เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 14: เตรียมของหมั้น?

บทที่ 14: เตรียมของหมั้น?

บทที่ 14: เตรียมของหมั้น?


บทที่ 14: เตรียมของหมั้น?

นี่เป็นครั้งแรกที่โจวเซิ่งได้พบเจอเด็กสาวที่พูดจาโอหังถึงเพียงนี้

“ช่างปากกล้านัก! ดูท่าว่าคืนนี้คุณหนูหกคงจะไม่ใช่แค่ต้องมาจบชีวิตลงอย่างโชคร้ายเท่านั้น แต่ยังจะต้องเสียความบริสุทธิ์ไปอีกด้วย”

เหล่าทหารองครักษ์ที่อยู่รายล้อมต่างสบตากัน พลางเผยรอยยิ้มอันแฝงไปด้วยความหมายลึกซึ้งออกมา

“ตอนที่ข้าเริ่มเรียนวิชาอาคม ข้าเคยสาบานไว้เพียงว่าจะไม่สังหารผู้บริสุทธิ์เท่านั้น” หนานหลีแย้มยิ้มที่มุมปาก

“ข้ารับมือกับวิญญาณร้าย และข้าก็สังหารคนชั่วเช่นกัน”

“ถ้ามีความกล้า...ก็เข้ามาลองดูสิ”

เมื่อคิดดูแล้ว เจ้ากรมตุลาการผู้นี้คงจะสมคบคิดกับหวายซูมานานแล้วเป็นแน่ มิเช่นนั้นคืนนี้คงไม่ปรากฏตัวขึ้นมาอย่างพอดิบพอดีเช่นนี้

เพียงแค่พิจารณาจากโหงวเฮ้งของเขา ก็รู้ได้ทันทีว่าใต้เท้าโจวผู้นี้ได้พรากชีวิตผู้บริสุทธิ์ไปแล้วกว่าสิบราย

ทว่าที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะบนร่างกายของชายผู้นี้มียันต์ที่วาดขึ้นโดยพู่กันดวงดาราคอยคุ้มกายอยู่ ด้วยเหตุนี้เองเหล่าวิญญาณอาฆาตจึงไม่สามารถเอาชีวิตของเขาได้

“เช่นนั้น ขุนนางผู้นี้ก็ขอลองดูหน่อยเถอะ” โจวเซิ่งซึ่งมีร่างกายสูงใหญ่กว่าหนานหลีเกินครึ่ง ฟาดดาบลงมาอย่างเต็มแรง

ทุกคนต่างคาดคิดว่าหนานหลีจะต้องถูกฟันจนร่างขาดเป็นสองท่อนอย่างแน่นอน

แต่ใครเลยจะคาดคิดว่าเด็กสาวร่างเล็กบอบบางเช่นนาง จะยกดาบจันทราขึ้นต้านรับเอาไว้ได้ ยิ่งไปกว่านั้น นางยังสามารถผลักโจวเซิ่งให้ถอยกลับไปได้ไกลหลายเมตรอีกด้วย

ใบหน้าของโจวเซิ่งเผยความตื่นตะลึงออกมาอย่างชัดเจน มือของเขาสั่นระริกจนแทบจะกำดาบยาวไว้ไม่ไหว

นี่มันอะไรกัน!

พละกำลังของเด็กสาวผู้นี้ช่างมหาศาลเกินไปแล้ว!

“บังอาจลงมือกับขุนนางราชสำนัก! เร็วเข้า! สังหารพวกมันเดี๋ยวนี้!” โจวเซิ่งตะโกนลั่นด้วยความอับอายและโกรธเกรี้ยว

หนานหลีกระชับดาบจันทราในมือแน่น

ในขณะที่มืออีกข้างก็กำลังจะหยิบยันต์ออกมาจากถุงผ้าของตน

หนานหลีหรี่ตาลงเล็กน้อย ขณะที่กำลังจะใช้ยันต์เพื่อปกป้องพี่ชายของตน

ทันใดนั้น พลันมีร่างเงาสายหนึ่งพุ่งเข้ามาในร้านราวกับสายลม

ประกายแสงเย็นเยียบสะท้อนไปกับสายลมยามค่ำคืน และในทุกที่ที่เงาดำนั้นเคลื่อนผ่านไป ก็ล้วนแต่มีโลหิตสาดกระเซ็นออกมาเป็นทาง

เพียงชั่วพริบตาเดียวเท่านั้น ทหารองครักษ์ที่ล้อมอยู่ทั้งหมดต่างก็ถูกเชือดคอหอย ล้มลงสิ้นใจตายคาที่

หลังจากที่ร่างเงานั้นสังหารคนจนหมดสิ้นแล้ว เขาก็เช็ดคราบเลือดบนดาบยาวกับร่างไร้วิญญาณของศพ ก่อนจะเก็บดาบเข้าฝักไปอย่างเยือกเย็น

ชั่วพริบตาเดียว คนของกรมตุลาการที่อยู่ในร้าน ก็เหลือเพียงโจวเซิ่งแค่คนเดียวเท่านั้น

นัยน์ตาของเขาหดเล็กลงอย่างรุนแรง ขณะจ้องเขม็งไปยังร่างเงานั้น แล้วตวาดก้องด้วยความเดือดดาล

“เจ้ากล้าดียังไงถึงได้สังหารทหารของกรมตุลาการ! ใครให้ความกล้าเจ้า!”

แต่ทว่า...เสียงทุ้มต่ำเสียงหนึ่งพลันดังแทรกเข้ามาจากด้านนอก

น้ำเสียงนั้นเยียบเย็นราวกับแสงจันทร์ในยามค่ำคืน

“เปิ่นหวางเป็นคนให้เอง”

ทันทีที่โจวเซิ่งได้ยินเสียงนั้น สองขาก็พลันอ่อนแรงลงอย่างฉับพลัน ก่อนที่เขาจะทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้นในทันที

“ถะ...ถวายบังคม...ถวายบังคมท่านอ๋องเก้า”น้ำเสียงของเขาสั่นเครือจนไม่อาจควบคุมได้

ด้านนอกร้าน บัดนี้มีกองทหารองครักษ์ในชุดเกราะสีดำสนิทหน่วยหนึ่งเข้าล้อมพื้นที่ไว้จนหมดสิ้น

แท้จริงแล้ว ร่างเงาที่พุ่งเข้ามาสังหารผู้คนในร้านก่อนหน้านี้ ก็คือชิงเฟิงนั่นเอง

ณ บริเวณประตูทางเข้า มีรถเข็นไม้คันหนึ่งจอดอยู่

และบนนั้นคือเย่ซือเหิงในอาภรณ์ผ้าไหมปักดิ้นสีดำสนิทที่ตัดเย็บอย่างพอดีตัว

เหล่าองครักษ์เกราะดำต่างชูคบเพลิงขึ้นสูง

ซึ่งแสงไฟนั้นก็ได้ขับเน้นให้ใบหน้าอันหล่อเหลาและเย็นชาของเขาดูงดงามราวกับเทพเซียนจุติลงมา

โจวเซิ่งเงยหน้าขึ้นมองแวบหนึ่ง ก่อนจะกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก

“ท่านอ๋องเก้า สองคนนี้ไม่เพียงแต่ปล้นชิงศาสตราวุธของนักพรตหลิงหยวนไป แต่ยังคิดจะทำร้ายท่านนักพรตอีกด้วย ข้าน้อยเพียงแค่สืบสวนคดีตามกฎระเบียบเท่านั้นพ่ะย่ะค่ะ”

“ไม่ใช่อย่างนั้นพ่ะย่ะค่ะ!” ฉู่ซั่วปฏิเสธเสียงแข็งด้วยความขุ่นเคือง

“อันที่จริงแล้วเป็นนักพรตเฒ่าผู้นี้ต่างหากที่ปล่อยวิญญาณร้ายออกมาทำลายร้านของน้าหญิงข้าพเจ้า ยิ่งไปกว่านั้น ศาสตราวุธนั่นก็เป็นของที่เขาลอบขโมยมาจากอารามจันทรา”

“น้องหกของข้าพเจ้ามีป้ายอาญาสิทธิ์ของเจ้าสำนักอยู่ในมือ จึงเพียงแค่สั่งให้เขาคืนของเท่านั้น”

เย่ซือเหิงพยักหน้ารับเล็กน้อย

เขาเหลือบมองหนานหลีแวบหนึ่ง และเมื่อเห็นว่านางยืนอยู่ท่ามกลางกองเลือดโดยปราศจากความหวาดกลัวแม้แต่น้อย เขาจึงเอ่ยขึ้นว่า

“มีเปิ่นหวางอยู่ตรงนี้ ย่อมไม่ยอมให้ใครมาใส่ความพวกเจ้าตามอำเภอใจได้”

โจวเซิ่งมองออกว่าคนทั้งสองกับเย่ซือเหิงดูจะมีความสัมพันธ์บางอย่างต่อกัน

พอในใจเกิดความหวาดหวั่นขึ้นมา เขาก็เอ่ยปากข่มขู่ทันที

“ท่านอ๋องสั่งให้คนของท่านสังหารเจ้าหน้าที่ของกรมตุลาการตามอำเภอใจเช่นนี้ เกรงว่าคงจะทูลชี้แจงต่อฝ่าบาทได้ยากกระมังพ่ะย่ะค่ะ?”

เย่ซือเหิงแค่นเสียงหัวเราะเบาๆ

“เปิ่นหวางอยากจะฆ่าก็ฆ่า ไม่มีความจำเป็นต้องคิดหาทางชี้แจงต่อเสด็จพี่”

“อย่างไรก็ตามเปิ่นหวางกำลังสืบสวนคดีที่เกี่ยวข้องกับเจ้าอยู่พอดี ดังนั้นเจ้าก็พอจะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อีกสักสองสามวัน”

โจวเซิ่งเบิกตากว้าง เหงื่อกาฬไหลท่วมตัว

“เย่ซือเหิง! เจ้าคนง่อย...”

“บังอาจ!” ชิงเฟิงก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ก่อนจะใช้เท้าเหยียบลงบนหลังมือของโจวเซิ่งอย่างแรง

พร้อมกันนั้น ดาบยาวก็ถูกชักออกมาจากฝักแล้ว

“เดี๋ยวก่อน” หนานหลีเอ่ยขึ้นมาอย่างกะทันหัน

โจวเซิ่งนึกว่านางจะใจบุญช่วยชีวิตตนเอง จึงรีบกล่าวว่า “คุณหนูหก พระคุณของท่านในวันนี้ ข้าน้อย...”

“ถ้าพี่รองของข้าเห็นเลือดมากกว่านี้อีก เขาจะเป็นลมสลบไปน่ะสิ”

หนานหลีไม่แม้แต่จะชายตามองเขา พลางจูงฉู่ซั่วออกไปข้างนอก ก่อนจะหันกลับมาพูดต่อ

“องครักษ์ชิงเฟิง ท่านทำต่อได้เลย”

โจวเซิ่งถึงกับตกตะลึงอ้าปากค้าง และในวินาทีต่อมา นิ้วมือของเขาก็ถูกดาบยาวของชิงเฟิงฟันจนขาดไปหลายนิ้ว

“อ้ากกก”

เขาคงคุกเข่าอยู่บนพื้น พลางกรีดร้องโหยหวนไม่หยุด

ฉู่ซั่วที่มองเห็นเหตุการณ์อยู่ไกลๆ ถึงกับตัวสั่นด้วยความหวาดกลัวแล้วรีบหันหลังกลับทันที

“สวรรค์ นี่เป็นครั้งแรกเลยนะที่ข้าเห็นคนตายเยอะขนาดนี้...”

“พี่รองวางใจเถอะเจ้าค่ะ คนพวกนี้ล้วนแต่มีชีวิตของผู้บริสุทธิ์ติดตัวอยู่มากมาย”

“พอตายไป ดวงวิญญาณของพวกเขาก็ถูกเหล่าวิญญาณอาฆาตฉีกกระชากจนแหลกสลายไปแล้ว” หนานหลีเอ่ยปลอบใจ

“…...” คำปลอบนี้ทำเอาฉู่ซั่วถึงกับพูดอะไรไม่ออกเลยทีเดียว

แต่ทว่าเย่ซือเหิงกลับเป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นรับบทสนทนาต่อ

“ถ้าเช่นนั้นแล้ว...มิใช่ว่าเปิ่นหวางกำลังเป็นผู้แทนสวรรค์ลงทัณฑ์คนชั่วหรอกหรือ?”

หนานหลีครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าอย่างจริงจัง

“ก็...คงจะนับว่าเป็นเช่นนั้นได้เจ้าค่ะ”

“แต่ทว่าท่านเคยผ่านสมรภูมิรบมานับครั้งไม่ถ้วน แม้ว่าจะเป็นการกระทำเพื่อปกป้องบ้านเมือง แต่ก็ยังควรสร้างบุญกุศลให้มากขึ้น เพื่อขจัดไอสังหารจะดีกว่านะเจ้าคะ”

แววตาของเย่ซือเหิงพลันอ่อนโยนลงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

“เปิ่นหวางจะจำไว้”

จากนั้น ชิงเฟิงก็สั่งให้เหล่าองครักษ์เกราะดำเข้าไปจับกุมคนทั้งสามเพื่อรอการสอบสวนอย่างเข้มงวดต่อไป

หวายซูร้องตะโกนว่าตนเองถูกใส่ร้ายไม่หยุด ซึ่งนั่นทำให้ฉู่ซั่วเพิ่งจะนึกถึงจุดประสงค์ของการมาที่นี่ในครั้งนี้ได้ เขาจึงรีบหยิบบัญชีออกมาแล้วร้องขึ้นว่า

“ช้าก่อน! ช้าก่อน! ถ้าเขาถูกจับไปแล้ว แล้วใครจะมาจ่ายเงินชดใช้ให้ข้าเล่า”

เย่ซือเหิงจึงสั่งให้คนไปรับบัญชีเล่มนั้นมา แล้วกล่าวว่า

“ตลอดหลายปีมานี้ ชายผู้นี้ได้กอบโกยทรัพย์สมบัติไปนับไม่ถ้วน รอจนกระทั่งตรวจสอบและยึดทรัพย์สินทั้งหมดแล้ว จะนำเงินที่ต้องชดใช้ส่งไปยังจวนอันหยางโหวให้”

“ขอบพระทัยจิ่วหวางเหย่พ่ะย่ะค่ะ!” ฉู่ซั่วดีใจจนเนื้อเต้น รีบเอ่ยขอบคุณเป็นการใหญ่

เนื่องจากว่าคนทั้งสองเดินทางมาด้วยรถม้าของจวนอันหยางโหวอยู่แล้ว เย่ซือเหิงจึงไม่มีข้ออ้างใดๆที่จะไปส่งพวกเขาถึงจวน

ท้ายที่สุด เขาจึงได้ส่งกององครักษ์เกราะดำหน่วยเล็กๆ ไปคอยคุ้มกันพวกเขาแทน

“ช้าก่อน” เย่ซือเหิงสั่งให้ชิงเฟิงเข็นรถเข็นเข้ามาใกล้ และเมื่อเห็นว่าหนานหลีกำลังจะเลิกม่านรถขึ้น เขาก็หยิบป้ายอาญาสิทธิ์ทองคำแดงชิ้นหนึ่งออกมา

บนป้ายนั้นนอกจากจะมีลวดลายมังกรที่แกะสลักไว้อย่างประณีตแล้ว ยังมีอักษร ‘อวี้’ สัญลักษณ์อ๋องสลักอยู่ด้วย

แท้จริงแล้ว นี่คือป้ายประจำตัวอ๋องของเขานั่นเอง

“คุณหนูหกรับไปเถอะ ต่อไปภายหน้าจะได้ทำการสะดวกขึ้น” เย่ซือเหิงเอ่ย

หนานหลีย่อมรู้ดีถึงอานุภาพของสิ่งนี้ เพราะการถือป้ายนี้ก็เปรียบเสมือนตัวแทนของเย่ซือเหิงด้วยตัวเอง ทรงอิทธิพลอย่างหาที่เปรียบมิได้

นางครุ่นคิดในใจ…ดูท่าว่าเพื่อที่จะถอนคำสาปและตามหาคนที่สับเปลี่ยนชะตาให้พบ

เย่ซือเหิงผู้นี้ช่างทุ่มทุนสร้างเสียจริง (ใช่หรอสาว)

นางยื่นมือออกไปรับป้ายนั้นมา พลางกล่าวด้วยสีหน้าจริงจังว่า

“ท่านอ๋องวางใจเถอะ เรื่องของท่าน ข้าจะใส่ใจอย่างแน่นอน”

การที่เย่ซือเหิงปรากฏตัวขึ้นกลางดึกเพื่อช่วยเหลือนาง เมื่อคิดดูแล้ว...คงเป็นเพราะเขาส่งคนมาคอยคุ้มกันนางไว้นานแล้ว

นับตั้งแต่คืนนี้เป็นต้นไป พวกเขาก็คือพันธมิตรที่ต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน

เย่ซือเหิงละสายตาจากรถม้าของจวนอันหยางโหวก็ต่อเมื่อมันได้เคลื่อนหายลับไปกับความมืดมิดของรัตติกาลแล้ว

แสงจันทร์อันเยียบเย็นสาดส่องลงบนร่างของเขา ยิ่งขับเน้นให้เงาร่างนั้นดูโดดเดี่ยวอ้างว้างยิ่งนัก

“ชิงเฟิง...นางรับป้ายของเปิ่นหวางไปแล้ว”

เย่ซือเหิงนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยถามขึ้นอีกครั้ง

“เช่นนั้นแล้ว...เราสมควรจะเตรียมของหมั้น แล้วไปสู่ขอถึงบ้านเลยหรือไม่?”

คำพูดนี้ทำให้ชิงเฟิงถึงกับเซถลาจนเกือบจะล้มลง

เขาไอออกมาเบาๆ แล้วกล่าวว่า

“ท่านอ๋อง มิสู้รอให้ตามหาตัวคนร่ายคำสาปให้พบก่อน แล้วค่อยตัดสินพระทัยอีกครั้งจะดีกว่าพ่ะย่ะค่ะ”

เย่ซือเหิงก้มหน้าลงมองขาของตัวเอง

“นั่นก็จริงของเจ้า”

เขาจะต้องลุกขึ้นยืนเพื่อไปแต่งงานกับนางให้ได้ นั่นจึงจะไม่เป็นการทำให้ความตั้งใจดีของนางต้องเสียเปล่า

ชิงเฟิงแอบถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก

โชคดีที่ยังเกลี้ยกล่อมไว้ได้

มิเช่นนั้น...หากท่านอ๋องทรงล่วงรู้ความจริงเข้า จะต้องเสียพระทัยมากเพียงใดกัน

….

บนรถม้า

ฉู่ซั่วเอาแต่ลูบคลำป้ายทองคำแดงนั้นไม่ยอมปล่อยมือเลย

“น้องหก ท่านอ๋องถึงกับมอบป้ายประจำตัวของพระองค์ให้เจ้า หรือว่าพระองค์จะทรงมีใจให้เจ้ากันแน่?”

ฉู่ซั่วเริ่มกลัดกลุ้มขึ้นมาเล็กน้อย

นั่นเพราะอีกฝ่ายคืออ๋องผู้สร้างผลงานการรบอันเกรียงไกร

ไม่เพียงแต่จะคุมอำนาจทางการทหารแสนนายในแดนเหนือ หากแต่แม้กระทั่งกองกำลังองครักษ์หลวงในเมืองหลวงก็ยังต้องฟังคำสั่งของเขา

ในขณะที่จวนอันหยางโหวเป็นเพียงตระกูลขุนศึกที่เพิ่งจะก้าวขึ้นมาใหม่ รากฐานยังไม่นับว่ามั่นคงนัก

ดูท่าแล้ว...คงจะสูงเกินเอื้อมไปหน่อยกระมัง

(จบบท)

จบบทที่ บทที่ 14: เตรียมของหมั้น?

คัดลอกลิงก์แล้ว