- หน้าแรก
- นายหญิงแห่งศาสตร์ลึกลับ
- บทที่ 21: ท่านมีแต่จะถ่วงแข้งถ่วงขาข้า
บทที่ 21: ท่านมีแต่จะถ่วงแข้งถ่วงขาข้า
บทที่ 21: ท่านมีแต่จะถ่วงแข้งถ่วงขาข้า
บทที่ 21: ท่านมีแต่จะถ่วงแข้งถ่วงขาข้า
เมื่อปรมาจารย์หลี่ได้ยินคำพูดนั้น ในตอนแรกเขาก็นึกว่าเป็นปรมาจารย์ผู้เก่งกาจท่านใดมาให้คำชี้แนะ แต่พอหันไปมอง...กลับพบว่าเป็นเพียงเด็กสาวตัวเล็กๆคนหนึ่งเท่านั้น
เขาเหลือบมองเพียงแวบเดียวก็เบือนสายตากลับด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความหยิ่งผยอง แค่เด็กสาวคนหนึ่ง ยังไม่คู่ควรพอที่จะทำให้เขาต้องเอ่ยปากด้วยซ้ำ
เมื่อเห็นดังนั้น เหล่านักพรตน้อยสองสามคนก็รีบเอ่ยขึ้นทันที
“เจ้าเด็กน้อย! อาจารย์ของข้าคือปรมาจารย์หลี่ผู้โด่งดัง จะยอมให้เจ้ามาสงสัยได้อย่างไร!”
“ใช่แล้ว! เด็กอย่างเจ้าจะไปรู้อะไร หลีกไปอยู่ข้างๆเลยนะ ไม่ใช่ที่ที่เจ้าจะมาโอหัง!”
“พวกเจ้าพูดจาเช่นนี้ได้อย่างไร…ทำน้องหกของข้าตกใจหมดแล้ว” เซียวหว่านอี๋โกรธขึ้นมาก่อนใครเพื่อน
ร่างอวบอ้วนของนางยืนขวางอยู่เบื้องหน้าหนานหลี สองมือเท้าสะเอว ท่าทางไม่ต่างอะไรกับแม่ไก่ที่พร้อมจะปกป้องลูกเจี๊ยบทุกเมื่อ
เด็กคนนี้คือน้องสาวแท้ๆของอาเย่..ต่อให้ชาตินี้นางจะไม่มีวันผอมลงได้ ก็จะไม่มีวันยอมให้ใครมารังแกนางเด็ดขาด
ปรมาจารย์หลี่หัวเราะเยาะอย่างเย็นชา ก่อนจะเอ่ยขึ้นอย่างเนิบนาบว่า
“ในเมื่อคุณหนูเซียวพูดเช่นนี้ เกรงว่าคงไม่จำเป็นต้องให้นักพรตผู้นี้ลงมือแล้วกระมัง”
สองสามีภรรยาสกุลเซียวพลันมีสีหน้าเคร่งเครียดขึ้นมาทันที
ฟากหนึ่ง...ก็คือบุตรสาวของว่าที่ดองกันในอนาคต
อีกฟากหนึ่ง...ก็คือปรมาจารย์หลี่ผู้โด่งดัง
หนานหลีไม่อยากทำให้พวกเขาต้องลำบากใจ จึงเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าที่เรียบเฉยว่า
“ขออภัยด้วยค่ะท่านปรมาจารย์หลี่ เมื่อครู่เป็นข้าที่พูดจาไม่เข้าเรื่องเอง ยังไงก็ขอความกรุณาท่านช่วยพี่สาวเซียวของข้าด้วยเถิด”
สีหน้าของปรมาจารย์หลี่ผ่อนคลายลงเล็กน้อย เขาหยิบดาบไม้ท้อขึ้นมาเล่มหนึ่ง ก่อนจะใช้ปลายดาบเกี่ยวยันต์แผ่นหนึ่งขึ้นมา ท่วงท่าดูองอาจน่าเกรงขาม
“เช่นนั้น…นักพรตผู้นี้ก็จะทำให้เจ้าได้เห็นกับตา ว่าอานุภาพของยันต์แผ่นนี้มันจะเพียงพอหรือไม่”
แค่เด็กสาวคนหนึ่งก็กล้ามาสงสัยในตัวเขา
อย่างไรเสีย...เขาก็ต้องทำให้นางได้เห็นฝีมือที่แท้จริงของตนเองสักหน่อย
ในเมื่อเป็นถึงคุณหนูในตระกูลขุนนาง เขาก็จะได้ถือโอกาสนี้สร้างชื่อเสียงให้โด่งดังในเมืองหลวงไปเลย
….
ท้องฟ้าเริ่มมืดลง ในลานเรือนมีเตาไฟจุดอยู่หลายเตา ทำให้สว่างไสวไปทั่ว
ทั้งๆที่เป็นช่วงต้นฤดูร้อน แต่ในตอนนี้กลับมีลมเย็นยะเยือกพัดมาเป็นระลอก เซียวหว่านอี๋รู้สึกได้ถึงอาการขนลุกซู่ไปทั้งตัว
ปรมาจารย์หลี่เริ่มตั้งแท่นทำพิธี โดยมีนักพรตน้อยสองสามคนคอยเป็นผู้ช่วยอยู่ด้านข้าง
ทันใดนั้น เขาก็ตะโกนขึ้นเสียงดังว่า
“เดินค่ายกล!”
เหล่านักพรตน้อยประสานอินด้วยมือทั้งสองข้าง พลางช่วยอาจารย์ของตนเดินค่ายกลยันต์ และในชั่วพริบตา...ก็บีบให้ผีอดอยากตนหนึ่งต้องเผยร่างออกมา
ร่างของผีอดอยากตนนั้นผอมแห้งจนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก ทว่ากลับมีปากใหญ่เท่ากะละมังเลือด
มันถูกค่ายกลยันต์กักขังไว้ พลางกรีดร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด
“ข้าจะกินข้าว! ใครก็ห้ามมาขวางข้ากินข้าว!”
มันไม่เกรงกลัวต่อความเจ็บปวด ตรงกันข้าม...กลับใช้มือเกาะกุมตาข่ายค่ายกล พยายามจะหนีออกไปให้ได้
ในบัดดลนั้นเอง ลมพายุบ้าคลั่งก็พัดโหมกระหน่ำ จนทุกคนแทบจะลืมตาไม่ขึ้น
เดิมที...ในลานเรือนก็ไม่ได้มีคนอยู่มากนักอยู่แล้ว
แต่ไม่ว่าใครก็ตามที่ได้เห็นร่างของผีอดอยากตนนั้น ไม่ว่าจะเป็นลมล้มพับไปทันทีด้วยความตกใจ ก็ต้องหน้าซีดเผือดแล้วหลับตาปี๋
สองสามีภรรยาสกุลเซียวจัดอยู่ในประเภทหลัง พวกเขาตกใจจนแทบไม่กล้าหายใจ
ส่วนเซียวหว่านอี๋ซึ่งถูกผีอดอยากเข้าสิงมาโดยตลอด…เมื่อผีอดอยากถูกบีบให้ออกจากร่าง นางก็ยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นเเละหมดสติ
ทว่า...ผีอดอยากตนนั้นกลับร่ำไห้กรีดร้องอย่างบ้าคลั่ง
พลังอาฆาตของมันพุ่งทะยานสู่ท้องฟ้า เหนือคฤหาสน์สกุลเซียวพลันปรากฏเมฆดำทะมึนเข้าปกคลุม สถานการณ์เข้าขั้นเลวร้ายแล้ว
ปรมาจารย์หลี่คาดไม่ถึงเลยว่าผีอดอยากตนนี้จะร้ายกาจถึงเพียงนี้
ตอนนี้...บนหน้าผากของเขาเริ่มมีเหงื่อผุดขึ้นมาเป็นเม็ดๆ มือที่ถือดาบไม้ท้อก็เริ่มสั่นเทา
เมื่อเห็นว่ามุมหนึ่งของค่ายกลยันต์กำลังจะถูกผีอดอยากกัดจนขาด ปรมาจารย์หลี่จึงกระโจนไปข้างหน้า ตวัดดาบฟันลงไป หมายจะฟันให้วิญญาณของผีอดอยากตนนั้นแตกสลายไป
“อย่าคิดมาขวางข้ากินข้าว!”
ผีอดอยากตะโกนก้องด้วยความโกรธเกรี้ยว ก่อนจะกัดตาข่ายค่ายกลจนขาดสะบั้น แรงสั่นสะเทือนนั้นส่งผลให้เหล่านักพรตน้อยต่างกระเด็นถอยหลังล้มลงไปกองกับพื้น
ปัง!
แรงระเบิดนั้นซัดปรมาจารย์หลี่ให้กระเด็นออกไปเช่นกัน
เขาร่วงลงมากระแทกพื้น ก่อนจะกระอักเลือดออกมาคำหนึ่ง ส่วนดาบไม้ท้อในมือก็หักออกเป็นสองท่อน
พลังอาฆาตของผีอดอยากกระจายออกไปทั่วทิศ มันพุ่งตรงเข้าหาปรมาจารย์หลี่ก่อนใคร
“ใครขวางข้า... ข้าจะฆ่ามันผู้นั้น!”
กรงเล็บแหลมคมพุ่งตรงไปยังลำคอของปรมาจารย์หลี่
ในชั่ววินาทีแห่งความเป็นความตายนั้นเอง ร่างเล็กๆร่างหนึ่งพลันพุ่งออกมาข้างหน้า
ประกายแสงสีทองวาบขึ้น จากนั้นกรงเล็บข้างหนึ่งของผีอดอยากก็ถูกตัดจนขาดสะบั้น กลิ่นเหม็นเน่าพลันลอยคละคลุ้งไปทั่ว
ผีอดอยากกรีดร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด ก่อนจะรีบถอยหนีกลับเข้าไปยังเรือนลึกด้านหลัง แล้วหายลับไปจากสายตา
ปรมาจารย์หลี่เงยหน้าขึ้นมอง ท่ามกลางแสงไฟที่ลุกโชน ใบหน้าเล็กๆของหนานหลีเรียบเฉยดุจผืนน้ำ
ในมือนางถือดาบเล่มหนึ่ง สายลมพัดสะบัดชายกระโปรงของนาง ทำให้ดูองอาจกล้าหาญ
“ท่านปรมาจารย์ ท่านไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่?”
ปรมาจารย์หลี่ยังคงอยู่ในอาการมึนงงอยู่บ้าง…แต่แล้วความรู้สึกอับอายอย่างสุดซึ้งก็พลันถาโถมเข้ามา
เขา...ถึงกับต้องให้เด็กสาวคนหนึ่งมาช่วยชีวิต
เขา…ต้องมาเสียหน้าต่อหน้าเด็กสาวคนหนึ่ง!
เเต่หนานหลีจะไปรู้ความคิดซับซ้อนของเขาได้อย่างไร ตอนนี้พลังอาฆาตของผีอดอยากได้แพร่กระจายไปทั่วคฤหาสน์แล้ว คนที่ยังไม่สลบไปต่างก็ได้รับผลกระทบ ทุกคนกำลังฉีกทึ้งกัดกินกันเองอย่างบ้าคลั่ง
นางซัดยันต์สองสามแผ่นออกไป เพื่อขับไล่พลังอาฆาตออกจากร่างของเหล่านักพรตน้อยก่อน
พวกเขาหยุดการกัดทึ้งกันเอง ก่อนจะล้มลงสลบไปกับพื้นทีละคน
ในตอนนี้เอง...ปรมาจารย์หลี่จึงได้เข้าใจในที่สุด ว่าคำพูดก่อนหน้านี้ของนางไม่ใช่การเยาะเย้ย แต่เป็นความจริง
เมื่อเทียบกับยันต์ของนางแล้ว ยันต์ของเขาช่างอ่อนด้อยพลังจนไม่อาจต้านทานได้จริงๆ
“แม่หนู ยันต์ของเจ้าทั้งหมดนี่อาจารย์ของเจ้าเป็นคนวาดให้รึ? ไม่ทราบว่าเจ้าเป็นศิษย์ของสำนักใดกัน?” ปรมาจารย์หลี่เอ่ยถาม
เขาคาดไม่ถึงเลยว่าในเมืองหลวงแห่งนี้ จะยังมีพยัคฆ์ซ่อนมังกรหลบอยู่
หนานหลีเหลือบมองเขาแวบหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยว่า
“เวลานี้แล้ว...ท่านยังมีอารมณ์มาถามเรื่องพวกนี้อีกรึ?”
“ท่านไปยั่วโมโหผีอดอยากตนนั่นเข้า พลังอาฆาตของมันส่งผลกระทบต่อคนทั้งคฤหาสน์สกุลเซียวแล้วนะ”
ปรมาจารย์หลี่รู้สึกละอายใจอยู่บ้าง ก่อนจะปรับสีหน้าให้เคร่งขรึมขึ้น
“เช่นนั้นก็ดี นักพรตผู้นี้จะช่วยเจ้าจัดการกับปีศาจร้ายเอง”
เขาจะได้ถือโอกาสนี้ดูเสียหน่อย ว่านางมีฝีมืออยู่กี่มากน้อย
เด็กสาว…ยังไงก็หลอกง่าย (ใช่หรอ)
หากว่าสามารถรับนางเป็นศิษย์ได้ ในอนาคตก็ให้นางออกหน้าไปลุย ส่วนตัวเองก็นั่งนับเงินอยู่ข้างหลังก็พอ
เฮะๆ...แค่คิดก็มีความสุขแล้ว
ทว่าหนานหลีกลับดับฝันของเขาอย่างไม่ไยดี
“อย่าลงมืออีกเลย ท่านมีแต่จะถ่วงแข้งถ่วงขาข้า”
ปรมาจารย์หลี่ผู้นี้ก็อายุอานามป่านนี้แล้ว แต่เเค่ผีอดอยากตนเดียวก็ยังปราบไม่ได้
จะบอกว่า...ธรรมดาก็คงจะเบาไป
อันที่จริง...ต้องเรียกว่าไร้ความสามารถ
หากมีคนเช่นนี้มาขอเป็นศิษย์นาง นางคงจะแนะนำให้กลับบ้านไปทำนาเสียดีกว่า
การเรียนวิชาอาคมนั้น หากไม่มีพรสวรรค์อยู่บ้างยังไงก็เรียนไม่สำเร็จหรอก มิเช่นนั้นก็จะลงเอยเหมือนปรมาจารย์หลี่ ที่เกือบจะถูกฆ่าตายเสียเอง
“เจ้า...เจ้าก็ไม่จำเป็นต้องพูดตรงๆขนาดนี้ก็ได้” สีหน้าของปรมาจารย์หลี่ดูไม่ได้เลย
หนานหลีเห็นว่าวังวนพลังอาฆาตเหนือศีรษะเริ่มรุนแรงขึ้นเรื่อยๆนางจึงขี้เกียจจะสนใจปรมาจารย์หลี่อีกต่อไป
นางถือดาบจันทราเดินลึกเข้าไปในคฤหาสน์สกุลเซียว
ปรมาจารย์หลี่ตะโกนเรียกว่า "รอข้าด้วย" ก่อนจะตามนางไปอย่างไม่ลดละ
….
ผีอดอยากตนนั้นต้องอยู่ในห้องครัวอย่างแน่นอน
ถึงแม้ว่านางจะไม่คุ้นทางในคฤหาสน์สกุลเซียว แต่นางก็สามารถหาเจอได้จากจุดที่พลังอาฆาตมารวมตัวกัน
คนในคฤหาสน์จำนวนไม่น้อยถูกพลังอาฆาตควบคุม และมารวมตัวกันอยู่ที่นี่
พวกเขาทำราวกับไม่ได้กินอะไรมาหลายวัน คุ้ยหาของในครัวเพื่อกัดกินอย่างบ้าคลั่ง แต่ละคนดูราวกับคนเสียสติ
ปรมาจารย์หลี่ตัวสั่นเทา ก่อนจะเอ่ยขึ้น
“ผีอดอยากตนนี้นับว่าร้ายกาจจริงๆพลังอาฆาตของมันสามารถควบคุมคนได้มากถึงเพียงนี้”
คืนนี้หากไม่มีผู้มีฝีมือมาช่วยไว้ เกรงว่าเขาเองก็คงจะกลายเป็นหนึ่งในนั้นไปแล้ว
เมื่อคิดถึงตรงนี้ เขาก็มองไปยังหนานหลีด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเลื่อมใส
….
หนานหลียืนอยู่ที่หน้าประตูห้องครัว ขมวดคิ้วเล็กน้อย
“แต่ว่า...ร่างจริงของมันก็อยู่ในกลุ่มคนพวกนี้ด้วย”
ปรมาจารย์หลี่กวาดสายตามองไปรอบๆ “คนเยอะขนาดนี้ คงจะหาได้ยากน่าดู”
หนานหลีมองไปยังผู้คนในห้องครัว ก่อนจะเอ่ยถามว่า
“อาหารแค่นี้ของตระกูลเซียว...พอให้เจ้ากินหรือ?”
“ย่อมไม่พออยู่แล้ว แต่ถ้ารวมเจ้าเข้าไปด้วย เนื้อหนุ่มหนังนุ่ม...ก็คงจะพอดี” ผู้คนในห้องครัวต่างเอ่ยตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า
“แต่ข้า...เกรงว่าเจ้าจะกินไม่ไหว”
“คนกับผีอยู่ร่วมกันไม่ได้ เจ้าไม่ควรจะอยู่ที่นี่”
“หากว่าเจ้ายอมออกมาแต่โดยดี ข้าจะให้พระผู้ทรงศีลสวดมนต์เพื่อคลายพลังอาฆาตของเจ้า แล้วส่งเจ้าไปเกิดใหม่” หนานหลีจึงยังคงใช้วิธีเกลี้ยกล่อมให้ยอมจำนนก่อนเช่นเคย
ทว่า...ผู้คนในห้องครัวกลับเอ่ยตอบเป็นเสียงเดียวกัน “ข้ายังกินไม่อิ่มเลย ข้าไม่ไปเกิดใหม่!”
หนานหลีเลิกคิ้วขึ้น
“ก็ได้...เช่นนั้นก็อย่าหาว่าข้าใจร้ายก็แล้วกัน”
ผีอดอยากตนนี้เมื่อเข้าสิงคน จะทำให้คนๆนั้นกินไม่หยุด จนกระทั่งท้องแตกตาย
เซียวหว่านอี๋ถูกมันเข้าสิง ถึงแม้ตอนนี้จะยังไม่ถึงขั้นท้องแตกตาย แต่ก็อ้วนจนไม่กล้าออกไปพบเจอผู้คนแล้ว
สำหรับปีศาจร้ายประเภทนี้... นางไม่เคยคิดที่จะปรานีอยู่แล้ว
(จบตอน)