เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 23: หม้อยาเมฆาม่วง

บทที่ 23: หม้อยาเมฆาม่วง

บทที่ 23: หม้อยาเมฆาม่วง


บทที่ 23: หม้อยาเมฆาม่วง

ริมฝีปากของปรมาจารย์หลี่สั่นระริก ตอนนี้เขาโกรธจนพูดไม่ออก

เเต่เหล่านักพรตน้อยไม่สนใจ หันไปโขกศีรษะให้หนานหลีอีกครั้ง

“ขอคุณหนูฉู่โปรดรับพวกเราด้วย มิเช่นนั้นพวกเราจะคุกเข่าอยู่อย่างนี้ไม่ลุกขึ้น!”

มุมปากของหนานหลีกระตุกเล็กน้อย…นี่มันบังคับซื้อบังคับขายกันชัดๆ

“ข้าไม่ต้องการรับ” นางปฏิเสธทันควัน

“คุณหนูฉู่ วิชาอาคมของท่านสูงส่งยิ่งนัก พวกเราล้วนเลื่อมใสจากใจจริง รับรองว่าจะตั้งใจศึกษาเล่าเรียนอย่างแน่นอน”

“อีกอย่าง...พรสวรรค์ของพวกเราก็ไม่เลว ในอนาคตย่อมเชื่อฟังท่านแต่เพียงผู้เดียว” นักพรตน้อยคนหนึ่งมองนางด้วยสายตาที่จริงใจและมุ่งมั่น

“พรสวรรค์เป็นเรื่องรอง สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ...” หนานหลีหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกวาดสายตามองใบหน้าของพวกเขาทีละคน

“ข้าไม่รับคนอายุมากกว่าข้า”

“……”

พลัน...ทั่วทั้งลานเรือนก็ตกอยู่ในความเงียบสงัด

ถึงตอนนี้ ปรมาจารย์หลี่ก็กลับมามีท่าทีลำพองใจอีกครั้ง

“ใช่แล้ว! ไม่ดูสารรูปตัวเองเสียบ้างว่าอายุเท่าไหร่กันแล้ว”

“พวกเจ้าทรยศอาจารย์ทำลายสำนัก เว้นเสียแต่ว่าจะโขกศีรษะให้ข้าสามครั้งอย่างจริงใจ มิเช่นนั้น...ก็อย่าหวังว่าจะได้กลับมาเป็นศิษย์ของข้าอีก”

นักพรตน้อยสองสามคนมองหน้ากันไปมา และในไม่ช้าก็ตัดสินใจได้

“ต่อให้คุณหนูฉู่จะไม่ยอมรับพวกเรา พวกเราก็จะไม่กลับไปเป็นศิษย์ของท่าน!” นักพรตน้อยที่เป็นหัวหน้าเอ่ยขึ้นด้วยความโกรธเคือง

“พวกเราก็นึกว่าท่านซ่อนฝีมือที่แท้จริงเอาไว้ไม่ยอมสั่งสอน ใครเลยจะรู้ว่าท่านไม่มีฝีมือจริงๆหากว่าพวกเรายังคงติดตามท่านต่อไป ก็เท่ากับเป็นการเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์”

บาดแผลบนร่างกายของพวกเขายังคงเจ็บปวดอยู่เลย…หากไม่มีคุณหนูฉู่ คืนนี้พวกเขาคงต้องตายอยู่ที่นี่เป็นแน่

เมื่อถูกศิษย์เนรคุณพวกนี้หยามเกียรติถึงเพียงนี้ ในตอนนี้...ปรมาจารย์หลี่รู้สึกเจ็บปวดไปทั้งตับไตไส้พุง

ถึงแม้ว่าหนานหลีจะไม่รับพวกเขาเป็นศิษย์ แต่เหล่านักพรตน้อยก็ยังคงคำนับหนานหลีอีกครั้งด้วยความเคารพ ก่อนจะเตรียมตัวจากไป

“เดี๋ยวก่อน” หนานหลีเอ่ยเรียกไว้ ก่อนจะซัดยันต์แผ่นหนึ่งออกไป

“ไปที่อารามจันทราแห่งเหลียนโจว ที่นั่นกำลังขาดคนหาบน้ำอยู่พอดี”

สิ่งที่คนในอารามเร้นลับให้ความสำคัญที่สุดก็คือ จิตใจ…จิตใจของพวกเขายังพอจะขัดเกลาได้ ประกอบกับพรสวรรค์ก็ไม่เลว เจ้าชิงซูนั่นน่าจะชอบใจอยู่ไม่น้อย

เหล่านักพรตน้อยรับยันต์ไป บนใบหน้าของแต่ละคนต่างก็เผยสีหน้ายินดีออกมา…ที่คุณหนูฉู่ให้พวกเขาไปยังอารามจันทรา ก็ต้องเป็นการทดสอบพวกเขาอย่างแน่นอน

ขอเพียงผ่านการทดสอบไปได้ ก็จะสามารถกลายเป็นศิษย์ในห้องของนางได้…ต้องเป็นเช่นนี้แน่ๆ!

ปรมาจารย์หลี่จ้องมองยันต์แผ่นนั้นตาไม่กะพริบ

เเละเมื่อเหล่านักพรตน้อยจากไป เขาก็เก็บข้าวของของตนเอง แล้วรีบตามไปทันที

…..

คฤหาสน์สกุลเซียวกลับคืนสู่ความสงบอีกครั้ง

เพียงแต่ว่า...ห้องครัวเพิ่งจะถูกรื้อค้นจนเละเทะไปหมด จึงทำได้เพียงบะหมี่น้ำใสชามหนึ่งให้หนานหลีรองท้อง

นางไม่ได้รีบร้อนจากไป หลังจากเดินสำรวจไปทั่วคฤหาสน์สกุลเซียวรอบหนึ่ง ก็พบว่าฮวงจุ้ยบางจุดของคฤหาสน์ไม่ค่อยดีนัก จึงลงมือแก้ไขให้เสียเลย

ถึงแม้จะเป็นยามดึกแล้ว  แต่ภายใต้แสงจันทร์ สองสามีภรรยาสกุลเซียวก็ยังรู้สึกว่าทิวทัศน์ตรงหน้าดูสบายตาขึ้นไม่น้อย…ความเลื่อมใสที่พวกเขามีต่อหนานหลีก็ยิ่งเพิ่มพูนขึ้นไปอีกหลายส่วน

ทั้งสองไม่พูดพร่ำทำเพลง หยิบตั๋วเงินออกมาเพื่อแสดงความขอบคุณ เเละมันมีมูลค่า...รวมกันถึงสามพันตำลึง

“เดิมที...เงินจำนวนนี้ตั้งใจจะมอบให้ปรมาจารย์หลี่ แต่บัดนี้เป็นคุณหนูหกที่ช่วยพวกเราจัดการกับปีศาจร้ายได้ ขอคุณหนูหกโปรดรับไว้ด้วยเถิด” ท่านเซียวเอ่ยขึ้น

“ด้วยฝีมือระดับเขา...ยังกล้ารับเงินสามพันตำลึงอีกรึ?” หนานหลีนับตั๋วเงินในมืออย่างคร่าวๆพลางรู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง

ปรมาจารย์หลี่ไม่ได้รู้จักประเมินตนเองเลยหรืออย่างไร?

แต่ก็ต้องยอมรับเลยว่า ทำอาชีพนี้ที่นี่ช่างทำเงินได้ดีจริงๆ

“ก็ใช่น่ะสิ คืนนี้โชคดีที่มีคุณหนูหกช่วยพลิกสถานการณ์ไว้ได้” ท่านเซียวเบ้ปาก

หนานหลีหยิบตั๋วเงินใบละห้าร้อยตำลึงออกมาเพียงสองใบ ก่อนจะเอ่ยว่า

“พี่ใหญ่ของข้ากำลังจะแต่งงานกับพี่สาวเซียวในไม่ช้า ก็ถือว่าเป็นครอบครัวเดียวกัน ข้าลดราคาให้พวกท่านก็แล้วกัน”

เมื่อได้ยินดังนั้น ทั้งสองก็ยิ้มพลางพยักหน้ารับคำ

หนานหลีพักค้างคืนที่คฤหาสน์สกุลเซียวหนึ่งคืน

….

ในวันรุ่งขึ้นหลังจากที่เซียวหว่านอี๋ได้ออกไปรับแสงแดด พลังหยางของนางก็ฟื้นฟูกลับคืนมา พลังปีศาจที่เกาะกุมอยู่ระหว่างคิ้วก็สลายหายไปพร้อมกัน

ห้องครัวยังคงยกอาหารเช้ามาให้เต็มโต๊ะเช่นเคย…หากเป็นเมื่อก่อน เซียวหว่านอี๋คงจะหยิบตะเกียบขึ้นมาโซ้ยโดยไม่พูดไม่จา แต่เช้านี้เมื่อนางเห็นอาหารเต็มโต๊ะ กลับไม่มีความอยากอาหารเหมือนเช่นเคย

เดิมทีนางยังไม่ค่อยเชื่อว่าผีอดอยากถูกปราบไปแล้ว…ถึงตอนนี้นางจึงตื่นเต้นดีใจอย่างยิ่งยวด เเล้วโผเข้ากอดหนานหลีทันที

“น้องหก ขอบคุณเจ้ามากนะ!”

“ข้า...ข้าไม่รู้สึกอยากกินของตลอดเวลาเหมือนเมื่อก่อนแล้ว!”

“พี่สาวเซียว เรื่องเล็กน้อยเท่านั้น ท่านไม่ต้องใส่ใจหรอก อีกอย่าง...ข้าก็รับเงินไปแล้วด้วย”

“ต่อให้รับเงินไปแล้ว ข้าก็ยังต้องขอบคุณเจ้าอยู่ดี” ในที่สุดเซียวหว่านอี๋ก็ยอมปล่อยหนานหลี

ทว่า พอนางมองดูนิ้วอวบๆของตนเอง แล้วหันไปส่องกระจก ในพริบตา...น้ำตาก็ไหลอาบสองแก้มอีกครั้ง ร้องไห้จนพูดไม่ออก

“แต่ข้ายังอ้วนขนาดนี้อยู่เลย ชุดแต่งงานที่ทำไว้ก่อนหน้านี้ก็ใส่ไม่ได้แล้ว”

หนานหลีรู้ดีอยู่แล้วว่าเซียวหว่านอี๋จะต้องกังวลเรื่องนี้ จึงหยิบม้วนตำราออกมาม้วนหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยว่า

“พี่สาวเซียวโปรดวางใจ ขอเพียงท่านฝึกฝนตามตำราม้วนนี้ ข้ารับรองว่าในหนึ่งเดือนท่านจะลดน้ำหนักได้ห้าสิบชั่ง ถึงเวลาที่ท่านออกเรือน...จะต้องงดงามอย่างแน่นอน”

เซียวหว่านอี๋รีบเช็ดน้ำตา ก่อนจะรับม้วนตำรามาดู

และในทันทีนั้นเอง...นางก็แทบจะตาลายหน้ามืดจนเป็นลมล้มพับไป

บนม้วนตำราระบุไว้ชัดเจนว่า วันหนึ่งต้องฝึกฝนถึงสี่ยาม เเละห้ามเกียจคร้านโดยเด็ดขาด…แม้แต่การกิน ก็ต้องควบคุมอย่างเข้มงวด ห้ามกินไขมัน และห้ามกินเกินปริมาณโดยเด็ดขาด

หนานหลีรีบประคองเซียวหว่านอี๋ที่กำลังจะล้มลง ก่อนจะสรุปสั้นๆว่า “พูดง่ายๆก็คือ ขยับขาให้มาก เข้าปากให้น้อย”

เซียวหว่านอี๋รู้สึกชาวาบไปทั้งศีรษะ ก่อนจะเอ่ยออกมาอย่างยากลำบาก “ข้า...ข้าเข้าใจแล้ว...”

…..

ณ เวลานี้ คนที่กำลังทุกข์ทรมานไม่ได้มีเพียงเซียวหว่านอี๋เท่านั้น แต่ยังมีปรมาจารย์หลี่อีกด้วย

พวกเขาใช้เวลาเดินทางถึงสามวันจึงจะมาถึงอารามจันทรา เเละเมื่อ...ชิงซูเห็นยันต์แผ่นนั้น มุมปากของเขาก็กระตุกอย่างรุนแรงถึงสองครั้ง

“นางไม่ได้กลับบ้านไปรับมรดกแล้วรึ? แล้วยังจะมารับศิษย์ให้อารามจันทราของข้าอีก?” เขาทำหน้าเหม็นเบื่อเต็มทน

“เจ้าเด็กพวกนี้ก็แล้วไปเถอะ แต่ทำไมถึงได้รับคนแก่มาด้วย? ดูแล้วอายุน่าจะมากกว่าข้าเสียอีก”

“ท่านนักพรตเข้าใจผิดแล้ว เขาฝีมือไม่เอาไหน แต่ดึงดันจะตามพวกเรามาเอง” นักพรตน้อยเอ่ยขึ้นว่า

“ข้าฝีมือไม่เอาไหนตรงไหนกัน ข้ามาเยี่ยมเยียนต่างหาก!” ปรมาจารย์หลี่ถึงกับหนวดกระดิก

เขาแค่อยากจะมาดูให้เห็นกับตา ว่ายัยเด็กนั่นเป็นศิษย์ของใครกันแน่

หากว่าสามารถแอบเรียนวิชาจากที่นี่ไปได้สักกระบวนท่าสองกระบวนท่า ก็คงจะดีไม่น้อย

ชิงซูแค่นเสียง "ฮึ" ออกมา ก่อนจะชี้ไปยังถังน้ำและไม้คานที่วางอยู่ด้านข้าง

“ข้าไม่สนว่าเจ้าจะมาเยี่ยมเยียนหรือมาขอเป็นศิษย์ หากว่าอยากจะอยู่ที่อารามจันทรา ก็ต้องหาบน้ำให้เต็มตุ่ม”

“นี่น่ะหรือ...คือธรรมเนียมต้อนรับแขกของอารามจันทรา?” ปรมาจารย์หลี่มองไปยังเส้นทางลงเขา ขาทั้งสองข้างของเขาก็เริ่มสั่นอย่างห้ามไม่อยู่

ส่วนเหล่านักพรตน้อยนั้นต่างก็ตื่นเต้นดีใจกันถ้วนหน้า...ขอเพียงพวกเขาหาบน้ำ ก็จะได้อยู่ที่นี่ต่อ ถึงตอนนั้นก็จะได้ร่ำเรียนวิชากับคุณหนูฉู่แล้ว!

ทั้งสองสามคนไม่พูดพร่ำทำเพลง รีบหาบถังน้ำแล้วลงเขาไปทันที

ปรมาจารย์หลี่ไม่ยอมขยับ สังขารแก่ๆของเขาจะไปทนทรมานแบบนี้ได้อย่างไร

“เจ้าไม่หาบน้ำ แล้วยังไม่ไปอีกรึ?” ชิงซูจ้องมองเขาเขม็ง

“ข้าคือปรมาจารย์หลี่เจิ้งขุยแห่งอารามเป่ยเฟิงนะ เจ้ากล้าให้ข้าไปหาบน้ำรึ?!” เมื่อจนปัญญา ปรมาจารย์หลี่จึงต้องแสดงสถานะของตนเองออกมา

ชิงซูเลิกคิ้วขึ้น “อ้อ... ที่แท้ก็เป็นคนของอารามเป่ยเฟิง เช่นนั้นเจ้าต้องการอะไร?”

“นักพรตผู้นี้ได้เห็นยันต์ที่ศิษย์ของท่านใช้ในเมืองหลวง ช่างทรงอานุภาพอย่างแท้จริง ไม่ทราบว่าเป็นฝีมือของท่านหรือไม่?”

ชิงซูรู้ได้ในทันทีว่าคนผู้นี้คิดจะทำอะไร เขาก็หรี่ตาลงเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยว่า

“ข้าจะมีฝีมือถึงเพียงนั้นได้อย่างไร ยันต์พวกนั้นย่อมต้องเป็นหนานหลีที่ใช้พู่กันดวงดาราวาดขึ้นมา ถึงได้มีอานุภาพร้ายกาจถึงเพียงนี้”

“พู่กันดวงดารา?!” หลี่เจิ้งขุยเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจอย่างยิ่ง

ตามที่บันทึกไว้ บรรพจารย์ผู้ก่อตั้งอารามจันทรานั้นอาศัยเพียงพู่กันด้ามหนึ่งกับดาบเล่มหนึ่งสร้างชื่อเสียงขึ้นมา

แต่ทว่าพอบรรพจารย์ผู้นั้นสิ้นอายุขัยไป ศิษย์ของอารามจันทราก็มีฝีมือธรรมดาๆดังนั้น...คนของอารามเป่ยเฟิงจึงคิดว่านั่นเป็นเพียงข่าวลือ

เขาเคยเห็นยันต์ของหนานหลีมาแล้ว คาดว่ายันต์อัสนีบาตสวรรค์นั่นก็น่าจะวาดขึ้นด้วยพู่กันดวงดาราเช่นกัน

หากว่าอารามเป่ยเฟิงของเขาได้พู่กันด้ามนี้มาครอบครอง ฝีมือย่อมต้องแข็งแกร่งขึ้นอย่างมหาศาลแน่นอน

หลี่เจิ้งขุยแสยะยิ้มที่มุมปาก ก่อนจะรีบร้อนลงเขาไป

ชิงซูมองแผ่นหลังของเขาพลางยิ้มเล็กน้อย

“ศิษย์รักเอ๋ย...อาจารย์คงจะช่วยเจ้าได้ถึงเพียงนี้แล้วล่ะนะ”

“ที่อารามเป่ยเฟิงนั่นน่ะ มีหม้อยาเมฆาม่วงอยู่ใบหนึ่ง เป็นถึงหม้อยาอันดับหนึ่งในใต้หล้าเชียวนะ”

(จบตอน)

จบบทที่ บทที่ 23: หม้อยาเมฆาม่วง

คัดลอกลิงก์แล้ว