- หน้าแรก
- นายหญิงแห่งศาสตร์ลึกลับ
- บทที่ 22: ขอคุณหนูฉู่ รับพวกเราเป็นศิษย์ด้วย
บทที่ 22: ขอคุณหนูฉู่ รับพวกเราเป็นศิษย์ด้วย
บทที่ 22: ขอคุณหนูฉู่ รับพวกเราเป็นศิษย์ด้วย
บทที่ 22: ขอคุณหนูฉู่ รับพวกเราเป็นศิษย์ด้วย
เมื่อผีอดอยากได้ยินคำพูดของหนานหลี ก็ยิ่งบันดาลโทสะมากขึ้นไปอีก
มันอยู่มาได้นับร้อยปี สังหารผู้คนไปแล้วก็นับไม่ถ้วน แม้แต่พวกนักพรตปรมาจารย์อะไรนั่นก็ยังทำอะไรมันไม่ได้
คาดไม่ถึงเลยว่า...วันนี้จะมียัยเด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมคนหนึ่งกล้ามาพูดจาโอหังกับมัน
เช่นนั้นก็ดี... มันจะทำให้นางได้ประจักษ์ถึงความร้ายกาจของตนเอง!
มันควบคุมพลังอาฆาตของตนเอง ทันใดนั้น... ผู้คนที่เดิมทีกำลังก้มหน้าก้มตากินอาหาร ก็พลันเคลื่อนไหวราวกับหุ่นเชิดถูกกระตุกเชือก ทีละคนๆพุ่งเข้าใส่หนานหลี
ปรมาจารย์หลี่เบิกตากว้าง ก่อนจะถอยหลังไปด้วยความหวาดหวั่น หากถูกคนพวกนี้รุมทับ คงจะต้องถูกกัดกินจนตายทั้งเป็นอย่างแน่นอน
เเต่ใครเลยจะคาดคิดว่า...หนานหลีกลับพุ่งเข้าใส่คนเหล่านั้นเเทน
นางเพียงแค่ยกข้อมือขึ้น ตวัดดาบจันทราในมืออย่างแผ่วเบา ก็สามารถสลายพลังอาฆาตออกจากร่างของคนสองสามคนได้แล้ว
เพียงแต่ว่า...ผีอดอยากตนนี้ก็นับว่ามีฝีมืออยู่บ้าง
พลังอาฆาตของมันพลันกลับมารวมตัวกันอีกครั้งอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเข้าควบคุมบ่าวไพร่ในคฤหาสน์สกุลเซียวให้ลุกขึ้นสู้อีกครั้ง
ด้านข้าง ปรมาจารย์หลี่ใช้ยันต์ของตนเองต้านทานไว้อย่างยากลำบาก พลางเอ่ยขึ้นว่า
“หากไม่โจมตีที่ร่างจริง เรื่องนี้คงไม่มีวันจบสิ้นแน่!”
แต่คนเยอะขนาดนี้ จะไปรู้ได้อย่างไรว่าคนไหนคือร่างจริง?
หากคาดเดาผิดพลาด ก็จะทำให้ดวงวิญญาณของคนผู้นั้นต้องบาดเจ็บ
หนานหลีตวัดดาบกวาดคนสองสามคนออกไป เพื่อเปิดทางชั่วคราว สายตาของนางจับจ้องไปที่สาวใช้หน้าตางดงามคนหนึ่ง
ผีอดอยากคาดไม่ถึงว่านางจะสามารถหาร่างจริงของมันเจอได้อย่างง่ายดายถึงเพียงนี้
มันคิดจะใช้พลังอาฆาตเข้าขัดขวาง แต่ก็คาดไม่ถึงอีกเช่นกันว่าหนานหลีจะยกดาบขึ้นแล้วฟันผ่านเข้ามาได้อย่างง่ายดาย พร้อมกับเสียงเปรี๊ยะปร๊ะที่ดังขึ้น
หนานหลีเก็บดาบ ก่อนจะรีบประสานอิน แล้วบีบเข้าที่ลำคอของสาวใช้หน้าตางดงามคนนั้นทันที
อินคาถานั้นทำให้ผีอดอยากไม่สามารถหนีไปไหนได้ ทำได้เพียงถูกกักขังอยู่ในร่างของสาวใช้ต่อไป
“ปล่อยข้า! ปล่อย!”
“มีคนนำเจ้ามาไว้ที่นี่ใช่หรือไม่?” หนานหลีเอ่ยถาม
ฮวงจุ้ยของคฤหาสน์สกุลเซียวก็ไม่เลว อีกทั้งยังไม่ใช่สถานที่จองจำวิญญาณ เเล้วมันจะมีผีอดอยากโผล่มาโดยไม่มีเหตุผลได้อย่างไร
“นังเด็กนี่...เเกมีสิทธิ์อะไรมาถามข้า...”
แต่แล้วหนานหลีก็แปะยันต์อีกแผ่นลงไป เปลวไฟจากยันต์แผดเผา เผาจนผีอดอยากต้องทุรนทุรายด้วยความเจ็บปวด มันจึงรีบเปลี่ยนคำพูดทันที
“ใช่...มีนักพรตคนหนึ่งเก็บข้ามาจากลานประหาร แล้วนำข้ามาไว้ที่นี่”
หนานหลีหรี่ตาลงเล็กน้อย
เป็นไปตามคาด...มีคนจงใจทำเรื่องนี้ขึ้นจริงๆ
เซียวหว่านอี๋คือคู่หมั้นของพี่ใหญ่ของนาง หรือว่านี่จะเป็นเรื่องที่พุ่งเป้ามาที่ตระกูลฉู่ของนางอีกแล้ว?
“เขาชื่ออะไร?” นางดึงยันต์อัคคีกลับ
“ข้าไม่รู้...รู้แต่เพียงว่าเห็นนักพรตคนนั้นค้อมตัวโค้งคำนับสตรีผู้หนึ่งอย่างนอบน้อม” ผีอดอยากเอ่ยตอบ
สตรีรึ?
เช่นนั้น...ก็ไม่ใช่ศัตรูทางการเมืองแล้ว
หรือว่าจะเป็น...หนี้รักของท่านพ่อ?
นางเผลอใจลอยไปเพียงชั่วครู่เดียว ผีอดอยากก็หาโอกาสได้ทันที…มันหนีออกจากร่างของสาวใช้หน้าตางดงามคนนั้น แล้วรวบรวมพลังอาฆาตขึ้นมาใหม่
“นังเด็กสารเลว! กล้าดีอย่างไรมาขวางข้ากินข้าว ข้าจะถลกหนังเลาะกระดูกเจ้า!” ผีอดอยากแยกเขี้ยวเคี้ยวฟัน ท่าทางน่าสยดสยองราวกับจะกลืนกินหนานหลีเข้าไปทั้งเป็น
“แค่เจ้า...ยังไม่คู่ควร” หนานหลีเงยหน้าขึ้นมองอย่างไม่เกรงกลัว
นางประสานอินเพียงครั้งเดียว ก็สามารถต้านทานพลังอาฆาตที่แพร่กระจายออกมาได้…จากนั้นก็ซัดยันต์อีกแผ่นออกไป พร้อมกับเอ่ยด้วยน้ำเสียงใสกังวาน
“อัสนีบาตสวรรค์!”
ยันต์แผ่นนั้นล็อกเป้าหมายไว้ในทันที และเมื่อสิ้นเสียงของหนานหลี อัสนีบาตสายหนึ่งก็ฟาดลงมาจากฟากฟ้า!
เปรี้ยงงงง!!!
เสียงเปรี้ยงปร้างดังสนั่นขึ้น
ในชั่วพริบตา...ก็ฟาดใส่ผีอดอยากตนนั้นจนต้องเผยร่างจริงออกมาอีกครั้ง
แต่ยังไม่ทันที่หนานหลีจะต้องลงมือ อานุภาพของยันต์อัสนีบาตสวรรค์ก็อวดพลังอย่างยิ่งยวด มันฟาดใส่ผีอดอยากจนเหลือเพียงกลุ่มควันลอยอ้อยอิ่ง เเละพลังอาฆาตก็สลายหายไปพร้อมกัน
ผู้คนในห้องครัวหยุดการกัดกิน พวกเขาได้สติกลับคืนมา แต่ละคน...ต่างมองดูมือและใบหน้าที่สกปรกมอมแมมของตนเอง แล้วยืนนิ่งตะลึงงันอยู่กับที่
ปรมาจารย์หลี่ซึ่งหนีไปหลบอยู่ข้างๆก่อนหน้านี้ ก็รีบปรากฏตัวออกมาทันที
“ช่างน่าหวาดเสียนี่กระไร! ต้องขอบคุณนักพรตผู้นี้กับคุณหนูผู้นี้ที่ร่วมมือกันปราบปีศาจร้าย ถึงได้ช่วยให้ทุกคนรอดชีวิตมาได้”
หนานหลีเหลือบมองเขาอย่างไม่สบอารมณ์
“เมื่อครู่ ท่านไม่ได้กำลังยืนดูเฉยๆอยู่หรอกรึ?”
ทั้งๆที่ไม่ได้ช่วยอะไรเลยแม้แต่น้อย…พอตอนจบกลับมาเอาหน้าซะงั้น
ปรมาจารย์หลี่ขยับเข้ามาข้างกายนาง ก่อนจะกระซิบเสียงเบา “ข้าก็อายุอานามป่านนี้แล้ว ให้หน้าข้าบ้างสิ”
หนานหลีถึงกับพูดไม่ออกบอกไม่ถูก
แต่ด้วยคุณธรรมอันดีงามในการเคารพผู้ใหญ่และเอ็นดูเด็ก นางจึงไม่ได้เอ่ยอะไรออกมาอีก
นางเดินกลับไปยังลานเรือนด้านหน้า ก็เห็นสองสามีภรรยาสกุลเซียวฟื้นคืนสติแล้ว พวกเขากำลังยืนล้อมรอบบุตรสาวที่ยังคงหมดสติอยู่ พลางร่ำไห้เรียกชื่อนาง
“พี่สาวเซียวไม่เป็นอะไรหรอกค่ะ นางแค่ถูกพลังปีศาจรบกวนพลังหยางไปบ้าง พรุ่งนี้ก็จะฟื้นแล้ว” หนานหลีเอ่ยขึ้น
ฮูหยินเซียวเช็ดน้ำตาที่หางตา ก่อนจะเอ่ยว่า “ไม่ใช่เช่นนั้นหรอก... แต่ถ้านางไม่ฟื้นตอนนี้ พวกเราก็ไม่มีทางพานางกลับห้องได้น่ะสิ”
เพราะบุตรสาวของนางยังไม่ได้ออกเรือน จะให้บ่าวชายที่แข็งแรงมาแตะต้องตัวก็ไม่เหมาะ
แต่...พวกแม่นมกับสาวใช้ก็ไม่มีแรงพอ เเล้วจะให้บุตรสาวนอนอยู่ตรงนี้ทั้งคืนได้อย่างไรกัน?
หนานหลีเก็บดาบจันทรากลับไป ก่อนจะเอ่ยว่า
“ฮูหยินเซียวโปรดนำทางเถิด ข้าจะแบกพี่สาวเซียวกลับไปเอง”
“เจ้า?” ฮูหยินเซียวรีบส่ายหน้าปฏิเสธ
“ไม่ได้ๆ”
ตระกูลฉู่เพิ่งจะตามหาบุตรสาวกลับมาได้แทบตาย หากว่าต้องมาถูกบุตรสาวของนางทับตาย นางจะไปชดใช้ได้อย่างไรกัน
“เฮ้อ...ยังไงก็ให้บ่าวชายมา...” ท่านเซียวเอ่ยยังไม่ทันจบ ก็เห็นหนานหลีแบกบุตรสาวของตนขึ้นหลังได้อย่างง่ายดาย
สองสามีภรรยาพลันเงียบกริบไปพร้อมกัน ยิ่งไปกว่านั้นยังตกตะลึงจนอ้าปากค้าง
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าหนานหลีจะมีเรี่ยวแรงมหาศาล แต่ว่าเซียวหว่านอี๋ก็หนักมากจริงๆ
นางเองก็แบกได้ไม่นานนัก ดังนั้นจึงเอ่ยเร่งขึ้นว่า “ฮูหยินเซียว เร็วเข้าเถิด”
ฮูหยินเซียวได้สติกลับคืนมา “เร็วเข้า ตามข้ามา”
การแบกเซียวหว่านอี๋จากลานเรือนด้านหน้าไปยังเรือนด้านหลัง ในวินาทีที่หนานหลีวางนางลงบนเตียงได้สำเร็จ นางก็รู้สึกว่าทั้งร่างเบาขึ้นมามากโข
นางเช็ดเหงื่อที่ผุดขึ้นบนหน้าผาก ก่อนจะถอนหายใจยาวออกมาเฮือกหนึ่ง
ในตอนแรก...ฮูหยินเซียวนึกว่าพอปีศาจร้ายถูกปราบแล้ว บุตรสาวของนางก็จะตัวเบาลง แต่พอจะลองขยับแขนขาของบุตรสาวดูบ้าง กลับต้องกัดฟันแน่นถึงจะขยับได้เพียงนิดเดียว
สุดท้าย...ก็ยังต้องอาศัยความช่วยเหลือจากหนานหลี ถึงจะจัดท่าทางของเซียวหว่านอี๋ให้เข้าที่เข้าทางได้
“คุณหนูหกช่างมีแรงเยอะเสียจริง”
“ฝึกมาจากในอารามน่ะค่ะ” หนานหลีเอ่ยตอบ
เรื่องอาหารการกินและน้ำใช้ของอารามจันทรา ล้วนต้องลงไปหาบขึ้นมาจากตีนเขาทั้งสิ้น
เเถมอย่าว่าแต่หาบน้ำขึ้นเขาเลย ต่อให้เดินตัวเปล่า นางก็ยังต้องเดินสิบห้านาทีแล้วพักครึ่งชั่วยาม
เพราะเงื่อนไขสำคัญของการบรรลุวิชาอาคมขั้นสูงได้นั้น ก็คือต้องมีร่างกายที่แข็งแรง และมีจิตใจที่แน่วแน่
ดังนั้น...ในตอนนั้นนางจึงกัดฟันสู้ อุตส่าห์หาบน้ำขึ้นเขามาจนได้
ในช่วงแรกๆวันหนึ่งหาบได้แค่สองถัง แต่หลังจากนั้นนางก็สามารถหาบข้างละสองถัง เดินขึ้นลงได้วันละสิบรอบโดยไม่หอบเลยแม้แต่น้อย
หนานหลีหยิบยันต์ออกมาอีกแผ่นหนึ่ง พลิกมือเพียงครั้งเดียว ยันต์แผ่นนั้นก็ลุกไหม้ขึ้นมา
ควันหอมสายหนึ่งที่ลอยออกมาจากยันต์ที่มอดไหม้ วนเวียนอยู่รอบกายของเซียวหว่านอี๋
“ยันต์แผ่นนี้จะช่วยให้พี่สาวเซียวฟื้นฟูพลังหยางได้เร็วขึ้น ฮูหยินเซียวโปรดวางใจเถิด”
ถึงตอนนี้ฮูหยินเซียวจึงได้รู้ว่านางเคยร่ำเรียนวิชามาจากในอารามบนเขา
ในขณะที่รู้สึกสงสารนาง อีกใจหนึ่งก็รู้สึกขอบคุณ
“คืนนี้โชคดีจริงๆที่มีเจ้าอยู่ หากว่าต้องพึ่งปรมาจารย์หลี่ผู้นั้น เกรงว่าคนทั้งคฤหาสน์สกุลเซียวของพวกเราคงจะต้องประสบเคราะห์กรรมครั้งใหญ่เป็นแน่”
….
ทันทีที่สิ้นเสียง ทั้งสองก็ได้ยินเสียงตะโกนดังมาจากข้างนอก
“ขอคุณหนูโปรดรับพวกเราเป็นศิษย์ด้วย!”
หนานหลีและฮูหยินเซียวสบตากันอย่างไม่เข้าใจ
เมื่อออกไปดู ก็เห็นเหล่านักพรตน้อยสองสามคนคุกเข่าอยู่กับพื้น
พอเห็นหนานหลีออกมา พวกเขาก็ยิ่งตะโกนเสียงดังขึ้นไปอีก “ขอคุณหนูโปรดรับพวกเราเป็นศิษย์ด้วย!”
ด้านหลัง ปรมาจารย์หลี่รีบร้อนวิ่งเข้ามา
พอเห็นศิษย์ของตนเองกำลังจะไปขอเป็นศิษย์ของผู้อื่น ก็โกรธจนหน้าเขียวคล้ำ
“พวกเจ้า...พวกเจ้า...ไอ้พวกศิษย์เนรคุณ!”
“ท่านปรมาจารย์หลี่ วิชาอาคมของท่านไม่แก่กล้า เกือบจะทำให้พวกเราต้องตาย ท่านยังกล้าเรียกพวกเราว่าศิษย์เนรคุณอีกรึ?” เหล่านักพรตน้อยต่างเอ่ยแย้งอย่างชอบธรรม
“ใช่แล้ว! คุณหนูฉู่ก็เตือนท่านแล้ว แต่ท่านก็ยังโอหังเช่นนี้”
“ถูกเผง! ตั้งแต่คืนนี้เป็นต้นไป พวกเราจะไม่นับว่าท่านเป็นอาจารย์อีกแล้ว พวกเราจะไปขอเข้าสังกัดของคุณหนูฉู่!”
(จบตอน)