- หน้าแรก
- นายหญิงแห่งศาสตร์ลึกลับ
- บทที่ 25: คนที่สลับดวงชะตา น่าจะอยู่ในวังเเห่งนี้
บทที่ 25: คนที่สลับดวงชะตา น่าจะอยู่ในวังเเห่งนี้
บทที่ 25: คนที่สลับดวงชะตา น่าจะอยู่ในวังเเห่งนี้
บทที่ 25: คนที่สลับดวงชะตา น่าจะอยู่ในวังเเห่งนี้
ยิ่งไปกว่านั้นหนานหลียังแต่งกายด้วยเสื้อผ้าหลายชั้นจนแม้แต่การเดินเหินยังลำบาก แล้วจะใช้ดาบได้อย่างไรกัน
หนานหลีไม่สนใจว่าลู่เจิ้งจะจริงใจหรือเสแสร้ง นางเอ่ยขึ้นว่า
“ไม่เป็นไร ขอเพียงข้ารับกระบวนท่าของท่านไม่ได้แม้แต่กระบวนท่าเดียว ก็ถือว่าข้าแพ้”
นางพูดจาโอหังถึงเพียงนี้ หากว่าลู่เจิ้งไม่ตอบรับ ก็เท่ากับว่าตระกูลลู่ต้องเสียหน้า
ท่านเสนาบดีลู่กระแอมไอเบาๆ “ในเมื่อคุณหนูหกมีน้ำใจถึงเพียงนี้ เจ้าจะปฏิเสธอีกได้อย่างไร?”
ลู่เจิ้งจนปัญญา ทำได้เพียงตอบรับคำท้า…ข้าราชบริพารรีบจัดเตรียมดาบไม้ทันที
….
ชิงเฟิงรู้สึกเป็นกังวลอยู่บ้าง เขารีบเอ่ยขึ้นว่า
“ท่านอ๋อง คุณชายลู่ผู้นั้นเคยได้รับการชี้แนะจากยอดฝีมือในยุทธภพ คุณหนูหกจะรับมือไหวหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
หากว่าแพ้ขึ้นมา จวนอันหยางโหวคงจะต้องเสียหน้าจนหมดสิ้น
เย่ซือเหิงทอดพระเนตรมองร่างของนาง พลางควงจอกหยกขาวในมือเล่นไปมาอย่างไม่ใส่ใจนัก ที่มุมพระโอษฐ์ปรากฏรอยยิ้มจางๆ
“นางสามารถป้องกันอาวุธลับของเจ้าได้ คาดว่าลู่เจิ้งคงจะทนอยู่ในมือของนางได้ไม่เกินสามกระบวนท่ากระมัง”
“ก็ไม่แน่เสมอไปนะพ่ะย่ะค่ะ วันนี้นางแต่งกายเช่นนี้ การเคลื่อนไหวคงจะไม่คล่องแคล่วเท่าใดนัก” ชิงเฟิงพึมพำ
ผู้คนในตำหนักไม่ได้ให้ความสนใจกับเรื่องนี้เท่าใดนัก แค่มองดูร่างที่บอบบางของหนานหลี ชัยชนะของการประลองครั้งนี้ก็แทบไม่ต้องดูก็รู้ผลแล้ว
ทว่าฉู่หานหลินกลับตะโกนขึ้นไป “คุณชายลู่ ท่านต้องใช้ฝีมือที่แท้จริงออกมานะ อย่าได้ดูถูกบุตรสาวของข้าเป็นอันขาด!”
คำพูดนี้ทำให้ผู้คนจำนวนไม่น้อยต้องยกมือขึ้นปิดปากหัวเราะ
ฮูหยินเสิ่นเองก็โกรธขึ้นมาบ้างแล้ว “หัวเราะอะไรกัน ท่านโหวของข้าแค่หวังดีเตือนเท่านั้น”
องค์หญิงฮุ่ยผิงเห็นสองสามีภรรยาผลัดกันพูดปกป้องคนละคำสองคำ ก็ยิ่งแย้มพระสรวลกว้างขึ้นไปอีก…พระนางทรงถอดปิ่นทองคำรูปผีเสื้อหยกประดับไข่มุกตงจูออกจากมวยผมอย่างไม่ใส่ใจนัก
“เสด็จพี่ ในเมื่อเป็นการประลอง ก็ควรจะมีของรางวัลสักหน่อยถึงจะสนุกใช่หรือไม่เพคะ”
ฮ่องเต้อมู่อู่พยักพระพักตร์พร้อมกับฮองเฮา ก็ทรงพระราชทานกำไลหยกคู่รูปหงส์คู่หยอกเย้าไข่มุกเพิ่มเข้ามาอีกคู่หนึ่ง
แม้แต่เย่ซือเหิงผู้ซึ่งปกติแล้วไม่เคยสนพระทัยเรื่องพวกนี้เลย ก็ทรงพระราชทานสายประคำหยกสีม่วงออกมาสายหนึ่งอย่างไม่คาดฝัน
หยกแต่ละเม็ดล้วนกลมกลึงมันวาว สีสันสม่ำเสมอ เป็นของล้ำค่าที่หาชมได้ยาก
“น้องเก้า เจ้า...” ฮ่องเต้อมู่อู่ทรงตกพระทัยเล็กน้อย
“เสด็จพี่ การประลองเริ่มแล้วพ่ะย่ะค่ะ” เย่ซือเหิงตรัสขัดจังหวะฮ่องเต้อมู่อู่
ฮ่องเต้อมู่อู่จึงต้องทรงหุบปาก
….
ณ กลางตำหนัก ทั้งสองคนได้หยิบดาบไม้ขึ้นมาแล้ว
“คุณชายลู่ ท่านต้องจับดาบของท่านให้มั่น” หนานหลีเอ่ยเตือนอย่างจริงจังอีกครั้ง
“ข้าจะยอมให้คุณหนูหกสองกระบวนท่าก่อน” มิเช่นนั้น ลู่เจิ้งจะรู้สึกว่าตนเองชนะอย่างไม่ขาวสะอาด
“ไม่ต้องยอมให้ข้าหรอก ข้าเหนื่อยแล้ว” การที่นางต้องสวมชุดเช่นนี้แล้วยังต้องถือดาบอีก ช่างเป็นความทรมานอย่างยิ่ง ดังนั้นนางจึงอยากจะรีบจบการประลองโดยเร็วที่สุด
ลู่เจิ้งก็นึกว่านางอยากจะรีบแพ้ จะได้กลับไปนั่งเสียที
ใครเลยจะคาดคิดว่านางจะเป็นฝ่ายจู่โจมก่อน…แถมมการโจมตีทั้งรวดเร็วและเหี้ยมโหด
ลู่เจิ้งเห็นได้ในทันทีว่านางไม่ใช่แค่หมอนปักลายที่สวยแต่รูป ทันทีที่เขาคิดจะเอาจริงเอาจังขึ้นมา นางกลับใช้แรงทั้งหมดฟันดาบลงมาอย่างรุนแรง
เสียงแหวกอากาศดังสนั่น
แกร๊ก!
ดาบไม้ของลู่เจิ้งปรากฏรอยร้าว
มัน...มันถูกหนานหลีฟันจนหักสะบั้น!
ดาบท่อนที่หักลอยออกไปด้านข้าง ทำให้ครอบครัวของเจ้ากรมคลังต้องร้องออกมาด้วยความตกใจ
ทว่า...ดาบท่อนนั้นกลับพุ่งไปปักอยู่บนเสาไม้แกะสลักปิดทอง ปักลึกลงไปถึงสามส่วน
“ขอบคุณที่ออมมือ”
แววตาของหนานหลีเรียบเฉย สีหน้ายังคงไม่เปลี่ยนแปลง
สีหน้าของลู่เจิ้งซีดเผือดเล็กน้อย เขายกมือขวาขึ้นมาอย่างยากลำบาก ก่อนจะประสานมือคารวะ “ฝีมือดาบของคุณหนูหกยอดเยี่ยมจริงๆ”
มือขวาของเขาได้รับแรงกระแทก ตอนนี้ยังคงสั่นสะท้านอย่างรุนแรง แทบจะไม่สามารถกำดาบไม้ครึ่งท่อนที่เหลือไว้ได้
นี่...คุณหนูหกผู้นี้มีแรงมหาศาลถึงเพียงใดกัน!
เมื่อครู่...อันหยางโหวอุตส่าห์เตือนตนแล้ว แต่เขากลับไม่ใส่ใจ…ไม่สิ ต่อให้เขาจะใส่ใจ ก็คงจะไม่มีประโยชน์อยู่ดี
ทว่าลู่เยี่ยนเยี่ยนกลับไม่ยอมรับ นางเอ่ยขึ้นว่า
“ใช้แค่แรงหักดาบ? นี่จะนับว่าชนะได้อย่างไร? ยังไม่ทันได้เห็นกระบวนท่าอะไรเลยแม้แต่น้อย”
“ใช่แล้ว นี่ไหนเลยจะเรียกว่าการประลองฝีมือดาบ ดูแล้วไม่ต่างอะไรกับการยกโต๊ะมาให้ชายฉกรรจ์สองคนงัดข้อกันเลย” องค์หญิงฮุ่ยผิงก็ทรงขมวดพระขนงเช่นกัน
“อาวุธหักแล้ว ก็คือแพ้แล้ว…คุณชายลู่ ท่านคิดว่าอย่างไร?” เย่ซือเหิงตรัสด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“องค์ชายเก้าตรัสถูกแล้ว เป็นข้าเองที่ฝีมือไม่ดี” ลู่เจิ้งรีบเอ่ย พร้อมกับถลึงตามองลู่เยี่ยนเยี่ยนแวบหนึ่ง
เขากลับไปยังที่นั่งของตน มือถึงจะค่อยๆหายสั่น…ต่อให้คุณหนูหกจะยินดีประลองกับเขาอีกสักรอบ เขาก็คงจะไม่มีแรงกำดาบได้แล้ว
ฮ่องเต้อมู่อู่ทอดพระเนตรมองหนานหลี ก่อนจะแย้มพระสรวลแล้วตรัสว่า
“เช่นนั้น…ก็เป็นคุณหนูหกแห่งจวนอันหยางโหวที่ชนะสินะ ออกมารับของรางวัลของเจ้าที่ข้างหน้าเถิด”
เมื่อลู่เยี่ยนเยี่ยนเห็นหนานหลีขอบพระทัยและรับของรางวัลไป ก็โกรธจนหน้าเขียวหน้าม่วง
“พี่ใหญ่! ทั้งหมดเป็นเพราะท่านประมาทศัตรู ถึงได้ไปแพ้ให้กับนาง!”
“เห็นสายประคำขององค์ชายเก้าหรือไม่ ข้าอยากได้สิ่งนั้น” นางกัดฟันกรอด
“อยากได้ ก็ไปช่วงชิงมาด้วยตนเองสิ จะมาโทษข้าทำไม”
ถึงตอนนี้ลู่เยี่ยนเยี่ยนก็ไม่กล้าเอ่ยอะไรออกมาอีก
ถึงแม้…ฮ่องเต้และฮองเฮาจะทรงพระเมตตาและอ่อนโยน แต่หากนางกล้าสงสัยในคำตัดสิน ก็เท่ากับเป็นการลบหลู่เบื้องสูง
หนานหลีรับของรางวัลจากองค์หญิงและฮ่องเต้ฮองเฮาก่อน ในท้ายที่สุดก็มาถึงที่ของเย่ซือเหิง
“ขอบพระทัยองค์ชายเก้าเพคะ” ตามธรรมเนียมแล้วอย่างไรก็ต้องขอบพระทัย
“เข้ามาใกล้ๆ” เย่ซือเหิงตรัสด้วยรอยยิ้ม
หนานหลีไม่ค่อยเข้าใจนัก จึงก้าวไปข้างหน้าสองก้าว
เย่ซือเหิงเอนพระวรกายมาข้างหน้าเล็กน้อย ก่อนจะจับมือนางขึ้นมา แล้วสวมสายประคำหยกสีม่วงให้
นางเงยหน้าขึ้นมองอย่างตกตะลึง ก็เห็นแววพระเนตรของเย่ซือเหิงเจือไปด้วยความอบอุ่นราวกับสายลมในฤดูใบไม้ผลิ…ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด ในทันใดนั้นหัวใจของนางก็พลันสับสนวุ่นวาย รีบชักมือของตนเองกลับ ก่อนจะย่อตัวคารวะแล้วกลับไปยังที่นั่งของตน
มีคนจำที่มาของสายประคำหยกสีม่วงเส้นนั้นได้
ทันใดนั้น...ในใจของแต่ละคนก็มีความคิดแตกต่างกันไป สีหน้าที่มองไปยังหนานหลีก็ดูแปลกไปอย่างยิ่ง
แต่ในเมื่อฮ่องเต้อมู่อู่และองค์ชายเก้าไม่ได้ทรงตรัสอะไร พวกเขาก็ย่อมไม่กล้าเอ่ยอะไรออกมา
เมื่องานเลี้ยงดำเนินไปได้ครึ่งหนึ่ง หนานหลีก็ออกมาสูดอากาศข้างนอก
นางเดินเล่นไปรอบหนึ่ง ก็ได้พบกับเย่ซือเหิงระหว่างทาง…ภายใต้แสงตะวันที่สาดส่อง พระองค์ยิ่งดูสูงศักดิ์สง่างามขึ้นไปอีก
“แดดไม่น้อยเลยนะ เหตุใดเจ้าถึงไม่ให้นางกำนัลกางร่มให้?” เย่ซือเหิงตรัสถาม
พระองค์เพียงแค่ยกพระหัตถ์ขึ้นเล็กน้อย ชิงเฟิงก็ให้นางกำนัลที่ติดตามมาเข้าไปกางร่มบังแดดให้หนานหลี
“ข้าแค่เดินเล่นไปเรื่อยเปื่อย ไม่เป็นไรหรอกเพคะ” หนานหลีรับร่มมา ก่อนจะส่งสายตาเป็นนัย
เย่ซือเหิงทรงเข้าพระทัยในความหมายของนาง จึงรับสั่งให้ผู้ติดตามถอยออกไป เหลือไว้เพียงชิงเฟิงคนเดียว
“เมื่อครู่หม่อมฉันลองดูแล้ว ต้นไม้ในวังแห่งนี้ล้อมรอบตำหนักเฉียนหลงเอาไว้ มีการจัดวางตำแหน่งอย่างเป็นระเบียบและเหมาะสม นับเป็นค่ายกลเก้ามังกรม่วงเพคะ” หนานหลีเอ่ยขึ้น
“ค่ายกลนี้ไม่เพียงแต่จะป้องกันสิ่งชั่วร้ายได้ แต่ยังเป็นประโยชน์ต่อบ้านเมืองและราษฎรอีกด้วย คนที่วางค่ายกลนี้ช่างเก่งกาจยิ่งนัก มีความเป็นไปได้สูงว่า...จะเป็นคนเดียวกับที่สลับชะตาของพระองค์”
สามารถสลับชะตาของคนในราชวงศ์ได้ คาดว่าก็คงจะอยู่ในพระราชวังแห่งนี้เช่นกัน
การที่วันนี้นางยอมมาร่วมงานเลี้ยง ก็เพื่อเรื่องนี้โดยเฉพาะ
สีพระพักตร์ของเย่ซือเหิงพลันเคร่งขรึมลงเล็กน้อย
“นี่เป็นฝีมือของอดีตราชครู…แต่ว่าเขาได้ป่วยตายไปเมื่อสามปีก่อนแล้ว”
“ป่วยตายแล้วรึเพคะ?” หนานหลีขมวดคิ้วแน่น
หากว่าอดีตราชครูคือคนที่สลับชะตาจริงๆ
เช่นนั้น...ไข่มุกวิญญาณของนางถูกฝังไปพร้อมกับเขา หรือว่าถูกส่งต่อให้ศิษย์ไปแล้ว?
เย่ซือเหิงเห็นนางมีท่าทีร้อนรนถึงเพียงนี้ ในพระทัยก็พลันรู้สึกอ่อนโยนขึ้นมา
“เจ้าเป็นกังวลว่าชะตาของข้าจะสลับกลับคืนมาไม่ได้รึ?”
หนานหลีกำลังคิดถึงเรื่องไข่มุกวิญญาณของตนเองอยู่ จึงไม่ได้ฟังให้ชัดเจนว่าเย่ซือเหิงกำลังตรัสอะไร
นางพยักหน้าส่งๆไปก่อนจะเอ่ยต่อ
“ที่พักของอดีตราชครูอยู่ที่ใดเพคะ? หม่อมฉันขเข้าไปดูได้หรือไม่?”
“ย่อมได้อยู่แล้ว” เย่ซือเหิงทรงตอบรับทันที
อดีตราชครูพักอยู่ที่หอดูดาวมาโดยตลอด ซึ่งตั้งอยู่ทางมุมตะวันตกเฉียงใต้ของพระราชวัง
เย่ซือเหิงรับสั่งให้คนไปแจ้งสองสามีภรรยาอันหยางโหวให้ทราบก่อน จึงจะพาหนานหลีไป
อดีตราชครูไม่มีศิษย์ หลังจากที่เขาป่วยตายไป ก็ได้มีการรับสมัครผู้มีความสามารถที่เชี่ยวชาญการดูดาวเข้ามาหลายคน
เมื่อพวกเขาทราบว่าเย่ซือเหิงเสด็จมา ก็รีบพากันออกไปต้อนรับ
หนานหลีจึงเข้าไปยังที่พักของอดีตราชครู เดินสำรวจไปรอบหนึ่ง
(จบตอน)