เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 8 : คนที่ทำร้ายเขา อยู่ข้างกายมาตลอดอย่างนั้นรึ?

บทที่ 8 : คนที่ทำร้ายเขา อยู่ข้างกายมาตลอดอย่างนั้นรึ?

บทที่ 8 : คนที่ทำร้ายเขา อยู่ข้างกายมาตลอดอย่างนั้นรึ?


บทที่ 8 : คนที่ทำร้ายเขา อยู่ข้างกายมาตลอดอย่างนั้นรึ?

เย่ซือเหิงอยู่ในอาภรณ์สีดำขลับ ปักประดับด้วยขลิบทองอันหรูหรา ลวดลายมังกรบนเนื้อผ้านั้นดูราวกับมีชีวิตชีวาเป็นพิเศษ

ภายใต้แสงจันทร์อันเยียบเย็น ใบหน้าอันหล่อเหลางดงามของเขาทำให้ผู้คนรู้สึกสูงส่งจนมิอาจเอื้อม ทุกอณูของร่างกายล้วนแผ่ซ่านไปด้วยกลิ่นอายแห่งความสูงศักดิ์โดยกำเนิด

เขายังมิทันได้เอ่ยปากถามว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้น กลุ่มหมอกสีดำที่เพิ่งสลายไปเมื่อครู่ก็พลันกลับมารวมตัวกันอีกครั้ง…คราวนี้กลุ่มหมอกได้กระจายตัวออกไปทั่ว จนกระทั่งสารถีและบ่าวรับใช้สามารถมองเห็นมันได้อย่างชัดเจน พวกเขาตกใจกลัวจนร่างกายแข็งทื่อ ไม่สามารถขยับเขยื้อนไปไหนได้

"ท่านอ๋อง! ระวังพ่ะย่ะค่ะ!"

ชิงเฟิงพุ่งเข้าโจมตีทันที แต่ทว่าเขากลับไม่สามารถสร้างความเสียหายใดๆให้แก่กลุ่มหมอกเหล่านั้นได้เลยแม้แต่น้อย

เนื่องจากเซี่ยเป่ยหานมีประคำข้อมือไม้ท้อคอยปกป้องอยู่ กลุ่มหมอกจึงไม่สามารถทำร้ายเขาได้…แต่กระนั้นมันก็ยังคงคลุ้มคลั่งราวกับสัตว์ป่า หมายจะสังหารทุกคนที่อยู่ในที่แห่งนี้ให้สิ้นซาก

แม้แต่ยอดฝีมืออย่างชิงเฟิงก็ยังมิอาจต้านทานได้ ลมหายใจของเขาค่อยๆถูกช่วงชิงไป…กลุ่มหมอกกำลังจะรัดพันมาถึงตัวเย่ซือเหิงอยู่รอมร่อ

เขาไม่อาจเดินได้ และที่สำคัญ...เขาก็ไม่มีวิชาอาคม

เเต่ในช่วงเวลาแห่งความเป็นความตายนั้นเอง…ยันต์อาคมแผ่นหนึ่งก็ได้พุ่งแหวกอากาศเข้ามาส่องแสงสีทองสาดกระจายออกไปโดยรอบ ราวกับลำแสงอันอบอุ่นที่สาดส่องในยามค่ำคืน ขับไล่พลังชั่วร้ายทั้งมวลให้สลายไปสิ้น

แต่ทว่ากลุ่มหมอกยังไม่คิดจะยอมแพ้ มันเปลี่ยนทิศทางแล้วพุ่งเข้าโจมตีอีกครั้ง

ทันใดนั้น ก็มีร่างหนึ่งปรากฏขึ้นจากทางด้านหลัง

นางคว้าเก้าอี้รถเข็นเปลี่ยนทิศทางอย่างรวดเร็ว ก่อนจะใช้ร่างของตนเองเข้ามายืนขวางอยู่เบื้องหน้า พร้อมกับใช้นิ้วชี้และนิ้วกลางแนบชิดติดกัน

เมื่อพลังทั้งสองสายปะทะกัน ก็เกิดเสียงดัง "ปัง"!

พายุลมหมุนกรรโชกแรง พัดพาฝุ่นดินที่อยู่รอบๆให้ฟุ้งกระจายขึ้นมา

ผู้ที่มาคือหนานหลีนั่นเอง

เย่ซือเหิงเอี้ยวศีรษะมอง ดวงตาของเขาเบิกขึ้นเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ

นับตั้งแต่ที่เขาสามารถจับดาบได้ ก็ไม่เคยมีสตรีใดยืนอยู่เบื้องหน้าเพื่อปกป้องเขาจากภยันตรายเช่นนี้มาก่อน

"ก็แค่ลูกไม้ตื้นๆ" หนานหลีแค่นเสียงเย็นชา พลางประสานอินด้วยมือ รวบรวมพลังไว้ที่ปลายนิ้วทั้งสอง

กลุ่มหมอกถูกโจมตีอย่างรุนแรงจึงรีบสลายตัวหายไปอย่างไร้ร่องรอยในทันที…ท้องถนนกลับคืนสู่ความสงบอีกครั้ง แสงจันทร์ยังคงสาดส่องอย่างเยียบเย็นเช่นเดิม

หนานหลีหันกลับมา พลางพินิจพิจารณาเย่ซือเหิง ชายผู้ซึ่งนางเคยพบพานมาแล้วครั้งหนึ่ง

"ท่าน...ไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่?"

"ได้รับความช่วยเหลือจากคุณหนูหก ข้าจึงไม่เป็นอะไรมากนัก" เย่ซือเหิงแย้มยิ้มจางๆใบหน้าอันหล่อเหลางดงามล่มเมืองนั้นเพียงพอที่จะทำให้สรรพชีวิตต้องลุ่มหลง

แต่ที่น่าแปลกก็คือ หนานหลีกลับทำราวกับมองไม่เห็นรูปโฉมอันงดงามนั้น…นางเพียงพยักหน้าเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า

"วางใจเถอะ สำหรับค่าช่วยชีวิตของท่าน เดี๋ยวข้าจะไปเก็บเงินกับคุณชายเซี่ยเอง"

คำพูดนี้ทำให้รอยยิ้มของเย่ซือเหิงพลันแข็งค้างไปเล็กน้อย

จากนั้น หนานหลีก็เดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าเซี่ยเป่ยหาน…ในยามนี้เขากำลังหวาดกลัวอย่างสุดขีด ได้แต่กำประคำข้อมือไม้ท้อไว้แน่น ขดตัวเป็นก้อนกลม พลางพึมพำไม่หยุด

"อย่าฆ่าข้า...อย่าฆ่าข้าเลยนะ..."

"คุณชายเซี่ย ท่านยังสบายดีอยู่หรือไม่?" หนานหลีตบไหล่เขาเบาๆอย่างไม่สบอารมณ์นัก

พอได้ยินเสียงนี้ ก็ราวกับคนที่กำลังจะจมน้ำคว้าเศษไม้ลอยน้ำไว้ได้

เซี่ยเป่ยหานเงยหน้าขึ้นมอง เมื่อเห็นว่าเป็นหนานหลีจริงๆ…เขาก็ปล่อยโฮออกมาโดยไม่สนใจสถานะของตนเองอีกต่อไป

"น้องหก! มันน่ากลัวมากจริงๆข้าเกือบจะไม่มีชีวิตรอดแล้ว..." เขาร้องพลางทำท่าจะโผเข้ากอดขาของหนานหลี

หนานหลีรีบถอยหลังไปสองก้าวทันที พลางกล่าวด้วยน้ำเสียงรังเกียจเล็กน้อย

"ใครเป็นน้องหกของท่านกัน"

"ข้ากับฉู่ซั่วเป็นพี่น้องร่วมสาบานกัน ดังนั้นเจ้าก็คือน้องหกของข้าน่ะสิ" เซี่ยเป่ยหานตะโกน

"ต่อให้เป็นพี่น้องแท้ๆก็ยังต้องคิดบัญชีกันให้ชัดเจนเลยนะ ตอนเช้าห้าร้อยตำลึง แต่ตอนนี้คงต้องขอขึ้นราคาแล้วล่ะ" หนานหลีกล่าว

"เเละข้าจะลากตัวคนที่ทำร้ายท่านออกมาให้ได้"

เซี่ยเป่ยหานถูกกลุ่มหมอกสีดำนั่นเล่นงานจนขวัญหนีดีฝ่อไปหมดแล้ว…ตอนนี้เขาไหนเลยจะกล้าต่อรองราคากับหนานหลีอีก ได้แต่รีบพยักหน้าหงึกๆ

"น้องหกจะว่าเท่าไหร่ก็เท่านั้นเลย"

"หนึ่งพันตำลึง" หนานหลีแจ้งราคาให้เขาทราบล่วงหน้า

"หนึ่งพันตำลึง? แค่หนึ่งพันตำลึงจะไปพออะไรกัน…ชีวิตของข้า อย่างน้อยๆก็ต้องมีค่าสักสามพันตำลึงสิ" เซี่ยเป่ยหานกล่าวอย่างถือดี

"มิน่าล่ะ ท่านถึงได้เป็นสหายรักกับท่านพี่รองของข้าได้" หนานหลีเหลือบมองเขาอย่างลึกซึ้ง

ก็เรื่องนิสัยการใช้เงินนี่แหละ ที่ทั้งสองคนเหมือนกันราวกับแกะ

นางหยิบนกกระเรียนกระดาษที่พับจากยันต์ออกมา…เมื่อเป่าลมเข้าไปเบาๆนกกระเรียนกระดาษก็พลันขยับปีก แล้วค่อยๆบินขึ้นไปในอากาศอย่างช้าๆ

แต่ที่บังเอิญเหลือเกินก็คือ เมื่อครู่ตอนที่รีบร้อนเดินทางมา รถม้าของจวนเจิ้นเป่ยโหวดันมาเสียกลางทางเสียนี่…ในตอนนี้แข้งขาของเซี่ยเป่ยหานก็อ่อนเปลี้ยจนเดินแทบไม่ไหว แล้วหนานหลีจะให้แบกเขาไปก็คงจะไม่ใช่เรื่อง

"เปิ่นหวางจะไปส่งพวกเจ้าเอง" เย่ซือเหิงที่ยืนอยู่ด้านข้างเอ่ยขึ้น

"ท่านอ๋องเก้า...ท่านยังอยู่อีกหรือพ่ะย่ะค่ะ" สีหน้าของเซี่ยเป่ยหานแข็งทื่อไปเล็กน้อย

คนที่เขากลัวที่สุดก็คือท่านอ๋องเก้านี่แหละ…ทั้งๆที่เกิดมาหล่อเหลางดงาม แต่กลับทำหน้าบึ้งตึงอยู่ตลอดทั้งวัน

เย่ซือเหิงพยักหน้าเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยขึ้น "ประคำข้อมือ"

เมื่อนั้น เซี่ยเป่ยหานจึงนึกขึ้นได้ว่า เมื่อครู่ในยามคับขัน…ก็เป็นประคำข้อมือที่ท่านอ๋องเก้าโยนออกมาช่วยชีวิตตนเองไว้

เขายิ้มออกมาอย่างเก้อๆก่อนจะรีบประคองประคำข้อมือนั้นส่งคืนให้

หลังจากชิงเฟิงรับของมาแล้ว ก็ช่วยประคองนายของตนกลับขึ้นไปบนรถม้า

เซี่ยเป่ยหานพยายามจะหาข้ออ้างเพื่อที่จะไม่ต้องขึ้นรถไปด้วย แต่ใครจะไปคิดว่า หนานหลีจะคว้าแขนเขาไว้แล้วเอ่ยว่า

"เร็วเข้าสิ"

นี่ก็ดึกดื่นค่อนคืนแล้ว นางอยากจะรีบจัดการเรื่องให้เสร็จแล้วกลับไปนอนจะแย่

เซี่ยเป่ยหานจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้อีกต่อไป

ถ้าหากจะให้ถามว่าระหว่างท่านอ๋องเก้ากับกลุ่มหมอกสีดำ อย่างไหนน่ากลัวกว่ากัน คำตอบของเขาก็คือ….เเม่งก็น่ากลัวพอๆกันนั่นแหละ

….

หนานหลีสั่งให้สารถีขับตามนกกระเรียนกระดาษไป

ภายในรถม้ามีไข่มุกราตรีส่องสว่างอยู่หลายดวง …เซี่ยเป่ยหานที่เห็นสีหน้าของหนานหลีที่ดูสงบนิ่งเป็นธรรมชาติ ไม่มีท่าทีเก้อเขินแม้แต่น้อย ในใจของเขาก็พลันบังเกิดความนับถือขึ้นมาอย่างจับใจ

ขนาดบิดาของเขาเอง เมื่ออยู่ต่อหน้าท่านอ๋องเก้าผู้ไม่เคยแย้มสรวล ก็ยังต้องมีท่าทีประหม่าอยู่บ้าง…แต่หนานหลีกลับทำราวกับว่าท่านอ๋องเก้าไม่มีตัวตนอยู่ตรงนั้นเสียอย่างนั้น สมแล้วที่เป็นยอดคน ย่อมต้องแตกต่างจากคนธรรมดาเป็นพิเศษ

รถม้าของเย่ซือเหิงถูกดัดแปลงมาเป็นพิเศษเพื่อให้สะดวกต่อการใช้รถเข็น…เขานั่งอยู่ตรงกลาง ส่วนหนานหลีและเซี่ยเป่ยหานนั่งอยู่คนละฝั่ง

เบาะที่นั่งบุด้วยนวมนุ่มสบาย ทำให้เวลาวิ่งอยู่บนถนนที่ปูด้วยแผ่นหินจึงไม่รู้สึกสั่นสะเทือนเลยแม้แต่น้อย

นอกจากนี้ ตรงกลางยังมีโต๊ะเล็กๆตัวหนึ่งวางชุดน้ำชาเอาไว้ด้วย

เย่ซือเหิงรินชาด้วยตนเองถ้วยหนึ่ง แล้วกล่าวว่า

"เชิญคุณหนูหก"

"ขอบคุณ"

เมื่อครู่นางรีบร้อนมาอย่างเร่งด่วน ตอนนี้ก็รู้สึกกระหายน้ำขึ้นมาจริงๆ

น้ำชานั้นอุ่นกำลังดี ทั้งยังทิ้งความหอมกรุ่นไว้ในปาก นับว่าเป็นชาชั้นเลิศ

เซี่ยเป่ยหานเบิกตากว้าง มองหนานหลีทีหนึ่ง แล้วก็หันไปมองเย่ซือเหิงทีหนึ่ง

น่าขนลุกมาก…ตอนนี้ที่มุมปากของท่านอ๋องเก้ากลับมีรอยยิ้มจางๆประดับอยู่!

เขารวบรวมความกล้า เเล้วเอ่ยขอขึ้นมาบ้าง "ท่านอ๋องเก้า ข้าเองก็กระหายน้ำเช่นกันพ่ะย่ะค่ะ"

เย่ซือเหิงเอี้ยวศีรษะมามองเขา รอยยิ้มพลันเลือนหายไป ดวงตากลับมาเย็นชาดังเดิม

"มือของเจ้าพิการรึ?"

“…...”

เซี่ยเป่ยหานรีบขยับตัวถอยห่างทันที

ดีมาก! นี่แหละท่านอ๋องเก้าที่เขารู้จัก

….

ในไม่ช้า รถม้าก็หยุดลง

หนานหลีและเซี่ยเป่ยหานลงจากรถม้า พอได้เห็นจวนที่คุ้นเคยของตนเอง ใบหน้าของเซี่ยเป่ยหานก็พลันซีดเผือดลงในบัดดล

เพราะว่า...ที่นี่คือจวนเจิ้นเป่ยโหว!

ความรู้สึกเย็นเยียบแล่นวาบไปทั่วแผ่นหลัง

ที่แท้...คนที่คิดทำร้ายเขาก็อยู่ข้างกายเขามาตลอด!

พอเซี่ยเป่ยหานนึกถึงสภาพอันน่าสมเพชและความหวาดผวาเมื่อครู่ของตนเอง เขาก็เดินกระทืบเท้าเข้าไปในจวนอย่างเกรี้ยวกราด

สั่งให้บ่าวไพร่ไปปลุกทุกคนในจวนขึ้นมาให้หมด เพราะเขาต้องรู้ให้ได้ว่าใครคือคนที่ทำร้ายเขา

แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็ยังกลัวว่าจะต้องเจอกับเรื่องภูตผีปีศาจอีก จึงได้แต่ยืนรออยู่ที่หน้าประตูอย่างจงใจ….มีเพียงการได้เดินอยู่เคียงข้างหนานหลีเท่านั้น ถึงจะทำให้เขารู้สึกอุ่นใจขึ้นมาได้

…..

จวนเจิ้นเป่ยโหวสว่างไสวไปด้วยแสงไฟในชั่วพริบตา

เมื่อเจิ้นเป่ยโหวถูกปลุกขึ้นมากลางดึก เขาก็รู้สึกเดือดดาลเป็นอย่างยิ่ง

พอเห็นหน้าเซี่ยเป่ยหานก็เตรียมจะอ้าปากด่าอยู่แล้ว แต่สายตาก็พลันเหลือบไปเห็นเด็กสาวที่ยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมนางหนึ่งยืนอยู่ข้างกายบุตรชาย ทันใดนั้นเขาก็ทุบหน้าอกตัวเองปังๆ

"ข้าไปสร้างเวรกรรมอะไรไว้นักหนากัน ถึงได้มีลูกเต่าอย่างเจ้าออกมาได้!"

เซี่ยเป่ยหานยังไม่ทันได้เอ่ยปากก็ถูกด่าเสียแล้ว

"ท่านพ่อ! ข้าไปทำอะไรผิดอีกแล้วขอรับ"

"เจ้ายังจะมีหน้ามาถามข้าอีกรึ! กลางค่ำกลางคืนเจ้าพาเด็กสาวกลับมา ไม่ใช่ว่าคิดจะรับนางมาเป็นสาวใช้อุ่นเตียงหรอกรึ!"

เจิ้นเป่ยโหวพูดพลางกุมหน้าอก แต่พอนั่งลงแล้วลองคิดดูอีกที ก็รู้สึกว่าครั้งนี้บุตรชายของตนดูจะมีความก้าวหน้าขึ้นมาบ้าง…อย่างน้อยๆก็ไม่ได้ชิงสุกก่อนห่าม ยังรู้จักมาถามความเห็นจากบิดาเฒ่าคนนี้ก่อน

เจิ้นเปยโหวพลันเปลี่ยนเป็นใบหน้ายิ้มแย้มทันที แล้วเอ่ยว่า

"แม่หนู บ้านของเจ้าอยู่ที่ไหนรึ แล้วอายุเท่าไหร่แล้วล่ะ?"

ยังไม่ทันที่หนานหลีจะได้เอ่ยปากอธิบาย น้ำเสียงเรียบเฉยเย็นชาก็พลันดังมาจากนอกโถงรับรอง

"ท่านโหว นางคือคุณหนูหกแห่งจวนอันหยางโหวที่เพิ่งตามตัวกลับมาได้ ไม่ใช่คนที่คิดจะมาเป็นสาวใช้อุ่นเตียงให้บุตรชายของท่านหรอก"

เป็นชิงเฟิงเข็นที่รถของเย่ซือเหิงเข้ามา

(จบตอน)

จบบทที่ บทที่ 8 : คนที่ทำร้ายเขา อยู่ข้างกายมาตลอดอย่างนั้นรึ?

คัดลอกลิงก์แล้ว