- หน้าแรก
- นายหญิงแห่งศาสตร์ลึกลับ
- บทที่ 13: ทวงคืนของวิเศษแห่งอารามจันทรา
บทที่ 13: ทวงคืนของวิเศษแห่งอารามจันทรา
บทที่ 13: ทวงคืนของวิเศษแห่งอารามจันทรา
บทที่ 13: ทวงคืนของวิเศษแห่งอารามจันทรา
เป็นไปไม่ได้!
หลิงหยวนบำเพ็ญเพียรมาหลายสิบปีแล้ว ส่วนเด็กสาวคนนี้อายุแค่สิบสี่สิบห้าปี จะเอาอะไรมาสู้เขาได้
เขาไม่ยอมเชื่อเรื่องเหลวไหลเช่นนี้ จึงก้าวไปข้างหน้าหมายจะฉีกยันต์แผ่นนั้นออก
ทว่าในตอนที่เขาสัมผัสมัน ก็มีพลังสายหนึ่งพุ่งสวนขึ้นมาสะบัดมือของเขาออกจนมือขวาของเขาเจ็บแปลบและชาหนึบ
“ใครกัน อาจารย์ของเจ้าคือใคร?!” หลิงหยวนทั้งตกใจและโกรธเกรี้ยว
ยันต์ที่ร้ายกาจถึงเพียงนี้ จะต้องเป็นอาจารย์ของนางที่วาดให้แน่
หนานหลีขี้เกียจจะตอบอีกฝ่าย นางเพียงแค่กล่าวว่า
“เอาเถ้ากระดูกมา”
“เจ้าคิดจะส่งนางไปเกิดใหม่งั้นรึ ช่างเป็นคนใจดีเสียจริงนะ”
หลิงหยวนพูดจบ ก็หยิบไหกระเบื้องใบหนึ่งออกมาพร้อมกับยันต์อีกแผ่น
“ถ้าหากคุณหนูอยากจะได้เถ้ากระดูกของนาง ก็ต้องเอายันต์ที่อาจารย์ของเจ้าวาดมาแลก มิเช่นนั้น ข้าก็จะทำลายเถ้ากระดูกของหลิวหรูเสีย”
ฉู่ซั่วเบิกตากว้าง ก่อนจะกล่าวอย่างโกรธแค้น
“เจ้านักพรตเฒ่า เหตุใดถึงได้ชั่วช้าเลวทรามถึงเพียงนี้!”
หลิงหยวนไม่สนใจแม้แต่น้อย
ถึงแม้ว่าระดับพลังบำเพ็ญของเขาจะธรรมดา แต่ถ้ามียันต์ที่ร้ายกาจคอยคุ้มกาย นั่นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งแล้ว
ทางด้านหนานหลียังคงไม่ไหวติง
หลิงหยวนเห็นดังนั้น ก็หัวเราะอย่างเย็นชา ก่อนจะเตรียมร่ายยันต์ เพื่อให้นางได้รู้ว่าเขาไม่ได้พูดเล่น
เเต่แล้วในตอนนั้นเอง หนานหลีก็ได้หยิบป้ายอันหนึ่งออกมา
น้ำเสียงของนางเย็นเยียบเปี่ยมไปด้วยอำนาจอันไร้ที่สิ้นสุด
“ศิษย์รุ่นที่สี่สิบสามแห่งอารามจันทรา หวายซู คุกเข่า!”
ป้ายนั้นเป็นรูปพระจันทร์ครึ่งเสี้ยว เดิมทีเป็นสีดำสนิท แต่ในขณะนี้กลับส่องประกายสีทองออกมา
ทันใดนั้น ขาทั้งสองข้างของหลิงหยวนพลันหนักอึ้งขึ้นมาในทันที
สุดท้ายก็บังคับให้เข่าทั้งสองข้างของเขาต้องคุกเข่าลงกับพื้น ไม้กระดานส่งเสียงดัง ‘แกร๊ก’ ก่อนจะแตกออกเป็นหลุมเล็กๆสองหลุม พร้อมกับมีรอยเลือดซึมออกมาอย่างช้าๆ
ไหเถ้ากระดูกในมือของเขาก็กลิ้งหลุนๆ ไปอยู่ข้างๆ
หลิงหยวนคิดจะไปเก็บกลับมา แต่เข่าทั้งสองข้างของเขากลับไม่สามารถลุกขึ้นจากพื้นได้เลย
ฉากนี้ทำให้เถ้าแก่และฉู่ซั่วต่างก็ตกตะลึงไปแล้ว
นี่มัน... สถานการณ์อะไรกัน?
หนานหลีหัวเราะเยาะออกมาเสียงหนึ่ง ก่อนจะกล่าวอย่างช้าๆ
“เป็นเจ้าจริงๆด้วยสินะ หวายซู”
ตอนที่นางยังอยู่ที่อารามจันทรา ชิงซูมเคยเล่าเรื่องศิษย์น้องที่ดีคนนี้ของเขาให้นางฟัง
ถึงแม้ว่าวิชาเต๋าของชิงซูจะอยู่ในระดับธรรมดา แต่ข้อดีของเขาก็คือไม่เสแสร้งหลอกลวง และไม่เคยหลอกลวงผู้มาสักการะเลย
ส่วนหวายซูนั้นแตกต่างออกไป ถึงแม้ว่าจะมีความสามารถไม่มาก แต่เพื่อที่จะหาเงิน เขากลับปล่อยวิญญาณร้ายออกไปก่อกวนผู้มาสักการะโดยเจตนา
ทั้งสองคนมีความเห็นไม่ตรงกัน จึงเกิดการทะเลาะวิวาทกันขึ้นบ่อยครั้ง และในท้ายที่สุด หวายซูก็ได้ขโมยของวิเศษสองชิ้นของอารามจันทราไป
ทุกครั้งที่พูดถึงเรื่องนี้ ชิงซูก็จะทุบหน้าอกกระทืบเท้า พลางพูดว่าตนเองเลี้ยงหมาป่าตาขาวไว้ตัวหนึ่ง
ดังนั้น พอร้านค้าหลายแห่งรวมถึงหอชุนซีมีผีหลอก นางจึงนึกถึงหวายซูคนนี้ขึ้นมา เพราะอย่างไรเสีย ก็ใช้วิธีการเดียวกันไม่มีผิด
“เจ้ามีป้ายอาญาสิทธิ์เจ้าสำนักได้อย่างไร?!” ในแววตาของหวายซูเต็มไปด้วยความตกตะลึง
“เจ้ากล้าดียังไงมาขโมยป้ายอาญาสิทธิ์เจ้าสำนักของอารามจันทราของข้า!”
“ข้าไม่ได้ขโมย แต่เป็นชิงซูที่ยัดใส่มือข้ามาเองต่างหาก” หนานหลีหมุนเล่นป้ายอาญาสิทธิ์ในมือ มุมปากพลันปรากฏรอยยิ้ม
“เขาบอกว่าท่านปรมาจารย์ยอมรับในตัวข้า ป้ายอาญาสิทธิ์นี้อยู่ในมือข้าจะต้องแสดงอานุภาพออกมาได้อย่างแน่นอน คาดไม่ถึงเลยว่าจะเป็นเรื่องจริง”
หัวเข่าของหวายซูราวกับถูกเข็มนับหมื่นเล่มทิ่มแทง เขาเหงื่อแตกพลั่กด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
ผู้ที่เข้ามาบำเพ็ญเพียรในอารามจันทรา ในวันที่คารวะอาจารย์จะต้องหยดเลือดลงบนป้ายเจ้าอาวาสนี้ทุกคน ด้วยวิธีนี้จะทำให้เจ้าอาวาสสามารถควบคุมดูแลศิษย์ในสำนักได้
ทว่าไม่ว่าจะเป็นท่านปรมาจารย์หรือท่านอาจารย์ ก็ไม่มีใครสามารถทำให้ป้ายอาญาสิทธิ์นี้แสดงอานุภาพออกมาได้ นี่ยังไม่ต้องพูดถึงศิษย์พี่ของเขาเลย
เขาเข้าใจมาตลอดว่านี่เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นมาลอยๆ แต่กลับคาดไม่ถึงว่าจะเป็นเรื่องจริง
ยิ่งไปกว่านั้น ป้ายอาญาสิทธิ์ยังมาแสดงอานุภาพในมือของเด็กสาวคนหนึ่งอีกด้วย!
….
จากนั้น หนานหลีก็หยิบไหเถ้ากระดูกขึ้นมา
ฉู่ซั่วกลัวว่านางจะเอามาให้ตนถือ จึงรีบถอยหลังไปหลายก้าว
หนานหลีถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง ก่อนจะยัดไหเถ้ากระดูกเข้าไปในกระเป๋าผ้า
ในกระเป๋าผ้านั้นติดยันต์เก็บของไว้ ทำให้ข้างในมีสภาพเหมือนโกดังเล็กๆ สามารถเก็บของได้มากมาย
หวายซูเห็นดังนั้น ก็กัดฟันกรอดพลางกล่าวว่า
“ถึงแม้ว่าเจ้าจะถือป้ายอาญาสิทธิ์เจ้าสำนัก แต่นักพรตผู้นี้ก็เป็นถึงอาจารย์อาของเจ้า เจ้าปฏิบัติต่อผู้อาวุโสเช่นนี้รึ”
“หนึ่ง ชิงซูไม่ใช่อาจารย์ของข้า…สอง เจ้าถูกขับออกจากอารามจันทราไปนานแล้ว”
หนานหลีเอียงศีรษะเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ
“ส่งของวิเศษคืนมา วันนี้ข้าจะไว้ชีวิตสุนัขของเจ้าสักครั้ง”
“ในวันนั้นนักพรตผู้นี้ไม่ได้เอาของวิเศษไป เป็นศิษย์พี่ที่ใส่ร้ายข้า!” หวายซูปฏิเสธในทันที
ถ้าหากเขาคืนของวิเศษไป เขาก็ไม่ต่างอะไรกับคนพิการ
หนานหลีเลิกคิ้วขึ้น พลางนึกถึงคำพูดของชิงซูก่อนจะตะโกนออกมาเสียงหนึ่ง
“พู่กันดวงดารา! ดาบจันทรา!”
ป้ายรูปพระจันทร์ครึ่งเสี้ยวในมือของนางพลันร้อนผ่าวขึ้นมา
จากนั้น ถุงผ้าที่เอวของหวายซูก็พลันพองโตขึ้นมาในทันที
เขาทั้งตกใจและหวาดผวา จึงรีบใช้มือกุมมันไว้แน่นยิ่งขึ้น ถึงขนาดต้องติดยันต์ทับลงไปอีกชั้น
แต่ใครจะไปคิดว่า ของวิเศษทั้งสองชิ้นจะทำให้ชาดบนยันต์จางหายไปได้โดยตรง ก่อนจะฉีกยันต์ออกเป็นสองส่วน แม้แต่ถุงผ้าก็ยังระเบิดออกเสียงดัง
‘ปัง’!
หวายซูถูกพลังสะท้อนกลับจนกระอักเลือดสีดำออกมาคำหนึ่ง ทำให้ลมปราณอ่อนแอลงไปไม่น้อยในทันที
พู่กันหนึ่งด้ามและดาบหนึ่งเล่มลอยคว้างอยู่กลางอากาศครู่หนึ่ง ก่อนจะพุ่งตรงไปยังหนานหลี แล้วหยุดนิ่งอยู่ตรงหน้านาง
ฉู่ซั่วเพิ่งจะเคยเห็นภาพเช่นนี้เป็นครั้งแรก เขาถึงกับเบิกตากว้าง
หนานหลียื่นมือออกไปอย่างใจเย็น จากนั้นของวิเศษทั้งสองชิ้นก็ค่อยๆร่อนลงมาอยู่ในมือนาง
ด้ามหนึ่งคือพู่กันที่สามารถวาดอักขระยันต์ที่ทรงพลังยิ่งขึ้นได้
อีกเล่มหนึ่งคือดาบไม้ท้อพันปีที่สามารถสังหารภูตผีปีศาจได้ทุกชนิด
“น้องหก เจ้าสุดยอดไปเลย!” ฉู่ซั่วตื่นเต้นอย่างยิ่ง
“นี่มัน...นี่มันของข้า...”
หวายซูเจ็บใจอย่างยิ่ง พลางฝืนหัวเข่าที่หนักราวกับพันชั่งเพื่อพยายามจะลุกขึ้นยืน
ทว่าป้ายรูปพระจันทร์ครึ่งเสี้ยวกลับสาดแสงสีทองออกมาอีกครั้ง เขาก็พลันคุกเข่าลงไปอย่างแรงอีกรอบ
“อ้ากกก”
ครั้งนี้ถึงกับมีเสียงกระดูกสะบ้าแตกดังออกมา
หวายซูเจ็บปวดจนเหงื่อท่วมตัว กรีดร้องโหยหวนไม่หยุด
ทันใดนั้น ด้านนอกก็พลันมีเสียงฝีเท้าดังขึ้นอย่างอลหม่าน
เป็นทหารทางการกลุ่มใหญ่กรูกันเข้ามาในร้าน ก่อนจะล้อมรอบพี่น้องทั้งสองคนเอาไว้
สุดท้ายเจ้ากรมตุลาการก้าวเข้ามาอย่างองอาจ เมื่อเห็นหวายซูนั่งคุกเข่าอยู่บนพื้นในสภาพร่อแร่ปางตาย แถมยังกระอักเลือดอีก เขาก็ตะโกนสั่งในทันที
“ดึกดื่นค่ำมืดบุกเข้าร้านผู้อื่นทำร้ายคน พวกเจ้าสองคนช่างเหิมเกริมยิ่งนัก!”
ฉู่ซั่วตกใจมาก แต่เขาก็รีบเข้าไปยืนขวางอยู่ตรงหน้าหนานหลี
เขาปกป้องน้องหกของตนเอง พลางแก้ต่างว่า
“ท่านใต้เท้า พวกเราไม่ได้แตะต้องเขาเลยแม้แต่น้อย เขาคุกเข่าลงไปเอง”
แววตาของหวายซูทอประกายขึ้นมา พลางรีบร้องตะโกน
“ท่านโจว พวกมันไม่เพียงแต่จะทำร้ายนักพรตผู้นี้ แต่ยังชิงของวิเศษของนักพรตผู้นี้ไปด้วย ขอท่านโจวโปรดให้ความเป็นธรรมแก่นักพรตผู้นี้ด้วยเถิด”
โจวเซิ่งยืนกอดอก ไม่ไต่ถามอะไรทั้งสิ้น ก่อนจะออกคำสั่งทันที
“เอาของกลับคืนมามอบให้ท่านนักพรตหลิงหยวน แล้วคุมตัวคนทั้งสองนี้กลับไปที่กรมตุลาการเพื่อสอบสวนอย่างละเอียด!”
“ท่านโจว บิดาของข้าคืออันหยางโหว” ฉู่ซั่วเปิดเผยฐานะ
“ของพวกนี้ เดิมทีก็เป็นของน้องหกของข้าอยู่แล้ว”
โจวเซิ่งแค่นเสียงเย็นชา ก่อนจะชักดาบออกมาจ่อที่ฉู่ซั่วโดยตรง
“ในเมื่อเป็นคุณชายคุณหนูจากจวนอันหยางโหว เช่นนั้นก็ไม่จำเป็นต้องคุมตัวกลับไปที่กรมตุลาการแล้ว”
“พรุ่งนี้ข้าจะส่งคนไปที่จวนโหวเพื่อแจ้งให้ท่านย่าผู้เฒ่าทราบว่า ทั้งสองคนออกมานอกบ้านยามดึกดื่น แล้วเผชิญหน้ากับโจรผู้ร้าย จนโชคร้ายสิ้นชีพไป”
หากคืนนี้ไม่จัดการพวกมันให้สิ้นซาก จะต้องเป็นภัยในภายหลังอย่างแน่นอน
ในขณะนั้น หวายซูก็นั่งหมดแรงอยู่บนพื้น เขาหัวเราะออกมาอย่างเย็นเยียบ
“กล้าดีมาต่อต้านนักพรตผู้นี้ ช่างไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงเสียจริง”
ฉู่ซั่วในตอนนี้ตกใจจนพูดไม่ออก
เเละเมื่อเห็นว่าโจวเซิ่งกำลังจะฟันดาบลงมา ร่างกายของเขาก็แข็งทื่อขยับไม่ได้
เป็นหนานหลีที่ก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ก่อนจะใช้ดาบจันทราปัดดาบของโจวเซิ่งออกไป
น่าแปลกมาก
เห็นได้ชัดว่าเป็นดาบไม้ แต่เมื่อปะทะเข้ากับดาบที่ทำจากเหล็กกล้า ตัวดาบกลับไม่มีร่องรอยบิ่นหรือเสียหายเลยแม้แต่น้อย
“น้องหก...” ลำคอของฉู่ซั่วแห้งผาก ขอบตาร้อนผ่าว
“ท่านพี่รองไม่ต้องกลัว คืนนี้มีข้าอยู่ด้วย ยังไม่มีใครสามารถทำให้พวกเรา ‘โชคร้ายสิ้นชีพ’ ไปได้หรอกเจ้าค่ะ”
ไม่ว่าจะเป็นสีหน้าหรือแวตตาของหนานหลี ล้วนสงบนิ่ง ราวกับไม่เคยเห็นคนของกรมตุลาการเหล่านี้อยู่ในสายตาเลยแม้แต่น้อย
(จบตอน)