- หน้าแรก
- นายหญิงแห่งศาสตร์ลึกลับ
- บทที่ 16: เนตรวิญญาณมิใช่ได้มาเพราะโชคช่วย
บทที่ 16: เนตรวิญญาณมิใช่ได้มาเพราะโชคช่วย
บทที่ 16: เนตรวิญญาณมิใช่ได้มาเพราะโชคช่วย
บทที่ 16: เนตรวิญญาณมิใช่ได้มาเพราะโชคช่วย
ฮูหยินเสิ่นถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
แต่แล้วหนานหลีก็เปลี่ยนความคิดใหม่ พลางเอ่ยขึ้นว่า
“ดูจากสีหน้าของอนุเฉินแล้วไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่นัก ไม่ทราบว่าท่านหมอมาตรวจชีพจรให้บ่อยแค่ไหนหรือเจ้าคะ”
หัวใจของอนุเฉินพลันหล่นวูบ
หรือว่า...หนานหลีจะมองออกแล้วว่ามีอะไรผิดปกติ?
เป็นไปไม่ได้หรอกน่า เด็กสาวที่ยังไม่ถึงวัยปักปิ่น จะอาศัยแค่เพียงดวงตาสองข้างมองเห็นความไม่ชอบมาพากลได้อย่างไรกัน
นางพยายามสงบสติอารมณ์ลง ก่อนจะฝืนยิ้มแล้วตอบว่า
“ท่านหมอจะมาตรวจชีพจรให้ในเช้าวันพรุ่งนี้เจ้าค่ะ รบกวนคุณหนูหกต้องเป็นห่วงแล้ว”
“เช่นนั้นก็ดีแล้วเจ้าค่ะ” หนานหลีพยักหน้ารับ
การให้ท่านหมอเป็นคนแจ้งข่าว ย่อมเป็นวิธีที่น่าเชื่อถือที่สุด
เนื่องด้วยอันหยางโหวและฉู่เย่(พี่ใหญ่)กำลังจะเดินทางกลับมา ดังนั้นคนทั้งจวนจึงพากันวิ่งวุ่นจัดเตรียมงานเลี้ยงต้อนรับในวันพรุ่งนี้
ฮูหยินเสิ่นได้สั่งการเอาไว้ล่วงหน้าแล้วว่าอนุเฉินไม่จำเป็นต้องออกไปต้อนรับ…แต่ทว่าอนุเฉินก็ยังคงสั่งให้ชุนเหมยช่วยนางแต่งหน้าแต่งตัวอยู่ดี
นางนั่งอยู่หน้าคันฉ่อง ถึงแม้ว่าใบหน้าจะซีดขาวอมเขียว แต่รอยกระบนใบหน้าก็ได้เลือนหายไปจนหมดสิ้นแล้ว
อนุเฉินพินิจมองดูอย่างตั้งใจ และในที่สุดรอยยิ้มบางๆก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของนาง
ชุนเหมยช่วยนางประทินแป้งจนพอจะปกปิดความซีดเซียวเอาไว้ได้บ้าง จากนั้นจึงทาชาดที่ริมฝีปาก ทำให้อนุเฉินดูมีสีเลือดขึ้นมาเล็กน้อย
“ยาต้มเสร็จแล้วหรือยัง?” อนุเฉินเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา
ชุนเหมยจึงไปยกถ้วยยาเข้ามา พลางกล่าวว่า
“ต้มเสร็จแล้วเจ้าค่ะ แต่ว่า...อนุเหนียงแน่ใจแล้วหรือเจ้าคะว่าจะทำเช่นนี้จริงๆ?”
“แน่นอนว่าต้องทำเช่นนี้ จึงจะทำให้ท่านโหวรักและเอ็นดูข้ามากขึ้นในภายภาคหน้า” แววตาของอนุเฉินทอประกายความเกลียดชังขึ้นมาวูบหนึ่ง
“นังเหลียงนั่น ทั้งๆที่อายุก็ไม่ใช่น้อยๆแล้ว ยังจะมาคอยแย่งชิงท่านโหวไปจากข้าอยู่ได้ทั้งวัน…หึ ข้านี่แหละจะทำให้นางได้ลิ้มรสความทุกข์ทรมานเสียบ้าง”
“แต่ว่าอนุเหลียงเป็นที่โปรดปรานของท่านโหว…ท่านโหวอาจจะไม่ลงโทษนางอย่างหนักก็ได้นะเจ้าคะ” ชุนเหมยกล่าว
“ถ้าท่านโหวไม่กล้า แล้วมิใช่ว่ายังมีท่านย่าอยู่อีกคนหรือ?”
อนุเฉินลูบท้องของตนเองเบาๆในใจพลันรู้สึกเจ็บปวดรวดร้าวขึ้นมา
พออนุเฉินคิดได้ดังนี้ นางจึงยกถ้วยยาขึ้นมา ก่อนจะดื่มรวดเดียวจนหมด
เวลาล่วงเลยใกล้จะถึงยามอู่แล้ว
ฮูหยินเสิ่นพาลูกๆ พร้อมด้วยอนุภรรยาทั้งสองคนมารอต้อนรับอยู่ที่ลานหน้าจวน
และแน่นอนว่าอนุเฉินก็ใช้มือประคองเอวของตนเองเดินตามมาด้วย
“ข้าบอกให้เจ้ารออยู่ในเรือนไม่ใช่รึ? แล้วเหตุใดจึงมาที่นี่ด้วยเล่า” ฮูหยินเสิ่นขมวดคิ้ว
“ฮูหยินเจ้าคะ ข้ากับลูกคิดถึงท่านโหวเหลือเกิน ให้ข้าได้ต้อนรับท่านโหวอยู่ที่นี่เถอะนะเจ้าคะ” อนุเฉินกล่าวพลางแย้มยิ้ม ดูจากสีหน้าแล้วนับว่าดีทีเดียว
“อีกอย่าง มีชุนเหมยคอยกางร่มให้ ไม่ต้องกลัวแดดหรอกเจ้าค่ะ”
ฮูหยินเสิ่นถอนหายใจออกมาเบาๆ
“เช่นนั้นก็ระวังตัวด้วยล่ะ หากว่ายืนไม่ไหวแล้ว ก็กลับไปนั่งพักที่ห้องโถงด้านข้างเสีย”
ในเมื่อนางอุตส่าห์มาถึงที่นี่แล้ว หากตนเองไล่ให้นางกลับไป ก็จะไม่เท่ากับว่าทำให้นางต้องลำบากเดินมาเสียเที่ยวหรอกหรือ
“ขอบพระคุณฮูหยินเจ้าค่ะ” อนุเฉินขานรับ พลางจงใจเดินไปหยุดยืนอยู่ข้างๆอนุเหลียง
หนานหลีหันกลับไป พลางเหลือบมองอนุเฉินแวบหนึ่ง…ในดวงตาฉายแววสงสัยออกมาวูบหนึ่ง
พี่ห้าฉู่เหยียนซึ่งยืนอยู่ข้างๆนางเอ่ยถามขึ้นว่า
“น้องหก เจ้ากำลังคิดอยู่รึว่าอีกสามเดือนข้างหน้า อนุเฉินจะคลอดน้องชายหรือน้องสาวกันแน่?”
หนานหลียิ้ม ก่อนจะตอบว่า
“ไม่ใช่หรอกเจ้าค่ะ ข้ากำลังคิดว่าวันนี้จะมีการแสดงละครเรื่องอะไรให้ดูต่างหาก”
ฉู่เหยียนทำหน้างุนงง
วันนี้ที่จวนเชิญคณะงิ้วมาแสดงด้วยอย่างนั้นรึ?
หนานหลีครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเรียกหยวนเป่าเข้ามาใกล้ๆ แล้วกระซิบสั่งด้วยเสียงแผ่วเบาว่า
“เจ้าไปที่เรือนท่านย่า…หากว่าเห็นใครกำลังจะเข้าไปส่งข่าว ก็ใช้กระบองฟาดให้สลบไปซะ”
ท่านย่าของนางเพิ่งจะถูกภูตผีทำร้ายร่างกายไปก่อนหน้านี้ จะให้นางต้องมาตกใจขวัญเสียอีกไม่ได้เด็ดขาด
เเละหยวนเป่ามีพละกำลังมหาศาล ย่อมทำงานนี้สำเร็จได้อย่างแน่นอน
“ขอรับ คุณหนู” หยวนเป่าไม่ได้ซักไซ้ถามอะไรต่อ พลางรีบมุ่งหน้าไปยังเรือนเซียงเหอทันที
และในที่สุด สองพ่อลูกตระกูลอันหยางโหวก็เดินทางกลับมาถึง
ทั้งสองสวมชุดเกราะเต็มยศ รูปร่างกำยำแข็งแรง ใบหน้ามีความคล้ายคลึงกัน
ทันทีที่ลงจากหลังม้า ก็รีบกวาดสายตามองหาร่างของหนานหลีอย่างใจจดใจจ่อ
“หลีเอ๋อร์!” ฉู่หานหลินมองเห็นหนานหลีในทันที
บุตรสาวของเขาช่างดูคล้ายกับภรรยาในวัยสาวไม่มีผิด
เขารีบสาวเท้าเข้าไปหา พลางอยากจะดึงบุตรสาวเข้ามากอดให้สมใจ แต่ก็กลัวว่ากลิ่นเหงื่อไคลของตนเองจะทำให้ลูกสาวรังเกียจ
ดวงตาของเขาเอ่อคลอไปด้วยน้ำตา ก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“หลีเอ๋อร์...ในที่สุด...เจ้าก็กลับมาแล้ว”
“ท่านพ่อ”
คำพูดหลุดออกจากปากของหนานหลีอย่างเป็นธรรมชาติ เช่นเดียวกัน ความรู้สึกที่นางมีต่อพ่อและพี่ชายก็ช่างอบอุ่นและใกล้ชิด
นางไม่รู้สึกห่างเหินเลยแม้แต่น้อย
“ยังมีข้าด้วยนะ ถงถง ข้าคือพี่ใหญ่ของเจ้า!”
ฉู่เย่เบียดตัวเข้ามาข้างหน้า สายตาจับจ้องไปยังน้องสาวด้วยแววตาที่ร้อนแรงและเปี่ยมไปด้วยความคาดหวัง
หากว่าไม่ใช่เพราะมีคำสั่งทางการทหารที่ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดแล้วล่ะก็ เขากับท่านพ่อคงจะรีบบึ่งกลับมาตั้งนานแล้ว
นี่คือน้องสาวแท้ๆที่คลานตามกันออกมาจากท้องแม่คนเดียวกัน!
นับตั้งแต่น้องสาวหายตัวไป เขาก็เหมือนกับท่านแม่ กินไม่ได้นอนไม่หลับ…ยิ่งไปกว่านั้น เขายังคอยโทษตัวเองอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ว่าเหตุใดวันนั้นจึงดูแลน้องสาวได้ไม่ดีพอ
หนานหลีหันไปมองฉู่เย่
พี่ใหญ่ของนางอายุราวๆยี่สิบปี สวมใส่ชุดเกราะเต็มยศดูองอาจสง่างาม ดวงตาทั้งสองข้างเปล่งประกายเจิดจ้า ผมสีดำขลับถูกรวบขึ้นสูง ปอยผมสองสามเส้นที่หลุดลุ่ยลงมาไหวเอนไปตามสายลมเบาๆยิ่งช่วยเสริมให้เขาดูหล่อเหลาและสง่างามราวกับจันทร์กระจ่างฟ้า
“พี่ใหญ่!” หัวใจทั้งดวงของหนานหลีพลันเอ่อล้นไปด้วยความอบอุ่น ดวงตาและคิ้วโค้งงอเป็นรอยยิ้ม
ฉู่เย่รอคอยมานานถึงสิบปี และในที่สุดก็ได้ยินคำว่า ‘พี่ใหญ่’ คำนี้เสียที
น้ำตาพลันไหลทะลักออกมาจากดวงตา เขาพยักหน้าไม่หยุด
“ดี...ดีมาก อาหลีช่างน่ารักจริงๆ”
แดดในลานหน้าจวนค่อนข้างแรง ฮูหยินเสิ่นกำลังจะให้ทุกคนกลับเข้าไปในห้องโถงด้านข้าง
แต่ใครเลยจะคาดคิดว่าในตอนนั้นเองอนุเฉินจะกรีดร้องออกมาเสียงดังลั่น ก่อนที่ร่างของนางจะล้มลงไปกองกับพื้น
ผู้คนต่างแตกฮือถอยห่างออกไป และเมื่อมองดูอีกครั้งก็เห็นว่าอาภรณ์ของอนุเฉินบัดนี้ได้ชุ่มโชกไปด้วยเลือดแล้ว
ใบหน้าของนางซีดเผือดราวกับกระดาษ ก่อนที่ดวงตาจะเหลือกขึ้นแล้วหมดสติไป
ชุนเหมยร้องเรียก "อนุเฉิน" อยู่สองสามครั้ง จากนั้นก็เงยหน้าขึ้นมาตวาดด้วยความโกรธเกรี้ยวว่า
“อนุเหลียง! อนุเฉินของข้าก็แค่พูดจาโอ้อวดไปบ้างเท่านั้น เหตุใดท่านถึงได้ใจไม้ไส้ระกำผลักอนุเหนียงของข้าจนล้มลงเช่นนี้!”
อนุเหลียงที่ยืนอยู่ใกล้ที่สุดพลันรู้สึกสมองขาวโพลนไปชั่วขณะ นางอ้าปากค้าง ไม่รู้ว่าจะแก้ต่างอย่างไรดี
เพราะเมื่อครู่นี้ ความสนใจของทุกคนล้วนจับจ้องอยู่แต่ที่เบื้องหน้า ดังนั้นจึงไม่มีใครเห็นเลยว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่างอนุภรรยาทั้งสองคน
ฉู่ฮ่วนย่อมต้องปกป้องมารดาผู้ให้กำเนิดของตนเองอยู่แล้ว
เขาจึงก้าวออกมาข้างหน้าแล้วกล่าวว่า “ท่านแม่ของข้าเป็นคนจิตใจดีงาม ไม่มีทางทำเรื่องเช่นนี้เด็ดขาด”
ฉู่หยางก็รีบกล่าวเสริมขึ้นทันที “ใช่ขอรับ! ปกติแล้วท่านเเม่ของข้าแม้แต่มดตัวหนึ่งก็ยังไม่กล้าเหยียบให้ตายเลยนะขอรับ!”
แต่ทว่าชุนเหมยกลับแย้งขึ้น “บ่าวเห็นกับตาอย่างชัดเจนเจ้าค่ะ ว่าเป็นอนุเหลียงที่ลงมือผลักจริงๆ ท่านโหว ขอท่านโหวโปรดให้ความเป็นธรรมแก่อนุเฉินของบ่าวด้วยเถิดเจ้าค่ะ!”
ฉู่หานหลินคุ้นเคยกับการสั่งการกองทัพในสนามรบ
ดังนั้นในตอนนี้เขาจึงยังไม่ได้รีบร้อนตัดสินลงโทษผู้ใด หากแต่กล่าวขึ้นว่า
“รีบพาอนุเฉินกลับเข้าไปข้างในเร็วเข้า! เย่เอ๋อร์ เจ้ารีบขี่ม้าไปตามท่านหมอมา ต้องเร็วที่สุดนะ”
ในตอนนั้นเองชุนเหมยก็ร้องตะโกนขึ้นมาว่า
“คุณชายใหญ่เจ้าคะ ไปที่หอยาเหรินอัน…เเล้วตามท่านหมอหูมานะเจ้าคะ เขาเป็นคนที่รู้เรื่องอาการของอนุเหนียงดีที่สุด!”
ฉู่เย่ไม่ได้คิดอะไรมาก เพียงแค่พยักหน้ารับแล้วก็รีบออกไปทันที
แม่นมสองคนช่วยกันหามอนุเฉินไปยังห้องพักด้านข้าง ส่วนคนอื่นๆก็พากันไปรออยู่ที่ห้องโถงใหญ่
เพียงไม่นาน ฉู่เย่ก็พาท่านหมอหูกลับมาถึง
หลังจากที่ท่านหมอหูตรวจชีพจรและฝังเข็มให้อนุเฉินแล้ว เขาก็เดินออกมากล่าวว่า
“ท่านโหว ฮูหยิน…อนุเฉินถูกกระแทกอย่างรุนแรง ทารกในครรภ์ไม่มีชีพจรแล้ว ทำได้เพียงแค่เร่งคลอดออกมาเท่านั้นขอรับ”
“ส่วนตัวอนุเฉินนั้น เพียงแค่คลอดทารกที่เสียชีวิตออกมาได้ ก็จะไม่มีอันตรายถึงชีวิตแล้วขอรับ”
ดวงตาของฮูหยินเสิ่นแดงก่ำขึ้นเล็กน้อย พลางสั่งให้ท่านหมอหูไปเตรียมยาเร่งคลอด
ใบหน้าของฉู่หานหลินเต็มไปด้วยความโศกเศร้าอย่างไม่อาจปิดบัง ขณะที่สายตาที่มองไปยังอนุเหลียงนั้นก็เต็มไปด้วยความสับสนซับซ้อน
“เจ้ามีอะไรจะแก้ตัวหรือไม่?”
อนุเหลียงคุกเข่าลง แผ่นหลังตั้งตรง
“หม่อมฉันไม่ได้ผลักนางเจ้าค่ะ นางล้มลงไปเอง ต่อให้เรื่องนี้ถึงขั้นต้องขึ้นโรงขึ้นศาล หม่อมฉันก็ไม่มีอะไรต้องละอายใจ”
พอมารดาผู้ให้กำเนิดคุกเข่าลง ฉู่ฮ่วนและฉู่หยางก็พลันคุกเข่าลงตามไปด้วย
“ท่านพ่อ เรื่องนี้จะต้องมีความเข้าใจผิดกันอย่างแน่นอนขอรับ”
ชุนเหมยเดินออกมาจากห้องพักด้านข้าง ดวงตาทั้งสองข้างแดงก่ำและบวมเป่ง
“ตามความหมายของอนุเหลียงและคุณชายสามแล้ว มิใช่ว่ากำลังจะบอกว่าอนุเหนียงของข้าจงใจล้มลงไปเองหรอกหรือเจ้าคะ?”
“อนุเฉินตั้งครรภ์มาได้เจ็ดเดือนแล้ว สภาพครรภ์ก็แข็งแรงดีมาโดยตลอด แล้วนางจะยอมเอาชีวิตของคุณชายน้อยไปใส่ร้ายป้ายสีอนุเหลียงเพื่ออะไรกัน?!”
คำถามสองประโยคนี้ทำให้อนุเหลียงถึงกับพูดอะไรไม่ออก
นั่นสิ...ขอเพียงแค่อนุเฉินคลอดลูกออกมาได้ สถานะของนางในจวนโหวก็จะมั่นคงแล้ว เหตุใดนางจะต้องยอมสละชีวิตลูกเพื่อมาใส่ร้ายตนเองด้วยเล่า?
สองพี่น้องฉู่ฮ่วนและฉู่หยางต่างก็ร้อนใจจนตาแดงก่ำไปหมด
“เรื่องนี้ง่ายนิดเดียว” หนานหลีก้าวออกมาข้างหน้า พลางกล่าวออกมาอย่างชัดถ้อยชัดคำ
“ก็เพราะว่า...เด็กคนนั้นได้ตายอยู่ในท้องของอนุเฉินมาตั้งนานแล้วอย่างไรเล่าเจ้าคะ”
แท้จริงแล้ว...เมื่อวานนี้นางก็ได้มองออกแล้วว่า เด็กในท้องของอนุเฉินนั้น ไม่มีไอชีวิตหลงเหลืออยู่อีกต่อไปแล้ว
(จบบท)