เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 9 : ใครคือคนที่สอนค่ายกลเจ็ดสังหารให้เจ้า?

บทที่ 9 : ใครคือคนที่สอนค่ายกลเจ็ดสังหารให้เจ้า?

บทที่ 9 : ใครคือคนที่สอนค่ายกลเจ็ดสังหารให้เจ้า?


บทที่ 9 : ใครคือคนที่สอนค่ายกลเจ็ดสังหารให้เจ้า?

ยังไม่ทันที่หนานหลีจะได้เอ่ยปากอธิบาย น้ำเสียงเรียบเฉยเย็นชาก็พลันดังมาจากนอกโถงรับรอง

"ท่านโหว นางคือคุณหนูหกแห่งจวนอันหยางโหวที่เพิ่งตามตัวกลับมาได้ ไม่ใช่คนที่คิดจะมาเป็นสาวใช้อุ่นเตียงให้บุตรชายของท่านหรอก"

เป็นชิงเฟิงเข็นรถของเย่ซือเหิงเข้ามา

….

นับตั้งแต่ที่ขาทั้งสองข้างของเย่ซือเหิงใช้การไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นในวังหลวงหรือจวนของเหล่าอ๋องและขุนนางน้อยใหญ่ต่างก็ถูกปรับปรุงใหม่…ทั้งหมด ก็เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางของเย่ซือเหิงนั่นเอง

และเมื่อได้ยินเช่นนั้น ดวงตาของเจิ้นเป่ยโหวพลันสว่างวาบขึ้นมาทันที

"โอ้! ดีเลย!”

“บุตรสาวคนเล็กของอันหยางโหว...ถ้าอย่างนั้นก็ถือว่าเหมาะสมกันอย่างกับกิ่งทองใบหยกเลยน่ะสิ! ท่านอ๋องเก้า ถึงตอนนั้นต้องให้เกียรติมาดื่มสุราสักจอกด้วยกันนะพ่ะย่ะค่ะ”

ในขณะเดียวกันนั้น ฮูหยินเอกคนปัจจุบันและเซี่ยเป่ยเจ๋อก็เดินเข้ามาถึงโถงรับรองพอดี…เจิ้นเป่ยโหวจึงรีบปรึกษากับฮูหยินของตนทันทีว่าจะเตรียมสินสอดทองหมั้นไปสู่ขอที่จวนอันหยางโหวในวันพรุ่งนี้

"หยุดก่อน! หยุดก่อน!" หนานหลีร้องห้าม พลางถลึงตาใส่เซี่ยเป่ยหาน

"นี่….ท่านเป็นใบ้ไปแล้วรึไง?"

อย่าได้เห็นว่าใบหน้ากลมมนเล็กน้อยของหนานหลีจะดูน่ารักน่าเอ็นดู…เพราะพอนางทำหน้าเคร่งขรึมขึ้นมาเมื่อไหร่ ร่างของเซี่ยเป่ยหานก็สั่นสะท้านขึ้นมาทันที

"ท่านพ่อ! มันไม่ใช่เช่นนั้นนะขอรับ..."

"เจ้าหุบปากไปเลย! เรื่องนี้ตกลงตามนี้แหละ"

เจิ้นเป่ยโหวเมื่อเห็นภาพนี้ก็รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง

ในที่สุดก็หาสตรีที่ปราบลูกชายตัวดีของตนได้อยู่หมัดเสียที เเล้วเขาจะปล่อยโอกาสนี้ไปได้อย่างไร

พรุ่งนี้เขาจะต้องเข้าวังไปทูลขอให้ฝ่าบาทพระราชทานสมรสให้ ทำเช่นนี้ถึงจะมั่นใจได้ว่าจะไม่มีอะไรผิดพลาด

ด้านข้างเย่ซือเหิงเองก็มีสีหน้าเคร่งขรึมลงเช่นกัน…สุดท้าย เขาจึงตัดสินใจเอ่ยปากเปลี่ยนเรื่องขึ้นมาตรงๆ

"คุณหนูหก คนที่ทำร้ายเป่ยหาน อยู่ในที่นี้ด้วยหรือไม่?"

คำพูดนี้ทำให้ เจิ้นเป่ยโหวและคนอื่นๆต่างพากันนิ่งอึ้งไป

มีเพียงเซี่ยเป่ยเจ๋อที่ขมวดคิ้ว ก่อนจะเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง

"ท่านพี่ มีคนทำร้ายท่านรึ? เป็นผู้ใดกัน?"

"คุณชายรอง ท่านเล่นละครเป็นโจรป่าวร้องจับโจรเช่นนี้…ท่านไม่เหนื่อยบ้างหรือ?" หนานหลีย้อนถามกลับ

ทันใดนั้น สีหน้าของเซี่ยเป่ยเจ๋อก็แปรเปลี่ยนไปในทันที

"คุณหนูหก เจ้าพูดเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร?" ฮูหยินโหวรีบกางปีกปกป้องบุตรชายแท้ๆของตนเองด้วยใบหน้าเย็นชา

"คนที่วางค่ายกลเจ็ดสังหารใส่ตัวคุณชายเซี่ย...ก็คือเจ้านั่นแหละ" หนานหลีชี้นิ้วไปยังเซี่ยเป่ยเจ๋อ

"เป็น...เป็นเจ้ารึ?" เซี่ยเป่ยหานขยับเท้าถอยห่างจากเซี่ยเป่ยเจ๋อโดยสัญชาตญาณทันที

ในความตกตะลึงนั้น...กลับเจือปนไปด้วยความหวาดกลัวอยู่เล็กน้อย

นี่คือน้องชายของเขานะ!

ทำไมถึงคิดทำร้ายเขา?

ทำไมถึงคิดจะเอาชีวิตเขากัน!

"นี่มันเรื่องอะไรกันแน่?" เจิ้นเป่ยโหวตระหนักได้ว่าเรื่องราวไม่ธรรมดาเสียแล้ว สีหน้าของเขาจึงพลันเคร่งขรึมลง

หนานหลีค่อยๆเล่าเรื่องราวโดยสรุป ก่อนจะกล่าวเสริมขึ้นอีกประโยค "หากมิใช่เพราะข้าได้ไปบำเพ็ญเพียรอยู่ที่อารามเต๋าครึ่งปี เกรงว่าคืนนี้คุณชายเซี่ยคงต้องตายอย่างไม่เป็นธรรมเป็นแน่"

เจิ้นเป่ยโหวหันขวับไปมองบุตรชายคนเล็กของตน ก่อนจะคาดคั้น  "เป็นฝีมือของเจ้าจริงๆรึ?"

"ท่านพ่อ ข้าจะไปทำร้ายท่านพี่ได้อย่างไรกันขอรับ”

“เเล้วคุณหนูหก การจะกล่าวหาใครก็ล้วนต้องมีหลักฐาน ที่นี่คือจวนเจิ้นเป่ยโหว ไม่ใช่ที่ที่ให้เจ้ามากล่าวหาข้าลอยๆไร้ซึ่งหลักฐานเช่นนี้”

"ใช่แล้ว! เป็นแค่เด็กสาวตัวเล็กๆจะไปมีความสามารถที่แท้จริงอะไรกันได้” ฮูหยินโหวเองก็โกรธเช่นกัน

“ไม่นึกเลยว่าเจ้าจะอายุยังน้อย แต่กลับมีจิตใจโหดเหี้ยมถึงเพียงนี้ พี่น้องสองคนรักใคร่ปรองดองกันดี เจ้าอย่าได้คิดที่จะมาเสี้ยมให้พวกเขาแตกแยกกันเลย”

เซี่ยเป่ยหานนั้นไม่ได้เกิดจากฮูหยินโหวคนปัจจุบัน ดังนั้นเขาจึงมีความเคารพต่อนางเพียงเท่านั้น แต่ไม่ได้มีความผูกพันทางใจอะไร…พอได้ยินนางพูดจาอย่างไร้มารยาทเช่นนี้ เขาก็ขมวดคิ้วแน่น

"ท่านแม่! น้องหกเคยช่วยชีวิตข้าไว้นะ ท่านโปรดพูดจากับนางให้เกียรติกว่านี้หน่อย!"

"หึ…ข้าเข้าใจแล้ว”

“พวกเจ้าร่วมหัวกันคิดจะใส่ร้ายลูกชายของข้าสินะ เป่ยหาน...เจ้าก็ได้เป็นถึงคุณชายใหญ่แล้ว เหตุใดยังต้องคิดจะไล่ฆ่าพวกเราแม่ลูกให้สิ้นซากอีก?” ฮูหยินโหวแค่นเสียงอย่างเย็นชา

"ข้า...ข้าไม่ได้ทำนะ!" เซี่ยเป่ยหานผู้ซื่อบื้อเมื่อถูกใส่ร้ายป้ายสี ก็เริ่มพูดจาติดๆขัดๆ

"ท่านพ่อ! ท่านต้องเชื่อข้านะขอรับ!"

"ข้าก็ไม่ได้บอกว่าไม่เชื่อเจ้า เพียงแต่..." เจิ้นเป่ยโหวเหลือบสายตาไปมองหนานหลี

เด็กสาวคนนี้ยังไม่ถึงวัยปักปิ่นด้วยซ้ำ (อายุ 15 ปี)...วิชาอาคมแห่งเต๋าไหนเลยจะร่ำเรียนกันได้ง่ายๆ เกรงว่านางคงจะไปกวาดพื้นอยู่ที่อารามเต๋ามาครึ่งปีเสียมากกว่ากระมัง?

หนานหลีเห็นสายตาที่เต็มไปด้วยความกังขาของเขา แต่นางก็ไม่ได้ร้อนใจแต่อย่างใด กลับเดินตรงเข้าไปหมายจะคว้ามือของเซี่ยเป่ยเจ๋อไว้

"เจ้าจะทำอะไร!" ฮูหยินโหวตวาดลั่น

"ใครอยู่ข้างนอก! มาลากนางออกจากจวนเดี๋ยวนี้!"

เซี่ยเป่ยหานกำลังจะอ้าปากขัดขวาง แต่ทว่าเย่ซือเหิงที่อยู่ด้านข้างกลับเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบๆ

"ใครกล้า"

เพียงคำพูดสั้นๆสองพยางค์ กลับแฝงไปด้วยพลังกดดันอันน่าสะพรึงกลัว

เหล่าองครักษ์ของจวนที่มาถึงหน้าประตูแล้ว ต่างไม่มีผู้ใดกล้าก้าวเข้ามาแม้แต่คนเดียว

หนานหลีเองก็ฉวยโอกาสนี้ คว้าจับข้อมือของเซี่ยเป่ยเจ๋อไว้ได้อย่างง่ายดาย ก่อนจะพับแขนเสื้อของเขาขึ้น…ที่บนข้อมือของเซี่ยเป่ยเจ๋อ ปรากฏร่องรอยบาดแผลทั้งลึกและตื้นอยู่หลายแห่ง

"การจะใช้ค่ายกลเจ็ดสังหารเพื่อควบคุมภูตผีไปทำร้ายผู้คน จำเป็นต้องใช้โลหิตของตนเองเป็นเครื่องเซ่นสังเวย”

“ดูท่าว่า...เจ้าคงจะใช้เลือดไปไม่น้อยเลยสินะ” นางกล่าวด้วยน้ำเสียงเนิบนาบ

แววตาของเซี่ยเป่ยเจ๋อฉายแววตื่นตระหนกออกมาวูบหนึ่ง…แต่เพียงชั่วพริบตา เขาก็กลับมาทำหน้าตาเหมือนผู้ถูกกระทำอีกครั้ง

"ข้าเพิ่งได้กริชเล่มใหม่มา นี่เป็นแผลที่ข้าพลั้งเผลอทำตัวเองบาดเจ็บ ไม่ได้เป็นอย่างที่เจ้าพูดเลยแม้แต่น้อย"

เมื่อครู่เซี่ยเป่ยหานยังคงมีความเคลือบแคลงสงสัยอยู่บ้าง แต่ทว่าบัดนี้...เขาปักใจเชื่ออย่างสนิทใจแล้ว

"พลั้งเผลอ? มีรอยแผลมากมายขนาดนี้ เจ้าคิดจะหลอกใครกัน"

"ข้าก็แค่ลองดูว่ามันคมหรือไม่คมเท่านั้น" เซี่ยเป่ยเจ๋อยังคงปฏิเสธเสียงแข็ง

ณ เวลานี้ เจิ้นเป่ยโหวรู้สึกปวดหัวจนแทบจะระเบิด…ในเมื่อทั้งสองคนต่างก็เป็นลูกชายของเขา แล้วเขาควรจะเชื่อใครดี?

"ท่านอ๋องเก้า พอจะให้คนของท่านไปตรวจค้นเรือนของคุณชายรองสักหน่อยได้หรือไม่เจ้าคะ?”

“ข้าคิดว่า...คุณชายรองคงจะยังทำลายค่ายกลยันต์เจ็ดสังหารไม่ทันเป็นแน่”

"ได้สิ" เย่ซือเหิงพยักหน้า ก่อนจะสั่งให้ชิงเฟิงไปจัดการ

ฉากนี้ทำให้สีหน้าของเซี่ยเป่ยเจ๋อพลันบูดเบี้ยวลงในทันที…เขากัดฟันกรอด ก่อนจะเอ่ยขึ้นมาประโยคหนึ่ง

"ไม่ต้องส่งคนไปแล้ว! เป็นข้าเองที่ทำ!"

ในเมื่ออย่างไรเสียก็ต้องถูกจับได้อยู่แล้ว สู้เขายอมรับออกมาอย่างตรงไปตรงมาไม่ดีกว่าหรือ

ในขณะที่ทุกคนยังไม่ทันได้ตั้งตัว เซี่ยเป่ยเจ๋อก็จ้องเขม็งไปยังเซี่ยเป่ยหานอย่างอาฆาตแค้น

"ทำไม? ทำไมเจ้าถึงต้องโชคดีอยู่เสมอ!”

“แค่เพราะเกิดมาดีหน่อยก็ได้เป็นคุณชายใหญ่…แล้วตอนนี้ก็ยังมีคนมาช่วยให้เจ้ารอดพ้นจากภัยพิบัติครั้งนี้ไปได้อีก!”

เซี่ยเป่ยหานถึงกับนิ่งอึ้งไปอย่างสิ้นเชิง…เขาไม่เคยเห็นน้องชายที่เต็มไปด้วยความเกลียดชังเช่นนี้มาก่อนเลย

ทว่าหนานหลีกลับเอ่ยขึ้นอีกครั้ง

"การที่เขาได้เกิดมาดี ก็เป็นเพราะบุญกุศลที่เขาสั่งสมไว้ในชาติก่อน และการที่เขาได้รับความช่วยเหลือจากข้า ก็เป็นเพราะในชาตินี้เขาก็ยังคงทำดีเช่นกัน”

“ส่วนเจ้าที่กระทำความชั่วถึงเพียงนี้ ไม่กลัวว่าชาติหน้าจะไม่ได้เกิดเป็นคนบ้างหรือ?”

"ข้าไม่ยอมรับ!" เซี่ยเป่ยเจ๋อหอบหายใจอย่างหนักหน่วง

"ข้าเก่งกว่าเจ้าในทุกๆด้าน แต่เพียงเพราะเจ้าเกิดจากฮูหยินเอก ก็เลยได้เป็นคุณชายใหญ่อย่างชอบธรรม….เเบบนี้มันยุติธรรมแล้วหรือ!"

ไม่ว่าจะฤดูหนาวอันเหน็บหนาวหรือฤดูร้อนที่แสนอบอ้าว เขาก็ยังคงไปเรียนที่สำนักศึกษา ไม่เคยขาดเรียนแม้แต่วันเดียว

แล้วพี่ชายของเขาล่ะ?

อีกฝ่ายโยนการบ้านให้เด็กรับใช้ทำ…นอนตื่นสายโด่งอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ความสนใจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดก็มีแค่การเล่นจิ้งหรีดกับการรับสาวใช้อุ่นเตียง

ด้วยเหตุผลใดกันที่เขาจะมาเป็นคุณชายใหญ่ไม่ได้!

"เพราะเรื่องนี้...เจ้าถึงกับต้องทำร้ายข้า คิดจะให้ข้าตายเลยอย่างนั้นรึ?" ใบหน้าของเซี่ยเป่ยหานตอนนี้เต็มไปด้วยความเจ็บปวด

"ใช่! มีแต่เจ้าตายเท่านั้น ข้าถึงจะได้เป็นคุณชายใหญ่!" เซี่ยเป่ยเจ๋อตะโกนลั่นราวกับคนเสียสติ

เจิ้นเป่ยโหวสุดที่จะทนต่อไปได้อีก เขายกมือขึ้นตบหน้าเซี่ยเป่ยเจ๋อไปฉาดหนึ่ง

เพี๊ยะะะ!!!

"เจ้ามันโง่เขลาสิ้นดี! เหตุใดถึงได้คิดชั่วกับพี่ชายของเจ้าได้ถึงเพียงนี้!"

ฮูหยินโหวรีบเข้าไปกอดปกป้องบุตรชายของตนไว้ด้วยความเจ็บปวดใจ

"เจ๋อเอ๋อร์พูดไม่ผิดนะ! เป่ยหานทั้งไร้คุณธรรมทั้งไร้ความสามารถ แต่ท่านกลับยังจะทูลขอให้ฝ่าบาทแต่งตั้งเขาเป็นคุณชายใหญ่จวนโหว ท่านมันตาบอดโดยแท้!"

นางรู้สึกเสียใจจริงๆว่าเหตุใดในตอนนั้นถึงได้แต่งเข้ามาเป็นฮูหยินเอกคนปัจจุบัน ทำให้บุตรชายต้องมาเจ็บปวดเช่นนี้…ไม่ว่าลูกชายจะพยายามมากเพียงใด ก็ไม่เคยได้ในสิ่งที่ตนเองต้องการ

เเต่ความโกรธของเจิ้นเป่ยโหวหาได้มอดไหม้ลงไม่

"เมื่อสองวันก่อนเป่ยหานเพิ่งจะมาบอกกับข้าเองว่าเขาไม่ได้มีความทะเยอทะยานในเรื่องนี้ อยากจะสละตำแหน่งคุณชายใหญ่ เพียงแต่ข้ายังไม่ทันได้มีโอกาสมาบอกกับพวกเจ้าแม่ลูก”

“แต่ใครจะไปรู้ว่าพวกเจ้า จะถึงกลับลงมือสังหารเขาไปเสียก่อนแล้ว”

"อะไรนะ?”

“ไม่…ข้าไม่เชื่อ...ข้าไม่เชื่อ!” เซี่ยเป่ยเจ๋อเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงสุดชีวิต

"ต่อให้เจ้าจะเชื่อหรือไม่ก็ตาม แต่ถึงอย่างไร...ข้าก็จะไม่นับว่าเจ้าเป็นน้องชายของข้าอีกต่อไปแล้ว" เซี่ยเป่ยหานตวาดด้วยดวงตาแดงก่ำ

ถ้าหากเป็นคนอื่นที่ทำร้ายเขา เขาจะต้องทำให้คนผู้นั้นชดใช้ด้วยเลือดอย่างแน่นอน

แต่ทว่าคนที่ทำร้ายเขากลับเป็นน้องชายแท้ๆของตัวเอง เขาจึงไม่อาจลงมือใดๆได้เลย

"ท่านพี่!" เซี่ยเป่ยเจ๋อเห็นพี่ชายหันหลังทำท่าจะเดินจากไป จึงเผลอร้องเรียกขึ้นมา

“อั่คคค”

เซี่ยเป่ยหานหันกลับมามอง ก็เห็นน้องชายของตนกระอักโลหิตสีดำคล้ำออกมาคำหนึ่ง

เห็นดังนั้นเซี่ยเป่ยหานจึงรีบพุ่งเข้าไปประคองน้องชาย…และแม้ว่าจะล้มลงไปพร้อมกัน เขาก็ยังคงใช้ร่างของตนปกป้องน้องชายเอาไว้เหมือนเช่นที่เคยทำมาโดยตลอด

เซี่ยเป่ยเจ๋อกระอักเลือดไม่หยุด ใบหน้าเริ่มไร้ซึ่งชีวิตชีวา…เขาเค้นพลังเฮือกสุดท้ายเอ่ยออกมาว่า

"ท่านพี่...ข้าขอโทษ…ข้าผิดไปแล้ว"

"ข้าไม่ได้โทษเจ้าเลย ข้าน่าจะบอกเจ้าให้เร็วกว่านี้ น่าจะสละตำแหน่งให้เร็วกว่านี้"

จากนั้น เซี่ยเป่ยหานก็รีบหันไปขอความช่วยเหลือทันที

"น้องหก! เขาเป็นอะไรไป?…ช่วยด้วย…ช่วยน้องชายข้าด้วย!"

เขาพูดไปพลางร้องไห้ไป…ไม่ว่าจะต้องใช้เงินมากเท่าไหร่ก็ตาม เขาก็จะให้น้องชายมีชีวิตรอดให้ได้!

หนานหลีได้เเต่ส่ายหน้าเบาๆ "ค่ายกลเจ็ดสังหารแต่เดิมก็ต้องใช้อายุขัยของคนผู้หนึ่งเป็นพลังขับเคลื่อน ข้าช่วยเขาไม่ได้หรอก"

คำพูดนี้ ทำให้ใบหน้าของเจิ้นเป่ยโหวซีดเผือดราวกับผักเหี่ยวเฉา

"จะเป็นไปได้อย่างไร..." ฮูหยินโหวยังพูดไม่ทันจบประโยค ก็หมดสติล้มพับไป

หนานหลีเดินเข้าไปย่อตัวลงข้างๆก่อนจะใช้ยันต์ตรึงวิญญาณแผ่นหนึ่งเพื่อรั้งวิญญาณของเขาเอาไว้ชั่วคราว

"คนที่สอนค่ายกลเจ็ดสังหารให้เจ้า ไม่ได้บอกเรื่องนี้กับเจ้า…ใช่หรือไม่?"

เพราะเขาเพียงต้องการตำแหน่งคุณชายใหญ่เท่านั้น คงไม่ถึงขั้นต้องเอาชีวิตของตนเองเข้าแลกเป็นแน่

"ใช่...เขาไม่เคยบอกข้าเลย”

“เขาบอกเพียงว่า…ให้ใช้เลือดของข้าเพียงเล็กน้อยเท่านั้น” เซี่ยเป่ยเจ๋อเอ่ยออกมาอย่างยากลำบาก

ถึงตอนนี้ เขาเสียใจสุดชีวิตแล้ว

ที่แท้...ท่านพี่ก็รักและปกป้องเขาถึงเพียงนี้

น่าเสียดายที่บนโลกใบนี้ไม่มียาแก้ความเสียใจ

"คนที่สอนค่ายกลนี้ให้เจ้า…คือผู้ใด?"

หนานหลีเอ่ยถามอีกครั้ง

(จบตอน)

จบบทที่ บทที่ 9 : ใครคือคนที่สอนค่ายกลเจ็ดสังหารให้เจ้า?

คัดลอกลิงก์แล้ว