียดายที่ตอนนี้ขาทั้งสองข้างของเย่ซือเหิงพิการไปแล้ว คงไม่มีทางหยิบคันธนูยาวเช่นนี้ขึ้นมาได้อีก

พอหนานหลีได้ฟังดังนั้น ดวงตาทั้งสองข้างก็ทอประกายเจิดจ้าขึ้นมาทันที

ถ้าเช่นนั้น นางคงต้องใส่ใจเรื่องนี้ให้มากขึ้นอีกหน่อยแล้ว…จะต้องรีบช่วยเย่ซือเหิงตามหาคนที่ทำคุณไสยให้เจอโดยเร็วที่สุด เมื่อถึงตอนนั้น นางก็จะได้ประลองกับเขาสักตั้ง

เมื่อในใจเริ่มรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาเล็กน้อย นางจึงยิงธนูออกไปอีกดอกหนึ่ง…คราวนี้เป้าธนูไม่ล้ม แต่ทว่าลูกธนูก็ยังคงพุ่งทะลุใจกลางเป้าอยู่เช่นเดิม

ฉู่เย่ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า “น้องหก เป้าธนูอันหนึ่งราคาตั้งสามร้อยเหวินนะ”

“แค่สามร้อยเหวินก็สามร้อยเหวินสิ พี่รองจ่ายเอง! น้องหก เจ้าฝึกไปได้เลยไม่ต้องกังวล!” ฉู่ซั่วตะโกนออกมาอย่างใจป้ำสมฐานะพ่อค้า

หนานหลีเพิ่งจะอ้าปากเตรียมจะบอกว่าตนเองก็มีเงินจ่ายเหมือนกัน

แต่ยังไม่ทันได้เอ่ยอะไร เสียงของหยวนเป่าก็ตะโกนดังมาจากด้านหลังเสียก่อน

“แย่แล้วเจ้าค่ะ! คุณหนูเจ็ดกำลังจะทนไม่ไหวแล้ว!”

ทั้งหกคนได้ยินดังนั้นก็ตกใจจนหน้าถอดสี รีบวิ่งตรงไปยังเรือนของบ้านรองในทันที

เมื่อไปถึงก็พบว่าท่านย่าและสองสามีภรรยาฉู่หานหลินเพิ่งจะมาถึงเช่นกัน

ท่านหมอยังมาไม่ถึง ร่างของฉู่หนานอิ๋งวัยเจ็ดขวบซึ่งป่วยเรื้อรังมานานดูผ่ายผอมราวกับเด็กอายุเพียงห้าขวบเท่านั้น

ใบหน้าของนางม่วงคล้ำ ร่างกายกำลังสั่นกระตุกอย่างรุนแรง

ฉู่หานหมิงร้องไห้คร่ำครวญด้วยความตื่นตระหนก

“ท่านหมอเล่า? เหตุใดยังไม่มาอีก?!”

“ท่านรองเจ้าคะ ข้าส่งคนขี่ม้าเร็วไปตามแล้วเจ้าค่ะ”

ฉู่หานหมิงร้อนใจจนไม่มีแก่ใจจะเช็ดน้ำตา

เขาเปิดขวดยาบำรุงปราณนั่นออก แล้วทำท่าจะป้อนยาให้บุตรสาวอีกเม็ดหนึ่ง

แต่ทันทีที่หนานหลีได้กลิ่นของยาเม็ดในขวดนั้น นางก็รีบพุ่งเข้าไปห้ามปรามในทันที พร้อมกับร้องเสียงหลง

“ไม่….ยานี่มีพิษ!”

(จบตอน)

จบบทที่ บทที่ 26: คุณหนูเจ็ดไม่ไหวแล้ว

คัดลอกลิงก์แล้ว