- หน้าแรก
- นายหญิงแห่งศาสตร์ลึกลับ
- บทที่ 9 : ใครคือคนที่สอนค่ายกลเจ็ดสังหารให้เจ้า?
บทที่ 9 : ใครคือคนที่สอนค่ายกลเจ็ดสังหารให้เจ้า?
บทที่ 9 : ใครคือคนที่สอนค่ายกลเจ็ดสังหารให้เจ้า?
บทที่ 9 : ใครคือคนที่สอนค่ายกลเจ็ดสังหารให้เจ้า?
ยังไม่ทันที่หนานหลีจะได้เอ่ยปากอธิบาย น้ำเสียงเรียบเฉยเย็นชาก็พลันดังมาจากนอกโถงรับรอง
"ท่านโหว นางคือคุณหนูหกแห่งจวนอันหยางโหวที่เพิ่งตามตัวกลับมาได้ ไม่ใช่คนที่คิดจะมาเป็นสาวใช้อุ่นเตียงให้บุตรชายของท่านหรอก"
เป็นชิงเฟิงเข็นรถของเย่ซือเหิงเข้ามา
….
นับตั้งแต่ที่ขาทั้งสองข้างของเย่ซือเหิงใช้การไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นในวังหลวงหรือจวนของเหล่าอ๋องและขุนนางน้อยใหญ่ต่างก็ถูกปรับปรุงใหม่…ทั้งหมด ก็เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางของเย่ซือเหิงนั่นเอง
และเมื่อได้ยินเช่นนั้น ดวงตาของเจิ้นเป่ยโหวพลันสว่างวาบขึ้นมาทันที
"โอ้! ดีเลย!”
“บุตรสาวคนเล็กของอันหยางโหว...ถ้าอย่างนั้นก็ถือว่าเหมาะสมกันอย่างกับกิ่งทองใบหยกเลยน่ะสิ! ท่านอ๋องเก้า ถึงตอนนั้นต้องให้เกียรติมาดื่มสุราสักจอกด้วยกันนะพ่ะย่ะค่ะ”
ในขณะเดียวกันนั้น ฮูหยินเอกคนปัจจุบันและเซี่ยเป่ยเจ๋อก็เดินเข้ามาถึงโถงรับรองพอดี…เจิ้นเป่ยโหวจึงรีบปรึกษากับฮูหยินของตนทันทีว่าจะเตรียมสินสอดทองหมั้นไปสู่ขอที่จวนอันหยางโหวในวันพรุ่งนี้
"หยุดก่อน! หยุดก่อน!" หนานหลีร้องห้าม พลางถลึงตาใส่เซี่ยเป่ยหาน
"นี่….ท่านเป็นใบ้ไปแล้วรึไง?"
อย่าได้เห็นว่าใบหน้ากลมมนเล็กน้อยของหนานหลีจะดูน่ารักน่าเอ็นดู…เพราะพอนางทำหน้าเคร่งขรึมขึ้นมาเมื่อไหร่ ร่างของเซี่ยเป่ยหานก็สั่นสะท้านขึ้นมาทันที
"ท่านพ่อ! มันไม่ใช่เช่นนั้นนะขอรับ..."
"เจ้าหุบปากไปเลย! เรื่องนี้ตกลงตามนี้แหละ"
เจิ้นเป่ยโหวเมื่อเห็นภาพนี้ก็รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง
ในที่สุดก็หาสตรีที่ปราบลูกชายตัวดีของตนได้อยู่หมัดเสียที เเล้วเขาจะปล่อยโอกาสนี้ไปได้อย่างไร
พรุ่งนี้เขาจะต้องเข้าวังไปทูลขอให้ฝ่าบาทพระราชทานสมรสให้ ทำเช่นนี้ถึงจะมั่นใจได้ว่าจะไม่มีอะไรผิดพลาด
ด้านข้างเย่ซือเหิงเองก็มีสีหน้าเคร่งขรึมลงเช่นกัน…สุดท้าย เขาจึงตัดสินใจเอ่ยปากเปลี่ยนเรื่องขึ้นมาตรงๆ
"คุณหนูหก คนที่ทำร้ายเป่ยหาน อยู่ในที่นี้ด้วยหรือไม่?"
คำพูดนี้ทำให้ เจิ้นเป่ยโหวและคนอื่นๆต่างพากันนิ่งอึ้งไป
มีเพียงเซี่ยเป่ยเจ๋อที่ขมวดคิ้ว ก่อนจะเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง
"ท่านพี่ มีคนทำร้ายท่านรึ? เป็นผู้ใดกัน?"
"คุณชายรอง ท่านเล่นละครเป็นโจรป่าวร้องจับโจรเช่นนี้…ท่านไม่เหนื่อยบ้างหรือ?" หนานหลีย้อนถามกลับ
ทันใดนั้น สีหน้าของเซี่ยเป่ยเจ๋อก็แปรเปลี่ยนไปในทันที
"คุณหนูหก เจ้าพูดเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร?" ฮูหยินโหวรีบกางปีกปกป้องบุตรชายแท้ๆของตนเองด้วยใบหน้าเย็นชา
"คนที่วางค่ายกลเจ็ดสังหารใส่ตัวคุณชายเซี่ย...ก็คือเจ้านั่นแหละ" หนานหลีชี้นิ้วไปยังเซี่ยเป่ยเจ๋อ
"เป็น...เป็นเจ้ารึ?" เซี่ยเป่ยหานขยับเท้าถอยห่างจากเซี่ยเป่ยเจ๋อโดยสัญชาตญาณทันที
ในความตกตะลึงนั้น...กลับเจือปนไปด้วยความหวาดกลัวอยู่เล็กน้อย
นี่คือน้องชายของเขานะ!
ทำไมถึงคิดทำร้ายเขา?
ทำไมถึงคิดจะเอาชีวิตเขากัน!
"นี่มันเรื่องอะไรกันแน่?" เจิ้นเป่ยโหวตระหนักได้ว่าเรื่องราวไม่ธรรมดาเสียแล้ว สีหน้าของเขาจึงพลันเคร่งขรึมลง
หนานหลีค่อยๆเล่าเรื่องราวโดยสรุป ก่อนจะกล่าวเสริมขึ้นอีกประโยค "หากมิใช่เพราะข้าได้ไปบำเพ็ญเพียรอยู่ที่อารามเต๋าครึ่งปี เกรงว่าคืนนี้คุณชายเซี่ยคงต้องตายอย่างไม่เป็นธรรมเป็นแน่"
เจิ้นเป่ยโหวหันขวับไปมองบุตรชายคนเล็กของตน ก่อนจะคาดคั้น "เป็นฝีมือของเจ้าจริงๆรึ?"
"ท่านพ่อ ข้าจะไปทำร้ายท่านพี่ได้อย่างไรกันขอรับ”
“เเล้วคุณหนูหก การจะกล่าวหาใครก็ล้วนต้องมีหลักฐาน ที่นี่คือจวนเจิ้นเป่ยโหว ไม่ใช่ที่ที่ให้เจ้ามากล่าวหาข้าลอยๆไร้ซึ่งหลักฐานเช่นนี้”
"ใช่แล้ว! เป็นแค่เด็กสาวตัวเล็กๆจะไปมีความสามารถที่แท้จริงอะไรกันได้” ฮูหยินโหวเองก็โกรธเช่นกัน
“ไม่นึกเลยว่าเจ้าจะอายุยังน้อย แต่กลับมีจิตใจโหดเหี้ยมถึงเพียงนี้ พี่น้องสองคนรักใคร่ปรองดองกันดี เจ้าอย่าได้คิดที่จะมาเสี้ยมให้พวกเขาแตกแยกกันเลย”
เซี่ยเป่ยหานนั้นไม่ได้เกิดจากฮูหยินโหวคนปัจจุบัน ดังนั้นเขาจึงมีความเคารพต่อนางเพียงเท่านั้น แต่ไม่ได้มีความผูกพันทางใจอะไร…พอได้ยินนางพูดจาอย่างไร้มารยาทเช่นนี้ เขาก็ขมวดคิ้วแน่น
"ท่านแม่! น้องหกเคยช่วยชีวิตข้าไว้นะ ท่านโปรดพูดจากับนางให้เกียรติกว่านี้หน่อย!"
"หึ…ข้าเข้าใจแล้ว”
“พวกเจ้าร่วมหัวกันคิดจะใส่ร้ายลูกชายของข้าสินะ เป่ยหาน...เจ้าก็ได้เป็นถึงคุณชายใหญ่แล้ว เหตุใดยังต้องคิดจะไล่ฆ่าพวกเราแม่ลูกให้สิ้นซากอีก?” ฮูหยินโหวแค่นเสียงอย่างเย็นชา
"ข้า...ข้าไม่ได้ทำนะ!" เซี่ยเป่ยหานผู้ซื่อบื้อเมื่อถูกใส่ร้ายป้ายสี ก็เริ่มพูดจาติดๆขัดๆ
"ท่านพ่อ! ท่านต้องเชื่อข้านะขอรับ!"
"ข้าก็ไม่ได้บอกว่าไม่เชื่อเจ้า เพียงแต่..." เจิ้นเป่ยโหวเหลือบสายตาไปมองหนานหลี
เด็กสาวคนนี้ยังไม่ถึงวัยปักปิ่นด้วยซ้ำ (อายุ 15 ปี)...วิชาอาคมแห่งเต๋าไหนเลยจะร่ำเรียนกันได้ง่ายๆ เกรงว่านางคงจะไปกวาดพื้นอยู่ที่อารามเต๋ามาครึ่งปีเสียมากกว่ากระมัง?
หนานหลีเห็นสายตาที่เต็มไปด้วยความกังขาของเขา แต่นางก็ไม่ได้ร้อนใจแต่อย่างใด กลับเดินตรงเข้าไปหมายจะคว้ามือของเซี่ยเป่ยเจ๋อไว้
"เจ้าจะทำอะไร!" ฮูหยินโหวตวาดลั่น
"ใครอยู่ข้างนอก! มาลากนางออกจากจวนเดี๋ยวนี้!"
เซี่ยเป่ยหานกำลังจะอ้าปากขัดขวาง แต่ทว่าเย่ซือเหิงที่อยู่ด้านข้างกลับเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบๆ
"ใครกล้า"
เพียงคำพูดสั้นๆสองพยางค์ กลับแฝงไปด้วยพลังกดดันอันน่าสะพรึงกลัว
เหล่าองครักษ์ของจวนที่มาถึงหน้าประตูแล้ว ต่างไม่มีผู้ใดกล้าก้าวเข้ามาแม้แต่คนเดียว
หนานหลีเองก็ฉวยโอกาสนี้ คว้าจับข้อมือของเซี่ยเป่ยเจ๋อไว้ได้อย่างง่ายดาย ก่อนจะพับแขนเสื้อของเขาขึ้น…ที่บนข้อมือของเซี่ยเป่ยเจ๋อ ปรากฏร่องรอยบาดแผลทั้งลึกและตื้นอยู่หลายแห่ง
"การจะใช้ค่ายกลเจ็ดสังหารเพื่อควบคุมภูตผีไปทำร้ายผู้คน จำเป็นต้องใช้โลหิตของตนเองเป็นเครื่องเซ่นสังเวย”
“ดูท่าว่า...เจ้าคงจะใช้เลือดไปไม่น้อยเลยสินะ” นางกล่าวด้วยน้ำเสียงเนิบนาบ
แววตาของเซี่ยเป่ยเจ๋อฉายแววตื่นตระหนกออกมาวูบหนึ่ง…แต่เพียงชั่วพริบตา เขาก็กลับมาทำหน้าตาเหมือนผู้ถูกกระทำอีกครั้ง
"ข้าเพิ่งได้กริชเล่มใหม่มา นี่เป็นแผลที่ข้าพลั้งเผลอทำตัวเองบาดเจ็บ ไม่ได้เป็นอย่างที่เจ้าพูดเลยแม้แต่น้อย"
เมื่อครู่เซี่ยเป่ยหานยังคงมีความเคลือบแคลงสงสัยอยู่บ้าง แต่ทว่าบัดนี้...เขาปักใจเชื่ออย่างสนิทใจแล้ว
"พลั้งเผลอ? มีรอยแผลมากมายขนาดนี้ เจ้าคิดจะหลอกใครกัน"
"ข้าก็แค่ลองดูว่ามันคมหรือไม่คมเท่านั้น" เซี่ยเป่ยเจ๋อยังคงปฏิเสธเสียงแข็ง
ณ เวลานี้ เจิ้นเป่ยโหวรู้สึกปวดหัวจนแทบจะระเบิด…ในเมื่อทั้งสองคนต่างก็เป็นลูกชายของเขา แล้วเขาควรจะเชื่อใครดี?
"ท่านอ๋องเก้า พอจะให้คนของท่านไปตรวจค้นเรือนของคุณชายรองสักหน่อยได้หรือไม่เจ้าคะ?”
“ข้าคิดว่า...คุณชายรองคงจะยังทำลายค่ายกลยันต์เจ็ดสังหารไม่ทันเป็นแน่”
"ได้สิ" เย่ซือเหิงพยักหน้า ก่อนจะสั่งให้ชิงเฟิงไปจัดการ
ฉากนี้ทำให้สีหน้าของเซี่ยเป่ยเจ๋อพลันบูดเบี้ยวลงในทันที…เขากัดฟันกรอด ก่อนจะเอ่ยขึ้นมาประโยคหนึ่ง
"ไม่ต้องส่งคนไปแล้ว! เป็นข้าเองที่ทำ!"
ในเมื่ออย่างไรเสียก็ต้องถูกจับได้อยู่แล้ว สู้เขายอมรับออกมาอย่างตรงไปตรงมาไม่ดีกว่าหรือ
ในขณะที่ทุกคนยังไม่ทันได้ตั้งตัว เซี่ยเป่ยเจ๋อก็จ้องเขม็งไปยังเซี่ยเป่ยหานอย่างอาฆาตแค้น
"ทำไม? ทำไมเจ้าถึงต้องโชคดีอยู่เสมอ!”
“แค่เพราะเกิดมาดีหน่อยก็ได้เป็นคุณชายใหญ่…แล้วตอนนี้ก็ยังมีคนมาช่วยให้เจ้ารอดพ้นจากภัยพิบัติครั้งนี้ไปได้อีก!”
เซี่ยเป่ยหานถึงกับนิ่งอึ้งไปอย่างสิ้นเชิง…เขาไม่เคยเห็นน้องชายที่เต็มไปด้วยความเกลียดชังเช่นนี้มาก่อนเลย
ทว่าหนานหลีกลับเอ่ยขึ้นอีกครั้ง
"การที่เขาได้เกิดมาดี ก็เป็นเพราะบุญกุศลที่เขาสั่งสมไว้ในชาติก่อน และการที่เขาได้รับความช่วยเหลือจากข้า ก็เป็นเพราะในชาตินี้เขาก็ยังคงทำดีเช่นกัน”
“ส่วนเจ้าที่กระทำความชั่วถึงเพียงนี้ ไม่กลัวว่าชาติหน้าจะไม่ได้เกิดเป็นคนบ้างหรือ?”
"ข้าไม่ยอมรับ!" เซี่ยเป่ยเจ๋อหอบหายใจอย่างหนักหน่วง
"ข้าเก่งกว่าเจ้าในทุกๆด้าน แต่เพียงเพราะเจ้าเกิดจากฮูหยินเอก ก็เลยได้เป็นคุณชายใหญ่อย่างชอบธรรม….เเบบนี้มันยุติธรรมแล้วหรือ!"
ไม่ว่าจะฤดูหนาวอันเหน็บหนาวหรือฤดูร้อนที่แสนอบอ้าว เขาก็ยังคงไปเรียนที่สำนักศึกษา ไม่เคยขาดเรียนแม้แต่วันเดียว
แล้วพี่ชายของเขาล่ะ?
อีกฝ่ายโยนการบ้านให้เด็กรับใช้ทำ…นอนตื่นสายโด่งอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ความสนใจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดก็มีแค่การเล่นจิ้งหรีดกับการรับสาวใช้อุ่นเตียง
ด้วยเหตุผลใดกันที่เขาจะมาเป็นคุณชายใหญ่ไม่ได้!
"เพราะเรื่องนี้...เจ้าถึงกับต้องทำร้ายข้า คิดจะให้ข้าตายเลยอย่างนั้นรึ?" ใบหน้าของเซี่ยเป่ยหานตอนนี้เต็มไปด้วยความเจ็บปวด
"ใช่! มีแต่เจ้าตายเท่านั้น ข้าถึงจะได้เป็นคุณชายใหญ่!" เซี่ยเป่ยเจ๋อตะโกนลั่นราวกับคนเสียสติ
เจิ้นเป่ยโหวสุดที่จะทนต่อไปได้อีก เขายกมือขึ้นตบหน้าเซี่ยเป่ยเจ๋อไปฉาดหนึ่ง
เพี๊ยะะะ!!!
"เจ้ามันโง่เขลาสิ้นดี! เหตุใดถึงได้คิดชั่วกับพี่ชายของเจ้าได้ถึงเพียงนี้!"
ฮูหยินโหวรีบเข้าไปกอดปกป้องบุตรชายของตนไว้ด้วยความเจ็บปวดใจ
"เจ๋อเอ๋อร์พูดไม่ผิดนะ! เป่ยหานทั้งไร้คุณธรรมทั้งไร้ความสามารถ แต่ท่านกลับยังจะทูลขอให้ฝ่าบาทแต่งตั้งเขาเป็นคุณชายใหญ่จวนโหว ท่านมันตาบอดโดยแท้!"
นางรู้สึกเสียใจจริงๆว่าเหตุใดในตอนนั้นถึงได้แต่งเข้ามาเป็นฮูหยินเอกคนปัจจุบัน ทำให้บุตรชายต้องมาเจ็บปวดเช่นนี้…ไม่ว่าลูกชายจะพยายามมากเพียงใด ก็ไม่เคยได้ในสิ่งที่ตนเองต้องการ
เเต่ความโกรธของเจิ้นเป่ยโหวหาได้มอดไหม้ลงไม่
"เมื่อสองวันก่อนเป่ยหานเพิ่งจะมาบอกกับข้าเองว่าเขาไม่ได้มีความทะเยอทะยานในเรื่องนี้ อยากจะสละตำแหน่งคุณชายใหญ่ เพียงแต่ข้ายังไม่ทันได้มีโอกาสมาบอกกับพวกเจ้าแม่ลูก”
“แต่ใครจะไปรู้ว่าพวกเจ้า จะถึงกลับลงมือสังหารเขาไปเสียก่อนแล้ว”
"อะไรนะ?”
“ไม่…ข้าไม่เชื่อ...ข้าไม่เชื่อ!” เซี่ยเป่ยเจ๋อเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงสุดชีวิต
"ต่อให้เจ้าจะเชื่อหรือไม่ก็ตาม แต่ถึงอย่างไร...ข้าก็จะไม่นับว่าเจ้าเป็นน้องชายของข้าอีกต่อไปแล้ว" เซี่ยเป่ยหานตวาดด้วยดวงตาแดงก่ำ
ถ้าหากเป็นคนอื่นที่ทำร้ายเขา เขาจะต้องทำให้คนผู้นั้นชดใช้ด้วยเลือดอย่างแน่นอน
แต่ทว่าคนที่ทำร้ายเขากลับเป็นน้องชายแท้ๆของตัวเอง เขาจึงไม่อาจลงมือใดๆได้เลย
"ท่านพี่!" เซี่ยเป่ยเจ๋อเห็นพี่ชายหันหลังทำท่าจะเดินจากไป จึงเผลอร้องเรียกขึ้นมา
“อั่คคค”
เซี่ยเป่ยหานหันกลับมามอง ก็เห็นน้องชายของตนกระอักโลหิตสีดำคล้ำออกมาคำหนึ่ง
เห็นดังนั้นเซี่ยเป่ยหานจึงรีบพุ่งเข้าไปประคองน้องชาย…และแม้ว่าจะล้มลงไปพร้อมกัน เขาก็ยังคงใช้ร่างของตนปกป้องน้องชายเอาไว้เหมือนเช่นที่เคยทำมาโดยตลอด
เซี่ยเป่ยเจ๋อกระอักเลือดไม่หยุด ใบหน้าเริ่มไร้ซึ่งชีวิตชีวา…เขาเค้นพลังเฮือกสุดท้ายเอ่ยออกมาว่า
"ท่านพี่...ข้าขอโทษ…ข้าผิดไปแล้ว"
"ข้าไม่ได้โทษเจ้าเลย ข้าน่าจะบอกเจ้าให้เร็วกว่านี้ น่าจะสละตำแหน่งให้เร็วกว่านี้"
จากนั้น เซี่ยเป่ยหานก็รีบหันไปขอความช่วยเหลือทันที
"น้องหก! เขาเป็นอะไรไป?…ช่วยด้วย…ช่วยน้องชายข้าด้วย!"
เขาพูดไปพลางร้องไห้ไป…ไม่ว่าจะต้องใช้เงินมากเท่าไหร่ก็ตาม เขาก็จะให้น้องชายมีชีวิตรอดให้ได้!
หนานหลีได้เเต่ส่ายหน้าเบาๆ "ค่ายกลเจ็ดสังหารแต่เดิมก็ต้องใช้อายุขัยของคนผู้หนึ่งเป็นพลังขับเคลื่อน ข้าช่วยเขาไม่ได้หรอก"
คำพูดนี้ ทำให้ใบหน้าของเจิ้นเป่ยโหวซีดเผือดราวกับผักเหี่ยวเฉา
"จะเป็นไปได้อย่างไร..." ฮูหยินโหวยังพูดไม่ทันจบประโยค ก็หมดสติล้มพับไป
หนานหลีเดินเข้าไปย่อตัวลงข้างๆก่อนจะใช้ยันต์ตรึงวิญญาณแผ่นหนึ่งเพื่อรั้งวิญญาณของเขาเอาไว้ชั่วคราว
"คนที่สอนค่ายกลเจ็ดสังหารให้เจ้า ไม่ได้บอกเรื่องนี้กับเจ้า…ใช่หรือไม่?"
เพราะเขาเพียงต้องการตำแหน่งคุณชายใหญ่เท่านั้น คงไม่ถึงขั้นต้องเอาชีวิตของตนเองเข้าแลกเป็นแน่
"ใช่...เขาไม่เคยบอกข้าเลย”
“เขาบอกเพียงว่า…ให้ใช้เลือดของข้าเพียงเล็กน้อยเท่านั้น” เซี่ยเป่ยเจ๋อเอ่ยออกมาอย่างยากลำบาก
ถึงตอนนี้ เขาเสียใจสุดชีวิตแล้ว
ที่แท้...ท่านพี่ก็รักและปกป้องเขาถึงเพียงนี้
น่าเสียดายที่บนโลกใบนี้ไม่มียาแก้ความเสียใจ
"คนที่สอนค่ายกลนี้ให้เจ้า…คือผู้ใด?"
หนานหลีเอ่ยถามอีกครั้ง
(จบตอน)