- หน้าแรก
- นายหญิงแห่งศาสตร์ลึกลับ
- บทที่ 8 : คนที่ทำร้ายเขา อยู่ข้างกายมาตลอดอย่างนั้นรึ?
บทที่ 8 : คนที่ทำร้ายเขา อยู่ข้างกายมาตลอดอย่างนั้นรึ?
บทที่ 8 : คนที่ทำร้ายเขา อยู่ข้างกายมาตลอดอย่างนั้นรึ?
บทที่ 8 : คนที่ทำร้ายเขา อยู่ข้างกายมาตลอดอย่างนั้นรึ?
เย่ซือเหิงอยู่ในอาภรณ์สีดำขลับ ปักประดับด้วยขลิบทองอันหรูหรา ลวดลายมังกรบนเนื้อผ้านั้นดูราวกับมีชีวิตชีวาเป็นพิเศษ
ภายใต้แสงจันทร์อันเยียบเย็น ใบหน้าอันหล่อเหลางดงามของเขาทำให้ผู้คนรู้สึกสูงส่งจนมิอาจเอื้อม ทุกอณูของร่างกายล้วนแผ่ซ่านไปด้วยกลิ่นอายแห่งความสูงศักดิ์โดยกำเนิด
เขายังมิทันได้เอ่ยปากถามว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้น กลุ่มหมอกสีดำที่เพิ่งสลายไปเมื่อครู่ก็พลันกลับมารวมตัวกันอีกครั้ง…คราวนี้กลุ่มหมอกได้กระจายตัวออกไปทั่ว จนกระทั่งสารถีและบ่าวรับใช้สามารถมองเห็นมันได้อย่างชัดเจน พวกเขาตกใจกลัวจนร่างกายแข็งทื่อ ไม่สามารถขยับเขยื้อนไปไหนได้
"ท่านอ๋อง! ระวังพ่ะย่ะค่ะ!"
ชิงเฟิงพุ่งเข้าโจมตีทันที แต่ทว่าเขากลับไม่สามารถสร้างความเสียหายใดๆให้แก่กลุ่มหมอกเหล่านั้นได้เลยแม้แต่น้อย
เนื่องจากเซี่ยเป่ยหานมีประคำข้อมือไม้ท้อคอยปกป้องอยู่ กลุ่มหมอกจึงไม่สามารถทำร้ายเขาได้…แต่กระนั้นมันก็ยังคงคลุ้มคลั่งราวกับสัตว์ป่า หมายจะสังหารทุกคนที่อยู่ในที่แห่งนี้ให้สิ้นซาก
แม้แต่ยอดฝีมืออย่างชิงเฟิงก็ยังมิอาจต้านทานได้ ลมหายใจของเขาค่อยๆถูกช่วงชิงไป…กลุ่มหมอกกำลังจะรัดพันมาถึงตัวเย่ซือเหิงอยู่รอมร่อ
เขาไม่อาจเดินได้ และที่สำคัญ...เขาก็ไม่มีวิชาอาคม
เเต่ในช่วงเวลาแห่งความเป็นความตายนั้นเอง…ยันต์อาคมแผ่นหนึ่งก็ได้พุ่งแหวกอากาศเข้ามาส่องแสงสีทองสาดกระจายออกไปโดยรอบ ราวกับลำแสงอันอบอุ่นที่สาดส่องในยามค่ำคืน ขับไล่พลังชั่วร้ายทั้งมวลให้สลายไปสิ้น
แต่ทว่ากลุ่มหมอกยังไม่คิดจะยอมแพ้ มันเปลี่ยนทิศทางแล้วพุ่งเข้าโจมตีอีกครั้ง
ทันใดนั้น ก็มีร่างหนึ่งปรากฏขึ้นจากทางด้านหลัง
นางคว้าเก้าอี้รถเข็นเปลี่ยนทิศทางอย่างรวดเร็ว ก่อนจะใช้ร่างของตนเองเข้ามายืนขวางอยู่เบื้องหน้า พร้อมกับใช้นิ้วชี้และนิ้วกลางแนบชิดติดกัน
เมื่อพลังทั้งสองสายปะทะกัน ก็เกิดเสียงดัง "ปัง"!
พายุลมหมุนกรรโชกแรง พัดพาฝุ่นดินที่อยู่รอบๆให้ฟุ้งกระจายขึ้นมา
ผู้ที่มาคือหนานหลีนั่นเอง
เย่ซือเหิงเอี้ยวศีรษะมอง ดวงตาของเขาเบิกขึ้นเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ
นับตั้งแต่ที่เขาสามารถจับดาบได้ ก็ไม่เคยมีสตรีใดยืนอยู่เบื้องหน้าเพื่อปกป้องเขาจากภยันตรายเช่นนี้มาก่อน
"ก็แค่ลูกไม้ตื้นๆ" หนานหลีแค่นเสียงเย็นชา พลางประสานอินด้วยมือ รวบรวมพลังไว้ที่ปลายนิ้วทั้งสอง
กลุ่มหมอกถูกโจมตีอย่างรุนแรงจึงรีบสลายตัวหายไปอย่างไร้ร่องรอยในทันที…ท้องถนนกลับคืนสู่ความสงบอีกครั้ง แสงจันทร์ยังคงสาดส่องอย่างเยียบเย็นเช่นเดิม
หนานหลีหันกลับมา พลางพินิจพิจารณาเย่ซือเหิง ชายผู้ซึ่งนางเคยพบพานมาแล้วครั้งหนึ่ง
"ท่าน...ไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่?"
"ได้รับความช่วยเหลือจากคุณหนูหก ข้าจึงไม่เป็นอะไรมากนัก" เย่ซือเหิงแย้มยิ้มจางๆใบหน้าอันหล่อเหลางดงามล่มเมืองนั้นเพียงพอที่จะทำให้สรรพชีวิตต้องลุ่มหลง
แต่ที่น่าแปลกก็คือ หนานหลีกลับทำราวกับมองไม่เห็นรูปโฉมอันงดงามนั้น…นางเพียงพยักหน้าเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า
"วางใจเถอะ สำหรับค่าช่วยชีวิตของท่าน เดี๋ยวข้าจะไปเก็บเงินกับคุณชายเซี่ยเอง"
คำพูดนี้ทำให้รอยยิ้มของเย่ซือเหิงพลันแข็งค้างไปเล็กน้อย
จากนั้น หนานหลีก็เดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าเซี่ยเป่ยหาน…ในยามนี้เขากำลังหวาดกลัวอย่างสุดขีด ได้แต่กำประคำข้อมือไม้ท้อไว้แน่น ขดตัวเป็นก้อนกลม พลางพึมพำไม่หยุด
"อย่าฆ่าข้า...อย่าฆ่าข้าเลยนะ..."
"คุณชายเซี่ย ท่านยังสบายดีอยู่หรือไม่?" หนานหลีตบไหล่เขาเบาๆอย่างไม่สบอารมณ์นัก
พอได้ยินเสียงนี้ ก็ราวกับคนที่กำลังจะจมน้ำคว้าเศษไม้ลอยน้ำไว้ได้
เซี่ยเป่ยหานเงยหน้าขึ้นมอง เมื่อเห็นว่าเป็นหนานหลีจริงๆ…เขาก็ปล่อยโฮออกมาโดยไม่สนใจสถานะของตนเองอีกต่อไป
"น้องหก! มันน่ากลัวมากจริงๆข้าเกือบจะไม่มีชีวิตรอดแล้ว..." เขาร้องพลางทำท่าจะโผเข้ากอดขาของหนานหลี
หนานหลีรีบถอยหลังไปสองก้าวทันที พลางกล่าวด้วยน้ำเสียงรังเกียจเล็กน้อย
"ใครเป็นน้องหกของท่านกัน"
"ข้ากับฉู่ซั่วเป็นพี่น้องร่วมสาบานกัน ดังนั้นเจ้าก็คือน้องหกของข้าน่ะสิ" เซี่ยเป่ยหานตะโกน
"ต่อให้เป็นพี่น้องแท้ๆก็ยังต้องคิดบัญชีกันให้ชัดเจนเลยนะ ตอนเช้าห้าร้อยตำลึง แต่ตอนนี้คงต้องขอขึ้นราคาแล้วล่ะ" หนานหลีกล่าว
"เเละข้าจะลากตัวคนที่ทำร้ายท่านออกมาให้ได้"
เซี่ยเป่ยหานถูกกลุ่มหมอกสีดำนั่นเล่นงานจนขวัญหนีดีฝ่อไปหมดแล้ว…ตอนนี้เขาไหนเลยจะกล้าต่อรองราคากับหนานหลีอีก ได้แต่รีบพยักหน้าหงึกๆ
"น้องหกจะว่าเท่าไหร่ก็เท่านั้นเลย"
"หนึ่งพันตำลึง" หนานหลีแจ้งราคาให้เขาทราบล่วงหน้า
"หนึ่งพันตำลึง? แค่หนึ่งพันตำลึงจะไปพออะไรกัน…ชีวิตของข้า อย่างน้อยๆก็ต้องมีค่าสักสามพันตำลึงสิ" เซี่ยเป่ยหานกล่าวอย่างถือดี
"มิน่าล่ะ ท่านถึงได้เป็นสหายรักกับท่านพี่รองของข้าได้" หนานหลีเหลือบมองเขาอย่างลึกซึ้ง
ก็เรื่องนิสัยการใช้เงินนี่แหละ ที่ทั้งสองคนเหมือนกันราวกับแกะ
นางหยิบนกกระเรียนกระดาษที่พับจากยันต์ออกมา…เมื่อเป่าลมเข้าไปเบาๆนกกระเรียนกระดาษก็พลันขยับปีก แล้วค่อยๆบินขึ้นไปในอากาศอย่างช้าๆ
แต่ที่บังเอิญเหลือเกินก็คือ เมื่อครู่ตอนที่รีบร้อนเดินทางมา รถม้าของจวนเจิ้นเป่ยโหวดันมาเสียกลางทางเสียนี่…ในตอนนี้แข้งขาของเซี่ยเป่ยหานก็อ่อนเปลี้ยจนเดินแทบไม่ไหว แล้วหนานหลีจะให้แบกเขาไปก็คงจะไม่ใช่เรื่อง
"เปิ่นหวางจะไปส่งพวกเจ้าเอง" เย่ซือเหิงที่ยืนอยู่ด้านข้างเอ่ยขึ้น
"ท่านอ๋องเก้า...ท่านยังอยู่อีกหรือพ่ะย่ะค่ะ" สีหน้าของเซี่ยเป่ยหานแข็งทื่อไปเล็กน้อย
คนที่เขากลัวที่สุดก็คือท่านอ๋องเก้านี่แหละ…ทั้งๆที่เกิดมาหล่อเหลางดงาม แต่กลับทำหน้าบึ้งตึงอยู่ตลอดทั้งวัน
เย่ซือเหิงพยักหน้าเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยขึ้น "ประคำข้อมือ"
เมื่อนั้น เซี่ยเป่ยหานจึงนึกขึ้นได้ว่า เมื่อครู่ในยามคับขัน…ก็เป็นประคำข้อมือที่ท่านอ๋องเก้าโยนออกมาช่วยชีวิตตนเองไว้
เขายิ้มออกมาอย่างเก้อๆก่อนจะรีบประคองประคำข้อมือนั้นส่งคืนให้
หลังจากชิงเฟิงรับของมาแล้ว ก็ช่วยประคองนายของตนกลับขึ้นไปบนรถม้า
เซี่ยเป่ยหานพยายามจะหาข้ออ้างเพื่อที่จะไม่ต้องขึ้นรถไปด้วย แต่ใครจะไปคิดว่า หนานหลีจะคว้าแขนเขาไว้แล้วเอ่ยว่า
"เร็วเข้าสิ"
นี่ก็ดึกดื่นค่อนคืนแล้ว นางอยากจะรีบจัดการเรื่องให้เสร็จแล้วกลับไปนอนจะแย่
เซี่ยเป่ยหานจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้อีกต่อไป
ถ้าหากจะให้ถามว่าระหว่างท่านอ๋องเก้ากับกลุ่มหมอกสีดำ อย่างไหนน่ากลัวกว่ากัน คำตอบของเขาก็คือ….เเม่งก็น่ากลัวพอๆกันนั่นแหละ
….
หนานหลีสั่งให้สารถีขับตามนกกระเรียนกระดาษไป
ภายในรถม้ามีไข่มุกราตรีส่องสว่างอยู่หลายดวง …เซี่ยเป่ยหานที่เห็นสีหน้าของหนานหลีที่ดูสงบนิ่งเป็นธรรมชาติ ไม่มีท่าทีเก้อเขินแม้แต่น้อย ในใจของเขาก็พลันบังเกิดความนับถือขึ้นมาอย่างจับใจ
ขนาดบิดาของเขาเอง เมื่ออยู่ต่อหน้าท่านอ๋องเก้าผู้ไม่เคยแย้มสรวล ก็ยังต้องมีท่าทีประหม่าอยู่บ้าง…แต่หนานหลีกลับทำราวกับว่าท่านอ๋องเก้าไม่มีตัวตนอยู่ตรงนั้นเสียอย่างนั้น สมแล้วที่เป็นยอดคน ย่อมต้องแตกต่างจากคนธรรมดาเป็นพิเศษ
รถม้าของเย่ซือเหิงถูกดัดแปลงมาเป็นพิเศษเพื่อให้สะดวกต่อการใช้รถเข็น…เขานั่งอยู่ตรงกลาง ส่วนหนานหลีและเซี่ยเป่ยหานนั่งอยู่คนละฝั่ง
เบาะที่นั่งบุด้วยนวมนุ่มสบาย ทำให้เวลาวิ่งอยู่บนถนนที่ปูด้วยแผ่นหินจึงไม่รู้สึกสั่นสะเทือนเลยแม้แต่น้อย
นอกจากนี้ ตรงกลางยังมีโต๊ะเล็กๆตัวหนึ่งวางชุดน้ำชาเอาไว้ด้วย
เย่ซือเหิงรินชาด้วยตนเองถ้วยหนึ่ง แล้วกล่าวว่า
"เชิญคุณหนูหก"
"ขอบคุณ"
เมื่อครู่นางรีบร้อนมาอย่างเร่งด่วน ตอนนี้ก็รู้สึกกระหายน้ำขึ้นมาจริงๆ
น้ำชานั้นอุ่นกำลังดี ทั้งยังทิ้งความหอมกรุ่นไว้ในปาก นับว่าเป็นชาชั้นเลิศ
เซี่ยเป่ยหานเบิกตากว้าง มองหนานหลีทีหนึ่ง แล้วก็หันไปมองเย่ซือเหิงทีหนึ่ง
น่าขนลุกมาก…ตอนนี้ที่มุมปากของท่านอ๋องเก้ากลับมีรอยยิ้มจางๆประดับอยู่!
เขารวบรวมความกล้า เเล้วเอ่ยขอขึ้นมาบ้าง "ท่านอ๋องเก้า ข้าเองก็กระหายน้ำเช่นกันพ่ะย่ะค่ะ"
เย่ซือเหิงเอี้ยวศีรษะมามองเขา รอยยิ้มพลันเลือนหายไป ดวงตากลับมาเย็นชาดังเดิม
"มือของเจ้าพิการรึ?"
“…...”
เซี่ยเป่ยหานรีบขยับตัวถอยห่างทันที
ดีมาก! นี่แหละท่านอ๋องเก้าที่เขารู้จัก
….
ในไม่ช้า รถม้าก็หยุดลง
หนานหลีและเซี่ยเป่ยหานลงจากรถม้า พอได้เห็นจวนที่คุ้นเคยของตนเอง ใบหน้าของเซี่ยเป่ยหานก็พลันซีดเผือดลงในบัดดล
เพราะว่า...ที่นี่คือจวนเจิ้นเป่ยโหว!
ความรู้สึกเย็นเยียบแล่นวาบไปทั่วแผ่นหลัง
ที่แท้...คนที่คิดทำร้ายเขาก็อยู่ข้างกายเขามาตลอด!
พอเซี่ยเป่ยหานนึกถึงสภาพอันน่าสมเพชและความหวาดผวาเมื่อครู่ของตนเอง เขาก็เดินกระทืบเท้าเข้าไปในจวนอย่างเกรี้ยวกราด
สั่งให้บ่าวไพร่ไปปลุกทุกคนในจวนขึ้นมาให้หมด เพราะเขาต้องรู้ให้ได้ว่าใครคือคนที่ทำร้ายเขา
แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็ยังกลัวว่าจะต้องเจอกับเรื่องภูตผีปีศาจอีก จึงได้แต่ยืนรออยู่ที่หน้าประตูอย่างจงใจ….มีเพียงการได้เดินอยู่เคียงข้างหนานหลีเท่านั้น ถึงจะทำให้เขารู้สึกอุ่นใจขึ้นมาได้
…..
จวนเจิ้นเป่ยโหวสว่างไสวไปด้วยแสงไฟในชั่วพริบตา
เมื่อเจิ้นเป่ยโหวถูกปลุกขึ้นมากลางดึก เขาก็รู้สึกเดือดดาลเป็นอย่างยิ่ง
พอเห็นหน้าเซี่ยเป่ยหานก็เตรียมจะอ้าปากด่าอยู่แล้ว แต่สายตาก็พลันเหลือบไปเห็นเด็กสาวที่ยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมนางหนึ่งยืนอยู่ข้างกายบุตรชาย ทันใดนั้นเขาก็ทุบหน้าอกตัวเองปังๆ
"ข้าไปสร้างเวรกรรมอะไรไว้นักหนากัน ถึงได้มีลูกเต่าอย่างเจ้าออกมาได้!"
เซี่ยเป่ยหานยังไม่ทันได้เอ่ยปากก็ถูกด่าเสียแล้ว
"ท่านพ่อ! ข้าไปทำอะไรผิดอีกแล้วขอรับ"
"เจ้ายังจะมีหน้ามาถามข้าอีกรึ! กลางค่ำกลางคืนเจ้าพาเด็กสาวกลับมา ไม่ใช่ว่าคิดจะรับนางมาเป็นสาวใช้อุ่นเตียงหรอกรึ!"
เจิ้นเป่ยโหวพูดพลางกุมหน้าอก แต่พอนั่งลงแล้วลองคิดดูอีกที ก็รู้สึกว่าครั้งนี้บุตรชายของตนดูจะมีความก้าวหน้าขึ้นมาบ้าง…อย่างน้อยๆก็ไม่ได้ชิงสุกก่อนห่าม ยังรู้จักมาถามความเห็นจากบิดาเฒ่าคนนี้ก่อน
เจิ้นเปยโหวพลันเปลี่ยนเป็นใบหน้ายิ้มแย้มทันที แล้วเอ่ยว่า
"แม่หนู บ้านของเจ้าอยู่ที่ไหนรึ แล้วอายุเท่าไหร่แล้วล่ะ?"
ยังไม่ทันที่หนานหลีจะได้เอ่ยปากอธิบาย น้ำเสียงเรียบเฉยเย็นชาก็พลันดังมาจากนอกโถงรับรอง
"ท่านโหว นางคือคุณหนูหกแห่งจวนอันหยางโหวที่เพิ่งตามตัวกลับมาได้ ไม่ใช่คนที่คิดจะมาเป็นสาวใช้อุ่นเตียงให้บุตรชายของท่านหรอก"
เป็นชิงเฟิงเข็นที่รถของเย่ซือเหิงเข้ามา
(จบตอน)