เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 10: ข่าวคราวของไข่มุกวิญญาณเจ็ดดาว

บทที่ 10: ข่าวคราวของไข่มุกวิญญาณเจ็ดดาว

บทที่ 10: ข่าวคราวของไข่มุกวิญญาณเจ็ดดาว


บทที่ 10: ข่าวคราวของไข่มุกวิญญาณเจ็ดดาว

ยันต์ตรึงวิญญาณสั่นระริกไม่หยุด…ใบหน้าของเซี่ยเป่ยเจ๋อซีดเผือดยิ่งขึ้น ก่อนจะเอ่ยประโยคสุดท้ายออกมา

“ข้าไม่รู้ เขาเป็นคนมาหาข้าเอง...”

จากนั้น ยันต์แผ่นนั้นก็พลันร่วงหล่นลงสู่พื้น…มีเพียงสายลมแผ่วเบาพัดผ่านไป ส่วนคนผู้นั้นก็ได้สิ้นใจลงแล้ว

ในที่สุด เซี่ยเป่ยเจ๋อก็หลับตาลงอย่างสนิท

เพราะเคยใช้ค่ายกลเจ็ดสังหารมาก่อน ดวงวิญญาณของเขาจึงได้รับความเสียหายอยู่บ้าง…ทำให้ได้แต่ยืนนิ่งอย่างเหม่อลอยอยู่กับที่ ราวกับหลงลืมเรื่องราวในอดีตไปจนหมดสิ้น

…..

“น้องรอง...”

“ข้าจะต้องตามหาคนผู้นั้นให้เจอ แล้วแก้แค้นให้เจ้าให้ได้!”

เซี่ยเป่ยหานร่ำไห้อย่างน่าเวทนา พลางปาดน้ำตา

หากไม่ใช่เพราะคนผู้นั้นคอยยุยง น้องชายของเขาจะเดินไปในเส้นทางที่ผิดได้อย่างไร!

เจิ้นเป่ยโหวที่เห็นบุตรชายคนเล็กตายอย่างน่าอนาถ ใบหน้าก็ซีดขาวลงเช่นกัน…เขาโซซัดโซเซไปสองสามก้าว จนเกือบจะล้มลงไปอยู่แล้ว

หนานหลีเห็นดังนั้น ก็รีบเข้าไปประคองเขาไว้ พร้อมทั้งมอบโอสถรักษะใจให้เขาหนึ่งเม็ด

“ท่านโหวโปรดทำใจด้วยเจ้าค่ะ” นางกล่าว

“ถึงอย่างไรในมือของคุณชายรองก็ไม่ได้เปื้อนเลือด ดังนั้นขอเพียงข้าช่วยซ่อมแซมดวงวิญญาณให้เขา แล้วทำพิธีส่งวิญญาณให้ ชาติหน้าเขาก็ยังสามารถไปเกิดเป็นคนได้”

เพียงแต่ว่าชาติหน้าของเขาคงจะต้องเผชิญเคราะห์กรรมมากมาย เพื่อเป็นการไถ่บาปในชาตินี้

“ถ้าเช่นนั้นก็คงต้องรบกวนคุณหนูหกแล้ว” เจิ้นเป่ยโหวใช้มือกุมที่หัวใจ ใบหน้าเต็มไปด้วยความโศกเศร้า

“ส่งวิญญาณแบบหรูหราห้าร้อยตำลึง ส่งวิญญาณแบบธรรมดาร้อยตำลึง ท่านโหวจะเลือกแบบไหนดีเจ้าคะ” หนานหลีเอ่ยถามตาใส

“…...”

คำพูดนี้ทำให้ เจิ้นเป่ยโหวรู้สึกว่าหัวใจของตนมันบีบรัดแน่นขึ้นไปอีก

ในท้ายที่สุด เซี่ยเป่ยหานจึงเป็นคนตัดสินใจเลือกแบบหรูหรา ก่อนจะมอบเงินจำนวนนั้นพร้อมกับอีกสามพันตำลึงให้กับหนานหลี

หนานหลีพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะกลั้นมุมปากที่กำลังจะยกขึ้นเป็นรอยยิ้ม

นางหยิบยันต์ออกมาแผ่นหนึ่ง พลางร่ายอาคมด้วยมือสองข้าง จากนั้นก็ร่ายยันต์อีกแผ่นหนึ่งออกมา ส่งดวงวิญญาณของเซี่ยเป่ยเจ๋อขึ้นสู่เส้นทางปรโลก

แน่นอนว่าคนนอกย่อมมองไม่เห็นการกระทำเหล่านั้น

“นี่... นี่น่ะเหรอแบบหรูหรา”ทเซี่ยเป่ยหานได้แต่อ้าปากค้าง

แค่นี้เนี่ยนะ ห้าร้อยตำลึง?!

“ใช่แล้วเจ้าค่ะ แบบหรูหราคือการใช้ยันต์สร้างสะพานขึ้นมาสายหนึ่ง เพื่อให้เขาข้ามสู่เส้นทางปรโลกได้อย่างสบายๆ ล่องลอยผ่านแม่น้ำลืมเลือนไป”

“ส่วนแบบธรรมดา ก็คือการเปิดประตูปรโลกให้เขาโดยตรง เขาจะต้องเดินไปด้วยตัวเอง ซึ่งทั้งเสียเวลาและเจ็บปวด” หนานหลีอธิบาย

เซี่ยเป่ยหานเริ่มรู้สึกว่าเงินนี่มันช่างหามาง่ายเสียจริง…แต่หลังจากผ่านเหตุการณ์นี้มา เขาก็รู้แล้วว่าหนานหลีนั้นมีความสามารถของจริง ไม่ใช่คนสติไม่ดีอย่างที่คิด จึงไม่กล้าพูดอะไรมากความ

สุดท้าย เขาตั้งใจจะจัดรถม้าไปส่งหนานหลีกลับ แต่เย่ซือเหิงกลับเอ่ยขึ้นว่า

“ให้เปิ่นหวางไปส่งเองเถอะ”

สำหรับหนานหลีแล้ว ก็ไม่ได้รู้สึกว่ามีปัญหาอะไร…นางเก็บตั๋วเงินไว้อย่างดี ก่อนจะขึ้นไปบนรถม้าของจวนอ๋องอีกครั้ง

“รบกวนท่านอ๋องเก้าแล้วเจ้าค่ะ” หนานหลีเอ่ยขอบคุณ

‘อวี้หวาง’ คือราชทินนามของเย่ซือเหิง

แต่เพราะเขาเป็นองค์ชายลำดับที่เก้า(ของจักรพรรดิองค์ก่อน) ผู้อื่นจึงมักจะเรียกเขาด้วยความเคารพว่าท่านอ๋องเก้าเสมอมา

“ไม่รบกวนหรอก เปิ่นหวางมีเรื่องบางอย่างอยากจะขอคำชี้แนะจากคุณหนูหกน่ะ”

“อาการบาดเจ็บที่ขาของท่านอ๋องเก้าไม่ใช่พิษ…ที่ท่านไม่สามารถยืนขึ้นได้ ก็เพราะว่าถูกสาปเจ้าค่ะ” หนานหลีรู้ดีว่าเขาต้องการจะถามอะไร นางจึงชิงตอบไปก่อน

“ถูกสาป?” เย่ซือเหิงชะงักไปเล็กน้อย

“ถูกต้องเจ้าค่ะ คำสาปนี้ใช้พลังชีวิตของตัวเองในการร่าย ดังนั้นหากท่านอ๋องเก้าต้องการจะถอนคำสาปนี้ ก็จำเป็นต้องสังหารผู้ที่ร่ายคำสาปนี้เสีย”

“ถ้าเช่นนั้นจะตามหาผู้ที่ร่ายคำสาปเจอได้อย่างไร” มุมปากของเย่ซือเหิงปรากฏรอยยิ้มเย็นชาขึ้นมา

“เรื่องนี้ ข้ายังไม่สามารถช่วยเหลือท่านอ๋องเก้าได้เจ้าค่ะ”

“แต่การร่ายคำสาปที่ชั่วร้ายเช่นนี้ ส่วนใหญ่มักจะมีผลสะท้อนกลับ ดังนั้นจึงเป็นไปได้อย่างยิ่งว่าที่ขาของคนผู้นั้น ก็อาจจะมีแผลหนองที่ไม่สามารถรักษาให้หายได้เช่นกัน”

คาถาสาปแช่งส่วนใหญ่มักเป็นวิชาสายมาร ซึ่งทั้งชั่วร้ายและซับซ้อน…ผู้ร่ายคำสาปหลังจากทำร้ายผู้อื่นแล้ว ส่วนใหญ่ก็จะสามารถซ่อนตัวได้อย่างมิดชิด

นั่นจึงเป็นเหตุผลที่นางไม่ได้เป็นฝ่ายเริ่มพูดคุยเรื่องอาการบาดเจ็บที่ขากับเย่ซือเหิง เพราะเงินก้อนนี้ไม่ใช่ว่านางอยากจะได้ก็จะได้มาง่ายๆ

“คุณหนูหกได้ช่วยเปิ่นหวางครั้งใหญ่แล้ว” รอยยิ้มของเย่ซือเหิงดูอ่อนโยนลงไม่น้อย

เขาเข้าใจมาตลอดว่าอาการบาดเจ็บที่ขาของตนเป็นเพราะถูกพิษ จึงเฝ้าตามหาหมอเทวดาเพื่อหวังจะถอนพิษมาโดยตลอด…และก็เป็นเพราะยันต์แผ่นนั้นของนาง ที่ทำให้เขาเริ่มสงสัยว่าอาการบาดเจ็บที่ขาของตนอาจมีสาเหตุอื่น

“ท่านอ๋องเก้าไม่ต้องเกรงใจหรอกเจ้าค่ะ”

“เพียงแต่ว่า ท่านอ๋องเก้าถูกสาปมาเป็นเวลาหนึ่งปีแล้ว ถ้าหากภายในครึ่งปีนี้ยังไม่สามารถถอนคำสาปได้ เกรงว่าจะส่งผลร้ายถึงชีวิต” น้ำเสียงของหนานหลีแฝงไปด้วยความเสียดายเล็กน้อย

อย่างไรก็ตาม สีหน้าของเย่ซือเหิงยังคงเรียบเฉย ราวกับกำลังฟังเรื่องเล็กน้อยที่แสนจะธรรมดาเรื่องหนึ่ง

หนานหลีพินิจมองใบหน้าของเย่ซือเหิงอีกครั้งอย่างละเอียด ราวกับกำลังดื่มด่ำไปกับความงามนั้น

เย่ซือเหิงเงยหน้าขึ้น สบตากับนางพอดี แต่ก็ไม่เห็นว่านางจะหลบสายตาด้วยความเขินอายเหมือนสตรีคนอื่นๆ…ตรงกันข้าม นางกลับพลันตระหนักรู้เรื่องอื่นขึ้นมา

“ทั่วร่างของท่านมีไอสังหารปกคลุม โชคชะตาอ่อนด้อย แต่กลับยังคงมีไอม่วงแห่งราชันหลงเหลืออยู่เล็กน้อย…เดิมทีข้าคิดเท่าไหร่ก็คิดไม่ออกว่าเป็นเพราะเหตุใด”

“แต่ตอนนี้ข้าเข้าใจแล้ว ที่แท้ดวงชะตาของท่านถูกสับเปลี่ยนกับผู้อื่นนี่เอง”

ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลง แต่เป็นการสับเปลี่ยน

แต่เป็นเพราะตัวของเย่ซือเหิงนั้นไม่ธรรมดา ถึงแม้จะถูกสับเปลี่ยนดวงชะตาไป ก็ยังสามารถเดินบนเส้นทางที่มีไอม่วงปกคลุมเป็นของตนเองได้

ทว่าตอนนี้เขาถูกสาป ไอสังหารจึงเข้าบดบังไอม่วง และยังกลืนกินโชคชะตาของเขาไปกว่าครึ่ง…หากเป็นเช่นนี้ต่อไป เกรงว่าคงจะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน

“ดวงชะตาของคนสองคน…สามารถสับเปลี่ยนกันได้ด้วยหรือ” เย่ซือเหิงถึงกับนิ่งอึ้งทันที

“การสับเปลี่ยนดวงชะตาของคนสองคนนั้นยากมาก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเป็นไปไม่ได้”

“แค่ต้องใช้ค่ายกลขโมยฟ้าเปลี่ยนตะวัน ประกอบกับ...” หนานหลีหยุดพูดไปกลางคัน

ถ้าหากประกอบกับไข่มุกวิญญาณเจ็ดดาวของนาง…ก็จะไม่มีทางผิดพลาดเด็ดขาด

คาดไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าจะได้เบาะแสของไข่มุกวิญญาณเร็วถึงเพียงนี้!

“ท่านอ๋องเก้าโปรดวางใจ เรื่องของท่าน ก็คือเรื่องของข้า ถ้าหากท่านสามารถตามหาคนผู้นั้นเจอ ข้าจะต้องนำดวงชะตาของท่านกลับคืนมาได้อย่างแน่นอน” หนานหลีคว้ามือของเย่ซือเหิงไว้อย่างตื่นเต้น

เขาคือท่านอ๋องเก้า การตามหาคนย่อมเร็วกว่านางเป็นแน่ เเล้วนางก็แค่คอยฉวยโอกาสตามน้ำไปก็พอ

มือน้อยๆของนางนั้นทั้งนุ่มนวลและอบอุ่น…ปฏิกิริยาแรกของเย่ซือเหิงคือการคิดจะดึงมือกลับ แต่กลับถูกนางกุมไว้แน่น

“คุณหนูหก เจ้าเคยบอกว่าเปิ่นหวางมีไอสังหารปกคลุม โชคชะตาไม่ดี อย่าได้เข้าใกล้”

“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ไอสังหารแค่นี้ทำอะไรข้าไม่ได้หรอก”

ภายใต้แสงของไข่มุกราตรี ดวงตาทั้งคู่ของหนานหลีส่องประกายเจิดจ้าราวกับดวงดาว

ในขณะนั้นเอง รถม้าก็ได้หยุดลงแล้ว…เพราะตอนนี้ ถึงจวนอันหยางโหวแล้วนั่นเอง

ก่อนจะจากไป หนานหลีได้หยิบยันต์ออกมาอีกแผ่นหนึ่ง พลางกล่าวว่า

“ยันต์แผ่นนี้สามารถกดไอสังหารบนร่างของท่านได้ ท่านพกติดตัวไว้ ต่อให้เข้าใกล้ผู้อื่นอีกสักหน่อยก็จะไม่ทำร้ายพวกเขาแล้วเจ้าค่ะ”

นางกลัวว่าเย่ซือเหิงจะไม่ยอมรับ จึงยัดยันต์ใส่มือของเขาอย่างรวดเร็ว

เวลาก็ไม่เช้าแล้ว นางจึงไม่ได้หยุดอยู่นาน…รีบลงจากรถม้าแล้วก็เดินเข้าจวนโหวไป

เย่ซือเหิงมองยันต์ในฝ่ามือ พลางลูบไล้เบาๆ

บนนั้นยังคงมีไออุ่นของหนานหลีหลงเหลืออยู่

…..

“ชิงเฟิง”

“แม่สาวน้อยผู้คลั่งไคล้เงินทองผู้นั้น เเต่ยันต์สองแผ่นที่ให้เปิ่นหวางมากลับไม่คิดเงินเลยแม้แต่น้อย”

“แบบนี้…เจ้าคิดว่านางมีความหมายว่าอย่างไร”

ชิงเฟิงขยับเข้ามาใกล้ พลางกล่าวว่า

“ท่านอ๋องมีฐานะสูงส่ง นางย่อมต้องอยากเอาใจท่านอยู่แล้วพ่ะย่ะค่ะ คงอยากจะหาที่พึ่งพิงในเมืองหลวงสักคน”

“ที่พึ่งพิงรึ” เย่ซือเหิงพึมพำเบาๆ

“เจ้าไม่คิดว่านางอยากจะเป็นพระชายาของเปิ่นหวางบ้างหรือ”

หัวใจที่เคยตายด้านไปแล้ว ในตอนนี้เขากลับรู้สึกได้ถึงการเต้นของมันอีกครั้ง

ที่แท้การเป็นที่ใส่ใจและเป็นห่วงของผู้อื่น มันเป็นความรู้สึกเช่นนี้นี่เอง

“…...”

ชิงเฟิงคิดว่าคุณหนูหกแห่งตระกูลฉู่ไม่มีความคิดเช่นนั้นเลยแม้แต่น้อย

แต่เมื่อเห็นท่านอ๋องคาดหวังถึงเพียงนี้ เขาก็ไม่กล้าเอ่ยทำลายความหวัง

เเละในฐานะองครักษ์ข้างกายที่เพียบพร้อม เขาจะต้องหาวิธีการทำให้ความปรารถนาของนายท่านเป็นจริงให้ได้!

(จบตอน)

จบบทที่ บทที่ 10: ข่าวคราวของไข่มุกวิญญาณเจ็ดดาว

คัดลอกลิงก์แล้ว