เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 15: สามอนุภรรยา หนึ่งโรงละคร

บทที่ 15: สามอนุภรรยา หนึ่งโรงละคร

บทที่ 15: สามอนุภรรยา หนึ่งโรงละคร


บทที่ 15: สามอนุภรรยา หนึ่งโรงละคร

“จะเป็นไปได้อย่างไรกันเจ้าคะ เขามีเรื่องต้องขอความช่วยเหลือจากข้าต่างหาก”

“เเละที่มอบป้ายอาญาสิทธิ์ให้ ก็เพื่อให้ข้าทำการได้สะดวกขึ้นเท่านั้นเอง” หนานหลีรีบปฏิเสธด้วยท่าทีที่ดูเป็นธรรมชาติ

“เช่นนั้นก็ดีแล้ว” ฉู่ซั่วพลันรู้สึกยินดีขึ้นมาทันที

เพราะถึงแม้ว่าอ๋องเก้าจะมีอำนาจล้นฟ้าเพียงใด แต่ท้ายที่สุดแล้วเขาก็เป็นเพียงคนพิการที่เดินเหินไม่สะดวก

น้องหกของเขาดีงามถึงเพียงนี้ จะให้นางแต่งงานกับเย่ซือเหิงแล้วปล่อยชีวิตให้สูญเปล่าไปทั้งชาติได้อย่างไรกัน

ทว่าหนานหลีกลับไม่ได้เก็บเรื่องนี้มาใส่ใจเลยแม้แต่น้อย

….

และแล้วเมื่อเวลาผ่านไปไม่ถึงสองวัน

ชิงเฟิงก็นำเงินชดเชยค่าเสียหายมาส่งให้ถึงที่ด้วยตนเอง

ไม่เพียงเท่านั้น เขายังนำหีบใส่เครื่องประดับและผ้าไหมแพรพรรณชั้นดีมามอบให้อีกหนึ่งใบด้วย

หนานหลีมีสีหน้าเรียบเฉย ไม่ได้แสดงความยินดีออกมาเป็นพิเศษแต่อย่างใด นางเพียงกล่าวว่า

“ข้ายังไม่ได้ช่วยเหลืออะไรท่านอ๋องเลย จะรับรางวัลโดยที่ยังไม่มีความดีความชอบได้อย่างไร”

ชิงเฟิงครุ่นคิดในใจ...ดูท่าว่าคุณหนูหกจะไม่ได้มีความรู้สึกในเชิงนั้นต่อท่านอ๋องจริงๆ ด้วยสินะ

แต่ก็ไม่เป็นไร เพราะเขาหาข้ออ้างเก่งอยู่แล้ว

“ยันต์ของคุณหนูหกมีประสิทธิภาพดียิ่งนัก นี่คือของขวัญแสดงความขอบคุณจากท่านอ๋อง โปรดคุณหนูหกอย่าได้ปฏิเสธเลยขอรับ”

หนานหลีขี้เกียจจะยื้อแย่งไปมากับชิงเฟิง จึงกล่าวว่า

“เช่นนั้นข้าก็จะรับไว้ ส่วนเรื่องของคนร่ายคำสาปผู้นั้น ข้าพอจะมีเบาะแสแล้วว่าจะตามหาเขาได้อย่างไร”

ก็นับว่าโชคดีที่นางได้ลงมือทำอะไรไปบ้างแล้วจริงๆ มิเช่นนั้นคงจะรู้สึกผิดต่อของกำนัลล้ำค่าเหล่านี้ของเย่ซือเหิงเป็นแน่

ชิงเฟิงเผยสีหน้ายินดีออกมาอย่างเต็มเปี่ยม ก่อนจะโค้งคำนับให้หนานหลีอย่างนอบน้อม

“ทุกอย่างคงต้องรบกวนคุณหนูหกแล้วขอรับ”

หนานหลีมองดูใบหน้าของเขา ถึงแม้ว่าตอนที่พบกันครั้งแรกทั้งสองจะเคยลงไม้ลงมือกันมาก่อน แต่ก็อย่างที่เขาว่ากันว่าไม่สู้ก็ไม่รู้จัก

นางเองก็ไม่ใช่คนใจแคบอะไร ดังนั้นจึงเอ่ยเตือนขึ้นมาประโยคหนึ่งว่า

“องครักษ์ชิงเฟิง วันนี้ท่านอย่าขี่ม้าจะดีที่สุด”

“คุณหนูหกวางใจได้ขอรับ ฝีมือการขี่ม้าของข้านับเป็นหนึ่งในใต้หล้า ไม่เคยเกิดปัญหามาก่อนเลยแม้แต่ครั้งเดียว” ชิงเฟิงกล่าว พลางเชิดคางขึ้นเล็กน้อย

เมื่อหนานหลีได้ฟังดังนั้น นางก็เพียงพยักหน้ารับเบาๆ

“ถ้าเช่นนั้น...ก็ขอให้ท่านโชคดี”

ชิงเฟิงรู้สึกเพียงว่าหนานหลีคงจะไม่เชื่อมั่นในฝีมือของตนเอง ไม่ให้ขี่ม้า แล้วจะให้เดินกลับรึอย่างไรกัน?

ถึงแม้ว่าตนเองจะไม่ค่อยใส่ใจนัก แต่พอขึ้นหลังม้าแล้ว เขาก็อดนึกถึงคำพูดของหนานหลีขึ้นมาไม่ได้

และเมื่อนึกถึงอานุภาพอันร้ายกาจของยันต์เหล่านั้นขึ้นมา เขาก็รู้สึกใจคอไม่ดีขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก สุดท้ายจึงตัดสินใจลงจากหลังม้ากลางทาง

เด็กรับใช้ที่ติดตามมาด้วยจึงเอ่ยถามขึ้น “องครักษ์ชิงเฟิง เหตุใดท่านจึงไม่ขี่ม้าแล้วล่ะขอรับ?”

ทว่ายังไม่ทันสิ้นเสียงดี ก็มีชายฉกรรจ์ผู้หนึ่งขี่ม้าผ่านไปอย่างรวดเร็ว พลันม้าตัวนั้นก็ไม่รู้ว่าไปสะดุดกับอะไรเข้า จนทำให้ทั้งคนทั้งม้าล้มกลิ้งระเนระนาดไปกับพื้น

ที่แท้ก็เป็นเพราะมีเด็กๆกำลังเล่นซนขึงเชือกเอาไว้ ซึ่งคนที่อยู่บนหลังม้าย่อมมองไม่เห็นอย่างแน่นอน

ชายผู้นั้นร่วงลงมากระแทกพื้น จนถึงกับแขนหักไปข้างหนึ่งในทันที เขาร้องโหยหวนไม่หยุด ทำให้บริเวณโดยรอบเกิดความโกลาหลขึ้นมาทันที

เด็กรับใช้เห็นดังนั้นก็ทั้งตกใจและดีใจระคนกัน

“องครักษ์ชิงเฟิง โชคดีจริงๆที่ท่านลงจากม้าเสียก่อนนะขอรับ มิเช่นนั้นต้องได้รับบาดเจ็บแน่ๆเลย”

ชิงเฟิงหน้าซีดเผือดเป็นไก่ต้ม ก่อนจะพยักหน้ารับ

“คุณหนูหกช่างยอดเยี่ยมจริงๆ”

นับว่าโชคดีที่ตนเองยังเชื่อฟังคำเตือนอยู่บ้าง ไม่อย่างนั้นคนที่ได้รับบาดเจ็บในวันนี้ก็คงจะเป็นเขาไปแล้ว

ไม่ได้การล่ะ เขาจะต้องช่วยท่านอ๋องแต่งคุณหนูหกเข้ามาให้ได้

เพื่อที่ว่าในอนาคตเขาจะได้หลีกเลี่ยงเคราะห์ภัยและพบเจอแต่โชคดีแบบนี้ (ไอ้นี่อยู่เป็น)

…..

ณ จวนอันหยางโหว

พอมีเงิน เรื่องต่างๆก็จัดการได้ง่ายขึ้น

ร้านของอนุเฉียนที่ถูกทุบทำลายไปก็กลับมาเปิดให้บริการได้อีกครั้ง

หนานหลีได้ซื้อตัวยาสมุนไพรมามากมาย ก่อนจะลงมือหลอมโอสถขึ้นมาหลายชนิด

ส่วนหนึ่งนำไปมอบให้ท่านย่า อีกส่วนหนึ่งก็นำไปมอบให้ฮูหยินเสิ่นเป็นจำนวนไม่น้อย

หลังจากที่ฮูหยินเสิ่นได้ทานโอสถเข้าไป ก็สามารถหลับได้สนิทเป็นอย่างดี ดังนั้นช่วงนี้ใบหน้าของนางจึงดูผุดผ่องเปล่งปลั่ง จิตใจก็แจ่มใสเป็นอย่างมาก

นางเป็นคนจิตใจดีงาม ในฐานะที่เป็นฮูหยินเอกของจวน จึงมักจะเชิญเหล่าอนุภรรยามาร่วมดื่มชาชมดอกไม้ด้วยกันอยู่เสมอ

อนุเฉียนนั้นไม่ต้องพูดถึง ส่วนอนุที่เป็นมารดาของพี่สามและพี่สี่นั้นแซ่เหลียง

ในขณะที่อนุภรรยาที่เป็นมารดาของพี่ห้าได้ล้มป่วยเสียชีวิตไปนานแล้ว และสุดท้ายก็คืออนุเฉินที่กำลังตั้งครรภ์อยู่นั่นเอง

อนุเหลียงมีอายุราวสามสิบต้นๆ แต่ก็ยังคงมีผิวขาวผ่องและหน้าตาสะสวย เพียงแค่นั่งอยู่ตรงนั้นเฉยๆ ก็เป็นภาพที่งดงามยิ่งนัก

ในทางกลับกัน รูปโฉมของอนุเฉินนั้นอย่างมากก็นับได้เพียงว่าหมดจดงดงาม ประกอบกับกำลังตั้งครรภ์ ร่างกายจึงค่อนข้างบวมฉุ พอมานั่งอยู่ข้างๆอนุเหลียง แน่นอนว่าก็ย่อมดูด้อยกว่าอยู่หลายส่วน

ฮูหยินเสิ่นจิบชาไปหนึ่งคำ ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า

“ซู่เจวียน เจ้ากำลังตั้งครรภ์อยู่ ควรจะพักผ่อนอยู่ในเรือนให้ดีๆนะ”

“ฮูหยินเจ้าคะ ท่านหมอบอกว่าตอนนี้ข้าควรจะเดินเหินให้มากขึ้น ถึงเวลาคลอดจะได้คลอดง่ายๆน่ะเจ้าค่ะ” อนุเฉินที่ใบหน้าประทินไปด้วยเครื่องแป้งกล่าวตอบ

“อีกอย่างข้าก็คิดถึงฮูหยินด้วย แน่นอนว่าก็ต้องมาคารวะฮูหยินอยู่แล้วเจ้าค่ะ”

“เจ้านี่ช่างใส่ใจจริงๆ” ฮูหยินเสิ่นพยักหน้าพลางแย้มยิ้ม

“อย่างไรก็ตาม ทุกอย่างก็ยังต้องให้ความสำคัญกับเด็กในท้องเป็นอันดับแรกอยู่ดี”

“พรุ่งนี้ท่านโหวจะกลับมาแล้ว ถึงตอนนั้นคนจะเยอะแยะวุ่นวาย เจ้าพักผ่อนอยู่ในเรือนของตัวเองให้ดีก็พอ”

นางพูดพลางสั่งให้คนนำรังนกออกมาจำนวนหนึ่ง แล้วให้สาวใช้ของอนุเฉินนำกลับไปด้วย

“ขอบพระคุณฮูหยินเจ้าค่ะ” รอยยิ้มของอนุเฉินดูจริงใจขึ้นหลายส่วน

“พี่หญิงทั้งสอง ต้องขออภัยจริงๆนะเจ้าคะ”

“ก่อนหน้านี้รังนกของฮูหยินมักจะแบ่งให้พวกเราสามคนเท่าๆกันเสมอ แต่ตอนนี้กลับให้ข้าได้ครอบครองแต่เพียงผู้เดียว ในใจข้ารู้สึกผิดจริงๆเจ้าค่ะ”

อนุเฉียนโบกมือไปมาพลางกล่าวว่า “ไม่เป็นไรหรอก ถ้าข้ากินไม่พอ ก็ใช้เงินตัวเองซื้อเอาก็ได้”

คำนี้ทำให้รอยยิ้มของอนุเฉินพลันแข็งค้างไปเล็กน้อย

นี่...มันไม่ใช่ว่ากำลังเยาะเย้ยว่านางไม่มีเงินหรอกหรือ?

ทว่าอนุเหลียงกลับยังคงมีสีหน้าเป็นปกติ “ถ้าเช่นนั้นเจ้าก็กินเยอะๆหน่อยแล้วกัน รอยกระบนใบหน้าของเจ้าจะได้จางลงไปบ้าง”

อนุเฉินยิ่งแย้มยิ้มกว้างขึ้น พลางใช้มือลูบไล้ใบหน้าของตนเองเบาๆ

….

และในตอนนั้นเอง หนานหลีก็ได้เดินเข้ามาในห้องโถงชมบุปผาจากทางด้านนอก

นางสวมใส่อาภรณ์สีแดงทับทิม ซึ่งบริเวณชายกระโปรงและปลายแขนเสื้อล้วนปักด้วยดิ้นทองเป็นลายมงคลมงกุฎ ผมเกล้าขึ้นเป็นมวยดอกลิลลี่ ประดับด้วยมงกุฎทองประดับมุกร้อยบุปผาอันเล็กกระทัดรัดและงดงาม ซึ่งทั้งหมดนี้ยิ่งขับเน้นให้ใบหน้าของนางดูงดงามวิจิตรและเจิดจรัสยิ่งขึ้นไปอีก

นางยังไม่ทันได้เอ่ยคำใดออกมา อนุเฉียนก็รีบลุกขึ้นยืนทันที ก่อนจะเดินวนรอบตัวหนานหลีอยู่สองรอบด้วยใบหน้าที่เปี่ยมไปด้วยรอยยิ้ม

“ฮูหยินเจ้าคะ มงกุฎทองที่บ่าวสั่งทำขึ้นช่างเหมาะสมกับคุณหนูหกจริงๆเลยนะเจ้าคะ งดงามยิ่งนัก”

“แต่ตรงลำคอดูน่าจะว่างเปล่าไปสักหน่อย หากว่าได้สวมสร้อยคอทองคำประดับทับทิมอีกสักเส้นหนึ่ง ก็จะสมบูรณ์แบบอย่างที่สุดเลยเจ้าค่ะ”

อนุเหลียงเองก็พยักหน้าเห็นด้วย

“แล้วก็ที่ข้อมือทั้งสองข้างด้วยเจ้าค่ะ แต่ไม่ต้องใส่เครื่องทองแล้ว มิสู้ว่าหาเป็นกำไลหยกขาวสักคู่หนึ่งมาสวมใส่ น่าจะเข้ากันได้ดียิ่งกว่า”

“น้องเหลียงพูดถูก ข้ามีอยู่คู่หนึ่งพอดีเลย”

ขณะที่อนุเฉียนกำลังจะสั่งให้สาวใช้ไปค้นหาออกมาจากห้องเก็บของ หนานหลีก็รีบเอ่ยปากห้ามขึ้นเสียก่อน

“ข้าไม่ได้มาเพื่อให้พวกท่านดูว่าข้าขาดอะไรไปนะเจ้าคะ ข้ามา...ก็เพื่อจะถามว่าข้าแต่งกายให้เรียบง่ายกว่านี้ได้หรือไม่”

เพียงแค่มงกุฎทองที่อยู่บนศีรษะนี้ ก็หนักตั้งสองสามชั่งแล้ว

ดูท่าว่าการเป็นคุณหนูแห่งจวนโหวนี้ก็ไม่ได้สบายอย่างที่คิด

เห็นเช่นนี้ ฮูหยินเสิ่นเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

“แม่รู้ว่าเจ้าไม่ชอบความหรูหราฟุ่มเฟือย แต่ฮองเฮาเหนียงเนียงทรงได้ยินว่าตามหาเจ้ากลับมาพบแล้ว จึงได้ให้แม่พาเจ้าเข้าวังไปเข้าเฝ้า”

“การเข้าเฝ้าฮองเฮาเหนียงเนียงจะเสียมารยาทไม่ได้ ดังนั้นก็แค่ใส่ตอนเข้าวังเท่านั้นเอง…หลีเอ๋อร์ เจ้าอดทนหน่อยจะได้หรือไม่?”

หนานหลีรู้สึกจนใจ จึงทำได้เพียงพยักหน้ารับ

อนุเฉียนพอได้ฟังก็ดีใจขึ้นมาทันที พลางชักชวนอนุเหลียงให้ออกไปช่วยกันเลือกเครื่องประดับอีก

โดยตั้งใจว่าจะต้องเลือกสิ่งที่ดีที่สุดมาให้คุณหนูหกใช้อย่างแน่นอน

“คุณหนูหกช่างมีวาสนาดีจริงๆ”

“พี่เฉียนไม่ค่อยจะใจกว้างกับใครแบบนี้บ่อยนักหรอกนะเจ้าคะ” อนุเฉินเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเจือความอิจฉา

หนานหลีที่บนศีรษะแบกมวยผมหนักหลายชั่งอยู่ก็หันขวับกลับไป

“ดูเหมือนว่าอนุเฉียนจะตระหนี่ถี่เหนียวกับแค่อนุเฉินคนเดียวนะเจ้าคะ”

สองแม่ลูกตระกูลเฉียนมีนิสัยเหมือนกันอยู่อย่างหนึ่ง นั่นคือหากผู้อื่นดีกับพวกเขาหนึ่งส่วน พวกเขาก็จะตอบแทนกลับไปสิบส่วน

การที่อนุเฉินไม่ได้รับผลประโยชน์ใดๆเลย

เมื่อคิดดูแล้ว...นิสัยใจคอคงจะไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก

“แล้วใครใช้ให้ข้าเข้าจวนมาช้ากว่าคนอื่นกันเล่าเจ้าคะ อีกทั้งยังไม่ได้สูงส่งเหมือนอย่างคุณหนูหก พี่เฉียนย่อมไม่มาประจบประแจงข้าอยู่แล้ว” อนุเฉินกล่าวเยาะเย้ยตนเอง

หนานหลีไม่อยากจะต่อล้อต่อเถียงกับสตรีประเภทนี้

ทว่า...ในตอนที่สายตาของนางเหลือบไปเห็นท้องของอนุเฉินเข้า นางก็อดที่จะขมวดคิ้วเข้าหากันไม่ได้

ฮูหยินเสิ่นเห็นท่าทีเช่นนั้นเข้า ในใจก็พลันเกิดความสงสัยขึ้นมา

“หลีเอ๋อร์ เป็นอะไรไปรึ?”

นางรู้ดีถึงความสามารถของบุตรสาว ดังนั้นจึงรู้สึกใจหายวาบขึ้นมาเล็กน้อย

“ไม่มีอะไรเจ้าค่ะ” หนานหลีครุ่นคิดในใจ

หากว่าข้าพูดเรื่องนี้ออกไปต่อหน้าคนทั้งสองอย่างผลีผลามล่ะก็

เกรงว่าพวกเขาคงจะคิดว่าข้าพูดจาเลอะเทอะเป็นแน่

(จบบท)

จบบทที่ บทที่ 15: สามอนุภรรยา หนึ่งโรงละคร

คัดลอกลิงก์แล้ว