เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 20: นี่คือพี่สะใภ้ใหญ่ในอนาคตของนางงั้นหรือ?!

บทที่ 20: นี่คือพี่สะใภ้ใหญ่ในอนาคตของนางงั้นหรือ?!

บทที่ 20: นี่คือพี่สะใภ้ใหญ่ในอนาคตของนางงั้นหรือ?!


บทที่ 20: นี่คือพี่สะใภ้ใหญ่ในอนาคตของนางงั้นหรือ?!

เนื่องด้วยตำราและอาวุธมีจำนวนมากเกินไป เย่ซือเหิงจึงได้จัดเตรียมรถม้ามาให้ถึงสองคัน

ดังนั้นตอนมาพี่น้องมาด้วยกัน แต่ตอนกลับกลายเป็นว่าหนานหลีต้องนั่งรถม้าเพียงลำพัง

นั่นก็เพราะว่าระหว่างทางกลับ เหล่าพี่ชายของนางก็ยังคงอยากจะลูบคลำตำราบ้าง หรือไม่ก็ลูบคลำอาวุธบ้างนั่นเอง

ทว่า...หลังจากที่ออกจากตำหนักอ๋องเก้าได้ไม่นาน เส้นทางข้ามสะพานก็พลันเกิดการจราจรติดขัดขึ้นมา ชาวบ้านที่อยู่โดยรอบต่างพากันพูดคุยจอแจไม่หยุด

“สตรีนางนั้นช่างอ้วนท้วนเสียนี่กระไร นางกระโดดลงน้ำไป นี่คงจะ...อยากจะบีบบังคับให้คุณชายผู้นั้นแต่งงานกับนางกระมัง?”

“น่าสงสารจริงๆ คุณชายผู้นั้นก็ช่างเป็นคนดีเสียจริง อุตส่าห์ลงน้ำไปช่วยคน แต่จนป่านนี้ก็ยังไม่โผล่ขึ้นมาเลยนะ”

“พวกเจ้าไม่รู้กันล่ะสิ เมื่อสองวันก่อนก็มีคนตกน้ำไปเหมือนกัน แล้วก็ไม่โผล่ขึ้นมาอีกเลย...”

พอได้ยินมาถึงตรงนี้ หนานหลีก็พลันเลิกม่านขึ้น ก่อนจะรีบลงจากรถม้าไปในทันที…ทั้งบนสะพานและบนฝั่งต่างก็มีชาวบ้านมุงดูเหตุการณ์อยู่เป็นจำนวนมาก

“คุณหนูเจ้าคะ เกิดอะไรขึ้นหรือเจ้าคะ?” ชุนเป่าถามด้วยความสงสัย

“ถือไว้นะ ข้าจะลงไปช่วยคน” หนานหลีถอดถุงผ้าออก พลางหยิบมาเพียงยันต์สองสามแผ่น ก่อนจะเบียดเสียดฝ่าฝูงชนเข้าไป

นางใช้แรงทั้งหมดที่มีผลักผู้คนให้หลีกทาง ก่อนจะกระโดดลงมาจากสะพาน แล้วพุ่งหัวดำดิ่งลงไปในน้ำทันที

คูเมืองแห่งนี้ไม่ลึกและก็ไม่ตื้นจนเกินไป กระแสน้ำโอบล้อมร่างของนางไว้ ราวกับว่ากำลังดิ่งลงสู่ห้องน้ำแข็งก็ไม่ปาน อีกทั้งยังรู้สึกเหมือนมีมือนับไม่ถ้วนกำลังฉุดกระชากลากนางให้จมดิ่งลงไป

แต่ทว่าหนานหลีกลับสงบนิ่งอย่างที่สุด เมื่อหันไปในทิศทางที่ถูกต้อง นางก็ได้แปะยันต์ขับไล่ภูตผีออกไปหนึ่งแผ่น…ในทันใดนั้น กระแสน้ำที่กำลังฉุดรั้งร่างของนางก็พลันสลายไป และในหูก็มีเสียงกรีดร้องโหยหวนดังขึ้นมา

น้ำในแม่น้ำไม่ค่อยจะสะอาดนัก แต่ก็โชคดีที่หลังจากที่หนานหลีมองหาอยู่ครู่หนึ่ง ก็ได้เห็นร่างของชายหญิงคู่นั้น

นางรีบว่ายน้ำเข้าไปหา พลางแปะยันต์ขับไล่ภูตผีลงบนร่างของคนทั้งสอง จากนั้นจึงได้ลากพวกเขาให้ลอยขึ้นสู่ผิวน้ำ

ชายหนุ่มยังพอมีสติอยู่บ้าง ดังนั้นเขาจึงออกแรงว่ายขึ้นสู่ผิวน้ำตามแรงดึงของนาง ก่อนจะสูดอากาศหายใจเข้าปอดไปเฮือกใหญ่

“ขอบคุณ...” ฉู่เย่รู้สึกซาบซึ้งใจต่อผู้ที่มาช่วยเหลืออย่างมาก

แต่พอเพ่งมองดูให้ดีๆ เขาก็อดที่จะตกใจไม่ได้ “อาหลี?! เหตุใดถึงเป็นเจ้าไปได้?!”

“พี่ใหญ่?” หนานหลีก็ตกใจไม่แพ้กัน

ฉู่เย่เหลือบมองไปยังชายหนุ่มที่อยู่บนฝั่ง พลันขมวดคิ้วเข้าหากันในทันที

ทว่าก็โชคดีที่ไม่รู้ว่ามาจากที่ใด จู่ๆก็มีทหารประจำจวนหน่วยหนึ่งเข้ามาขับไล่ชาวบ้านให้สลายตัวออกไป ยิ่งไปกว่านั้นยังคอยเฝ้าอยู่รอบๆเพื่อไม่ให้ชาวบ้านหยุดยืนมุงดูอีก

ณ ตอนนี้ หนานหลีก็ได้ว่ายน้ำขึ้นฝั่งไปแล้ว

หญิงสาวนางนั้นสำลักน้ำจนหมดสติไป

ตอนแรกฉู่เย่คิดจะอุ้มนางขึ้นมา แต่กลับพบว่าตนเองออกแรงจนสุดตัวแล้ว ก็ยังไม่สามารถอุ้มคนขึ้นมาได้

นี่มัน...หนักเกินไปแล้ว...

“พี่สะใภ้ใหญ่ในอนาคตของเจ้า ตอนนี้คงจะมีน้ำหนักอย่างน้อยๆ ก็สองสามร้อยชั่ง(100-180 กิโลกรัม)แล้วกระมัง เจ้าตัวเล็กแค่นี้ จะไป...”

ฉู่เย่ยังไม่ทันจะพูดจบดี เขาก็ถึงกับอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง

เพราะหนานหลีเพียงแค่ใช้สองแขนโอบรัด ก็สามารถอุ้มเซียวหว่านอี๋ขึ้นมาได้อย่างง่ายดายราวกับไม่ได้ออกแรงเลยแม้แต่น้อย

ฉู่เย่ถึงกับรู้สึกหนังศีรษะชาวาบไปหมด

นี่มัน...เทียบได้กับทหารที่แข็งแรงที่สุดในค่ายทหารเลยไม่ใช่รึ

เเล้วเขายังจะคู่ควรเป็นพี่ใหญ่อยู่อีกหรือ…แม้แต่คู่หมั้นของตัวเองยังต้องให้น้องสาวอุ้ม!

หนานหลีมองดูร่างกายที่อ้วนท้วนของเซียวหว่านอี๋ พลางมองใบหน้าที่กลมแป้นราวกับแผ่นแป้งของนาง

“พี่สะใภ้ใหญ่ในอนาคตหรือเจ้าคะ? ไหนท่านแม่บอกว่านางเพียบพร้อมทั้งความสามารถและรูปโฉมมิใช่หรือ?”

นี่ไม่ใช่ว่านางกำลังดูถูกรูปร่างของอีกฝ่าย

แต่เป็นเพราะว่าฮูหยินเสิ่นได้กล่าวชื่นชมพี่สะใภ้ใหญ่ในอนาคตเสียจนเลิศเลอหาใครในหล้าเปรียบมิได้ ดังนั้นนางจึงยากที่จะยอมรับได้ในชั่วขณะ

ฉู่เย่ไม่มีเวลาจะอธิบาย จึงรีบกดหน้าอกของเซียวหว่านอี๋เพื่อให้นางสำรอกน้ำออกมา

เซียวหว่านอี๋สำรอกน้ำออกมาเป็นจำนวนมาก ก่อนจะลืมตาขึ้นมาอย่างงัวเงีย พอเห็นว่าตนเองยังไม่ตาย นางก็พลันร้องไห้คร่ำครวญขึ้นมาอีกครั้ง

“ท่านช่วยข้าทำไม? สู้ปล่อยให้ข้าตายไปเสียยังจะดีกว่า!”

“หว่านอี๋ ข้าย่อมต้องช่วยเจ้าอยู่แล้ว อีกทั้ง...ข้ายังจะต้องแต่งงานกับเจ้าอีกนะ” ฉู่เย่กอดนางไว้แน่น

“แล้วท่านแต่งงานกับข้าไปแล้วจะอย่างไรเล่า”

“ข้าอ้วนเป็นแบบนี้แล้ว ต่อไปภายหน้าท่านก็ต้องรังเกียจข้าเป็นแน่ แทนที่จะให้ข้าต้องนอนเดียวดายอยู่ในห้องหอเพียงลำพังในอนาคต มิสู้ว่า...พวกเราถอนหมั้นกันเสียเถอะ”

“จะเป็นเช่นนั้นได้อย่างไร เมื่อครู่นี้ที่ข้านิ่งอึ้งไป ก็เพราะกำลังคิดว่าจะต้องหาเงินมาเลี้ยงดูเจ้าให้มากขึ้นต่างหาก ไม่ใช่ว่ารังเกียจเจ้าเสียหน่อย” ฉู่เย่รีบอธิบาย

“ไม่ว่าเจ้าจะเปลี่ยนไปเป็นอย่างไร ข้าก็ชอบเจ้าทั้งนั้น!”

“จริงๆหรือ?”

“จริงๆ!”

“หากข้าผิดคำพูดในวันนี้ ขอให้ข้ามีอันเป็นไปอย่างน่าอนาถ” ฉู่เย่ให้คำสัตย์สาบาน

“ฮือๆๆ...” เซียวหว่านอี๋ซาบซึ้งใจจนโผเข้ากอดเขาทันที

…..

ณ เวลานี้ หนานหลีรู้สึกว่าตัวเองกำลังกลายเป็นก้างขวางคอชิ้นใหญ่

นางควรจะถอยออกไป เพื่อที่จะได้ไม่ไปขัดจังหวะการพลอดรักของคนทั้งสอง…แต่ทว่าสายลมเย็นสายหนึ่งพัดผ่านมา นางพลันรู้สึกคันจมูกขึ้นมา ก่อนจะจามออกมาดัง ฮัดชิ้ว!

ในทันใดนั้น ก็มีเสื้อคลุมผืนหนึ่งถูกคลี่ออกคลุมลงบนร่างของนาง หนานหลีถึงกับนิ่งงันไป

พลางหันกลับไปมองภายใต้แสงแดดอ่อนๆ…เย่ซือเหิงที่อยู่บนรถเข็นนั้นมีดวงตาทั้งสองข้างเต็มเปี่ยมไปด้วยความห่วงใย

“คุณหนูหก เจ้าไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่?”

หนานหลีจ้องมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะได้สติกลับคืนมา แล้วรีบส่ายหน้าปฏิเสธ

“ข้าไม่เป็นไรเจ้าค่ะ”

เย่ซือเหิงมองดูคนทั้งสามที่เปียกปอนไปทั้งตัว พลางเอ่ยขึ้นว่า

“มิสู้ว่า...กลับไปที่ตำหนักอ๋องเก้าเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้าที่สะอาดสะอ้านกันก่อนเถอะ จะได้ไม่เป็นไข้หวัดกัน”

“ไม่ต้องลำบากถึงเพียงนั้นหรอกเจ้าค่ะ”

หนานหลีเรียกชุนเป่าเข้ามาใกล้ๆ ก่อนจะหยิบยันต์ที่สามารถทำความสะอาดและทำให้แห้งได้ออกมา

และพอใช้มันแล้ว เสื้อผ้าของคนทั้งสามก็พลันสะอาดและแห้งสนิทขึ้นมาในทันที กระทั่งร่างกายและเส้นผมก็ยังสะอาดหมดจดอีกด้วย

“…...”

เย่ซือเหิงที่เมื่อครู่นี้เพิ่งจะสั่งให้คนไปเตรียมเสื้อผ้ามาให้ ถึงกับมุมปากกระตุกอีกครั้ง

พอเซียวหว่านอี๋ได้รู้ว่าคนที่ช่วยชีวิตตนเองไว้คือน้องสาวของคู่หมั้นในอนาคต อันดับแรกนางก็ได้กล่าวขอบคุณซ้ำแล้วซ้ำเล่า จากนั้นจึงเบิกตากว้างด้วยความสงสัยใคร่รู้

นางเคยเห็นยันต์คุ้มภัย ยันต์ขับไล่ภูตผีมาบ้างแล้ว แต่ก็ไม่เคยเห็นยันต์แบบนี้มาก่อนเลย

“ยันต์นี่ช่างน่าสนใจเสียจริง”

“พี่เซียวเจ้าคะ นี่เป็นยันต์ที่ข้าคิดค้นขึ้นมาเองเจ้าค่ะ” หนานหลีกล่าว

เพราะตอนที่นางอยู่ในยุควันสิ้นโลก ทรัพยากรขาดแคลนอย่างหนัก สิบวันแปดวันถึงจะได้อาบน้ำสักครั้ง ดังนั้นนางจึงได้ค้นคว้าวิจัยยันต์ชนิดนี้ขึ้นมา

ทันใดนั้น พอนางเห็นว่าระหว่างคิ้วของเซียวหว่านอี๋มีไอดำจางๆ ของภูตผีปรากฏอยู่ ในใจก็พลันสั่นไหวขึ้นมาเล็กน้อย พลางเอ่ยขึ้นว่า

“พี่เซียวเจ้าคะ พ่อครัวที่จวนของท่านทำอาหารอร่อยมากเลยใช่หรือไม่เจ้าคะ?”

“ใช่แล้วๆ!” เซียวหว่านอี๋รีบพยักหน้ารับ

“พอข้ากลับถึงจวนทีไร ก็อดไม่ได้ที่จะอยากกินอาหารที่พวกเขาทำทุกทีเลย”

“ถ้าเช่นนั้น...ข้าจะขอไปพักที่จวนของท่านสักคืนหนึ่งได้หรือไม่เจ้าคะ? ข้าก็อยากจะลองชิมดูบ้าง”

“ได้สิจ๊ะ! ได้แน่นอน!” เซียวหว่านอี๋ตอบตกลงอย่างง่ายดาย

ก่อนจะจากไป หนานหลีก็ได้ใช้ยันต์ทำความสะอาดเสื้อคลุมจนหมดจดอีกครั้ง แล้วจึงส่งคืนให้แก่เย่ซือเหิง

ขณะที่มองดูคนทั้งสามกลับขึ้นรถม้าแล้วเคลื่อนจากไปไกล เย่ซือเหิงก็พลันมีสีหน้าเคร่งขรึมลง พลางกล่าวว่า

“ไปถามดูสิว่าพ่อครัวของสกุลเซียวได้เงินเดือนเท่าไหร่ เปิ่นหวางจะให้เป็นสองเท่า”

“ท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ บางที...คุณหนูหกอาจจะเพียงแค่อยากจะสนิทสนมกับพี่สะใภ้ใหญ่ในอนาคตของนางก็ได้นะพ่ะย่ะค่ะ หาใช่ว่า...จะตั้งใจไปเพราะพ่อครัวของจวนสกุลเซียวเสียหน่อย” ชิงเฟิงรู้สึกจนใจอยู่บ้าง

….

ฉู่เย่เดินทางกลับไปยังจวนอันหยางโหว ส่วนหนานหลีนั้นได้ติดตามเซียวหว่านอี๋ไปยังจวนสกุลเซียว

แต่ทว่า...ใครเลยจะคาดคิดว่า ทันทีที่ก้าวเข้าประตูจวนไป ก็ได้เห็นนักพรตในอาภรณ์สีเทาผู้หนึ่งกำลังเตรียมตั้งแท่นบูชาเพื่อทำพิธีอยู่

อีกทั้งยังมีนักพรตน้อยอีกหลายคนกำลังวิ่งวุ่นช่วยเหลืออยู่ข้างๆ

หลังจากที่เซียวหว่านอี๋ได้แนะนำหนานหลีให้บิดามารดาของตนเองรู้จักแล้ว ใต้เท้าเซียวก็ดึงนางเข้าไปใกล้ๆ พลางกล่าวว่า

“หว่านอี๋ นี่คือท่านปรมาจารย์หลี่”

ท่านปรมาจารย์หลี่ปรายตามองเซียวหว่านอี๋แวบหนึ่ง ก่อนจะหรี่ตาลงเล็กน้อย

“หว่างคิ้วของนางมีไอดำปรากฏอยู่ แสดงว่ามีภูตร้ายเข้าสิง!”

“นี่เป็นผีอดอยากตนหนึ่ง และก็เป็นเพราะถูกภูตร้ายเข้าสิงนี่แหละ คุณหนูเซียวถึงได้เจริญอาหารอย่างมากเมื่ออยู่ในจวน จนอดไม่ได้ที่จะกินไม่หยุดหย่อนแล้วทำให้อ้วนขึ้นมาเช่นนี้”

“ขอท่านอาจารย์โปรดช่วยเหลือด้วยเถิดเจ้าค่ะ! เมื่อก่อนบุตรสาวของข้าเคยมีรูปร่างอรชรอ้อนแอ้น แต่ตอนนี้นางกลับอ้วนขึ้นทุกวันๆ นี่ถึงกับจะไปโดดน้ำตายอยู่แล้วนะเจ้าคะ!” ฮูหยินเซียวรีบกล่าวขึ้นทันที

ท่านปรมาจารย์หลี่ลูบเคราของตนเอง พลางกล่าวว่า

“นักพรตผู้นี้ ก็เพราะว่ามองเห็นไอภูตผีในจวนของท่านจึงได้มาเยือนถึงที่ แน่นอนว่าย่อมจะกำจัดภูตร้ายตนนั้น แล้วทำให้คุณหนูเซียวกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้”

ปลายจมูกของเซียวหว่านอี๋แดงก่ำขึ้นมาเล็กน้อย นางจึงรีบทำความเคารพต่อท่านปรมาจารย์หลี่

“ทุกอย่างคงต้องรบกวนท่านปรมาจารย์หลี่แล้วเจ้าค่ะ!”

ไม่ว่ามันจะเป็นเรื่องจริงหรือไม่ก็ตาม แต่นางก็ยินดีที่จะลองดูสักครั้ง

เพราะนางไม่อยากให้ถึงวันออกเรือนแล้ว แม้กระทั่งเกี้ยวเจ้าสาวก็ยังเบียดเข้าไปนั่งไม่ได้

หนานหลีเงยหน้าขึ้นมองดูท้องฟ้า ก่อนจะเหลือบมองดูภาชนะและยันต์ต่างๆ ที่วางอยู่บนโต๊ะ แล้วเอ่ยขึ้นว่า

“ท่านปรมาจารย์หลี่เจ้าคะ อานุภาพของยันต์ท่านคงจะไม่เพียงพอหรอกกระมัง?”

ท่านปรมาจารย์หลี่ผู้นี้ไม่ใช่พวกนักต้มตุ๋น

เพียงแต่ว่า...ผีอดอยากตนนั้นรับมือได้ไม่ง่ายเลยจริงๆ

(จบบท)

จบบทที่ บทที่ 20: นี่คือพี่สะใภ้ใหญ่ในอนาคตของนางงั้นหรือ?!

คัดลอกลิงก์แล้ว