เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 11: ให้ขุนนางมาจับผีคงจะไม่ไหวหรอกกระมัง

บทที่ 11: ให้ขุนนางมาจับผีคงจะไม่ไหวหรอกกระมัง

บทที่ 11: ให้ขุนนางมาจับผีคงจะไม่ไหวหรอกกระมัง


บทที่ 11: ให้ขุนนางมาจับผีคงจะไม่ไหวหรอกกระมัง

วันรุ่งขึ้น จวนเจิ้นเป่ยโหวก็มีข่าวแพร่สะพัดออกมาว่าคุณชายรองเสียชีวิตด้วยอาการป่วยกะทันหัน

เมื่อฉู่ซั่วได้ทราบถึงสาเหตุที่แท้จริง ก็ได้แต่ถอนหายใจออกมาหลายครั้ง

และทันใดนั้น เขาก็มีท่าทีจริงจังขึ้นมาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

“เจิ้นเป่ยโหวมีบุตรชายเพียงสองคน นี่มันเป็นการคิดจะทำให้เจิ้นเป่ยโหวสิ้นสกุลชัดๆ”

หนานหลีที่กำลังจัดเรียงกระดาษยันต์สีเหลืองอยู่รู้สึกประหลาดใจออกมาเล็กน้อย

“พี่รอง ที่แท้ท่านไม่ได้มีดีแค่ใช้เงินเป็นอย่างเดียวนี่นา บางครั้งสมองก็ยังหลักแหลมอยู่เหมือนกันนะเจ้าคะ”

“การทำธุรกิจก็ต้องใช้สมองเหมือนกันนะน้องหก เจ้าอย่าได้ดูถูกสมองของข้าเชียว” ฉู่ซั่วเบ้ปากมองบน

“ในเมื่อท่านมีความสงสัยเช่นนี้ ก็ควรจะไปบอกคุณชายเซี่ยกับเจิ้นเป่ยโหวให้ทราบไว้…เพื่อที่พวกเขาจะได้เตรียมตัวป้องกัน”

“วางใจเถอะ เป่ยหานก็ฉลาดเหมือนกับข้านั่นแหละ” ฉู่ซั่วไม่ได้กังวลในเรื่องนี้

เพราะตอนนี้ก็เท่ากับเป็นการตีหญ้าให้งูตื่นแล้ว …ดังนั้นคนผู้นั้นย่อมไม่ลงมือด้วยวิธีสกปรกอีกในระยะเวลาสั้นๆนี้

เพียงแต่ไม่รู้ว่าจวนเจิ้นเป่ยโหวไปล่วงเกินใครเข้า ถึงได้ทำให้คนผู้นั้นชั่วร้ายถึงเพียงนี้ หมายจะให้เจิ้นเป่ยโหวไร้บุตรชายคอยสืบสกุลต่อ

….

จากนั้น ฉู่ซั่วก็กลับไปยังเรือนของตนเพื่อดูบัญชี ส่วนหนานหลีก็เริ่มวาดอักขระลงบนยันต์

การวาดอักขระยันต์นั้นจำเป็นต้องมีจิตใจที่สงบนิ่ง รูปแบบอักขระที่แตกต่างกันย่อมมีสรรพคุณที่แตกต่างกัน อีกทั้งระดับพลังบำเพ็ญของผู้ร่ายยันต์ ก็จะส่งผลต่อประสิทธิภาพของยันต์ด้วยเช่นกัน

ดังนั้น เมื่อเวลาผ่านไปหนึ่งชั่วยาม บนหน้าผากของนางจึงมีเหงื่อเม็ดเล็กๆผุดขึ้นมา

นางเพิ่งจะเช็ดเหงื่อออกไป ฮูหยินเสิ่นก็ยกน้ำชาและของว่างเข้ามา

“หลีเอ๋อร์ มาทานน้ำชาของว่างก่อนเถิดลูก ตอนนี้เจ้าก็กลับมาบ้านแล้ว ไม่จำเป็นต้องเหนื่อยขนาดนั้นก็ได้”

ขณะที่นางพูด ดวงตาก็เริ่มชื้นแฉะขึ้นมาอีกครั้ง

บุตรสาวของนางต้องลำบากลำบนอยู่ที่ตระกูลซูมาไม่น้อย หลังจากนั้นพอไปอยู่ที่อารามจันทรา ก็ยังต้องเดินทางไปโน่นมานี่อยู่บ่อยครั้ง

“ท่านแม่ ข้าไม่เหนื่อยเจ้าค่ะ” หนานหลีล้างมือให้สะอาด ก่อนจะเดินไปจูงมือฮูหยินเสิ่นให้นั่งลงด้วยกัน

ของว่างเหล่านี้ฮูหยินเสิ่นเป็นคนทำด้วยตัวเอง จึงทั้งหอมหวานและอร่อย…หนานหลีทานเข้าไปหลายชิ้นในคำเดียว

ฮูหยินเสิ่นมองบุตรสาวกินอิ่มดื่มหนำด้วยความพึงพอใจ

“เจ้ายังเหมือนเดิมไม่มีเปลี่ยน ชอบกินขนมพุทราจีนมากที่สุดเสมอ”

ขนมบนจานนั้น ที่หนานหลีกินเข้าไปมากที่สุดก็คือขนมพุทราจีน

หนานหลีชะงักไปเล็กน้อย พลางเอ่ยถาม

“ตอนเด็กๆ ข้าก็ชอบกินหรือเจ้าคะ”

“ใช่แล้วสิลูก เมื่อก่อนเจ้าไม่ชอบกินข้าว วันๆ เอาแต่ร้องไห้จะกินขนมพุทราจีนท่าเดียวเลยนะ”

ความทรงจำในวัยเด็กของหนานหลีนั้นเลือนลางมากแล้ว

เเต่นางยังไม่ทันได้คิดอะไรมาก ก็สังเกตเห็นว่าใบหน้าของฮูหยินเสิ่นดูซูบซีดอยู่บ้าง ใต้ตามีรอยคล้ำอย่างเห็นได้ชัด

“ท่านแม่ ช่วงนี้ท่านปวดหัวหูอื้อบ่อยๆ แล้วกลางคืนก็นอนไม่ค่อยหลับใช่หรือไม่เจ้าคะ”

“ใช่แล้วลูก แล้วเจ้ารู้ได้อย่างไรกัน” ฮูหยินเสิ่นค่อนข้างประหลาดใจ

“ดูจากสีหน้าของท่านแม่เจ้าค่ะ” หนานหลีถือโอกาสจับชีพจรของฮูหยินเสิ่น

“ท่านแม่มีความทุกข์สะสมอยู่ในใจมานานหลายปี ทำให้ลมปราณและโลหิตติดขัด คิดว่าคงเป็นเพราะเรื่องที่ข้าหายตัวไป”

ฮูหยินเสิ่นตาแดงก่ำพร้อมพยักหน้า

“ใช่แล้ว เมื่อก่อนพอแม่คิดถึงลูกทีไร ก็จะนอนไม่หลับทั้งคืน ถึงแม้ว่าตอนนี้ลูกจะกลับมาแล้ว แต่บางครั้งแม่ก็ยังกลัวว่านี่จะเป็นเพียงแค่ฝันดีไป”

หนานหลีจับมือของฮูหยินเสิ่นไว้ ให้นางได้สัมผัสไออุ่นจากฝ่ามือของตน

“ไม่ใช่ความฝันเจ้าค่ะ ลูกกลับมาแล้วจริงๆ ข้าจะหลอมโอสถทะลวงลมปราณที่ติดขัดให้ท่านแม่สักหน่อยนะเจ้าคะ หากท่านแม่ทานทุกวัน ไม่นานก็จะดีขึ้นเอง”

ฮูหยินเสิ่นรู้สึกว่าสวรรค์ช่างดีกับนางเหลือเกิน

ไม่เพียงแต่จะทำให้นางได้พบกับบุตรสาวอีกครั้ง แต่บุตรสาวยังเก่งกาจถึงเพียงนี้

ในเมื่อจะต้องซื้อตัวยา แน่นอนว่าก็ต้องไปที่ร้านยาของอนุเฉียน

หนานหลีจึงไปหาฉู่ซั่วเพื่อจะออกไปด้วยกัน แต่เขากลับมีท่าทีรีบร้อนพลางกล่าวว่า

“เจ้าให้ท่านย่าจางนำทางไปเถอะ…ตอนนี้หอชุนซีถูกคนบุกทุบร้าน ข้าต้องรีบไปดูหน่อย”

หอชุนซี ก็เป็นกิจการของอนุเฉียนเช่นกัน และยังเป็นหนึ่งในห้าภัตตาคารใหญ่ของเมืองหลวง เรียกได้ว่าทำเงินได้เป็นกอบเป็นกำในแต่ละวัน

การที่จู่ๆก็ถูกทุบร้าน ย่อมหมายความว่าในช่วงหลายวันนี้คงจะทำธุรกิจต่อไม่ได้ ความเสียหายย่อมไม่น้อยเลย

ทีแรกหนานหลีก็คิดว่าเป็นแค่เรื่องคนมาก่อกวน …นางจึงไม่ได้ใส่ใจอะไร

จากนั้น ท่านย่าจางก็พานางไปยังร้านยาของตระกูลเฉียนเพื่อซื้อตัวยา แต่ใครจะไปรู้ว่าร้านยาก็ปิดประตูไม่ทำธุรกิจเช่นกัน

เนื่องจากท่านย่าจางเป็นคนรับใช้ที่ติดตามอนุเฉียนมาตั้งแต่ตอนแต่งงาน จึงรู้จักคุ้นเคยกับเถ้าแก่ร้านยาเป็นอย่างดี

พอลงไปถามไถ่ดู ถึงได้รู้ว่าร้านยาก็เกิดเรื่องเช่นกัน

“คุณหนูหกเจ้าคะ มีคนแอบเข้าไปในร้านยาตอนยามสามแล้วสาดน้ำใส่ตัวยา…ตอนนี้ตัวยาทั้งหมดถูกน้ำแช่จนขายไม่ได้แล้วเจ้าค่ะ หรือว่าพวกเราจะไปร้านอื่นดีเจ้าคะ” ท่านย่าจางกล่าว

“หอชุนซีถูกทุบร้าน ที่นี่ถูกสาดน้ำ หรือว่าจะเป็นฝีมือของคนกลุ่มเดียวกันเจ้าคะ”

ท่านย่าจางขมวดคิ้วพลางถอนหายใจ

“อนุได้แจ้งความกับทางการไปแล้วเจ้าค่ะ แต่ต่อให้จับคนร้ายได้ ความเสียหายก็ยังคงหนักหนาอยู่ดี”

หนานหลีเลิกม่านรถม้าขึ้นมอง ก็เห็นว่าในร้านยามีไอผีจางๆลอยออกมา นางจึงฉีกยิ้มออกมาบางๆ

“เหล่าขุนนางน่ะจับคนได้…แต่ถ้าให้มาจับผีคงจะไม่ไหวหรอกกระมังเจ้าคะ”

“อะไรนะเจ้าคะ” ท่านย่าจางตัวสั่นเทา

“นี่...ที่นี่มีผีหรือเจ้าคะ”

“อืม เเต่ไปที่หอชุนซีดูก่อน”

ในใจของหนานหลีมีผู้ต้องสงสัยอยู่แล้ว แต่นางก็ยังต้องไปยืนยันให้แน่ใจเสียก่อน

คนขับรถม้าเมื่อได้ยินคำสั่ง ก็รีบมุ่งหน้าไปยังหอชุนซีทันที

ระหว่างทางท่านย่าจางเเอบมองไปยังหนานหลี

นางอายุน้อย สวมใส่ชุดกระโปรงผ้าไหมสีเขียวอ่อน มวยผมยังคงใช้ปิ่นไม้ปักไว้ดังเดิม แถมยังสะพายกระเป๋าผ้าใบเล็กๆอีกใบหนึ่ง

ดูแล้วไม่มีเค้าของคุณหนูสูงศักดิ์เลยแม้แต่น้อย

เเละถ้ามองแบบนี้ ก็ดูเหมือนนักปราบผีจริงๆนั่นแหละ

“คุณหนูหกจับผีเป็นด้วยหรือเจ้าคะ” ท่านย่าจางเอ่ยถามอย่างระมัดระวัง

“พอรู้บ้างเล็กน้อยเจ้าค่ะ” หนานหลีกล่าวอย่างถ่อมตน

ท่านย่าจางเมื่อได้ยินดังนั้น ก็อดที่จะรู้สึกกังวลไม่ได้

เพราะอย่างไรเสียคุณหนูหกก็ยังอายุน้อยเกินไป ถ้าหากไปเจอเข้ากับผีร้ายมากๆ เเล้วนางจะสู้ได้อย่างไรกัน

….

ในไม่ช้า ทั้งสองก็เดินทางมาถึงหอชุนซี

อนุเฉียนและฉู่ซั่วต่างก็อยู่ที่นั่น เเละถึงแม้ว่าจะมีขุนนางกำลังสืบคดีอยู่ แต่หนานหลีก็ยังสามารถเข้าไปได้

ทันทีที่นางก้าวเข้าไปในภัตตาคาร ก็สัมผัสได้ถึงไอเย็นยะเยือกในทันที

โต๊ะเก้าอี้และถ้วยชามตะเกียบจำนวนมากถูกทุบทำลายจนแหลกละเอียด บนพื้นเต็มไปด้วยความยุ่งเหยิง

ไม่ใช่แค่ชั้นหนึ่งเท่านั้น แต่ชั้นบนอีกสองชั้นก็เป็นเช่นเดียวกัน

แค่ค่าซ่อมแซมและซื้อโต๊ะเก้าอี้ถ้วยชามใหม่ อย่างน้อยๆ ก็ต้องใช้เงินหลายหมื่นตำลึงแล้ว

นี่ยังไม่นับรวมความเสียหายอย่างหนักของร้านอื่นๆอีก

ณ เวลานี้อนุเฉียนร้องไห้จนตาแดงก่ำ ขอให้ขุนนางช่วยตามหาคนร้ายออกมาให้ได้

หัวหน้าขุนนางที่นำทีมมานั้นแซ่เฉิน เขากล่าวว่าอย่างจนใจว่า

“คนที่มาทุบร้าน จะต้องเป็นยอดฝีมือวิชาตัวเบาหลายคนแน่ มีเพียงหน้าต่างชั้นสามเท่านั้นที่ไม่ได้ปิด พวกมันคงเข้ามาจากทางนั้น”

หน้าต่างชั้นสองและประตูใหญ่ชั้นหนึ่งต่างก็ถูกล็อคไว้อย่างแน่นหนา ไม่มีร่องรอยการงัดแงะเลยแม้แต่น้อย

“ไม่ พวกมันลอยเข้ามาต่างหากเจ้าค่ะ” หนานหลีแย้งขึ้น

เมื่อได้ยินเช่นนี้ ทั้งสามคนก็ชะงักไป

ลอย?

ลอยเข้ามาได้อย่างไรกัน?

“เจ้าหมายความว่าที่นี่มีผีหลอกรึ” เป็นฉู่ซั่วที่เข้าใจขึ้นมาได้ก่อนใคร

“ถูกต้องเจ้าค่ะ” หนานหลีพยักหน้าด้วยสีหน้าเคร่งขรึม

หัวหน้าเฉินกุมด้ามดาบที่เอว ก่อนจะหัวเราะเสียงดัง

“ผีรึ…หึๆ นักต้มตุ๋นน้อยมาจากไหนกัน ไยถึงกล้ามาขัดขวางการทำงานของทางการ!”

“หัวหน้าเฉิน นี่คือน้องหกของข้า นางไม่ใช่นักต้มตุ๋นอะไรนั่น”

“นาง… นางคือปรมาจารย์ผู้เลื่องชื่อแห่งอารามจันทรา!” ฉู่ซั่วรีบเข้ามาปกป้องนางทันที

หัวหน้าเฉินชะงักไปอีกครั้ง

หากไม่ใช่เพราะเห็นแก่หน้าว่าเป็นคุณชายคุณหนูจากจวนโหว ป่านนี้เขาคงจะหัวเราะเยาะไปแล้วว่าสมองของพวกเขาคงจะถูกเผาไปแล้วกระมัง

เด็กสาวตัวเล็กๆแค่นี้จะมีปัญญาถูกเรียกว่าปรมาจารย์ได้อย่างไรกัน!

“คดีนี้พวกเราจะพยายามสืบสวนอย่างเต็มที่ ทางที่ดีอนุโปรดพาพวกเขากลับจวนไปก่อนเถิด” เขาหันไปกล่าวกับอนุเฉียน

หนานหลีจ้องมองเขาตรงๆ พลางกล่าวว่า

“พวกท่านจะสืบสวนไปอย่างไรก็เสียแรงเปล่า ข้าสามารถพาพวกท่านไปหาผู้กระทำผิดตัวจริงได้”

หัวหน้าเฉินอดกลั้นความโกรธไว้ ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา

“คุณหนูหก ท่านควรจะกลับบ้านไปปักผ้า เล่นพิณ ไม่ใช่มาพูดจาเหลวไหลไร้สาระอยู่ที่นี่”

พูดจบ เขาก็หันหลังเดินจากไป

…..

“ในเมื่อเป็นฝีมือของภูตผีปีศาจ แล้วเราควรจะทำอย่างไรดีเล่า”

เเม้หัวหน้าเฉินจะไม่เชื่อ แต่อนุเฉียนกลับเชื่ออย่างสนิทใจ

“วางใจเถอะเจ้าค่ะ ข้าก็จับผีเป็นเหมือนกัน”

“พวกท่านทำรายการความเสียหายไว้ก่อน คืนนี้หลังจากที่ข้าเจอตัวคนร้ายแล้ว จะให้มันชดใช้ค่าเสียหายให้”

(จบตอน)

จบบทที่ บทที่ 11: ให้ขุนนางมาจับผีคงจะไม่ไหวหรอกกระมัง

คัดลอกลิงก์แล้ว