เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 19: ใช้โลหิตจากหัวใจเพื่อถอนคำสาป

บทที่ 19: ใช้โลหิตจากหัวใจเพื่อถอนคำสาป

บทที่ 19: ใช้โลหิตจากหัวใจเพื่อถอนคำสาป


บทที่ 19: ใช้โลหิตจากหัวใจเพื่อถอนคำสาป

หลังจากที่หนานหลีกลับจากวัดมาถึงจวนอันหยางโหว

นางก็ได้ใช้เวลาหนึ่งวันเต็มในการอ่านคัมภีร์ถอนคำสาปจนจบ จากนั้นก็ใช้เวลาอีกสองวันในการทำความเข้าใจเนื้อหาในคัมภีร์อย่างละเอียดถี่ถ้วน

และในที่สุด...นางก็คิดหาวิธีช่วยเหลือเย่ซือเหิงออกจนได้

ดังนั้นนางจึงสั่งให้ชุนเป่าเตรียมรถม้าทันที เพื่อเตรียมตัวเดินทางไปยังตำหนักอ๋องเก้าหนึ่งเที่ยว

“น้องหก เจ้าจะออกไปข้างนอกหรือ?” ฉู่ฮ่วนบังเอิญเดินทางมาถึงเรือนเยว่หรงพอดี

ด้านหลังของเขายังมีฉู่หยางตามมาด้วย ซึ่งในมือของเขาก็กำลังถือกล่องอาหารอยู่ใบหนึ่ง

นับตั้งแต่ครั้งก่อนที่นางได้ช่วยเหลืออนุเหลียงเอาไว้ อนุเหลียงก็จะทำขนมรูปแบบต่างๆที่ไม่ซ้ำกันในแต่ละวัน แล้วให้สองพี่น้องเป็นคนนำมาส่งให้

ทว่าหลังจากที่หนานหลีกินไปได้เพียงสองวัน พอส่องกระจกก็พบว่าใบหน้าเล็กๆของตนเองดูจะกลมขึ้นมาอีกนิดหนึ่ง ดังนั้นในวันที่สามนางจึงไม่กล้ากินอีกต่อไป

“พี่สาม พี่สี่”

“ใช่แล้วเจ้าค่ะ พอดีข้ามีธุระสำคัญต้องไปที่ตำหนักอ๋องเก้าเสียหน่อย” หนานหลีพยักหน้ารับ

เมื่อได้ยินเช่นนี้ สองพี่น้องถึงกับนึกว่าตนเองหูฝาดไป น้องหก...ถึงกับไปข้องเกี่ยวกับพญายมแห่งสมรภูมิรบผู้นั้นด้วยอย่างนั้นรึ?

พวกเขาต่างกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก พลางสบตากันแวบหนึ่ง และในไม่ช้าก็ตัดสินใจได้

“เอางี้ พอดีพวกเรากำลังว่างอยู่พอดีเลย ถ้าอย่างนั้นก็ขอไปเป็นเพื่อนเจ้าสักเที่ยวแล้วกันนะ”

หนานหลีเพียงคิดว่าพวกเขาคงอยากจะถือโอกาสนี้ไปเที่ยวชมตำหนักอ๋องเก้าเล่น ดังนั้นนางจึงตอบตกลงในทันที

….

(ณ ตำหนักอ๋องเก้า)

เนื่องจากว่าที่นี่เป็นตำหนักส่วนตัวของเย่ซือเหิงเอง ดังนั้นการที่เขาจะใช้รถเข็นเข้าออกจึงสะดวกสบายยิ่งขึ้น

ทันทีที่คนรับใช้เข้ามารายงาน เขาก็ให้ชิงเฟิงเข็นตนเองออกไปต้อนรับทันที

อันที่จริงแล้ว รูปโฉมของเขานั้นนับว่าหล่อเหลาอย่างหาที่ติมิได้ แต่ก็เป็นเพราะรัศมีความสูงศักดิ์ที่ติดตัวมาแต่กำเนิดนั้นรุนแรงเกินไป จึงทำให้ผู้คนมักจะมองข้ามความงามล่มเมืองของเขาไปเสีย

ในวันนี้หนานหลียังคงแต่งกายอย่างเรียบง่าย แต่ก็ยังคงยากที่จะปิดบังท่วงท่าอันสง่างามของนางเอาไว้ได้

แต่ทว่า...เด็กหนุ่มสองคนที่ยืนขนาบอยู่ทางซ้ายและขวาของนาง ซึ่งบัดนี้กำลังจ้องมองมาที่ตนเองด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความระแวดระวังนั้น ดูแล้วช่างเกะกะสายตาอยู่บ้าง

คนทั้งสองคารวะต่อเย่ซือเหิง พลางเอ่ยแนะนำตัว

ที่ผ่านมาหนานหลีพบเย่ซือเหิงมาหลายครั้งก็ไม่เคยทำความเคารพเลยสักหน

แต่ว่า...ในเมื่อท่านพี่สามกับท่านพี่สี่ต่างก็ทำความเคารพกันหมดแล้ว หากครั้งนี้นางไม่ทำตามล่ะก็ เกรงว่าจะต้องโดนพี่สามที่เป็นหนอนหนังสือตำหนิเอาเป็นแน่

และขณะที่นางกำลังจะย่อกายคารวะนั่นเอง เย่ซือเหิงก็พลันเอ่ยขึ้นว่า “คุณหนูหกมิต้องมากพิธี”

ฉู่ฮ่วนหรี่ตาลงเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวว่า “ธรรมเนียมประเพณีมิอาจละทิ้งได้พ่ะย่ะค่ะ”

“คุณหนูหกเคยมีบุญคุณช่วยชีวิตเปิ่นหวางเอาไว้ เปิ่นหวางจะให้คุณหนูหกทำความเคารพได้อย่างไร” เย่ซือเหิงเอ่ยต่อ

สองพี่น้องสบตากันอีกครั้ง

ไม่ว่าเย่ซือเหิงจะคิดอะไรอยู่ในใจก็ตาม แต่น้องหกก็คือแก้วตาดวงใจของบ้านพวกเขา จะยอมให้ใครมาคิดไม่ซื่อได้ง่ายๆได้อย่างไร

ดังนั้นพวกเขาจึงประสานเสียงกันเป็นอย่างดี

ฉู่ฮ่วน: “น้องหก พี่ยังอยากจะไปร้านหนังสือเพื่อซื้อตำราอีกสองสามเล่ม เจ้าจะรีบหน่อยไม่ได้หรือ?”

ฉู่หยาง: “ใช่ๆข้าก็อยากจะไปซื้อหน้าไม้สักคันหนึ่งมาลองศึกษาดูเหมือนกัน”

เห็นได้ชัดว่าทั้งสองคนต่างก็ไม่ต้องการให้หนานหลีอยู่ที่ตำหนักอ๋องเก้านานเกินไป

ชิงเฟิงฟังความหมายของสองพี่น้องออก จึงร้อนใจราวกับมดที่อยู่บนกระทะร้อน…คุณหนูหกอุตส่าห์มาเยือนถึงที่ตั้งหนึ่งครั้ง เขายังอยากจะชวนให้อยู่ทานข้าวสักมื้อเลยนะ

แต่ทว่าเย่ซือเหิงกลับไม่ได้รีบร้อนแต่อย่างใด

ใบหน้าของเขายังคงประดับด้วยรอยยิ้มอบอุ่นราวกับสายลมในฤดูใบไม้ผลิ พลางเอ่ยขึ้นว่า

“ห้องหนังสือในตำหนักของเปิ่นหวางมีตำราพงศาวดารสงครามชุนชิวอยู่ชุดหนึ่ง อีกทั้งในคลังศัสตราวุธก็มีอาวุธอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว ไม่ทราบว่าคุณชายทั้งสองสนใจจะไปเยี่ยมชมดูหรือไม่?”

“สนใจพ่ะย่ะค่ะ!”

คนทั้งสองที่เมื่อครู่นี้ยังทำท่าทีหยิ่งทะนง เเต่บัดนี้กลับกลายเป็นเหมือนหมาป่าหิวโซที่ได้พบเจอเหยื่อ ดวงตาทั้งสองข้างเปล่งประกายเจิดจ้า

หนานหลียังไม่ทันจะได้เอ่ยปากพูดอะไร สองพี่น้องก็ชิงพูดขึ้นเสียก่อน

“น้องหก ในเมื่อเจ้ามีธุระสำคัญ พี่สามก็จะไม่รบกวนเจ้าอยู่ที่นี่แล้วนะ”

“น้องหก พี่สี่ก็ไม่รบกวนเจ้าแล้วเหมือนกัน เจ้าจัดการธุระของเจ้าให้สบายใจได้เลยนะ จะทำไปจนถึงวันพรุ่งนี้เลยก็ได้”

พูดจบก็รีบเร่งให้ชิงเฟิงนำทางไปโดยเร็ว

เพียงชั่วครู่เดียวเท่านั้น คนทั้งสองก็หายลับไปอย่างไร้ร่องรอย ณ ตอนนี้ภายในห้องโถงจึงเหลือเพียงเย่ซือเหิงและหนานหลีเท่านั้น

“เอ่อ...นี่จะเป็นการรบกวนท่านอ๋องหรือไม่เจ้าคะ?” หนานหลีรู้สึกเก้อเขินอยู่บ้าง

“ไม่หรอก” เย่ซือเหิงส่ายหน้าเบาๆ

ตำราและอาวุธเหล่านั้น อันที่จริงแล้วก็เป็นของที่เขาตั้งใจเตรียมเอาไว้เป็นพิเศษ จะนับว่าเป็นการรบกวนได้อย่างไรกัน

พอหนานหลีวางใจลงแล้ว นางจึงได้เอ่ยถึงจุดประสงค์ที่มาในวันนี้

“ข้าคิดหาวิธีออกแล้วเจ้าค่ะ ขอเพียงแค่ข้าได้เจาะเอาโลหิตจากหัวใจของท่านอ๋องมาสักเล็กน้อย นำไปผสมกับชาดแล้ววาดเป็นยันต์ ก็จะสามารถช่วยท่านอ๋องตามหาตัวคนร่ายคำสาปพบแล้วเจ้าค่ะ”

“ถ้าเช่นนั้นก็ยอดเยี่ยมไปเลย” สีหน้าของเย่ซือเหิงเจือไปด้วยความยินดีอยู่หลายส่วน

“ถ้าอย่างนั้น...ท่านอ๋องก็เชิญท่านหมอมาเจาะเลือดได้เลยเจ้าค่ะ” หนานหลีเอ่ย

แต่ทว่าเย่ซือเหิงกลับขมวดคิ้วเข้าหากันทันที

“เปิ่นหวางไม่ไว้ใจหมอข้างนอก อีกทั้งการเชิญหมอหลวงในวังมาก็ยิ่งเป็นการตีหญ้าให้งูตื่นได้ง่ายๆ”

“เอาอย่างนี้แล้วกัน...เปิ่นหวางจะให้ชิงเฟิงมาจัดการให้ก็แล้วกัน ถึงแม้ว่าฝีมือของเขาจะหนักเบาไม่ค่อยได้เรื่องก็ตามที”

“ถ้าหากว่าท่านอ๋องไม่รังเกียจ ข้าสามารถเจาะเลือดให้ท่านอ๋องได้นะเจ้าคะ”

เพราะว่าการลงมีดเพื่อเจาะเอาโลหิตจากหัวใจนั้นต้องอาศัยความพิถีพิถันเป็นอย่างยิ่ง…หากว่าพลาดพลั้งไปเพียงนิดเดียว ก็อาจจะทำให้ได้รับบาดเจ็บสาหัสได้

“ถ้าคุณหนูหกจะช่วยลงมือให้ แน่นอนว่าย่อมเป็นเรื่องที่ดีที่สุดอยู่แล้ว” มุมปากของเย่ซือเหิงปรากฏรอยยิ้มจางๆขึ้นมา

เขาเรียกเฉามามาเข้ามา ก่อนจะให้นางเข็นตนเองเข้าไปในห้องรับแขก

ม่านลายบุปผาถูกปิดลงครึ่งหนึ่ง ในขณะที่ในเตากำยานก็มีควันหอมกรุ่นลอยอ้อยอิ่งอยู่

หลังจากที่มีเสียงเสียดสีของเสื้อผ้าดังขึ้นครู่หนึ่ง เย่ซือเหิงก็ได้เรียกให้หนานหลีเข้าไป

ท่ามกลางควันกำยานที่ลอยอ้อยอิ่ง ร่างของคนที่อยู่บนรถเข็นนั้นดูเลือนรางอยู่บ้าง แผงอกด้านซ้ายของเขาถูกเปิดเผยออกมาครึ่งหนึ่ง เผยให้เห็นมัดกล้ามเนื้อที่แข็งแรง และเพียงแค่ด้านซ้ายด้านเดียว ก็มีร่องรอยบาดแผลที่สมานตัวแล้วอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว

ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนเป็นร่องรอยที่เขาได้รับมาจากสมรภูมิรบ

ในใจของหนานหลีพลันสั่นไหวขึ้นมาเล็กน้อย

หากว่าตลอดหลายปีมานี้ไม่มีเย่ซือเหิงคอยปกป้องชายแดนทางเหนือเอาไว้ ราษฎรแห่งแคว้นมู่คงจะไม่มีวันได้อยู่อย่างสงบสุขเช่นนี้เป็นแน่

นางได้ตัดสินใจอย่างแน่วแน่ในใจแล้ว นางจะต้องทำให้เขากลับมายืนขึ้นได้อีกครั้งให้จงได้!

หลังจากที่รวบรวมสติกลับมาแล้ว หนานหลีก็ได้หยิบชุดมีดผ่าตัดชุดหนึ่งออกมาจากถุงผ้า ก่อนจะใช้ยันต์อัคคีเพื่อฆ่าเชื้อ

สีหน้าของนางไม่มีแววขวยเขินเลยแม้แต่น้อย พลางเอ่ยขึ้นว่า

“ท่านอ๋อง ท่านอดทนความเจ็บปวดหน่อยนะเจ้าคะ ข้าจะลงมือให้เบาที่สุด”

เฉามามาเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย คำพูดประโยคนี้ ฟังดูแล้วมันแปลกๆพิกลอยู่นะ?

เย่ซือเหิงขานรับในลำคอเบาๆ ในทันใดนั้นแววตาของหนานหลีก็พลันแน่วแน่ขึ้น ก่อนจะใช้มีดกรีดลงไปบนหน้าอกของเขาอย่างรวดเร็วและแม่นยำ

โลหิตค่อยๆไหลซึมออกมา และคนรับใช้คนสนิทก็รีบใช้ภาชนะรองรับเอาไว้ในทันที

พอหนานหลีเห็นว่าเย่ซือเหิงไม่แม้แต่จะส่งเสียงร้องออกมาสักแอะเดียว ก็อดที่จะนับถือในใจไม่ได้

จากนั้นนางก็ได้ใช้ยันต์เพื่อห้ามเลือดและใส่ยา ก่อนจะพันแผลให้อย่างประณีตบรรจง

และเมื่อทำทั้งหมดนี้เสร็จสิ้น บนหน้าผากของนางก็มีเหงื่อเม็ดละเอียดผุดขึ้นมาเป็นชั้นบางๆ

สายตาของเย่ซือเหิงยังคงจับจ้องอยู่ที่ใบหน้าของนางไม่วางตา

หนานหลีเงยหน้าขึ้น ดวงตาดำขลับตัดกับตาขาวอย่างชัดเจน

“ท่านอ๋อง ท่านเจ็บหรือไม่เจ้าคะ?”

มิเช่นนั้นแล้ว เหตุใดถึงต้องจ้องมองนางไม่หยุดเช่นนี้ด้วยเล่า

“ชินแล้ว” เย่ซือเหิงเอ่ย

หนานหลีอดที่จะรู้สึกสงสารเห็นใจเขาขึ้นมาไม่ได้

นางจึงหยิบยันต์ระงับปวดออกมาแผ่นหนึ่ง พลางสะบัดเบาๆ ยันต์แผ่นนั้นก็พลันหายวับไปในระหว่างนิ้วมือของนาง

แววตาของเย่ซือเหิงทอประกายความประหลาดใจขึ้นมาวูบหนึ่ง

เพราะตอนนี้บาดแผลบนหน้าอกของเขา...กลับไม่รู้สึกเจ็บปวดอีกต่อไปแล้ว

หนานหลีแย้มยิ้ม “นี่คือยันต์ระงับปวดที่ข้าคิดค้นขึ้นมาเองเจ้าค่ะ มีฤทธิ์อยู่ได้สองชั่วยาม…ข้าจะให้ท่านอ๋องไว้หลายๆ แผ่นนะเจ้าคะ ถ้าหากว่าท่านเจ็บขึ้นมาอีกก็จะได้นำมาใช้ได้”

“ขอบใจมาก” เย่ซือเหิงก้มหน้าลงต่ำ เพื่อบดบังอารมณ์ความรู้สึกที่ฉายอยู่ในดวงตา

ด้านข้าง เฉามามา(แม่นม)รับยันต์มาด้วยความยินดี

ท่านอ๋องเคยได้รับบาดเจ็บสาหัสในสนามรบมาไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง บ่อยครั้งที่เจ็บปวดจนใบหน้าซีดขาวอมเขียว ยันต์แผ่นนี้ต้องนับว่าเป็นของดีอย่างยิ่งยวดเลยทีเดียว

จากนั้นหนานหลีก็ได้ขอจี้หยกประจำตัวของเย่ซือเหิงมาอีกชิ้นหนึ่ง แล้วจึงได้นำโลหิตจากหัวใจนั้นออกไปข้างนอก

อันดับแรกนางได้ทำการประสานอิน ก่อนจะใช้พู่กันดวงดาราวาดอักขระยันต์ ซึ่งด้วยวิธีนี้จะทำให้ยันต์มีฤทธิ์อยู่ได้นานถึงครึ่งปี

และเมื่อชาดแห้งสนิทดีแล้ว อักขระยันต์นั้นก็จะเลือนหายไปจนมองไม่เห็น

หลังจากที่หนานหลีส่งจี้หยกคืนให้เขาแล้ว นางก็ได้กำชับอีกครั้งว่า

“ช่วงนี้ท่านอ๋องต้องออกไปข้างนอกบ่อยๆ พบปะผู้คนให้มากๆนะเจ้าคะ ทันทีที่จี้หยกร้อนขึ้นมา นั่นก็คือตัวคนร่ายคำสาปแล้วเจ้าค่ะ”

เย่ซือเหิงรับจี้หยกมา พลางกล่าวอย่างจริงจังว่า

“ขอบใจคุณหนูหกมาก”

ก่อนหน้านี้ เขาเคยคิดว่าตนเองจะไม่มีวันได้ลุกขึ้นยืนอีกแล้วตลอดกาล

“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ” หนานหลีแย้มยิ้ม

“แต่ถ้าท่านอ๋องจะกรุณามอบพงศาวดารสงครามชุนชิวให้ท่านพี่สาม แล้วก็มอบอาวุธสักสองสามชิ้นให้ท่านพี่สี่ด้วย นั่นก็จะยิ่งดีขึ้นไปอีกนะเจ้าคะ”

นางย่อมรู้จักพี่ชายของตนเองดี หากว่านางไม่เอ่ยปากขอให้พวกเขาในวันนี้ล่ะก็ คืนนี้นางก็อย่าได้หวังว่าจะได้กลับจวนเลย

“…….”

เย่ซือเหิงที่กำลังคิดจะชวนนางให้อยู่ทานอาหารเย็นที่ตำหนักด้วยกัน ถึงกับคาดไม่ถึงเลยว่าแผนการนี้จะพังไม่เป็นท่าเสียแล้ว

(จบบท)

จบบทที่ บทที่ 19: ใช้โลหิตจากหัวใจเพื่อถอนคำสาป

คัดลอกลิงก์แล้ว