- หน้าแรก
- นายหญิงแห่งศาสตร์ลึกลับ
- บทที่ 20: นี่คือพี่สะใภ้ใหญ่ในอนาคตของนางงั้นหรือ?!
บทที่ 20: นี่คือพี่สะใภ้ใหญ่ในอนาคตของนางงั้นหรือ?!
บทที่ 20: นี่คือพี่สะใภ้ใหญ่ในอนาคตของนางงั้นหรือ?!
บทที่ 20: นี่คือพี่สะใภ้ใหญ่ในอนาคตของนางงั้นหรือ?!
เนื่องด้วยตำราและอาวุธมีจำนวนมากเกินไป เย่ซือเหิงจึงได้จัดเตรียมรถม้ามาให้ถึงสองคัน
ดังนั้นตอนมาพี่น้องมาด้วยกัน แต่ตอนกลับกลายเป็นว่าหนานหลีต้องนั่งรถม้าเพียงลำพัง
นั่นก็เพราะว่าระหว่างทางกลับ เหล่าพี่ชายของนางก็ยังคงอยากจะลูบคลำตำราบ้าง หรือไม่ก็ลูบคลำอาวุธบ้างนั่นเอง
ทว่า...หลังจากที่ออกจากตำหนักอ๋องเก้าได้ไม่นาน เส้นทางข้ามสะพานก็พลันเกิดการจราจรติดขัดขึ้นมา ชาวบ้านที่อยู่โดยรอบต่างพากันพูดคุยจอแจไม่หยุด
“สตรีนางนั้นช่างอ้วนท้วนเสียนี่กระไร นางกระโดดลงน้ำไป นี่คงจะ...อยากจะบีบบังคับให้คุณชายผู้นั้นแต่งงานกับนางกระมัง?”
“น่าสงสารจริงๆ คุณชายผู้นั้นก็ช่างเป็นคนดีเสียจริง อุตส่าห์ลงน้ำไปช่วยคน แต่จนป่านนี้ก็ยังไม่โผล่ขึ้นมาเลยนะ”
“พวกเจ้าไม่รู้กันล่ะสิ เมื่อสองวันก่อนก็มีคนตกน้ำไปเหมือนกัน แล้วก็ไม่โผล่ขึ้นมาอีกเลย...”
พอได้ยินมาถึงตรงนี้ หนานหลีก็พลันเลิกม่านขึ้น ก่อนจะรีบลงจากรถม้าไปในทันที…ทั้งบนสะพานและบนฝั่งต่างก็มีชาวบ้านมุงดูเหตุการณ์อยู่เป็นจำนวนมาก
“คุณหนูเจ้าคะ เกิดอะไรขึ้นหรือเจ้าคะ?” ชุนเป่าถามด้วยความสงสัย
“ถือไว้นะ ข้าจะลงไปช่วยคน” หนานหลีถอดถุงผ้าออก พลางหยิบมาเพียงยันต์สองสามแผ่น ก่อนจะเบียดเสียดฝ่าฝูงชนเข้าไป
นางใช้แรงทั้งหมดที่มีผลักผู้คนให้หลีกทาง ก่อนจะกระโดดลงมาจากสะพาน แล้วพุ่งหัวดำดิ่งลงไปในน้ำทันที
คูเมืองแห่งนี้ไม่ลึกและก็ไม่ตื้นจนเกินไป กระแสน้ำโอบล้อมร่างของนางไว้ ราวกับว่ากำลังดิ่งลงสู่ห้องน้ำแข็งก็ไม่ปาน อีกทั้งยังรู้สึกเหมือนมีมือนับไม่ถ้วนกำลังฉุดกระชากลากนางให้จมดิ่งลงไป
แต่ทว่าหนานหลีกลับสงบนิ่งอย่างที่สุด เมื่อหันไปในทิศทางที่ถูกต้อง นางก็ได้แปะยันต์ขับไล่ภูตผีออกไปหนึ่งแผ่น…ในทันใดนั้น กระแสน้ำที่กำลังฉุดรั้งร่างของนางก็พลันสลายไป และในหูก็มีเสียงกรีดร้องโหยหวนดังขึ้นมา
น้ำในแม่น้ำไม่ค่อยจะสะอาดนัก แต่ก็โชคดีที่หลังจากที่หนานหลีมองหาอยู่ครู่หนึ่ง ก็ได้เห็นร่างของชายหญิงคู่นั้น
นางรีบว่ายน้ำเข้าไปหา พลางแปะยันต์ขับไล่ภูตผีลงบนร่างของคนทั้งสอง จากนั้นจึงได้ลากพวกเขาให้ลอยขึ้นสู่ผิวน้ำ
ชายหนุ่มยังพอมีสติอยู่บ้าง ดังนั้นเขาจึงออกแรงว่ายขึ้นสู่ผิวน้ำตามแรงดึงของนาง ก่อนจะสูดอากาศหายใจเข้าปอดไปเฮือกใหญ่
“ขอบคุณ...” ฉู่เย่รู้สึกซาบซึ้งใจต่อผู้ที่มาช่วยเหลืออย่างมาก
แต่พอเพ่งมองดูให้ดีๆ เขาก็อดที่จะตกใจไม่ได้ “อาหลี?! เหตุใดถึงเป็นเจ้าไปได้?!”
“พี่ใหญ่?” หนานหลีก็ตกใจไม่แพ้กัน
ฉู่เย่เหลือบมองไปยังชายหนุ่มที่อยู่บนฝั่ง พลันขมวดคิ้วเข้าหากันในทันที
ทว่าก็โชคดีที่ไม่รู้ว่ามาจากที่ใด จู่ๆก็มีทหารประจำจวนหน่วยหนึ่งเข้ามาขับไล่ชาวบ้านให้สลายตัวออกไป ยิ่งไปกว่านั้นยังคอยเฝ้าอยู่รอบๆเพื่อไม่ให้ชาวบ้านหยุดยืนมุงดูอีก
ณ ตอนนี้ หนานหลีก็ได้ว่ายน้ำขึ้นฝั่งไปแล้ว
หญิงสาวนางนั้นสำลักน้ำจนหมดสติไป
ตอนแรกฉู่เย่คิดจะอุ้มนางขึ้นมา แต่กลับพบว่าตนเองออกแรงจนสุดตัวแล้ว ก็ยังไม่สามารถอุ้มคนขึ้นมาได้
นี่มัน...หนักเกินไปแล้ว...
“พี่สะใภ้ใหญ่ในอนาคตของเจ้า ตอนนี้คงจะมีน้ำหนักอย่างน้อยๆ ก็สองสามร้อยชั่ง(100-180 กิโลกรัม)แล้วกระมัง เจ้าตัวเล็กแค่นี้ จะไป...”
ฉู่เย่ยังไม่ทันจะพูดจบดี เขาก็ถึงกับอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง
เพราะหนานหลีเพียงแค่ใช้สองแขนโอบรัด ก็สามารถอุ้มเซียวหว่านอี๋ขึ้นมาได้อย่างง่ายดายราวกับไม่ได้ออกแรงเลยแม้แต่น้อย
ฉู่เย่ถึงกับรู้สึกหนังศีรษะชาวาบไปหมด
นี่มัน...เทียบได้กับทหารที่แข็งแรงที่สุดในค่ายทหารเลยไม่ใช่รึ
เเล้วเขายังจะคู่ควรเป็นพี่ใหญ่อยู่อีกหรือ…แม้แต่คู่หมั้นของตัวเองยังต้องให้น้องสาวอุ้ม!
หนานหลีมองดูร่างกายที่อ้วนท้วนของเซียวหว่านอี๋ พลางมองใบหน้าที่กลมแป้นราวกับแผ่นแป้งของนาง
“พี่สะใภ้ใหญ่ในอนาคตหรือเจ้าคะ? ไหนท่านแม่บอกว่านางเพียบพร้อมทั้งความสามารถและรูปโฉมมิใช่หรือ?”
นี่ไม่ใช่ว่านางกำลังดูถูกรูปร่างของอีกฝ่าย
แต่เป็นเพราะว่าฮูหยินเสิ่นได้กล่าวชื่นชมพี่สะใภ้ใหญ่ในอนาคตเสียจนเลิศเลอหาใครในหล้าเปรียบมิได้ ดังนั้นนางจึงยากที่จะยอมรับได้ในชั่วขณะ
ฉู่เย่ไม่มีเวลาจะอธิบาย จึงรีบกดหน้าอกของเซียวหว่านอี๋เพื่อให้นางสำรอกน้ำออกมา
เซียวหว่านอี๋สำรอกน้ำออกมาเป็นจำนวนมาก ก่อนจะลืมตาขึ้นมาอย่างงัวเงีย พอเห็นว่าตนเองยังไม่ตาย นางก็พลันร้องไห้คร่ำครวญขึ้นมาอีกครั้ง
“ท่านช่วยข้าทำไม? สู้ปล่อยให้ข้าตายไปเสียยังจะดีกว่า!”
“หว่านอี๋ ข้าย่อมต้องช่วยเจ้าอยู่แล้ว อีกทั้ง...ข้ายังจะต้องแต่งงานกับเจ้าอีกนะ” ฉู่เย่กอดนางไว้แน่น
“แล้วท่านแต่งงานกับข้าไปแล้วจะอย่างไรเล่า”
“ข้าอ้วนเป็นแบบนี้แล้ว ต่อไปภายหน้าท่านก็ต้องรังเกียจข้าเป็นแน่ แทนที่จะให้ข้าต้องนอนเดียวดายอยู่ในห้องหอเพียงลำพังในอนาคต มิสู้ว่า...พวกเราถอนหมั้นกันเสียเถอะ”
“จะเป็นเช่นนั้นได้อย่างไร เมื่อครู่นี้ที่ข้านิ่งอึ้งไป ก็เพราะกำลังคิดว่าจะต้องหาเงินมาเลี้ยงดูเจ้าให้มากขึ้นต่างหาก ไม่ใช่ว่ารังเกียจเจ้าเสียหน่อย” ฉู่เย่รีบอธิบาย
“ไม่ว่าเจ้าจะเปลี่ยนไปเป็นอย่างไร ข้าก็ชอบเจ้าทั้งนั้น!”
“จริงๆหรือ?”
“จริงๆ!”
“หากข้าผิดคำพูดในวันนี้ ขอให้ข้ามีอันเป็นไปอย่างน่าอนาถ” ฉู่เย่ให้คำสัตย์สาบาน
“ฮือๆๆ...” เซียวหว่านอี๋ซาบซึ้งใจจนโผเข้ากอดเขาทันที
…..
ณ เวลานี้ หนานหลีรู้สึกว่าตัวเองกำลังกลายเป็นก้างขวางคอชิ้นใหญ่
นางควรจะถอยออกไป เพื่อที่จะได้ไม่ไปขัดจังหวะการพลอดรักของคนทั้งสอง…แต่ทว่าสายลมเย็นสายหนึ่งพัดผ่านมา นางพลันรู้สึกคันจมูกขึ้นมา ก่อนจะจามออกมาดัง ฮัดชิ้ว!
ในทันใดนั้น ก็มีเสื้อคลุมผืนหนึ่งถูกคลี่ออกคลุมลงบนร่างของนาง หนานหลีถึงกับนิ่งงันไป
พลางหันกลับไปมองภายใต้แสงแดดอ่อนๆ…เย่ซือเหิงที่อยู่บนรถเข็นนั้นมีดวงตาทั้งสองข้างเต็มเปี่ยมไปด้วยความห่วงใย
“คุณหนูหก เจ้าไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่?”
หนานหลีจ้องมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะได้สติกลับคืนมา แล้วรีบส่ายหน้าปฏิเสธ
“ข้าไม่เป็นไรเจ้าค่ะ”
เย่ซือเหิงมองดูคนทั้งสามที่เปียกปอนไปทั้งตัว พลางเอ่ยขึ้นว่า
“มิสู้ว่า...กลับไปที่ตำหนักอ๋องเก้าเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้าที่สะอาดสะอ้านกันก่อนเถอะ จะได้ไม่เป็นไข้หวัดกัน”
“ไม่ต้องลำบากถึงเพียงนั้นหรอกเจ้าค่ะ”
หนานหลีเรียกชุนเป่าเข้ามาใกล้ๆ ก่อนจะหยิบยันต์ที่สามารถทำความสะอาดและทำให้แห้งได้ออกมา
และพอใช้มันแล้ว เสื้อผ้าของคนทั้งสามก็พลันสะอาดและแห้งสนิทขึ้นมาในทันที กระทั่งร่างกายและเส้นผมก็ยังสะอาดหมดจดอีกด้วย
“…...”
เย่ซือเหิงที่เมื่อครู่นี้เพิ่งจะสั่งให้คนไปเตรียมเสื้อผ้ามาให้ ถึงกับมุมปากกระตุกอีกครั้ง
พอเซียวหว่านอี๋ได้รู้ว่าคนที่ช่วยชีวิตตนเองไว้คือน้องสาวของคู่หมั้นในอนาคต อันดับแรกนางก็ได้กล่าวขอบคุณซ้ำแล้วซ้ำเล่า จากนั้นจึงเบิกตากว้างด้วยความสงสัยใคร่รู้
นางเคยเห็นยันต์คุ้มภัย ยันต์ขับไล่ภูตผีมาบ้างแล้ว แต่ก็ไม่เคยเห็นยันต์แบบนี้มาก่อนเลย
“ยันต์นี่ช่างน่าสนใจเสียจริง”
“พี่เซียวเจ้าคะ นี่เป็นยันต์ที่ข้าคิดค้นขึ้นมาเองเจ้าค่ะ” หนานหลีกล่าว
เพราะตอนที่นางอยู่ในยุควันสิ้นโลก ทรัพยากรขาดแคลนอย่างหนัก สิบวันแปดวันถึงจะได้อาบน้ำสักครั้ง ดังนั้นนางจึงได้ค้นคว้าวิจัยยันต์ชนิดนี้ขึ้นมา
ทันใดนั้น พอนางเห็นว่าระหว่างคิ้วของเซียวหว่านอี๋มีไอดำจางๆ ของภูตผีปรากฏอยู่ ในใจก็พลันสั่นไหวขึ้นมาเล็กน้อย พลางเอ่ยขึ้นว่า
“พี่เซียวเจ้าคะ พ่อครัวที่จวนของท่านทำอาหารอร่อยมากเลยใช่หรือไม่เจ้าคะ?”
“ใช่แล้วๆ!” เซียวหว่านอี๋รีบพยักหน้ารับ
“พอข้ากลับถึงจวนทีไร ก็อดไม่ได้ที่จะอยากกินอาหารที่พวกเขาทำทุกทีเลย”
“ถ้าเช่นนั้น...ข้าจะขอไปพักที่จวนของท่านสักคืนหนึ่งได้หรือไม่เจ้าคะ? ข้าก็อยากจะลองชิมดูบ้าง”
“ได้สิจ๊ะ! ได้แน่นอน!” เซียวหว่านอี๋ตอบตกลงอย่างง่ายดาย
ก่อนจะจากไป หนานหลีก็ได้ใช้ยันต์ทำความสะอาดเสื้อคลุมจนหมดจดอีกครั้ง แล้วจึงส่งคืนให้แก่เย่ซือเหิง
ขณะที่มองดูคนทั้งสามกลับขึ้นรถม้าแล้วเคลื่อนจากไปไกล เย่ซือเหิงก็พลันมีสีหน้าเคร่งขรึมลง พลางกล่าวว่า
“ไปถามดูสิว่าพ่อครัวของสกุลเซียวได้เงินเดือนเท่าไหร่ เปิ่นหวางจะให้เป็นสองเท่า”
“ท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ บางที...คุณหนูหกอาจจะเพียงแค่อยากจะสนิทสนมกับพี่สะใภ้ใหญ่ในอนาคตของนางก็ได้นะพ่ะย่ะค่ะ หาใช่ว่า...จะตั้งใจไปเพราะพ่อครัวของจวนสกุลเซียวเสียหน่อย” ชิงเฟิงรู้สึกจนใจอยู่บ้าง
….
ฉู่เย่เดินทางกลับไปยังจวนอันหยางโหว ส่วนหนานหลีนั้นได้ติดตามเซียวหว่านอี๋ไปยังจวนสกุลเซียว
แต่ทว่า...ใครเลยจะคาดคิดว่า ทันทีที่ก้าวเข้าประตูจวนไป ก็ได้เห็นนักพรตในอาภรณ์สีเทาผู้หนึ่งกำลังเตรียมตั้งแท่นบูชาเพื่อทำพิธีอยู่
อีกทั้งยังมีนักพรตน้อยอีกหลายคนกำลังวิ่งวุ่นช่วยเหลืออยู่ข้างๆ
หลังจากที่เซียวหว่านอี๋ได้แนะนำหนานหลีให้บิดามารดาของตนเองรู้จักแล้ว ใต้เท้าเซียวก็ดึงนางเข้าไปใกล้ๆ พลางกล่าวว่า
“หว่านอี๋ นี่คือท่านปรมาจารย์หลี่”
ท่านปรมาจารย์หลี่ปรายตามองเซียวหว่านอี๋แวบหนึ่ง ก่อนจะหรี่ตาลงเล็กน้อย
“หว่างคิ้วของนางมีไอดำปรากฏอยู่ แสดงว่ามีภูตร้ายเข้าสิง!”
“นี่เป็นผีอดอยากตนหนึ่ง และก็เป็นเพราะถูกภูตร้ายเข้าสิงนี่แหละ คุณหนูเซียวถึงได้เจริญอาหารอย่างมากเมื่ออยู่ในจวน จนอดไม่ได้ที่จะกินไม่หยุดหย่อนแล้วทำให้อ้วนขึ้นมาเช่นนี้”
“ขอท่านอาจารย์โปรดช่วยเหลือด้วยเถิดเจ้าค่ะ! เมื่อก่อนบุตรสาวของข้าเคยมีรูปร่างอรชรอ้อนแอ้น แต่ตอนนี้นางกลับอ้วนขึ้นทุกวันๆ นี่ถึงกับจะไปโดดน้ำตายอยู่แล้วนะเจ้าคะ!” ฮูหยินเซียวรีบกล่าวขึ้นทันที
ท่านปรมาจารย์หลี่ลูบเคราของตนเอง พลางกล่าวว่า
“นักพรตผู้นี้ ก็เพราะว่ามองเห็นไอภูตผีในจวนของท่านจึงได้มาเยือนถึงที่ แน่นอนว่าย่อมจะกำจัดภูตร้ายตนนั้น แล้วทำให้คุณหนูเซียวกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้”
ปลายจมูกของเซียวหว่านอี๋แดงก่ำขึ้นมาเล็กน้อย นางจึงรีบทำความเคารพต่อท่านปรมาจารย์หลี่
“ทุกอย่างคงต้องรบกวนท่านปรมาจารย์หลี่แล้วเจ้าค่ะ!”
ไม่ว่ามันจะเป็นเรื่องจริงหรือไม่ก็ตาม แต่นางก็ยินดีที่จะลองดูสักครั้ง
เพราะนางไม่อยากให้ถึงวันออกเรือนแล้ว แม้กระทั่งเกี้ยวเจ้าสาวก็ยังเบียดเข้าไปนั่งไม่ได้
หนานหลีเงยหน้าขึ้นมองดูท้องฟ้า ก่อนจะเหลือบมองดูภาชนะและยันต์ต่างๆ ที่วางอยู่บนโต๊ะ แล้วเอ่ยขึ้นว่า
“ท่านปรมาจารย์หลี่เจ้าคะ อานุภาพของยันต์ท่านคงจะไม่เพียงพอหรอกกระมัง?”
ท่านปรมาจารย์หลี่ผู้นี้ไม่ใช่พวกนักต้มตุ๋น
เพียงแต่ว่า...ผีอดอยากตนนั้นรับมือได้ไม่ง่ายเลยจริงๆ
(จบบท)