- หน้าแรก
- นายหญิงแห่งศาสตร์ลึกลับ
- บทที่ 23: หม้อยาเมฆาม่วง
บทที่ 23: หม้อยาเมฆาม่วง
บทที่ 23: หม้อยาเมฆาม่วง
บทที่ 23: หม้อยาเมฆาม่วง
ริมฝีปากของปรมาจารย์หลี่สั่นระริก ตอนนี้เขาโกรธจนพูดไม่ออก
เเต่เหล่านักพรตน้อยไม่สนใจ หันไปโขกศีรษะให้หนานหลีอีกครั้ง
“ขอคุณหนูฉู่โปรดรับพวกเราด้วย มิเช่นนั้นพวกเราจะคุกเข่าอยู่อย่างนี้ไม่ลุกขึ้น!”
มุมปากของหนานหลีกระตุกเล็กน้อย…นี่มันบังคับซื้อบังคับขายกันชัดๆ
“ข้าไม่ต้องการรับ” นางปฏิเสธทันควัน
“คุณหนูฉู่ วิชาอาคมของท่านสูงส่งยิ่งนัก พวกเราล้วนเลื่อมใสจากใจจริง รับรองว่าจะตั้งใจศึกษาเล่าเรียนอย่างแน่นอน”
“อีกอย่าง...พรสวรรค์ของพวกเราก็ไม่เลว ในอนาคตย่อมเชื่อฟังท่านแต่เพียงผู้เดียว” นักพรตน้อยคนหนึ่งมองนางด้วยสายตาที่จริงใจและมุ่งมั่น
“พรสวรรค์เป็นเรื่องรอง สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ...” หนานหลีหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกวาดสายตามองใบหน้าของพวกเขาทีละคน
“ข้าไม่รับคนอายุมากกว่าข้า”
“……”
พลัน...ทั่วทั้งลานเรือนก็ตกอยู่ในความเงียบสงัด
ถึงตอนนี้ ปรมาจารย์หลี่ก็กลับมามีท่าทีลำพองใจอีกครั้ง
“ใช่แล้ว! ไม่ดูสารรูปตัวเองเสียบ้างว่าอายุเท่าไหร่กันแล้ว”
“พวกเจ้าทรยศอาจารย์ทำลายสำนัก เว้นเสียแต่ว่าจะโขกศีรษะให้ข้าสามครั้งอย่างจริงใจ มิเช่นนั้น...ก็อย่าหวังว่าจะได้กลับมาเป็นศิษย์ของข้าอีก”
นักพรตน้อยสองสามคนมองหน้ากันไปมา และในไม่ช้าก็ตัดสินใจได้
“ต่อให้คุณหนูฉู่จะไม่ยอมรับพวกเรา พวกเราก็จะไม่กลับไปเป็นศิษย์ของท่าน!” นักพรตน้อยที่เป็นหัวหน้าเอ่ยขึ้นด้วยความโกรธเคือง
“พวกเราก็นึกว่าท่านซ่อนฝีมือที่แท้จริงเอาไว้ไม่ยอมสั่งสอน ใครเลยจะรู้ว่าท่านไม่มีฝีมือจริงๆหากว่าพวกเรายังคงติดตามท่านต่อไป ก็เท่ากับเป็นการเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์”
บาดแผลบนร่างกายของพวกเขายังคงเจ็บปวดอยู่เลย…หากไม่มีคุณหนูฉู่ คืนนี้พวกเขาคงต้องตายอยู่ที่นี่เป็นแน่
เมื่อถูกศิษย์เนรคุณพวกนี้หยามเกียรติถึงเพียงนี้ ในตอนนี้...ปรมาจารย์หลี่รู้สึกเจ็บปวดไปทั้งตับไตไส้พุง
ถึงแม้ว่าหนานหลีจะไม่รับพวกเขาเป็นศิษย์ แต่เหล่านักพรตน้อยก็ยังคงคำนับหนานหลีอีกครั้งด้วยความเคารพ ก่อนจะเตรียมตัวจากไป
“เดี๋ยวก่อน” หนานหลีเอ่ยเรียกไว้ ก่อนจะซัดยันต์แผ่นหนึ่งออกไป
“ไปที่อารามจันทราแห่งเหลียนโจว ที่นั่นกำลังขาดคนหาบน้ำอยู่พอดี”
สิ่งที่คนในอารามเร้นลับให้ความสำคัญที่สุดก็คือ จิตใจ…จิตใจของพวกเขายังพอจะขัดเกลาได้ ประกอบกับพรสวรรค์ก็ไม่เลว เจ้าชิงซูนั่นน่าจะชอบใจอยู่ไม่น้อย
เหล่านักพรตน้อยรับยันต์ไป บนใบหน้าของแต่ละคนต่างก็เผยสีหน้ายินดีออกมา…ที่คุณหนูฉู่ให้พวกเขาไปยังอารามจันทรา ก็ต้องเป็นการทดสอบพวกเขาอย่างแน่นอน
ขอเพียงผ่านการทดสอบไปได้ ก็จะสามารถกลายเป็นศิษย์ในห้องของนางได้…ต้องเป็นเช่นนี้แน่ๆ!
ปรมาจารย์หลี่จ้องมองยันต์แผ่นนั้นตาไม่กะพริบ
เเละเมื่อเหล่านักพรตน้อยจากไป เขาก็เก็บข้าวของของตนเอง แล้วรีบตามไปทันที
…..
คฤหาสน์สกุลเซียวกลับคืนสู่ความสงบอีกครั้ง
เพียงแต่ว่า...ห้องครัวเพิ่งจะถูกรื้อค้นจนเละเทะไปหมด จึงทำได้เพียงบะหมี่น้ำใสชามหนึ่งให้หนานหลีรองท้อง
นางไม่ได้รีบร้อนจากไป หลังจากเดินสำรวจไปทั่วคฤหาสน์สกุลเซียวรอบหนึ่ง ก็พบว่าฮวงจุ้ยบางจุดของคฤหาสน์ไม่ค่อยดีนัก จึงลงมือแก้ไขให้เสียเลย
ถึงแม้จะเป็นยามดึกแล้ว แต่ภายใต้แสงจันทร์ สองสามีภรรยาสกุลเซียวก็ยังรู้สึกว่าทิวทัศน์ตรงหน้าดูสบายตาขึ้นไม่น้อย…ความเลื่อมใสที่พวกเขามีต่อหนานหลีก็ยิ่งเพิ่มพูนขึ้นไปอีกหลายส่วน
ทั้งสองไม่พูดพร่ำทำเพลง หยิบตั๋วเงินออกมาเพื่อแสดงความขอบคุณ เเละมันมีมูลค่า...รวมกันถึงสามพันตำลึง
“เดิมที...เงินจำนวนนี้ตั้งใจจะมอบให้ปรมาจารย์หลี่ แต่บัดนี้เป็นคุณหนูหกที่ช่วยพวกเราจัดการกับปีศาจร้ายได้ ขอคุณหนูหกโปรดรับไว้ด้วยเถิด” ท่านเซียวเอ่ยขึ้น
“ด้วยฝีมือระดับเขา...ยังกล้ารับเงินสามพันตำลึงอีกรึ?” หนานหลีนับตั๋วเงินในมืออย่างคร่าวๆพลางรู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง
ปรมาจารย์หลี่ไม่ได้รู้จักประเมินตนเองเลยหรืออย่างไร?
แต่ก็ต้องยอมรับเลยว่า ทำอาชีพนี้ที่นี่ช่างทำเงินได้ดีจริงๆ
“ก็ใช่น่ะสิ คืนนี้โชคดีที่มีคุณหนูหกช่วยพลิกสถานการณ์ไว้ได้” ท่านเซียวเบ้ปาก
หนานหลีหยิบตั๋วเงินใบละห้าร้อยตำลึงออกมาเพียงสองใบ ก่อนจะเอ่ยว่า
“พี่ใหญ่ของข้ากำลังจะแต่งงานกับพี่สาวเซียวในไม่ช้า ก็ถือว่าเป็นครอบครัวเดียวกัน ข้าลดราคาให้พวกท่านก็แล้วกัน”
เมื่อได้ยินดังนั้น ทั้งสองก็ยิ้มพลางพยักหน้ารับคำ
หนานหลีพักค้างคืนที่คฤหาสน์สกุลเซียวหนึ่งคืน
….
ในวันรุ่งขึ้นหลังจากที่เซียวหว่านอี๋ได้ออกไปรับแสงแดด พลังหยางของนางก็ฟื้นฟูกลับคืนมา พลังปีศาจที่เกาะกุมอยู่ระหว่างคิ้วก็สลายหายไปพร้อมกัน
ห้องครัวยังคงยกอาหารเช้ามาให้เต็มโต๊ะเช่นเคย…หากเป็นเมื่อก่อน เซียวหว่านอี๋คงจะหยิบตะเกียบขึ้นมาโซ้ยโดยไม่พูดไม่จา แต่เช้านี้เมื่อนางเห็นอาหารเต็มโต๊ะ กลับไม่มีความอยากอาหารเหมือนเช่นเคย
เดิมทีนางยังไม่ค่อยเชื่อว่าผีอดอยากถูกปราบไปแล้ว…ถึงตอนนี้นางจึงตื่นเต้นดีใจอย่างยิ่งยวด เเล้วโผเข้ากอดหนานหลีทันที
“น้องหก ขอบคุณเจ้ามากนะ!”
“ข้า...ข้าไม่รู้สึกอยากกินของตลอดเวลาเหมือนเมื่อก่อนแล้ว!”
“พี่สาวเซียว เรื่องเล็กน้อยเท่านั้น ท่านไม่ต้องใส่ใจหรอก อีกอย่าง...ข้าก็รับเงินไปแล้วด้วย”
“ต่อให้รับเงินไปแล้ว ข้าก็ยังต้องขอบคุณเจ้าอยู่ดี” ในที่สุดเซียวหว่านอี๋ก็ยอมปล่อยหนานหลี
ทว่า พอนางมองดูนิ้วอวบๆของตนเอง แล้วหันไปส่องกระจก ในพริบตา...น้ำตาก็ไหลอาบสองแก้มอีกครั้ง ร้องไห้จนพูดไม่ออก
“แต่ข้ายังอ้วนขนาดนี้อยู่เลย ชุดแต่งงานที่ทำไว้ก่อนหน้านี้ก็ใส่ไม่ได้แล้ว”
หนานหลีรู้ดีอยู่แล้วว่าเซียวหว่านอี๋จะต้องกังวลเรื่องนี้ จึงหยิบม้วนตำราออกมาม้วนหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยว่า
“พี่สาวเซียวโปรดวางใจ ขอเพียงท่านฝึกฝนตามตำราม้วนนี้ ข้ารับรองว่าในหนึ่งเดือนท่านจะลดน้ำหนักได้ห้าสิบชั่ง ถึงเวลาที่ท่านออกเรือน...จะต้องงดงามอย่างแน่นอน”
เซียวหว่านอี๋รีบเช็ดน้ำตา ก่อนจะรับม้วนตำรามาดู
และในทันทีนั้นเอง...นางก็แทบจะตาลายหน้ามืดจนเป็นลมล้มพับไป
บนม้วนตำราระบุไว้ชัดเจนว่า วันหนึ่งต้องฝึกฝนถึงสี่ยาม เเละห้ามเกียจคร้านโดยเด็ดขาด…แม้แต่การกิน ก็ต้องควบคุมอย่างเข้มงวด ห้ามกินไขมัน และห้ามกินเกินปริมาณโดยเด็ดขาด
หนานหลีรีบประคองเซียวหว่านอี๋ที่กำลังจะล้มลง ก่อนจะสรุปสั้นๆว่า “พูดง่ายๆก็คือ ขยับขาให้มาก เข้าปากให้น้อย”
เซียวหว่านอี๋รู้สึกชาวาบไปทั้งศีรษะ ก่อนจะเอ่ยออกมาอย่างยากลำบาก “ข้า...ข้าเข้าใจแล้ว...”
…..
ณ เวลานี้ คนที่กำลังทุกข์ทรมานไม่ได้มีเพียงเซียวหว่านอี๋เท่านั้น แต่ยังมีปรมาจารย์หลี่อีกด้วย
พวกเขาใช้เวลาเดินทางถึงสามวันจึงจะมาถึงอารามจันทรา เเละเมื่อ...ชิงซูเห็นยันต์แผ่นนั้น มุมปากของเขาก็กระตุกอย่างรุนแรงถึงสองครั้ง
“นางไม่ได้กลับบ้านไปรับมรดกแล้วรึ? แล้วยังจะมารับศิษย์ให้อารามจันทราของข้าอีก?” เขาทำหน้าเหม็นเบื่อเต็มทน
“เจ้าเด็กพวกนี้ก็แล้วไปเถอะ แต่ทำไมถึงได้รับคนแก่มาด้วย? ดูแล้วอายุน่าจะมากกว่าข้าเสียอีก”
“ท่านนักพรตเข้าใจผิดแล้ว เขาฝีมือไม่เอาไหน แต่ดึงดันจะตามพวกเรามาเอง” นักพรตน้อยเอ่ยขึ้นว่า
“ข้าฝีมือไม่เอาไหนตรงไหนกัน ข้ามาเยี่ยมเยียนต่างหาก!” ปรมาจารย์หลี่ถึงกับหนวดกระดิก
เขาแค่อยากจะมาดูให้เห็นกับตา ว่ายัยเด็กนั่นเป็นศิษย์ของใครกันแน่
หากว่าสามารถแอบเรียนวิชาจากที่นี่ไปได้สักกระบวนท่าสองกระบวนท่า ก็คงจะดีไม่น้อย
ชิงซูแค่นเสียง "ฮึ" ออกมา ก่อนจะชี้ไปยังถังน้ำและไม้คานที่วางอยู่ด้านข้าง
“ข้าไม่สนว่าเจ้าจะมาเยี่ยมเยียนหรือมาขอเป็นศิษย์ หากว่าอยากจะอยู่ที่อารามจันทรา ก็ต้องหาบน้ำให้เต็มตุ่ม”
“นี่น่ะหรือ...คือธรรมเนียมต้อนรับแขกของอารามจันทรา?” ปรมาจารย์หลี่มองไปยังเส้นทางลงเขา ขาทั้งสองข้างของเขาก็เริ่มสั่นอย่างห้ามไม่อยู่
ส่วนเหล่านักพรตน้อยนั้นต่างก็ตื่นเต้นดีใจกันถ้วนหน้า...ขอเพียงพวกเขาหาบน้ำ ก็จะได้อยู่ที่นี่ต่อ ถึงตอนนั้นก็จะได้ร่ำเรียนวิชากับคุณหนูฉู่แล้ว!
ทั้งสองสามคนไม่พูดพร่ำทำเพลง รีบหาบถังน้ำแล้วลงเขาไปทันที
ปรมาจารย์หลี่ไม่ยอมขยับ สังขารแก่ๆของเขาจะไปทนทรมานแบบนี้ได้อย่างไร
“เจ้าไม่หาบน้ำ แล้วยังไม่ไปอีกรึ?” ชิงซูจ้องมองเขาเขม็ง
“ข้าคือปรมาจารย์หลี่เจิ้งขุยแห่งอารามเป่ยเฟิงนะ เจ้ากล้าให้ข้าไปหาบน้ำรึ?!” เมื่อจนปัญญา ปรมาจารย์หลี่จึงต้องแสดงสถานะของตนเองออกมา
ชิงซูเลิกคิ้วขึ้น “อ้อ... ที่แท้ก็เป็นคนของอารามเป่ยเฟิง เช่นนั้นเจ้าต้องการอะไร?”
“นักพรตผู้นี้ได้เห็นยันต์ที่ศิษย์ของท่านใช้ในเมืองหลวง ช่างทรงอานุภาพอย่างแท้จริง ไม่ทราบว่าเป็นฝีมือของท่านหรือไม่?”
ชิงซูรู้ได้ในทันทีว่าคนผู้นี้คิดจะทำอะไร เขาก็หรี่ตาลงเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยว่า
“ข้าจะมีฝีมือถึงเพียงนั้นได้อย่างไร ยันต์พวกนั้นย่อมต้องเป็นหนานหลีที่ใช้พู่กันดวงดาราวาดขึ้นมา ถึงได้มีอานุภาพร้ายกาจถึงเพียงนี้”
“พู่กันดวงดารา?!” หลี่เจิ้งขุยเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจอย่างยิ่ง
ตามที่บันทึกไว้ บรรพจารย์ผู้ก่อตั้งอารามจันทรานั้นอาศัยเพียงพู่กันด้ามหนึ่งกับดาบเล่มหนึ่งสร้างชื่อเสียงขึ้นมา
แต่ทว่าพอบรรพจารย์ผู้นั้นสิ้นอายุขัยไป ศิษย์ของอารามจันทราก็มีฝีมือธรรมดาๆดังนั้น...คนของอารามเป่ยเฟิงจึงคิดว่านั่นเป็นเพียงข่าวลือ
เขาเคยเห็นยันต์ของหนานหลีมาแล้ว คาดว่ายันต์อัสนีบาตสวรรค์นั่นก็น่าจะวาดขึ้นด้วยพู่กันดวงดาราเช่นกัน
หากว่าอารามเป่ยเฟิงของเขาได้พู่กันด้ามนี้มาครอบครอง ฝีมือย่อมต้องแข็งแกร่งขึ้นอย่างมหาศาลแน่นอน
หลี่เจิ้งขุยแสยะยิ้มที่มุมปาก ก่อนจะรีบร้อนลงเขาไป
ชิงซูมองแผ่นหลังของเขาพลางยิ้มเล็กน้อย
“ศิษย์รักเอ๋ย...อาจารย์คงจะช่วยเจ้าได้ถึงเพียงนี้แล้วล่ะนะ”
“ที่อารามเป่ยเฟิงนั่นน่ะ มีหม้อยาเมฆาม่วงอยู่ใบหนึ่ง เป็นถึงหม้อยาอันดับหนึ่งในใต้หล้าเชียวนะ”
(จบตอน)