- หน้าแรก
- นายหญิงแห่งศาสตร์ลึกลับ
- บทที่ 15: สามอนุภรรยา หนึ่งโรงละคร
บทที่ 15: สามอนุภรรยา หนึ่งโรงละคร
บทที่ 15: สามอนุภรรยา หนึ่งโรงละคร
บทที่ 15: สามอนุภรรยา หนึ่งโรงละคร
“จะเป็นไปได้อย่างไรกันเจ้าคะ เขามีเรื่องต้องขอความช่วยเหลือจากข้าต่างหาก”
“เเละที่มอบป้ายอาญาสิทธิ์ให้ ก็เพื่อให้ข้าทำการได้สะดวกขึ้นเท่านั้นเอง” หนานหลีรีบปฏิเสธด้วยท่าทีที่ดูเป็นธรรมชาติ
“เช่นนั้นก็ดีแล้ว” ฉู่ซั่วพลันรู้สึกยินดีขึ้นมาทันที
เพราะถึงแม้ว่าอ๋องเก้าจะมีอำนาจล้นฟ้าเพียงใด แต่ท้ายที่สุดแล้วเขาก็เป็นเพียงคนพิการที่เดินเหินไม่สะดวก
น้องหกของเขาดีงามถึงเพียงนี้ จะให้นางแต่งงานกับเย่ซือเหิงแล้วปล่อยชีวิตให้สูญเปล่าไปทั้งชาติได้อย่างไรกัน
ทว่าหนานหลีกลับไม่ได้เก็บเรื่องนี้มาใส่ใจเลยแม้แต่น้อย
….
และแล้วเมื่อเวลาผ่านไปไม่ถึงสองวัน
ชิงเฟิงก็นำเงินชดเชยค่าเสียหายมาส่งให้ถึงที่ด้วยตนเอง
ไม่เพียงเท่านั้น เขายังนำหีบใส่เครื่องประดับและผ้าไหมแพรพรรณชั้นดีมามอบให้อีกหนึ่งใบด้วย
หนานหลีมีสีหน้าเรียบเฉย ไม่ได้แสดงความยินดีออกมาเป็นพิเศษแต่อย่างใด นางเพียงกล่าวว่า
“ข้ายังไม่ได้ช่วยเหลืออะไรท่านอ๋องเลย จะรับรางวัลโดยที่ยังไม่มีความดีความชอบได้อย่างไร”
ชิงเฟิงครุ่นคิดในใจ...ดูท่าว่าคุณหนูหกจะไม่ได้มีความรู้สึกในเชิงนั้นต่อท่านอ๋องจริงๆ ด้วยสินะ
แต่ก็ไม่เป็นไร เพราะเขาหาข้ออ้างเก่งอยู่แล้ว
“ยันต์ของคุณหนูหกมีประสิทธิภาพดียิ่งนัก นี่คือของขวัญแสดงความขอบคุณจากท่านอ๋อง โปรดคุณหนูหกอย่าได้ปฏิเสธเลยขอรับ”
หนานหลีขี้เกียจจะยื้อแย่งไปมากับชิงเฟิง จึงกล่าวว่า
“เช่นนั้นข้าก็จะรับไว้ ส่วนเรื่องของคนร่ายคำสาปผู้นั้น ข้าพอจะมีเบาะแสแล้วว่าจะตามหาเขาได้อย่างไร”
ก็นับว่าโชคดีที่นางได้ลงมือทำอะไรไปบ้างแล้วจริงๆ มิเช่นนั้นคงจะรู้สึกผิดต่อของกำนัลล้ำค่าเหล่านี้ของเย่ซือเหิงเป็นแน่
ชิงเฟิงเผยสีหน้ายินดีออกมาอย่างเต็มเปี่ยม ก่อนจะโค้งคำนับให้หนานหลีอย่างนอบน้อม
“ทุกอย่างคงต้องรบกวนคุณหนูหกแล้วขอรับ”
หนานหลีมองดูใบหน้าของเขา ถึงแม้ว่าตอนที่พบกันครั้งแรกทั้งสองจะเคยลงไม้ลงมือกันมาก่อน แต่ก็อย่างที่เขาว่ากันว่าไม่สู้ก็ไม่รู้จัก
นางเองก็ไม่ใช่คนใจแคบอะไร ดังนั้นจึงเอ่ยเตือนขึ้นมาประโยคหนึ่งว่า
“องครักษ์ชิงเฟิง วันนี้ท่านอย่าขี่ม้าจะดีที่สุด”
“คุณหนูหกวางใจได้ขอรับ ฝีมือการขี่ม้าของข้านับเป็นหนึ่งในใต้หล้า ไม่เคยเกิดปัญหามาก่อนเลยแม้แต่ครั้งเดียว” ชิงเฟิงกล่าว พลางเชิดคางขึ้นเล็กน้อย
เมื่อหนานหลีได้ฟังดังนั้น นางก็เพียงพยักหน้ารับเบาๆ
“ถ้าเช่นนั้น...ก็ขอให้ท่านโชคดี”
ชิงเฟิงรู้สึกเพียงว่าหนานหลีคงจะไม่เชื่อมั่นในฝีมือของตนเอง ไม่ให้ขี่ม้า แล้วจะให้เดินกลับรึอย่างไรกัน?
ถึงแม้ว่าตนเองจะไม่ค่อยใส่ใจนัก แต่พอขึ้นหลังม้าแล้ว เขาก็อดนึกถึงคำพูดของหนานหลีขึ้นมาไม่ได้
และเมื่อนึกถึงอานุภาพอันร้ายกาจของยันต์เหล่านั้นขึ้นมา เขาก็รู้สึกใจคอไม่ดีขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก สุดท้ายจึงตัดสินใจลงจากหลังม้ากลางทาง
เด็กรับใช้ที่ติดตามมาด้วยจึงเอ่ยถามขึ้น “องครักษ์ชิงเฟิง เหตุใดท่านจึงไม่ขี่ม้าแล้วล่ะขอรับ?”
ทว่ายังไม่ทันสิ้นเสียงดี ก็มีชายฉกรรจ์ผู้หนึ่งขี่ม้าผ่านไปอย่างรวดเร็ว พลันม้าตัวนั้นก็ไม่รู้ว่าไปสะดุดกับอะไรเข้า จนทำให้ทั้งคนทั้งม้าล้มกลิ้งระเนระนาดไปกับพื้น
ที่แท้ก็เป็นเพราะมีเด็กๆกำลังเล่นซนขึงเชือกเอาไว้ ซึ่งคนที่อยู่บนหลังม้าย่อมมองไม่เห็นอย่างแน่นอน
ชายผู้นั้นร่วงลงมากระแทกพื้น จนถึงกับแขนหักไปข้างหนึ่งในทันที เขาร้องโหยหวนไม่หยุด ทำให้บริเวณโดยรอบเกิดความโกลาหลขึ้นมาทันที
เด็กรับใช้เห็นดังนั้นก็ทั้งตกใจและดีใจระคนกัน
“องครักษ์ชิงเฟิง โชคดีจริงๆที่ท่านลงจากม้าเสียก่อนนะขอรับ มิเช่นนั้นต้องได้รับบาดเจ็บแน่ๆเลย”
ชิงเฟิงหน้าซีดเผือดเป็นไก่ต้ม ก่อนจะพยักหน้ารับ
“คุณหนูหกช่างยอดเยี่ยมจริงๆ”
นับว่าโชคดีที่ตนเองยังเชื่อฟังคำเตือนอยู่บ้าง ไม่อย่างนั้นคนที่ได้รับบาดเจ็บในวันนี้ก็คงจะเป็นเขาไปแล้ว
ไม่ได้การล่ะ เขาจะต้องช่วยท่านอ๋องแต่งคุณหนูหกเข้ามาให้ได้
เพื่อที่ว่าในอนาคตเขาจะได้หลีกเลี่ยงเคราะห์ภัยและพบเจอแต่โชคดีแบบนี้ (ไอ้นี่อยู่เป็น)
…..
ณ จวนอันหยางโหว
พอมีเงิน เรื่องต่างๆก็จัดการได้ง่ายขึ้น
ร้านของอนุเฉียนที่ถูกทุบทำลายไปก็กลับมาเปิดให้บริการได้อีกครั้ง
หนานหลีได้ซื้อตัวยาสมุนไพรมามากมาย ก่อนจะลงมือหลอมโอสถขึ้นมาหลายชนิด
ส่วนหนึ่งนำไปมอบให้ท่านย่า อีกส่วนหนึ่งก็นำไปมอบให้ฮูหยินเสิ่นเป็นจำนวนไม่น้อย
หลังจากที่ฮูหยินเสิ่นได้ทานโอสถเข้าไป ก็สามารถหลับได้สนิทเป็นอย่างดี ดังนั้นช่วงนี้ใบหน้าของนางจึงดูผุดผ่องเปล่งปลั่ง จิตใจก็แจ่มใสเป็นอย่างมาก
นางเป็นคนจิตใจดีงาม ในฐานะที่เป็นฮูหยินเอกของจวน จึงมักจะเชิญเหล่าอนุภรรยามาร่วมดื่มชาชมดอกไม้ด้วยกันอยู่เสมอ
อนุเฉียนนั้นไม่ต้องพูดถึง ส่วนอนุที่เป็นมารดาของพี่สามและพี่สี่นั้นแซ่เหลียง
ในขณะที่อนุภรรยาที่เป็นมารดาของพี่ห้าได้ล้มป่วยเสียชีวิตไปนานแล้ว และสุดท้ายก็คืออนุเฉินที่กำลังตั้งครรภ์อยู่นั่นเอง
อนุเหลียงมีอายุราวสามสิบต้นๆ แต่ก็ยังคงมีผิวขาวผ่องและหน้าตาสะสวย เพียงแค่นั่งอยู่ตรงนั้นเฉยๆ ก็เป็นภาพที่งดงามยิ่งนัก
ในทางกลับกัน รูปโฉมของอนุเฉินนั้นอย่างมากก็นับได้เพียงว่าหมดจดงดงาม ประกอบกับกำลังตั้งครรภ์ ร่างกายจึงค่อนข้างบวมฉุ พอมานั่งอยู่ข้างๆอนุเหลียง แน่นอนว่าก็ย่อมดูด้อยกว่าอยู่หลายส่วน
ฮูหยินเสิ่นจิบชาไปหนึ่งคำ ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า
“ซู่เจวียน เจ้ากำลังตั้งครรภ์อยู่ ควรจะพักผ่อนอยู่ในเรือนให้ดีๆนะ”
“ฮูหยินเจ้าคะ ท่านหมอบอกว่าตอนนี้ข้าควรจะเดินเหินให้มากขึ้น ถึงเวลาคลอดจะได้คลอดง่ายๆน่ะเจ้าค่ะ” อนุเฉินที่ใบหน้าประทินไปด้วยเครื่องแป้งกล่าวตอบ
“อีกอย่างข้าก็คิดถึงฮูหยินด้วย แน่นอนว่าก็ต้องมาคารวะฮูหยินอยู่แล้วเจ้าค่ะ”
“เจ้านี่ช่างใส่ใจจริงๆ” ฮูหยินเสิ่นพยักหน้าพลางแย้มยิ้ม
“อย่างไรก็ตาม ทุกอย่างก็ยังต้องให้ความสำคัญกับเด็กในท้องเป็นอันดับแรกอยู่ดี”
“พรุ่งนี้ท่านโหวจะกลับมาแล้ว ถึงตอนนั้นคนจะเยอะแยะวุ่นวาย เจ้าพักผ่อนอยู่ในเรือนของตัวเองให้ดีก็พอ”
นางพูดพลางสั่งให้คนนำรังนกออกมาจำนวนหนึ่ง แล้วให้สาวใช้ของอนุเฉินนำกลับไปด้วย
“ขอบพระคุณฮูหยินเจ้าค่ะ” รอยยิ้มของอนุเฉินดูจริงใจขึ้นหลายส่วน
“พี่หญิงทั้งสอง ต้องขออภัยจริงๆนะเจ้าคะ”
“ก่อนหน้านี้รังนกของฮูหยินมักจะแบ่งให้พวกเราสามคนเท่าๆกันเสมอ แต่ตอนนี้กลับให้ข้าได้ครอบครองแต่เพียงผู้เดียว ในใจข้ารู้สึกผิดจริงๆเจ้าค่ะ”
อนุเฉียนโบกมือไปมาพลางกล่าวว่า “ไม่เป็นไรหรอก ถ้าข้ากินไม่พอ ก็ใช้เงินตัวเองซื้อเอาก็ได้”
คำนี้ทำให้รอยยิ้มของอนุเฉินพลันแข็งค้างไปเล็กน้อย
นี่...มันไม่ใช่ว่ากำลังเยาะเย้ยว่านางไม่มีเงินหรอกหรือ?
ทว่าอนุเหลียงกลับยังคงมีสีหน้าเป็นปกติ “ถ้าเช่นนั้นเจ้าก็กินเยอะๆหน่อยแล้วกัน รอยกระบนใบหน้าของเจ้าจะได้จางลงไปบ้าง”
อนุเฉินยิ่งแย้มยิ้มกว้างขึ้น พลางใช้มือลูบไล้ใบหน้าของตนเองเบาๆ
….
และในตอนนั้นเอง หนานหลีก็ได้เดินเข้ามาในห้องโถงชมบุปผาจากทางด้านนอก
นางสวมใส่อาภรณ์สีแดงทับทิม ซึ่งบริเวณชายกระโปรงและปลายแขนเสื้อล้วนปักด้วยดิ้นทองเป็นลายมงคลมงกุฎ ผมเกล้าขึ้นเป็นมวยดอกลิลลี่ ประดับด้วยมงกุฎทองประดับมุกร้อยบุปผาอันเล็กกระทัดรัดและงดงาม ซึ่งทั้งหมดนี้ยิ่งขับเน้นให้ใบหน้าของนางดูงดงามวิจิตรและเจิดจรัสยิ่งขึ้นไปอีก
นางยังไม่ทันได้เอ่ยคำใดออกมา อนุเฉียนก็รีบลุกขึ้นยืนทันที ก่อนจะเดินวนรอบตัวหนานหลีอยู่สองรอบด้วยใบหน้าที่เปี่ยมไปด้วยรอยยิ้ม
“ฮูหยินเจ้าคะ มงกุฎทองที่บ่าวสั่งทำขึ้นช่างเหมาะสมกับคุณหนูหกจริงๆเลยนะเจ้าคะ งดงามยิ่งนัก”
“แต่ตรงลำคอดูน่าจะว่างเปล่าไปสักหน่อย หากว่าได้สวมสร้อยคอทองคำประดับทับทิมอีกสักเส้นหนึ่ง ก็จะสมบูรณ์แบบอย่างที่สุดเลยเจ้าค่ะ”
อนุเหลียงเองก็พยักหน้าเห็นด้วย
“แล้วก็ที่ข้อมือทั้งสองข้างด้วยเจ้าค่ะ แต่ไม่ต้องใส่เครื่องทองแล้ว มิสู้ว่าหาเป็นกำไลหยกขาวสักคู่หนึ่งมาสวมใส่ น่าจะเข้ากันได้ดียิ่งกว่า”
“น้องเหลียงพูดถูก ข้ามีอยู่คู่หนึ่งพอดีเลย”
ขณะที่อนุเฉียนกำลังจะสั่งให้สาวใช้ไปค้นหาออกมาจากห้องเก็บของ หนานหลีก็รีบเอ่ยปากห้ามขึ้นเสียก่อน
“ข้าไม่ได้มาเพื่อให้พวกท่านดูว่าข้าขาดอะไรไปนะเจ้าคะ ข้ามา...ก็เพื่อจะถามว่าข้าแต่งกายให้เรียบง่ายกว่านี้ได้หรือไม่”
เพียงแค่มงกุฎทองที่อยู่บนศีรษะนี้ ก็หนักตั้งสองสามชั่งแล้ว
ดูท่าว่าการเป็นคุณหนูแห่งจวนโหวนี้ก็ไม่ได้สบายอย่างที่คิด
เห็นเช่นนี้ ฮูหยินเสิ่นเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“แม่รู้ว่าเจ้าไม่ชอบความหรูหราฟุ่มเฟือย แต่ฮองเฮาเหนียงเนียงทรงได้ยินว่าตามหาเจ้ากลับมาพบแล้ว จึงได้ให้แม่พาเจ้าเข้าวังไปเข้าเฝ้า”
“การเข้าเฝ้าฮองเฮาเหนียงเนียงจะเสียมารยาทไม่ได้ ดังนั้นก็แค่ใส่ตอนเข้าวังเท่านั้นเอง…หลีเอ๋อร์ เจ้าอดทนหน่อยจะได้หรือไม่?”
หนานหลีรู้สึกจนใจ จึงทำได้เพียงพยักหน้ารับ
อนุเฉียนพอได้ฟังก็ดีใจขึ้นมาทันที พลางชักชวนอนุเหลียงให้ออกไปช่วยกันเลือกเครื่องประดับอีก
โดยตั้งใจว่าจะต้องเลือกสิ่งที่ดีที่สุดมาให้คุณหนูหกใช้อย่างแน่นอน
“คุณหนูหกช่างมีวาสนาดีจริงๆ”
“พี่เฉียนไม่ค่อยจะใจกว้างกับใครแบบนี้บ่อยนักหรอกนะเจ้าคะ” อนุเฉินเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเจือความอิจฉา
หนานหลีที่บนศีรษะแบกมวยผมหนักหลายชั่งอยู่ก็หันขวับกลับไป
“ดูเหมือนว่าอนุเฉียนจะตระหนี่ถี่เหนียวกับแค่อนุเฉินคนเดียวนะเจ้าคะ”
สองแม่ลูกตระกูลเฉียนมีนิสัยเหมือนกันอยู่อย่างหนึ่ง นั่นคือหากผู้อื่นดีกับพวกเขาหนึ่งส่วน พวกเขาก็จะตอบแทนกลับไปสิบส่วน
การที่อนุเฉินไม่ได้รับผลประโยชน์ใดๆเลย
เมื่อคิดดูแล้ว...นิสัยใจคอคงจะไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก
“แล้วใครใช้ให้ข้าเข้าจวนมาช้ากว่าคนอื่นกันเล่าเจ้าคะ อีกทั้งยังไม่ได้สูงส่งเหมือนอย่างคุณหนูหก พี่เฉียนย่อมไม่มาประจบประแจงข้าอยู่แล้ว” อนุเฉินกล่าวเยาะเย้ยตนเอง
หนานหลีไม่อยากจะต่อล้อต่อเถียงกับสตรีประเภทนี้
ทว่า...ในตอนที่สายตาของนางเหลือบไปเห็นท้องของอนุเฉินเข้า นางก็อดที่จะขมวดคิ้วเข้าหากันไม่ได้
ฮูหยินเสิ่นเห็นท่าทีเช่นนั้นเข้า ในใจก็พลันเกิดความสงสัยขึ้นมา
“หลีเอ๋อร์ เป็นอะไรไปรึ?”
นางรู้ดีถึงความสามารถของบุตรสาว ดังนั้นจึงรู้สึกใจหายวาบขึ้นมาเล็กน้อย
“ไม่มีอะไรเจ้าค่ะ” หนานหลีครุ่นคิดในใจ
หากว่าข้าพูดเรื่องนี้ออกไปต่อหน้าคนทั้งสองอย่างผลีผลามล่ะก็
เกรงว่าพวกเขาคงจะคิดว่าข้าพูดจาเลอะเทอะเป็นแน่
(จบบท)