- หน้าแรก
- นายหญิงแห่งศาสตร์ลึกลับ
- บทที่ 17: พระโพธิสัตว์มังกรเขียวทรงมีอิทธิฤทธิ์กว้างไกล
บทที่ 17: พระโพธิสัตว์มังกรเขียวทรงมีอิทธิฤทธิ์กว้างไกล
บทที่ 17: พระโพธิสัตว์มังกรเขียวทรงมีอิทธิฤทธิ์กว้างไกล
บทที่ 17: พระโพธิสัตว์มังกรเขียวทรงมีอิทธิฤทธิ์กว้างไกล
เพียงประโยคเดียวก็ทำให้ทุกคนตกตะลึง
“หลีเอ๋อร์! เจ้าพูดว่าอะไรนะ?” ฉู่หานหลินผุดลุกขึ้นยืนทันที
ส่วนชุนเหมยตกใจจนตัวแข็งทื่อไปชั่วขณะ แต่ก็รีบสงบสติอารมณ์ลงอย่างรวดเร็ว พลางกล่าวว่า
“คุณหนูหกอายุยังน้อย ต่อให้จะรู้เรื่องวิชาแพทย์อยู่บ้าง ก็ไม่เคยตรวจชีพจรให้อนุเหนียงเลยไม่ใช่หรือเจ้าคะ? เหตุใดถึงได้กล่าววาจาใส่ร้ายป้ายสีกันเช่นนี้!”
เรื่องนี้เป็นความลับอย่างที่สุด เป็นไปไม่ได้เลยที่คุณหนูหกจะล่วงรู้ได้
นี่คงเป็นเพราะว่านางต้องการจะปกป้องพี่ชายของตนเอง ดังนั้นจึงได้กุเรื่องขึ้นมามั่วๆแล้วก็บังเอิญเดาถูกเข้าพอดีเป็นแน่
“น้องหก เจ้าไปรู้เรื่องนี้มาได้อย่างไร?” ฉู่ฮ่วนรีบซักถามต่อด้วยสีหน้ากระวนกระวาย
“ใช้ตามองเอาก็เห็นแล้วเจ้าค่ะ” หนานหลีตอบ
ฉู่หานหลินและฉู่เย่สบตากัน พลันรู้สึกเจ็บปวดในใจขึ้นมาทันที
ทั้งหมดเป็นเพราะความไร้ความสามารถของพวกเขาเอง ที่ทำให้อาหลีต้องระหกระเหินอยู่ข้างนอกมานานหลายปี จนกระทั่งสติสตังไม่ค่อยจะสมประกอบไปแล้ว
หนานหลีถอนหายใจออกมาอย่างจนใจ เห็นไหมล่ะ ข้ารู้อยู่แล้วว่าต้องเป็นแบบนี้
สุดท้าย…ฉู่ซั่วเป็นคนแรกที่ร้องตะโกนขึ้นมา
“ท่านพ่อ! สิ่งที่น้องหกพูดจะต้องเป็นความจริงอย่างแน่นอน ท่านพ่อต้องเชื่อน้องหกนะขอรับ!”
ชุนเหมยกลับกล่าวเยาะเย้ยขึ้นว่า “คุณชายรองเจ้าคะ เรื่องแบบนี้พูดออกไปแล้วจะมีใครเชื่อกันเล่า”
แต่คำนี้ทำให้ฮูหยินเสิ่นพลันทำหน้าเย็นชาขึ้นมาทันที
“เจ้านายกำลังพูดอยู่ เจ้ายังกล้าหัวเราะเยาะเย้ยอีกรึ? แม่นม ตบปากนาง!”
ทันทีที่สิ้นเสียงคำสั่ง แม่นมก็ก้าวเข้าไปข้างหน้า ก่อนจะตบหน้าชุนเหมยฉาดใหญ่ไปหลายครั้งอย่างแรง
ชุนเหมยนึกขึ้นได้ว่าอีกไม่นานท่านย่าก็จะมาถึงแล้ว ดังนั้นนางจึงอดทนต่อความเจ็บปวด พลางร้องไห้คร่ำครวญว่า
“ฮูหยิน! ถึงแม้ว่าอนุเหลียงจะให้กำเนิดคุณชายสองคนแก่ท่านโหว แต่ว่า...หากไม่มีเรื่องในครั้งนี้ อนุของบ่าวก็จะช่วยเพิ่มทายาทให้ท่านโหวได้เช่นกันนะเจ้าคะ เหตุใดฮูหยินถึงได้ลำเอียงเช่นนี้?!”
“เจ้ากำลังจะบอกด้วยใช่หรือไม่ว่า เป็นท่านแม่ของข้าที่สั่งให้อนุเหลียงทำเช่นนี้?” หนานหลีเอ่ยถามกลับ
“บะ...บ่าวไหนเลยจะกล้าเจ้าคะ” ชุนเหมยรีบส่ายหน้าปฏิเสธ
แก้มของนางบวมแดงไปหมด
ในขณะที่สายตาก็คอยชำเลืองมองไปทางประตูอยู่ตลอดเวลา ในใจก็ครุ่นคิดว่า เหตุใดท่านย่าถึงยังไม่มาอีกนะ
“เจ้าไม่ต้องรอแล้วล่ะ วันนี้ท่านย่าไม่มาที่นี่หรอก” หนานหลีเดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าของนาง พลางแย้มยิ้มบางๆ
“ละครฉากนี้ แค่ข้ามาเล่นเป็นเพื่อนพวกเจ้าก็พอแล้ว”
และในจังหวะนั้นเอง หมอตำแยก็เข้ามาในห้องโถงเพื่อรายงานว่าอนุเฉินได้คลอดทารกที่เสียชีวิตออกมาแล้ว และตอนนี้ก็ได้สติฟื้นคืนมาแล้วด้วย
ทันทีที่ประตูห้องพักด้านข้างถูกเปิดออก ก็ได้ยินเสียงร้องไห้คร่ำครวญของอนุเฉินดังออกมา
“คุณหนูหกพูดเช่นนี้หมายความว่าอย่างไรกันเจ้าคะ? เมื่อเช้านี้ท่านหมอเพิ่งจะมาตรวจชีพจร ก็ยังบอกอยู่เลยว่าทั้งข้าและลูกปลอดภัยดี”
ท่านหมอหูที่ยืนอยู่ข้างๆ รีบกล่าวเสริมขึ้นทันที
“ใช่แล้วขอรับ เมื่อตอนเช้า ทารกในครรภ์ของอนุเหนียงยังคงแข็งแรงดีอยู่เลยขอรับ”
ในเมื่อเขารับเงินมาแล้ว แน่นอนว่าก็ต้องช่วยพูดอยู่บ้าง
เมื่อหนานหลีได้ฟังดังนั้น พลันยันต์แผ่นหนึ่งก็ปรากฏขึ้นระหว่างสองนิ้วของนางแล้ว
เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
“ท่านหมอหูคงจะไม่ทราบกระมังเจ้าคะ ก่อนที่ข้าจะกลับมาบ้าน ข้าเคยเรียนวิชาอาคมอยู่ที่อารามเต๋ามาครึ่งปี”
“และสิ่งที่ข้าชอบที่สุดก็คือการค้นคว้าวิจัยยันต์แปลกใหม่ อย่างเช่นยันต์แผ่นนี้ มีชื่อว่า ‘ยันต์ทิ่มแทงใจสลายกระดูก’ สามารถทำให้คนเจ็บปวดทรมานจนไม่อยากจะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ โดยที่ไม่ทิ้งบาดแผลใดๆเอาไว้เลย”
“ดังนั้นต่อให้ท่านจะไปฟ้องร้องทางการ ท่านก็จะไม่มีหลักฐานใดๆทั้งสิ้น ถ้าหากท่านยังไม่ยอมพูดความจริง ข้าก็จะได้ถือโอกาสใช้ท่านเป็นหนูทดลองพอดีเลย”
ท่านหมอหูรู้สึกว่าเป็นเรื่องน่าขันสิ้นดี ถึงแม้ว่าเขาจะเชื่อในลัทธิเต๋าและศาสนาพุทธอยู่บ้าง แต่ก็ไม่เชื่อเด็ดขาดว่าเด็กสาวตัวเล็กๆคนหนึ่งจะสามารถวาดอักขระยันต์ขึ้นมาได้
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเลยว่านางจะสามารถวาด ‘ยันต์แปลกใหม่’ อะไรนั่นออกมาได้
ด้วยเหตุนี้เอง เขาจึงกล่าวออกมาอย่างมั่นใจเต็มเปี่ยมว่า
“ถ้าคุณหนูหกอยากจะลอง ก็เชิญเลยขอรับ เพราะอย่างไรเสียสิ่งที่ข้าพูดไป...”
ทว่ายังไม่ทันจะสิ้นเสียงดี หนานหลีก็แปะยันต์แผ่นนั้นลงบนแผ่นหลังของเขาไปเรียบร้อยแล้ว
และในทันทีนั้นเอง ท่านหมอหูก็ได้ประจักษ์แก่ใจแล้วว่าเหตุใดยันต์แผ่นนี้จึงได้มีชื่อว่า ‘ทิ่มแทงใจสลายกระดูกมา’
ความเจ็บปวดรุนแรงถาโถมเข้าใส่ราวกับคลื่นยักษ์ อวัยวะภายในทั้งห้าและเครื่องในทั้งหกราวกับจะเคลื่อนที่สลับตำแหน่งกันไปหมด
เขาถึงกับทรุดลงไปกองกับพื้นแล้วงอตัวเป็นกุ้ง เส้นเลือดบนหน้าผากและหลังมือปูดโปนขึ้นมาอย่างน่ากลัว
มันเป็นความรู้สึกเจ็บปวดทรมานจนไม่อยากจะมีชีวิตอยู่ต่อไปจริงๆ กระทั่งจะพูดก็ยังหายใจไม่ทัน
ทุกคนในห้องโถงต่างเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งชุนเหมยที่ถึงกับขยับตัวถอยหลังไปหลายก้าวด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความหวาดผวา
หนานหลีสะบัดปลายนิ้วเบาๆ พลันยันต์แผ่นนั้นก็ลอยกลับมาอยู่ในมือของนาง ความเจ็บปวดรุนแรงในร่างของท่านหมอหูจึงค่อยๆ ทุเลาลง
“ท่านหมอหูยังอยากจะลองอีกหรือไม่เจ้าคะ?” นางเอ่ยถาม
ท่านหมอหูยังคงหอบหายใจไม่หยุด แต่ก็รีบร้องตะโกนออกมาว่า
“มะ...ไม่เอาแล้ว! ไม่เอาแล้วขอรับ!”
ถ้าโดนอีกสักครั้ง มีหวังเขาได้เจ็บปวดจนตายแน่ๆ
โดยไม่ต้องรอให้หนานหลีต้องเอ่ยเตือนซ้ำ พอเริ่มหายใจได้คล่องขึ้นเล็กน้อย เขาก็รีบสารภาพความจริงออกมาทั้งหมด
“เมื่อสามวันก่อน เด็กในท้องของอนุเฉินก็ไม่มีชีพจรแล้วขอรับ เป็นอนุเฉินที่ให้เงินข้ามาสามร้อยตำลึง เพื่อให้ข้าร่วมมือแสดงละครขอรับ”
ฉู่หานหลินทุบโต๊ะดังปัง แล้วลุกขึ้นยืน ก่อนจะตวาดถามเสียงกร้าว
“ชุนเหมย! เป็นเช่นนั้นจริงหรือไม่!”
ร่างของชุนเหมยสั่นเทิ้ม เมื่อรู้ตัวว่าไม่อาจปิดบังต่อไปได้อีก จึงได้แต่โยนความผิดทั้งหมดไปให้อนุเฉิน
“ไม่เกี่ยวกับบ่าวนะเจ้าคะ ท่านโหว! ทั้งหมดนี้เป็นเพราะอนุเฉินบีบบังคับให้บ่าวทำเจ้าค่ะ!”
นางหมอบกราบอยู่บนพื้น พลางร้องขอความเมตตาเสียงดังลั่น
อนุเฉินที่นอนอยู่บนเตียงพลันหน้าซีดเผือดราวกับกระดาษ
ในที่สุดอนุเหลียงก็ได้พ้นจากมลทิน นางลุกขึ้นยืน ก่อนจะเดินเข้าไปจ้องหน้าอนุเฉินแล้วกล่าวออกมาด้วยความเคียดแค้นชิงชัง
“ตอนที่เจ้ายังทำงานอยู่ในเรือนของข้า ข้าก็ดูแลเจ้าไม่ใช่น้อย แล้วเหตุใดเจ้าถึงต้องมาใส่ร้ายป้ายสีข้าเช่นนี้!”
อนุเฉินขี้เกียจจะเสแสร้งต่อไปอีกแล้ว
นางหัวเราะออกมาสองครั้ง น้ำเสียงนั้นฟังดูโหยหวนและน่าสะพรึงกลัวอยู่บ้าง
“เหตุใดน่ะรึ?” ดวงตาของนางเต็มไปด้วยความเคียดแค้นชิงชัง
“ก็ในเมื่อท่านโหวต้องตาข้าอย่างเห็นได้ชัด แต่เจ้ากลับไม่ยอมให้ข้าไปปรนนิบัติท่านโหว เจ้าคอยขัดขวางข้าทุกวิถีทาง แน่นอนว่าข้าย่อมอยากให้เจ้าไปตายเสีย!”
ฉู่หานหลินได้ฟังดังนั้นก็ทำหน้างุนงงเป็นอย่างยิ่ง
“ข้าไปต้องตาเจ้าตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?”
อนุเฉินทำท่าทางเอียงอาย
“ก็ท่านโหวเคยพูดเอาไว้ไม่ใช่หรือเจ้าคะ ว่าชอบทานขนมดอกกุ้ยฮวาที่ข้าทำที่สุดน่ะ”
“เอ่อ…ข้าก็ชอบไก่อบที่ป้าจางผอจื่อทำเหมือนกันนั่นแหละ” ฉู่หานหลินถึงกับกลอกตา
“เมื่อครั้งนั้น เจ้าจงใจเข้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้าในห้องของอาโหรว เพื่อให้ข้าไปพบเข้า”
“ในตอนนั้นเปิ่นโหวคิดจะขายเจ้าทิ้งไปด้วยซ้ำ แต่เป็นอาโหรวที่บอกว่าเจ้าช่างน่าสงสาร พลางเกลี้ยกล่อมให้เปิ่นโหวรับเจ้ามาเป็นอนุภรรยาต่างหาก”
อนุเฉินถึงกับนิ่งอึ้งไป
นางคิดมาโดยตลอดว่าท่านโหวต้องตาในรูปโฉมของตนเอง ดังนั้นในวันรุ่งขึ้นจึงได้รีบแต่งตั้งนางขึ้นเป็นอนุภรรยาทันที
แต่ใครจะไปคาดคิดว่า...เหตุผลที่แท้จริงจะเป็นเช่นนี้?
“เป็นไปไม่ได้!” อนุเฉินไม่เชื่อเด็ดขาด
“เหลียงโหรวจะใจดีถึงเพียงนั้นได้อย่างไร”
“ต้องเป็นนางแน่ๆ! ต้องเป็นนางที่สาปแช่งลูกของข้าจนตาย!”
เครื่องแป้งบนใบหน้าหลุดลอกออกไปแล้ว แต่ใบหน้าของนางก็ยังคงขาวเนียนและเกลี้ยงเกลาอยู่
พอหนานหลีเห็นใบหน้าของนางเข้า ก็พลันเหมือนจะเข้าใจอะไรบางอย่างขึ้นมาทันที
นางจึงเดินตรงไปยังโต๊ะตัวหนึ่ง
ทารกที่เสียชีวิตซึ่งคลอดออกมานั้น ถูกห่อด้วยผ้าไหมวางอยู่บนโต๊ะตัวนั้นเอง
“หลีเอ๋อร์” ฮูหยินเสิ่นร้องเรียกออกมาด้วยความเป็นห่วง
แต่ทว่าหนานหลีกลับไม่รู้สึกหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย
นางเปิดผ้าไหมออกดูเล็กน้อย เด็กทารกอายุเจ็ดเดือนนั้นมีอวัยวะครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว เพียงแต่ว่าตามร่างกายมีรอยจ้ำสีแดงและสีม่วงปรากฏอยู่เป็นหย่อมๆ
“เจ้าจะทำอะไรกับลูกของข้า?!” อนุเฉินพยายามจะลุกจากเตียง แต่ก็ถูกแม่นมสองคนที่สายตาและมือไวดุจประกายไฟกดตัวเอาไว้
หนานหลีได้ทิ้งยันต์แผ่นหนึ่งเอาไว้บนร่างของทารก ก่อนจะหันกลับมากล่าวว่า
“เป็นเจ้าเองที่ฆ่าลูกของตัวเอง ไม่เกี่ยวกับผู้อื่นเลยแม้แต่น้อย”
“ข้าจะไปฆ่าลูกของตัวเองได้อย่างไรกัน! ข้าเฝ้าภาวนาให้เขาแข็งแรงปลอดภัยอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันนะ!” อนุเฉินโต้เถียงกลับมาราวกับเป็นคนละคน
หนานหลีก้าวเข้าไปข้างหน้า พลางกระชากจี้หยกที่นางสวมใส่อยู่ที่ลำคอออกมา แล้วกล่าวว่า
“เจ้ารำพึงรำพันอธิษฐานต่อสิ่งนี้ทุกวันใช่หรือไม่?”
จี้หยกนั้นเป็นรูปพระโพธิสัตว์แปดกร
ถึงแม้ว่าใบหน้าจะดูเปี่ยมไปด้วยความเมตตา แต่ทุกส่วนกลับแฝงไปด้วยกลิ่นอายอันแปลกประหลาดพิกล
อนุเฉินปัดมือของนางออก พลางกุมจี้หยกไว้แน่น
“นี่คือพระโพธิสัตว์มังกรเขียว ท่านศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนัก ขอสิ่งใดย่อมได้สิ่งนั้น ข้าอธิษฐานต่อท่านแล้วมันมีปัญหาอะไรตรงไหน?”
“ก็แค่ของอาถรรพณ์ชิ้นหนึ่ง จะนับเป็นพระโพธิสัตว์ได้อย่างไรกัน” หนานหลีกล่าวเยาะเย้ย
“ดูท่าว่าเจ้าคงจะอธิษฐานขอให้รอยกระบนใบหน้าของตัวเองหายไปสินะ”
“แต่ทว่า...การอธิษฐานต่อของอาถรรพณ์เช่นนี้ มักจะต้องมีสิ่งแลกเปลี่ยนเสมอ และสิ่งแลกเปลี่ยนสำหรับคำอธิษฐานของเจ้า ก็คือการต้องสละชีวิตของลูกในท้องอย่างไรเล่า”
ทุกคนถึงกับตกตะลึงนิ่งงันไป
โดยเฉพาะอย่างยิ่งอนุเฉินที่ถึงกับคลุ้มคลั่งขึ้นมา
“เป็นไปไม่ได้! พระโพธิสัตว์จะมาเอาชีวิตลูกของข้าได้อย่างไรกัน! เป็นไปได้อย่างไร!”
นางร้องไห้คร่ำครวญ พลางกระชากจี้หยกเส้นนั้นออกมาจากคอ ก่อนจะเริ่มอธิษฐานอีกครั้ง
“พระโพธิสัตว์มังกรเขียว! ข้าต้องการให้เหลียงโหรวตาย! ข้าต้องการให้นางตาย!”
(จบบท)