เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 21: ท่านมีแต่จะถ่วงแข้งถ่วงขาข้า

บทที่ 21: ท่านมีแต่จะถ่วงแข้งถ่วงขาข้า

บทที่ 21: ท่านมีแต่จะถ่วงแข้งถ่วงขาข้า


บทที่ 21: ท่านมีแต่จะถ่วงแข้งถ่วงขาข้า

เมื่อปรมาจารย์หลี่ได้ยินคำพูดนั้น ในตอนแรกเขาก็นึกว่าเป็นปรมาจารย์ผู้เก่งกาจท่านใดมาให้คำชี้แนะ แต่พอหันไปมอง...กลับพบว่าเป็นเพียงเด็กสาวตัวเล็กๆคนหนึ่งเท่านั้น

เขาเหลือบมองเพียงแวบเดียวก็เบือนสายตากลับด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความหยิ่งผยอง แค่เด็กสาวคนหนึ่ง ยังไม่คู่ควรพอที่จะทำให้เขาต้องเอ่ยปากด้วยซ้ำ

เมื่อเห็นดังนั้น เหล่านักพรตน้อยสองสามคนก็รีบเอ่ยขึ้นทันที

“เจ้าเด็กน้อย! อาจารย์ของข้าคือปรมาจารย์หลี่ผู้โด่งดัง จะยอมให้เจ้ามาสงสัยได้อย่างไร!”

“ใช่แล้ว! เด็กอย่างเจ้าจะไปรู้อะไร หลีกไปอยู่ข้างๆเลยนะ ไม่ใช่ที่ที่เจ้าจะมาโอหัง!”

“พวกเจ้าพูดจาเช่นนี้ได้อย่างไร…ทำน้องหกของข้าตกใจหมดแล้ว” เซียวหว่านอี๋โกรธขึ้นมาก่อนใครเพื่อน

ร่างอวบอ้วนของนางยืนขวางอยู่เบื้องหน้าหนานหลี สองมือเท้าสะเอว ท่าทางไม่ต่างอะไรกับแม่ไก่ที่พร้อมจะปกป้องลูกเจี๊ยบทุกเมื่อ

เด็กคนนี้คือน้องสาวแท้ๆของอาเย่..ต่อให้ชาตินี้นางจะไม่มีวันผอมลงได้ ก็จะไม่มีวันยอมให้ใครมารังแกนางเด็ดขาด

ปรมาจารย์หลี่หัวเราะเยาะอย่างเย็นชา ก่อนจะเอ่ยขึ้นอย่างเนิบนาบว่า

“ในเมื่อคุณหนูเซียวพูดเช่นนี้ เกรงว่าคงไม่จำเป็นต้องให้นักพรตผู้นี้ลงมือแล้วกระมัง”

สองสามีภรรยาสกุลเซียวพลันมีสีหน้าเคร่งเครียดขึ้นมาทันที

ฟากหนึ่ง...ก็คือบุตรสาวของว่าที่ดองกันในอนาคต

อีกฟากหนึ่ง...ก็คือปรมาจารย์หลี่ผู้โด่งดัง

หนานหลีไม่อยากทำให้พวกเขาต้องลำบากใจ จึงเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าที่เรียบเฉยว่า

“ขออภัยด้วยค่ะท่านปรมาจารย์หลี่ เมื่อครู่เป็นข้าที่พูดจาไม่เข้าเรื่องเอง ยังไงก็ขอความกรุณาท่านช่วยพี่สาวเซียวของข้าด้วยเถิด”

สีหน้าของปรมาจารย์หลี่ผ่อนคลายลงเล็กน้อย  เขาหยิบดาบไม้ท้อขึ้นมาเล่มหนึ่ง ก่อนจะใช้ปลายดาบเกี่ยวยันต์แผ่นหนึ่งขึ้นมา ท่วงท่าดูองอาจน่าเกรงขาม

“เช่นนั้น…นักพรตผู้นี้ก็จะทำให้เจ้าได้เห็นกับตา ว่าอานุภาพของยันต์แผ่นนี้มันจะเพียงพอหรือไม่”

แค่เด็กสาวคนหนึ่งก็กล้ามาสงสัยในตัวเขา

อย่างไรเสีย...เขาก็ต้องทำให้นางได้เห็นฝีมือที่แท้จริงของตนเองสักหน่อย

ในเมื่อเป็นถึงคุณหนูในตระกูลขุนนาง เขาก็จะได้ถือโอกาสนี้สร้างชื่อเสียงให้โด่งดังในเมืองหลวงไปเลย

….

ท้องฟ้าเริ่มมืดลง ในลานเรือนมีเตาไฟจุดอยู่หลายเตา ทำให้สว่างไสวไปทั่ว

ทั้งๆที่เป็นช่วงต้นฤดูร้อน แต่ในตอนนี้กลับมีลมเย็นยะเยือกพัดมาเป็นระลอก เซียวหว่านอี๋รู้สึกได้ถึงอาการขนลุกซู่ไปทั้งตัว

ปรมาจารย์หลี่เริ่มตั้งแท่นทำพิธี โดยมีนักพรตน้อยสองสามคนคอยเป็นผู้ช่วยอยู่ด้านข้าง

ทันใดนั้น เขาก็ตะโกนขึ้นเสียงดังว่า

“เดินค่ายกล!”

เหล่านักพรตน้อยประสานอินด้วยมือทั้งสองข้าง พลางช่วยอาจารย์ของตนเดินค่ายกลยันต์ และในชั่วพริบตา...ก็บีบให้ผีอดอยากตนหนึ่งต้องเผยร่างออกมา

ร่างของผีอดอยากตนนั้นผอมแห้งจนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก ทว่ากลับมีปากใหญ่เท่ากะละมังเลือด

มันถูกค่ายกลยันต์กักขังไว้ พลางกรีดร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด

“ข้าจะกินข้าว! ใครก็ห้ามมาขวางข้ากินข้าว!”

มันไม่เกรงกลัวต่อความเจ็บปวด ตรงกันข้าม...กลับใช้มือเกาะกุมตาข่ายค่ายกล พยายามจะหนีออกไปให้ได้

ในบัดดลนั้นเอง ลมพายุบ้าคลั่งก็พัดโหมกระหน่ำ จนทุกคนแทบจะลืมตาไม่ขึ้น

เดิมที...ในลานเรือนก็ไม่ได้มีคนอยู่มากนักอยู่แล้ว

แต่ไม่ว่าใครก็ตามที่ได้เห็นร่างของผีอดอยากตนนั้น ไม่ว่าจะเป็นลมล้มพับไปทันทีด้วยความตกใจ ก็ต้องหน้าซีดเผือดแล้วหลับตาปี๋

สองสามีภรรยาสกุลเซียวจัดอยู่ในประเภทหลัง พวกเขาตกใจจนแทบไม่กล้าหายใจ

ส่วนเซียวหว่านอี๋ซึ่งถูกผีอดอยากเข้าสิงมาโดยตลอด…เมื่อผีอดอยากถูกบีบให้ออกจากร่าง นางก็ยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นเเละหมดสติ

ทว่า...ผีอดอยากตนนั้นกลับร่ำไห้กรีดร้องอย่างบ้าคลั่ง

พลังอาฆาตของมันพุ่งทะยานสู่ท้องฟ้า เหนือคฤหาสน์สกุลเซียวพลันปรากฏเมฆดำทะมึนเข้าปกคลุม สถานการณ์เข้าขั้นเลวร้ายแล้ว

ปรมาจารย์หลี่คาดไม่ถึงเลยว่าผีอดอยากตนนี้จะร้ายกาจถึงเพียงนี้

ตอนนี้...บนหน้าผากของเขาเริ่มมีเหงื่อผุดขึ้นมาเป็นเม็ดๆ มือที่ถือดาบไม้ท้อก็เริ่มสั่นเทา

เมื่อเห็นว่ามุมหนึ่งของค่ายกลยันต์กำลังจะถูกผีอดอยากกัดจนขาด ปรมาจารย์หลี่จึงกระโจนไปข้างหน้า ตวัดดาบฟันลงไป หมายจะฟันให้วิญญาณของผีอดอยากตนนั้นแตกสลายไป

“อย่าคิดมาขวางข้ากินข้าว!”

ผีอดอยากตะโกนก้องด้วยความโกรธเกรี้ยว ก่อนจะกัดตาข่ายค่ายกลจนขาดสะบั้น แรงสั่นสะเทือนนั้นส่งผลให้เหล่านักพรตน้อยต่างกระเด็นถอยหลังล้มลงไปกองกับพื้น

ปัง!

แรงระเบิดนั้นซัดปรมาจารย์หลี่ให้กระเด็นออกไปเช่นกัน

เขาร่วงลงมากระแทกพื้น ก่อนจะกระอักเลือดออกมาคำหนึ่ง ส่วนดาบไม้ท้อในมือก็หักออกเป็นสองท่อน

พลังอาฆาตของผีอดอยากกระจายออกไปทั่วทิศ มันพุ่งตรงเข้าหาปรมาจารย์หลี่ก่อนใคร

“ใครขวางข้า... ข้าจะฆ่ามันผู้นั้น!”

กรงเล็บแหลมคมพุ่งตรงไปยังลำคอของปรมาจารย์หลี่

ในชั่ววินาทีแห่งความเป็นความตายนั้นเอง ร่างเล็กๆร่างหนึ่งพลันพุ่งออกมาข้างหน้า

ประกายแสงสีทองวาบขึ้น จากนั้นกรงเล็บข้างหนึ่งของผีอดอยากก็ถูกตัดจนขาดสะบั้น กลิ่นเหม็นเน่าพลันลอยคละคลุ้งไปทั่ว

ผีอดอยากกรีดร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด ก่อนจะรีบถอยหนีกลับเข้าไปยังเรือนลึกด้านหลัง แล้วหายลับไปจากสายตา

ปรมาจารย์หลี่เงยหน้าขึ้นมอง ท่ามกลางแสงไฟที่ลุกโชน ใบหน้าเล็กๆของหนานหลีเรียบเฉยดุจผืนน้ำ

ในมือนางถือดาบเล่มหนึ่ง สายลมพัดสะบัดชายกระโปรงของนาง ทำให้ดูองอาจกล้าหาญ

“ท่านปรมาจารย์ ท่านไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่?”

ปรมาจารย์หลี่ยังคงอยู่ในอาการมึนงงอยู่บ้าง…แต่แล้วความรู้สึกอับอายอย่างสุดซึ้งก็พลันถาโถมเข้ามา

เขา...ถึงกับต้องให้เด็กสาวคนหนึ่งมาช่วยชีวิต

เขา…ต้องมาเสียหน้าต่อหน้าเด็กสาวคนหนึ่ง!

เเต่หนานหลีจะไปรู้ความคิดซับซ้อนของเขาได้อย่างไร ตอนนี้พลังอาฆาตของผีอดอยากได้แพร่กระจายไปทั่วคฤหาสน์แล้ว คนที่ยังไม่สลบไปต่างก็ได้รับผลกระทบ ทุกคนกำลังฉีกทึ้งกัดกินกันเองอย่างบ้าคลั่ง

นางซัดยันต์สองสามแผ่นออกไป เพื่อขับไล่พลังอาฆาตออกจากร่างของเหล่านักพรตน้อยก่อน

พวกเขาหยุดการกัดทึ้งกันเอง ก่อนจะล้มลงสลบไปกับพื้นทีละคน

ในตอนนี้เอง...ปรมาจารย์หลี่จึงได้เข้าใจในที่สุด ว่าคำพูดก่อนหน้านี้ของนางไม่ใช่การเยาะเย้ย แต่เป็นความจริง

เมื่อเทียบกับยันต์ของนางแล้ว ยันต์ของเขาช่างอ่อนด้อยพลังจนไม่อาจต้านทานได้จริงๆ

“แม่หนู ยันต์ของเจ้าทั้งหมดนี่อาจารย์ของเจ้าเป็นคนวาดให้รึ? ไม่ทราบว่าเจ้าเป็นศิษย์ของสำนักใดกัน?” ปรมาจารย์หลี่เอ่ยถาม

เขาคาดไม่ถึงเลยว่าในเมืองหลวงแห่งนี้ จะยังมีพยัคฆ์ซ่อนมังกรหลบอยู่

หนานหลีเหลือบมองเขาแวบหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยว่า

“เวลานี้แล้ว...ท่านยังมีอารมณ์มาถามเรื่องพวกนี้อีกรึ?”

“ท่านไปยั่วโมโหผีอดอยากตนนั่นเข้า พลังอาฆาตของมันส่งผลกระทบต่อคนทั้งคฤหาสน์สกุลเซียวแล้วนะ”

ปรมาจารย์หลี่รู้สึกละอายใจอยู่บ้าง ก่อนจะปรับสีหน้าให้เคร่งขรึมขึ้น

“เช่นนั้นก็ดี นักพรตผู้นี้จะช่วยเจ้าจัดการกับปีศาจร้ายเอง”

เขาจะได้ถือโอกาสนี้ดูเสียหน่อย ว่านางมีฝีมืออยู่กี่มากน้อย

เด็กสาว…ยังไงก็หลอกง่าย (ใช่หรอ)

หากว่าสามารถรับนางเป็นศิษย์ได้ ในอนาคตก็ให้นางออกหน้าไปลุย ส่วนตัวเองก็นั่งนับเงินอยู่ข้างหลังก็พอ

เฮะๆ...แค่คิดก็มีความสุขแล้ว

ทว่าหนานหลีกลับดับฝันของเขาอย่างไม่ไยดี

“อย่าลงมืออีกเลย ท่านมีแต่จะถ่วงแข้งถ่วงขาข้า”

ปรมาจารย์หลี่ผู้นี้ก็อายุอานามป่านนี้แล้ว แต่เเค่ผีอดอยากตนเดียวก็ยังปราบไม่ได้

จะบอกว่า...ธรรมดาก็คงจะเบาไป

อันที่จริง...ต้องเรียกว่าไร้ความสามารถ

หากมีคนเช่นนี้มาขอเป็นศิษย์นาง นางคงจะแนะนำให้กลับบ้านไปทำนาเสียดีกว่า

การเรียนวิชาอาคมนั้น หากไม่มีพรสวรรค์อยู่บ้างยังไงก็เรียนไม่สำเร็จหรอก มิเช่นนั้นก็จะลงเอยเหมือนปรมาจารย์หลี่ ที่เกือบจะถูกฆ่าตายเสียเอง

“เจ้า...เจ้าก็ไม่จำเป็นต้องพูดตรงๆขนาดนี้ก็ได้” สีหน้าของปรมาจารย์หลี่ดูไม่ได้เลย

หนานหลีเห็นว่าวังวนพลังอาฆาตเหนือศีรษะเริ่มรุนแรงขึ้นเรื่อยๆนางจึงขี้เกียจจะสนใจปรมาจารย์หลี่อีกต่อไป

นางถือดาบจันทราเดินลึกเข้าไปในคฤหาสน์สกุลเซียว

ปรมาจารย์หลี่ตะโกนเรียกว่า "รอข้าด้วย"  ก่อนจะตามนางไปอย่างไม่ลดละ

….

ผีอดอยากตนนั้นต้องอยู่ในห้องครัวอย่างแน่นอน

ถึงแม้ว่านางจะไม่คุ้นทางในคฤหาสน์สกุลเซียว แต่นางก็สามารถหาเจอได้จากจุดที่พลังอาฆาตมารวมตัวกัน

คนในคฤหาสน์จำนวนไม่น้อยถูกพลังอาฆาตควบคุม และมารวมตัวกันอยู่ที่นี่

พวกเขาทำราวกับไม่ได้กินอะไรมาหลายวัน คุ้ยหาของในครัวเพื่อกัดกินอย่างบ้าคลั่ง แต่ละคนดูราวกับคนเสียสติ

ปรมาจารย์หลี่ตัวสั่นเทา ก่อนจะเอ่ยขึ้น

“ผีอดอยากตนนี้นับว่าร้ายกาจจริงๆพลังอาฆาตของมันสามารถควบคุมคนได้มากถึงเพียงนี้”

คืนนี้หากไม่มีผู้มีฝีมือมาช่วยไว้ เกรงว่าเขาเองก็คงจะกลายเป็นหนึ่งในนั้นไปแล้ว

เมื่อคิดถึงตรงนี้ เขาก็มองไปยังหนานหลีด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเลื่อมใส

….

หนานหลียืนอยู่ที่หน้าประตูห้องครัว ขมวดคิ้วเล็กน้อย

“แต่ว่า...ร่างจริงของมันก็อยู่ในกลุ่มคนพวกนี้ด้วย”

ปรมาจารย์หลี่กวาดสายตามองไปรอบๆ “คนเยอะขนาดนี้ คงจะหาได้ยากน่าดู”

หนานหลีมองไปยังผู้คนในห้องครัว ก่อนจะเอ่ยถามว่า

“อาหารแค่นี้ของตระกูลเซียว...พอให้เจ้ากินหรือ?”

“ย่อมไม่พออยู่แล้ว แต่ถ้ารวมเจ้าเข้าไปด้วย เนื้อหนุ่มหนังนุ่ม...ก็คงจะพอดี” ผู้คนในห้องครัวต่างเอ่ยตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า

“แต่ข้า...เกรงว่าเจ้าจะกินไม่ไหว”

“คนกับผีอยู่ร่วมกันไม่ได้ เจ้าไม่ควรจะอยู่ที่นี่”

“หากว่าเจ้ายอมออกมาแต่โดยดี ข้าจะให้พระผู้ทรงศีลสวดมนต์เพื่อคลายพลังอาฆาตของเจ้า แล้วส่งเจ้าไปเกิดใหม่” หนานหลีจึงยังคงใช้วิธีเกลี้ยกล่อมให้ยอมจำนนก่อนเช่นเคย

ทว่า...ผู้คนในห้องครัวกลับเอ่ยตอบเป็นเสียงเดียวกัน “ข้ายังกินไม่อิ่มเลย ข้าไม่ไปเกิดใหม่!”

หนานหลีเลิกคิ้วขึ้น

“ก็ได้...เช่นนั้นก็อย่าหาว่าข้าใจร้ายก็แล้วกัน”

ผีอดอยากตนนี้เมื่อเข้าสิงคน จะทำให้คนๆนั้นกินไม่หยุด จนกระทั่งท้องแตกตาย

เซียวหว่านอี๋ถูกมันเข้าสิง ถึงแม้ตอนนี้จะยังไม่ถึงขั้นท้องแตกตาย แต่ก็อ้วนจนไม่กล้าออกไปพบเจอผู้คนแล้ว

สำหรับปีศาจร้ายประเภทนี้... นางไม่เคยคิดที่จะปรานีอยู่แล้ว

(จบตอน)

จบบทที่ บทที่ 21: ท่านมีแต่จะถ่วงแข้งถ่วงขาข้า

คัดลอกลิงก์แล้ว