- หน้าแรก
- นายหญิงแห่งศาสตร์ลึกลับ
- บทที่ 26: คุณหนูเจ็ดไม่ไหวแล้ว
บทที่ 26: คุณหนูเจ็ดไม่ไหวแล้ว
บทที่ 26: คุณหนูเจ็ดไม่ไหวแล้ว
บทที่ 26: คุณหนูเจ็ดไม่ไหวแล้ว
ทว่าเมื่อสำรวจทั่วทั้งหอราชครู ทั้งภายในและภายนอก กลับไม่ปรากฏกลิ่นอายของไข่มุกวิญญาณแม้แต่น้อย
หากเป็นเช่นนี้ ก็หมายความว่าอดีตราชครูไม่ได้มีไข่มุกวิญญาณไว้ในครอบครอง และก็ไม่ใช่คนที่สับเปลี่ยนชะตาชีวิตของเย่ซือเหิงด้วย…เรื่องราวมันช่างซับซ้อนซ่อนเงื่อนเสียจริง
แต่ถึงอย่างนั้น นางยังคงสัมผัสได้ว่าไข่มุกวิญญาณยังคงอยู่ในเขตเมืองหลวงแห่งนี้ ดังนั้นจึงไม่ได้กังวลว่าจะหามันไม่เจอแต่อย่างใด
หลังจากออกมาจากหอราชครูแล้ว ทั้งสองก็ออกจากวังหลวงทันที เเละเย่ซือเหิงก็ได้ไปส่งนางกลับถึงจวน
…
ฉู่หานหลินและภรรยากลับมาถึงก่อนหน้าแล้ว พวกเขาจึงตรงไปยังเรือนเซียงเหอเพื่อเล่าเรื่องที่หนานหลีสร้างชื่อเสียงให้แก่วงศ์ตระกูลในงานเลี้ยงวันนี้ให้ท่านย่าฟังอย่างภาคภูมิใจ
เมื่อท่านอาสองฉู่หานหมิงได้ฟังเช่นนั้น ใบหน้าก็พลันเผยความดูแคลนออกมา พร้อมกับเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“เรื่องแบบนี้มันจะดีตรงไหนกัน ถึงแม้จะชนะเดิมพันได้รางวัลมาก็จริง แต่ในขณะเดียวกัน ก็เท่ากับไปสร้างศัตรูกับองค์หญิงใหญ่ฮุ่ยผิงและท่านราชครูลู่พร้อมกันในคราวเดียวเลยนะ”
“หึ….ข้าออกรบในสนามอย่างไม่คิดชีวิต ทุ่มเทฝึกฝนทหารอย่างสุดกำลัง หรือเจ้าคิดว่าข้าจะล่วงเกินคนเหล่านั้นไม่ได้เชียวหรือ?” ฉู่หานหลินโต้กลับไปทันควัน
ปกติแล้วเขาจะยอมอ่อนข้อให้น้องรองอยู่หลายส่วน แต่ทว่า หากเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับบุตรสาวของตนแล้วล่ะก็ เขาไม่มีวันยอมถอยแม้แต่ก้าวเดียว
ฮูหยินเสิ่นแย้มยิ้มที่มุมปากเล็กน้อย เห็นได้ชัดว่านางพึงพอใจกับคำพูดของสามีเป็นอย่างมาก
“คำพูดของพี่ใหญ่นี่ช่างไร้เหตุผลสิ้นดี ข้าเองก็เป็นคนสกุลฉู่เหมือนกัน แต่ไม่ได้มียศตำแหน่งหรือสร้างคุณงามความดีเหมือนท่านนี่ หากโดนกลั่นแกล้งขึ้นมา ก็ทำได้แค่กัดก้อนเกลือกินเท่านั้นแหละ” ฉู่หานหมิงบ่นอุบอิบ
“เจ้าก็พูดเองว่าตัวเองเป็นคนสกุลฉู่ ใครก็ตามที่มารังแกเจ้า ก็เท่ากับว่ามันกำลังหาเรื่องกับสกุลฉู่ของเรา ดังนั้น เจ้าแค่กลับมาบอกก็พอ หรือเจ้าคิดว่าข้ากับพี่ใหญ่ของเจ้าจะนิ่งดูดายไม่จัดการให้งั้นรึ?” ท่านย่าเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ทรงพลัง
ฉู่หานหมิงได้ยินดังนั้นก็มีสีหน้ายินดีขึ้นมาทันที
“เมื่อมีคำพูดของท่านแม่เช่นนี้ ลูกก็วางใจแล้วขอรับ พอดีว่าช่วงนี้อิ๋งเอ๋อร์ได้ทานยาเม็ดจากอารามเป่ยเฟิงเข้าไป ทำให้อาการของนางดีขึ้นมาก เพียงแต่ว่า...ยาเม็ดที่ว่านี่มันราคาแพงเป็นพิเศษ...”
“เม็ดละกี่ตำลึงเงินหรือ?” ฉู่หานหลินเข้าใจความหมายของน้องเขาทันที
บ้านรองมีบุตรสาวเพียงคนเดียวคือฉู่หนานอิ๋ง อีกทั้งร่างกายยังอ่อนแอขี้โรค มีหรือที่เขาจะไม่ใส่ใจ
“ยาบำรุงปราณนั่นเขาขายเป็นขวดขอรับ ราคามากถึงสามพันตำลึงเงิน ที่สำคัญคือ ในหนึ่งขวดมีแค่สิบเม็ด ซึ่งก็พอให้อิ๋งเอ๋อร์กินได้แค่เดือนเดียวเท่านั้นขอรับ” ฉู่หานหมิงรีบกล่าวด้วยท่าทีน่าสงสารในทันที
“แพงถึงเพียงนี้เชียว” ฉู่หานหลินถึงกับอ้าปากค้างด้วยความตกใจ
“ท่านโหวคะ ยาของอารามเป่ยเฟิงก็ราคาแพงเช่นนี้แหละเจ้าค่ะ” ฮูหยินเสิ่นเอ่ยขึ้น
“ก่อนหน้านี้ข้าเองก็เคยซื้อยาพิทักษ์ใจให้ท่านแม่สองเม็ด ก็ต้องจ่ายไปตั้งหนึ่งพันห้าร้อยตำลึงแล้ว ถึงแม้ว่าราคาจะสูงลิ่ว แต่ทว่าสรรพคุณของมันก็ดีเยี่ยมไม่แพ้กันเลยนะเจ้าคะ”
“พี่สะใภ้พูดถูกแล้วขอรับ ไม่ใช่แค่แพงเท่านั้นนะ ยิ่งไปกว่านั้นยังหาซื้อได้ยากมากอีกด้วย ครั้งนี้ข้าต้องไหว้วานสหาย จึงจะมีโอกาสได้ยาบำรุงปราณนี้มา เพียงแค่ให้อิ๋งเอ๋อร์ทานต่อเนื่องสักสามเดือน อาการป่วยของนางก็จะหายเป็นปลิดทิ้งแล้วขอรับ”
ด้วยความที่ท่านย่าสงสารหลานสาวที่ต้องนอนป่วยติดเตียงมาโดยตลอด นางจึงสั่งให้สาวใช้หยิบตั๋วเงินหนึ่งหมื่นตำลึงออกมาทันที…แต่ทว่าฉู่หานหลินกลับรีบขวางไว้ เขาบอกว่าเรื่องนี้ต้องเบิกจากเงินกองกลางของตระกูล จะใช้เงินส่วนตัวของท่านย่าไม่ได้เป็นอันขาด
ท้ายที่สุดแล้ว ท่านย่าก็ไม่อาจขัดใจบุตรชายคนโตได้ จึงจำต้องเก็บตั๋วเงินกลับไปอย่างเสียไม่ได้
…..
ณ เวลานี้ ข่าวเรื่องที่หนานหลีประลองฝีมือกับลู่เจิ้งต่อหน้าพระพักตร์นั้น แพร่สะพัดออกไปอย่างรวดเร็ว
ฉู่หยางซึ่งมีโอกาสใกล้ชิดกว่าใครจึงได้ที ขอให้น้องสาวช่วยประลองฝีมือกับตนบ้าง
เมื่ออยู่ในจวน หนานหลีมักจะสวมใส่อาภรณ์ที่เรียบง่ายและดูสะอาดตา ประกอบกับนางเองก็อยากจะยืดเส้นยืดสายเสียหน่อย จึงได้ออมแรงไว้ส่วนหนึ่ง
แต่ถึงแม้ว่าจะออมแรงไว้แล้วก็ตาม เพลงดาบของนางกลับยังคงเฉียบคมและดุดันอยู่เช่นเดิม….หากไม่เป็นเพราะนางคอยยั้งมือไว้ทุกกระบวนท่า มีหวังว่าฉู่หยางคงพ่ายแพ้ไปไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งแล้ว
หลังจากผ่านไปครึ่งชั่วยามกว่าๆ ทั้งหัวไหล่และมือขวาของฉู่หยางก็เริ่มปวดเมื่อยจนแทบจะยกดาบไม่ขึ้น เขาหอบหายใจอย่างหนักพลางเอ่ยว่า
“น้องหก…พรุ่งนี้เราค่อยมาประลองกันใหม่เถอะนะ”
ในขณะที่หนานหลีเพิ่งจะอุ่นเครื่องเสร็จเท่านั้นเอง เหงื่อเพิ่งจะซึมออกมาเพียงบางเบา…เมื่อเห็นว่าพี่ชายอีกสี่คนก็มาถึงแล้ว ดวงตาของนางก็พลันเป็นประกายขึ้นมาทันที
“พี่ชายทุกท่าน ก็จะมาประลองกับข้าด้วยใช่หรือไม่เจ้าคะ?”
ฉู่ซั่วถึงกับกลืนน้ำลายเอื๊อกเป็นคนแรก “ข้าดีดเป็นแต่ลูกคิดเท่านั้นแหละ!”
จะเอาเงินน่ะได้ แต่ถ้าจะเอาชีวิตล่ะก็ไม่มีให้หรอกนะ
ฉู่ฮ่วนก็กล่าวเสริมขึ้น “วันนี้ข้ายังต้องคัดอักษรอีก จะมาเสียมือเสียแขนอยู่ที่นี่ไม่ได้”
เขาได้ยินมาว่ามือของลู่เจิ้งสั่นอยู่ถึงสามวันสามคืนเชียวนะ เขาไม่อยากทนทุกข์ทรมานแบบนั้นหรอก
ฉู่เหยียนตัวสั่นเทาเล็กน้อย แม้ไม่ได้เอ่ยอะไรออกมา ทว่ากลับถอยหลังไปหนึ่งก้าวอย่างเงียบๆ
ทั้งสามคนต่างหันไปมองฉู่เย่พร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย…ณ ตอนนี้ คงต้องพึ่งพี่ใหญ่แต่เพียงผู้เดียวแล้ว!
ฉู่เย่รู้สึกจนใจอยู่บ้าง
เขาเคยได้เห็นพละกำลังอันมหาศาลของน้องหกมากับตาแล้ว หากใช้ดาบประลองกัน มือของเขาคงต้องเจ็บไปอีกหลายวันเป็นแน่…ด้วยเหตุนี้ เขาจึงเสนอขึ้นว่า “เรามาประลองยิงธนูกันดีกว่า”
ในกองทัพเขาได้รับฉายาว่าราชาธนูเลยทีเดียว ต่อให้เป็นการยิงธนูบนหลังม้า เขาก็ยังสามารถยิงเข้าเป้าได้ทุกดอก
อย่างไรเสียก็เป็นถึงพี่ใหญ่ ยังไงก็ต้องรักษาหน้าตาต่อหน้าน้องๆ เอาไว้บ้าง
หนานหลีถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง “ก็ได้เจ้าค่ะ”
ปกติแล้วเมื่อฉู่หานหลินอยู่ในเมืองหลวง เขาก็มักจะไปฝึกซ้อมที่ลานประลองเล็กๆอยู่เสมอ ดังนั้นอุปกรณ์อย่างคันธนูและเป้าธนูจึงมีเตรียมไว้อย่างครบครัน
เหล่าบ่าวไพร่นำคันธนูมาเตรียมไว้อย่างเรียบร้อย จากนั้นจึงนำเป้าธนูไปวางไว้ห่างออกไปราวห้าเมตร
หนานหลีลองจับคันธนูยาวดู มันเป็นคันธนูที่ทำขึ้นสำหรับสตรีโดยเฉพาะ จึงไม่ค่อยกินแรงมากนัก
นางจึงหันหลังกลับไปยังคลังอาวุธทันที เพื่อไปเลือกคันธนูยาวที่ถูกใจด้วยตนเอง…และมันเป็นคันธนูยาวคันนั้นสูงเกือบเท่าตัวนาง และหนักถึงสามสิบชั่งเลยทีเดียว
มุมปากของฉู่เย่กระตุกเล็กน้อย คันธนูคันนี้เป็นคันธนูประจำกายของท่านปู่เมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่…ถึงแม้ว่าเขากับท่านพ่อจะพอหยิบมันขึ้นมาได้ แต่ก็ยิงได้เพียงสองดอกก็หมดแรงแล้ว ด้วยเหตุนี้มันจึงถูกเก็บไว้ในคลังอาวุธมาโดยตลอด
“น้องหก หรือว่าจะใช้คันของข้าแทนดีไหม? คันธนูโฮ่วอี้ของเจ้านั่นมันหนักเกินไป ข้าเกรงว่า...”
เขายังกล่าวไม่ทันจบประโยคด้วยซ้ำ หนานหลีก็พาดลูกธนูขึ้นสายแล้วน้าวคันศร ก่อนจะปล่อยลูกธนูออกไปในฉับพลัน
ฟิ้ว!
ปัง!
ใจกลางของเป้าธนูถูกยิงทะลุเป็นรูโหว่ในทันที ก่อนที่ตัวเป้าจะค่อยๆล้มครืนลงกับพื้น ส่งผลให้ฝุ่นดินฟุ้งกระจายขึ้นมาไม่น้อย
“…...” พี่ชายทั้งห้าคนต่างยืนอ้าปากค้างตะลึงงัน
เดิมทีพวกเขาคิดว่าตอนที่อยู่ในท้องพระโรงเฉียนหลง น้องหกคงจะใช้พละกำลังทั้งหมดที่มีไปแล้ว…แต่เมื่อได้เห็นภาพตรงหน้าในตอนนี้ ก็ดูเหมือนว่านางจะใช้กำลังไปเพียงแค่ห้าส่วนเท่านั้นเอง!
บ่าวไพร่รีบวิ่งเข้าไปเปลี่ยนเป้าธนูอันใหม่ พร้อมกับนำหินก้อนใหญ่สองก้อนมาวางทับฐานเอาไว้เพื่อความมั่นคง
“พี่ใหญ่ เหตุใดท่านถึงยังไม่ยิงเล่าเจ้าคะ?” หนานหลีหันกลับมามองฉู่เย่ พลางกะพริบตาปริบๆ
“ข้าขอยอมแพ้เลยได้หรือไม่?” ฉู่เย่ฝืนยิ้มออกมาอย่างกระอักกระอ่วน
เขาไม่อยากจะหาเรื่องขายหน้าตัวเองอีกต่อไปแล้ว
ในที่สุดเขาก็เข้าใจแล้วว่าเหตุใดเมื่อครู่หนานหลีถึงได้ถอนหายใจออกมา ที่แท้ก็เพราะนางรู้สึกว่าการประลองยิงธนูมันง่ายเกินไปนั่นเอง!
“ท่านยังไม่ทันได้ยิงสักดอกเลยนะเจ้าคะ นี่ก็จะยอมแพ้เสียแล้วหรือ?” หนานหลีเบะปากเล็กน้อย ยิ่งรู้สึกว่ามันช่างน่าเบื่อเสียจริง
“น้องหก แค่เห็นแรงแขนกับความแม่นยำของเจ้าแล้ว พี่ใหญ่จะไปสู้เจ้าได้อย่างไรกัน” ฉู่หยางเอ่ยขึ้น
“ข้าว่าในแคว้นมู่ทั้งหมดนี้ คงมีเพียงท่านอ๋องเก้าเท่านั้นกระมังที่จะพอประลองกับเจ้าได้”
“ท่านอ๋องเก้าหรือเจ้าคะ?”
“ใช่แล้ว เขาก็มีพละกำลังมหาศาลมาแต่กำเนิดเหมือนกัน ตอนอายุสิบขวบก็เคยใช้คันธนูโฮ่วอี้ของท่านปู่คันนี้แล้ว” ฉู่หยางกล่าว แต่พลันนั้นเอง แววตาของเขาก็เริ่มหม่นแสงลง
น่าเสียดายที่ตอนนี้ขาทั้งสองข้างของเย่ซือเหิงพิการไปแล้ว คงไม่มีทางหยิบคันธนูยาวเช่นนี้ขึ้นมาได้อีก
พอหนานหลีได้ฟังดังนั้น ดวงตาทั้งสองข้างก็ทอประกายเจิดจ้าขึ้นมาทันที
ถ้าเช่นนั้น นางคงต้องใส่ใจเรื่องนี้ให้มากขึ้นอีกหน่อยแล้ว…จะต้องรีบช่วยเย่ซือเหิงตามหาคนที่ทำคุณไสยให้เจอโดยเร็วที่สุด เมื่อถึงตอนนั้น นางก็จะได้ประลองกับเขาสักตั้ง
เมื่อในใจเริ่มรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาเล็กน้อย นางจึงยิงธนูออกไปอีกดอกหนึ่ง…คราวนี้เป้าธนูไม่ล้ม แต่ทว่าลูกธนูก็ยังคงพุ่งทะลุใจกลางเป้าอยู่เช่นเดิม
ฉู่เย่ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า “น้องหก เป้าธนูอันหนึ่งราคาตั้งสามร้อยเหวินนะ”
“แค่สามร้อยเหวินก็สามร้อยเหวินสิ พี่รองจ่ายเอง! น้องหก เจ้าฝึกไปได้เลยไม่ต้องกังวล!” ฉู่ซั่วตะโกนออกมาอย่างใจป้ำสมฐานะพ่อค้า
หนานหลีเพิ่งจะอ้าปากเตรียมจะบอกว่าตนเองก็มีเงินจ่ายเหมือนกัน
แต่ยังไม่ทันได้เอ่ยอะไร เสียงของหยวนเป่าก็ตะโกนดังมาจากด้านหลังเสียก่อน
“แย่แล้วเจ้าค่ะ! คุณหนูเจ็ดกำลังจะทนไม่ไหวแล้ว!”
ทั้งหกคนได้ยินดังนั้นก็ตกใจจนหน้าถอดสี รีบวิ่งตรงไปยังเรือนของบ้านรองในทันที
เมื่อไปถึงก็พบว่าท่านย่าและสองสามีภรรยาฉู่หานหลินเพิ่งจะมาถึงเช่นกัน
ท่านหมอยังมาไม่ถึง ร่างของฉู่หนานอิ๋งวัยเจ็ดขวบซึ่งป่วยเรื้อรังมานานดูผ่ายผอมราวกับเด็กอายุเพียงห้าขวบเท่านั้น
ใบหน้าของนางม่วงคล้ำ ร่างกายกำลังสั่นกระตุกอย่างรุนแรง
ฉู่หานหมิงร้องไห้คร่ำครวญด้วยความตื่นตระหนก
“ท่านหมอเล่า? เหตุใดยังไม่มาอีก?!”
“ท่านรองเจ้าคะ ข้าส่งคนขี่ม้าเร็วไปตามแล้วเจ้าค่ะ”
ฉู่หานหมิงร้อนใจจนไม่มีแก่ใจจะเช็ดน้ำตา
เขาเปิดขวดยาบำรุงปราณนั่นออก แล้วทำท่าจะป้อนยาให้บุตรสาวอีกเม็ดหนึ่ง
แต่ทันทีที่หนานหลีได้กลิ่นของยาเม็ดในขวดนั้น นางก็รีบพุ่งเข้าไปห้ามปรามในทันที พร้อมกับร้องเสียงหลง
“ไม่….ยานี่มีพิษ!”
(จบตอน)