- หน้าแรก
- นายหญิงแห่งศาสตร์ลึกลับ
- บทที่ 24: รู้ว่าอัปลักษณ์ แล้วยังจะออกมาอวดอีกรึ?
บทที่ 24: รู้ว่าอัปลักษณ์ แล้วยังจะออกมาอวดอีกรึ?
บทที่ 24: รู้ว่าอัปลักษณ์ แล้วยังจะออกมาอวดอีกรึ?
บทที่ 24: รู้ว่าอัปลักษณ์ แล้วยังจะออกมาอวดอีกรึ?
ด้านหนานหลีไม่ได้รับรู้ถึงแผนการของชิงซูเลยแม้แต่น้อย
ตอนนี้ งานเลี้ยงพระราชสมภพของฮองเฮาใกล้จะมาถึงแล้ว ฮูหยินเสิ่นตั้งใจจะพานางเข้าวัง เพื่อถือโอกาสนี้ให้ตระกูลต่างๆได้รับรู้ว่านางถูกตามตัวกลับมาแล้ว
ดังนั้น... ช่วงนี้จึงต้องร่ำเรียนเรื่องมารยาทต่างๆ
หนานหลีเป็นคนฉลาดหลักแหลม แค่มองเพียงครั้งเดียวก็เข้าใจทะลุปรุโปร่ง ทำให้ฮูหยินเสิ่นไม่ต้องเป็นกังวลเลยแม้แต่น้อย
…..
และแล้วก็มาถึงวันจัดงานเลี้ยง นางถูกปลุกขึ้นมาแต่เช้าตรู่ ปล่อยให้เหล่าแม่นมและหยวนเป่าช่วยกันแต่งหน้าทำผมให้
เช่นเดียวกับครั้งก่อน นางสวมชุดกระโปรงผ้าไหมปักดิ้นทอง สวมมงกุฎทองอันเล็ก บนข้อมือประดับด้วยกำไลหยกสีเขียวเนื้อดีคู่หนึ่ง
ในตอนนี้เองนางจึงได้เข้าใจในที่สุดว่าเหตุใดคุณหนูในตระกูลขุนนางเวลาจะไปไหนมาไหนถึงต้องมีคนคอยประคองอยู่เสมอ
ถึงแม้ร่างกายของนางจะแข็งแรงดี การสวมใส่เครื่องประดับเหล่านี้จึงไม่ได้ทำให้เหนื่อยล้า…แต่การเดินเหินนั่งลุกล้วนมีพิธีรีตองอย่างยิ่ง มิเช่นนั้นก็จะดูหยาบคายไร้มารยาท
และนั่นทำให้นางไม่สามารถก้าวขาหรือกางแขนได้อย่างอิสระ แค่ยืนเฉยๆก็รู้สึกอึดอัดไม่น้อยแล้ว
ฉู่หานหลินและฮูหยินเสิ่นพาเพียงหนานหลีเข้าวังไป
รถม้าจอดลงที่ประตูวังด้านข้าง หลังจากยื่นบัตรเชิญให้ตรวจสอบแล้ว ก็สามารถเข้าวังได้
นับแต่โบราณกาลมา พระราชวังก็ไม่ต่างอะไรกับสนามรบ ข้าราชบริพารบางคนตายไปอย่างเงียบเชียบ ไม่รู้ว่าได้รวบรวมวิญญาณอาฆาตไว้มากน้อยเพียงใด…ดังนั้นตลอดเส้นทางที่เดินมา หนานหลีจึงรู้สึกเย็นยะเยือกอยู่บ้าง
อย่างไรก็ตามที่นี่คือพระราชวัง วันนี้นางมาเพื่อร่วมงานเลี้ยงพระราชสมภพ นี่ไม่ใช่เรื่องที่นางควรจะเข้าไปยุ่งเกี่ยว
นางเคยใช้ชีวิตอยู่ในยุควันสิ้นโลกมาก่อน ย่อมเข้าใจดีว่าอำนาจคืออะไร
หากนางทำผิดพลาดในวังแม้เพียงเล็กน้อย ก็จะทำให้คนทั้งตระกูลต้องเดือดร้อนไปด้วย ดังนั้นนางจึงต้องระมัดระวังตัวเป็นอย่างยิ่ง
….
วันนี้งานเลี้ยงจัดขึ้นที่ตำหนักเฉียนหลง
ยังเหลือเวลาอีกเกือบครึ่งชั่วยามกว่างานเลี้ยงจะเริ่ม แต่ในตำหนักก็มีคนมาถึงแล้วไม่น้อย
สองสามีภรรยาฉู่หานหลินพาบุตรสาวเดินทักทายไปทีละคน สายตาของผู้คนจำนวนไม่น้อยต่างก็เจือไปด้วยแววดูแคลน มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่แสดงความยินดีจากใจจริง และปฏิบัติต่อหนานหลีอย่างเป็นมิตร
หนานหลีจดจำคนไม่กี่คนนี้ไว้…ในอนาคตหากพวกเขาต้องการความช่วยเหลือ นางก็จะลดราคาให้เป็นพิเศษ
เมื่อใกล้จะเริ่มงานเลี้ยง ฮ่องเต้และฮองเฮาก็เสด็จมาถึง ด้านหลังยังตามมาด้วยน้องสาวร่วมอุทรของฮ่องเต้นั่นก็คือองค์หญิงฮุ่ยผิง
ทุกคนคุกเข่าลงถวายพระพร
ฮ่องเต้อมู่อู่คือพระราชโอรสองค์โตในสมเด็จพระจักรพรรดินีองค์ก่อนของอดีตฮ่องเต้….ตอนนี้พระองค์มีพระชนมายุใกล้สี่สิบพรรษาแล้ว
นับตั้งแต่ที่อดีตฮ่องเต้สวรรคตไปเมื่อสองปีก่อน พระองค์ก็ทรงงานหนักตลอดทั้งวันทั้งคืน ทั้งตรวจฎีกาใต้แสงเทียนและหารือราชการแผ่นดินกับเหล่าขุนนางคนสำคัญ ทำให้ทรงมีพระลักษณะที่อ่อนล้าอยู่บ้าง
ส่วนสมเด็จพระจักรพรรดินีเซี่ยนั้นทรงฉลองพระองค์อย่างงดงาม มีพระพักตร์ละม้ายคล้ายกับเจิ้นเป่ยโหวอยู่หลายส่วน…แต่ทว่าเมื่อหนานหลีมองเข้าไปในพระเนตรของพระนาง ก็รู้ได้ในทันทีว่าแท้จริงแล้วฮองเฮากำลังทรงพระประชวรอยู่
การที่พระนางฝืนพระวรกายเพื่อเข้าร่วมงานเลี้ยงพระราชสมภพของตนเอง เห็นได้ชัดว่าก็เพื่อทำให้เหล่าขุนนางได้เบาใจ
ฮ่องเต้อมู่อู่แย้มพระสรวลพลางรับสั่งให้ทุกคนลุกขึ้นยืน
ทุกคนจึงถือโอกาสนี้ถวายพระพรวันพระราชสมภพแด่ฮองเฮาเซี่ย หลังจากนั้นจึงทยอยกันกลับไปนั่งที่ของตน
ทันทีที่งานเลี้ยงเริ่มขึ้น เหล่านางกำนัลก็ทยอยกันเข้ามาจัดเรียงพระกระยาหารราวกับสายน้ำ จากนั้นก็มีเสียงขันทีประกาศดังมาจากด้านนอก
“อ๋องเก้าเสด็จ!”
พระพักตร์ของฮ่องเต้อมู่อู่และฮองเฮาเซี่ยพลันปรากฏแววแห่งความยินดีขึ้นมา รีบรับสั่งให้ข้าราชบริพารจัดเตรียมที่ประทับ
นับตั้งแต่ที่เย่ซือเหิงได้รับบาดเจ็บที่พระเพลาจนไม่สะดวกในการเดิน พระองค์ก็ไม่ค่อยได้เข้าร่วมงานเลี้ยงในวังเท่าใดนัก…ดังนั้นการที่วันนี้พระองค์เสด็จมา จึงทำให้ฮองเฮาเซี่ยแย้มพระสรวลกว้างขึ้น พระพักตร์ดูสดใสมีชีวิตชีวาขึ้นหลายส่วน
ยังคงเป็นชิงเฟิงที่เข็นรถเข็นของเย่ซือเหิงเข้ามาในตำหนัก…พระองค์ทรงฉลองพระองค์ด้วยชุดผ้าไหมสีดำขลับ สวมมงกุฎทองคำประดับหยก รัดบั้นพระองค์ด้วยสายรัดหยก ชายฉลองพระองค์ปักประดับด้วยดิ้นทองอย่างงดงาม ฝีเข็มละเอียดประณีต ลวดลายมังกรที่ปักไว้บนนั้นดูราวกับมีชีวิต
พระพักตร์ของพระองค์หล่อเหลา โครงหน้าสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ มาถึงก็ดึงดูดสายตาของผู้คนจำนวนไม่น้อยทันที….ถึงแม้ว่าจะไม่สามารถเดินได้ แต่ก็ยังคงแผ่รัศมีแห่งความสูงศักดิ์มาแต่กำเนิด ทำให้ผู้คนรู้สึกว่าพระองค์ช่างบริสุทธิ์สูงส่งเกินกว่าจะอาจเอื้อม
เย่ซือเหิงกวาดสายพระเนตรมองไปรอบๆและในไม่ช้า...ก็พบร่างของหนานหลี
นางแต่งหน้าอ่อนๆดูงดงามน่ารัก พระองค์ทอดพระเนตรมองนางอยู่เนิ่นนานจึงจะละสายพระเนตรกลับมา
“ถวายพระพรพ่ะย่ะค่ะ เสด็จพี่, พี่สะใภ้” น้ำเสียงของเย่ซือเหิงเยือกเย็นใสดุจสายน้ำ
“ไม่ต้องมากพิธี” ฮ่องเต้อมู่อู่แย้มพระสรวลอย่างเบิกบาน ก่อนจะรับสั่งให้ชิงเฟิงเข็นเย่ซือเหิงไปประทับยังที่นั่ง
นี่คือน้องชายคนเล็กที่สุดของพระองค์ และยังเป็นน้องชายที่ทรงพึ่งพาได้มากที่สุดอีกด้วย…ในอดีตเมื่อครั้งที่ขาของเย่ซือเหิงยังดีอยู่ แคว้นฝ่ายเหนือก็แข็งแกร่งจนไม่มีใครกล้ารุกราน
เมื่อครึ่งปีก่อน แคว้นศัตรูเห็นว่าเย่ซือเหิงไม่สามารถเดินได้แล้ว จึงระดมพลเข้าโจมตี หมายจะล้างอายในครั้งก่อน…ทว่าต่อให้เย่ซือเหิงจะไม่สามารถลงสนามรบด้วยตนเองได้ พระองค์ก็ยังคงบัญชาการรบได้อย่างยอดเยี่ยมราวกับเทพยดา ทำให้ทหารข้าศึกมีแต่มา...ไม่มีกลับ!
ฮ่องเต้อมู่อู่ทรงยินดีเป็นอย่างยิ่ง
และเนื่องจากเย่ซือเหิงได้รับพระราชทานยศจนไม่มีตำแหน่งใดจะสูงไปกว่านี้แล้ว…ในท้ายที่สุดพระองค์จึงทรงมีพระราชโองการให้ยกเว้นการถวายบังคมของเย่ซือเหิง อีกทั้งยังพระราชทานจวนและแก้วแหวนเงินทองอีกมากมาย
อาจกล่าวได้ว่าในแคว้นมู่แห่งนี้ เย่ซือเหิงคือผู้ที่อยู่ใต้คนเพียงคนเดียว แต่อยู่เหนือคนนับหมื่น…และมีเพียงพระองค์เท่านั้น ที่สามารถประทับนั่งเคียงข้างฮ่องเต้อมู่อู่ได้
เกียรติยศอันสูงส่งเช่นนี้ แม้แต่องค์รัชทายาทในปัจจุบันก็ยังเทียบไม่ได้
หลังจากดื่มสุราไปได้สามจอก ฮองเฮาเซี่ยก็ทรงนึกขึ้นมาได้ว่าวันนี้อันหยางโหวฮูหยินได้พาบุตรสาวเข้าวังมาด้วย
เมื่อวันก่อน…พี่ชายของพระนางได้เข้าวังมาทูลว่าคุณหนูหกผู้นั้นมีอุปนิสัยที่ดีงาม แถมยังมีฝีมืออยู่บ้าง สามารถช่วยชีวิตหลานชายของพระนางไว้ได้ ดังนั้นพระนางจึงอยากจะเห็นหน้าสักครั้ง
“ได้ยินว่าบุตรสาวของอันหยางโหวที่พลัดพรากไปนานหลายปี ในที่สุดก็ตามหากลับมาได้แล้ว ช่างน่ายินดีจริงๆ” ฮองเฮาเซี่ยตรัสด้วยรอยยิ้ม
“เป็นเพราะบารมีของฝ่าบาทและฮองเฮา ข้าพระองค์และภรรยาจึงได้พบหน้าและรู้จักกับบุตรสาวอีกครั้ง” ฉู่หานหลินรีบลุกขึ้นพร้อมกับภรรยาและบุตรสาวเพื่อขอบพระทัย
อันที่จริง...ผู้คนในที่นี้ล้วนได้เห็นหน้าหนานหลีกันไปแล้วก่อนหน้านี้ แต่บัดนี้เมื่อเห็นนางขอบพระทัยอย่างมีระเบียบแบบแผน ไม่ได้มีท่าทีประหม่าหรืออิดออดเลยแม้แต่น้อย ก็ทำให้ในใจรู้สึกนับถือขึ้นมาบ้าง
ทว่า...องค์หญิงฮุ่ยผิงกลับตรัสขึ้นว่า
“ช่างงดงามน่ารักจริงๆละม้ายคล้ายกับโหวฮูหยินอยู่หลายส่วน เพียงแต่ว่า...ไม่รู้ว่าฝีมือการดีดพิณจะยอดเยี่ยมเหมือนโหวฮูหยินหรือไม่”
“เช่นนั้น...เจ้าลองบรรเลงสักเพลงหนึ่ง เพื่อถวายพระพรวันพระราชสมภพแด่ฮองเฮา แสดงความจริงใจสักหน่อยเป็นไร”
ฮูหยินเสิ่นพลันมีสีหน้าลำบากใจ
บุตรสาวของนางไม่ชอบเรื่องพวกนี้ นางเองก็ไม่เคยคิดจะบังคับให้บุตรสาวต้องเรียน
แต่ในเมื่อองค์หญิงฮุ่ยผิงทรงเอ่ยปากแล้ว หากว่าปฏิเสธไป ก็เท่ากับเป็นการไม่เคารพฮองเฮา
เด็กสาวคนหนึ่งที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามลุกขึ้นยืน นางคือบุตรสาวคนโตของท่านเสนาบดี ลู่เยี่ยนเยี่ยน…นางได้เอ่ยขึ้นว่า
“ได้ยินมาว่าคุณหนูหกเติบโตขึ้นในชนบทมาก่อน นี่ก็เพิ่งจะกลับมาได้ไม่นาน นางคงจะไม่สันทัดเรื่องนี้กระมังเพคะ องค์หญิงมิสู้ให้หม่อมฉันแสดงฝีมืออันต่ำต้อยนี้แทนดีหรือไม่เพคะ”
ผู้คนจำนวนไม่น้อยต่างพากันยกมือขึ้นปิดปากหัวเราะคิกคัก สายตาที่มองไปยังหนานหลีก็ยิ่งเจือไปด้วยความดูแคลนมากขึ้นไปอีก
องค์หญิงฮุ่ยผิงเลิกพระขนงขึ้น “ในเมื่อเป็นเช่นนี้...”
….
“หึ…รู้ว่าตนเองอัปลักษณ์ แล้วยังจะออกมาอวดอีกรึ?” เย่ซือเหิงผู้เยือกเย็นพลันเอ่ยขึ้น
คำพูดนี้ทำให้สีหน้าของลู่เยี่ยนเยี่ยนแข็งค้างไปทันที
ท่านเสนาบดีรู้สึกสงสารบุตรสาว จึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยท้วง
“องค์ชายเก้า เหตุใดจึงต้องทรงกดดันถึงเพียงนี้? บุตรสาวของข้า...เพียงแค่ต้องการจะช่วยคุณหนูหกแก้สถานการณ์เท่านั้น”
“จะช่วยแก้สถานการณ์ หรือต้องการจะหยามเกียรติ ข้าคิดว่าทุกคนในที่นี้คงจะฟังออก” เย่ซือเหิงตรัสไม่ไว้หน้า
องค์หญิงฮุ่ยผิงเหลือบพระเนตรมองเขาแวบหนึ่ง
“น้องเก้า อันที่จริงคุณหนูลู่ก็พูดความจริง เจ้าจะไปกดดันนางถึงเพียงนั้นทำไมกัน”
ลู่เยี่ยนเยี่ยนแอบหลงรักเย่ซือเหิงมานานแล้ว นางไม่คิดว่าเขาจะปกป้องคุณหนูหกผู้นั้น แต่กลับคิดว่าเขาแค่ต้องการจะทำให้นางต้องอับอายเท่านั้น
นางจ้องมองไปยังหนานหลี ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความร้ายกาจ
“คุณหนูหก มารดาของเจ้ามีฝีมือการดีดพิณเป็นเลิศ เจ้าก็ควรจะตั้งใจเรียนรู้จากนางให้ดี”
‘การเป็น...คุณหนูในตระกูลขุนนางช่างน่ารำคาญเสียจริง’ หนานหลีคิดในใจ
นางไม่ต้องการจะไหลไปตามกระแส เป็นสตรีที่รู้หนังสือเข้าใจมารยาท แล้ววันๆเอาแต่ปรนนิบัติสามี….ดังนั้น วันนี้มิสู้สร้างภาพลักษณ์ของตนเองให้ชัดเจนไปเลยดีกว่า
“เฉิงเต๋อไทเฮาทรงมีฝีมือเพลงดาบเป็นเลิศ เคยช่วยชีวิตไท่จู่ฮ่องเต้ไว้ในยามคับขัน จะเห็นได้ว่า...สตรีก็ไม่จำเป็นต้องเรียนแค่พิณ หมากล้อม การเขียนอักษร หรือการวาดภาพเสมอไป” หนานหลีเดินออกมาข้างหน้าอย่างช้าๆ
“ไม่ทราบว่าคุณชายลู่ พอจะยินดีประลองกับข้าสักเพลงสองเพลง เพื่อถวายพระพรแด่ฮองเฮาได้หรือไม่”
ยังไม่ทันที่ลู่เจิ้งจะเอ่ยตอบ ลู่เยี่ยนเยี่ยนก็ชิงพูดขึ้นมาก่อน
“กับเจ้าน่ะรึ? ดูแล้ว…อ่อนแอเปราะบางถึงเพียงนี้ เจ้าจะรับมือพี่ใหญ่ของข้าได้ถึงสามกระบวนท่าหรือไม่ก็ยังไม่รู้เลย”
ลู่เจิ้งนั้นเป็นที่เลื่องลือในเมืองหลวงว่าเก่งทั้งบุ๋นและบู๊….เขาเป็นคนมีคุณธรรม ในตอนแรกเขาจึงเอ่ยตำหนิลู่เยี่ยนเยี่ยนไปคำหนึ่ง ก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วเอ่ยว่า
“คุณหนูหก อันที่จริงบุรุษและสตรีมีพละกำลังแตกต่างกัน เกรงว่าจะไม่เหมาะสมนัก”
(จบตอน)