- หน้าแรก
- นายหญิงแห่งศาสตร์ลึกลับ
- บทที่ 6 : พี่รองคนซื่อ(บื้อ)ผู้มั่งคั่ง
บทที่ 6 : พี่รองคนซื่อ(บื้อ)ผู้มั่งคั่ง
บทที่ 6 : พี่รองคนซื่อ(บื้อ)ผู้มั่งคั่ง
บทที่ 6 : พี่รองคนซื่อ(บื้อ)ผู้มั่งคั่ง
พอได้ยินเช่นนั้น ทั้งสองคนก็สบตากันทันที
ดูท่าว่าเบื้องหลังเรื่องนี้…จะมีอะไรมากกว่าที่คิดจริงๆ
แต่ทว่าเบาะแสกลับมาขาดสะบั้นลงตรงนี้เสียได้…ทำให้ไม่รู้เลยว่ารูปปั้นเจ้าแม่กวนอิมกระเบื้องขาวนั่น ถูกเตรียมไว้ให้ท่านย่าโดยเฉพาะ หรือเป็นเพียงแค่เรื่องบังเอิญกันแน่
เซี่ยเป่ยหานเหลือบมองคนทั้งสองแวบหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยถาม
"เกิดเรื่องอะไรขึ้นรึ?"
"ก็...ก็ข้าดันทำรูปปั้นเจ้าแม่กวนอิมแตกน่ะสิ เจ้าอย่าเอาไปพูดที่ไหนเชียวนะ" ฉู่ซั่วกล่าวแบบครึ่งจริงครึ่งเท็จ
"จริงสิ ว่าแต่หยกที่พวกเราซื้อมาด้วยกันคราวก่อนน่ะ เจ้าเอาออกมาให้น้องหกของข้าดูหน่อยสิ"
เซี่ยเป่ยหานจึงทำตามที่เขาบอกแต่โดยดี
หนานหลีเพียงปรายตามองปราดเดียวก็เอ่ยขึ้น
"หยกของท่านไม่มีปัญหาอะไร แต่ตัวท่านเองต่างหากที่กำลังติดอยู่ในค่ายกลเจ็ดสังหาร และวันนี้ก็เป็นวันที่เจ็ดแล้วด้วย ดังนั้นก่อนยามจื่อ (23.00 น.) ของคืนนี้ ท่านจะต้องตายอย่างแน่นอน"
เมื่อได้ยินเช่นนี้ เซี่ยเป่ยหานถึงกับนิ่งอึ้งไปทันที
จู่ๆก็มีคนมาบอกว่าตัวเองจะต้องตายในวันนี้ เขาก็ย่อมต้องมีโทสะเป็นธรรมดา
"ข้าอุตส่าห์ช่วยพวกเจ้าสืบเรื่องราว ไม่ขอบคุณก็แล้วไปเถอะนะ แต่นี่ยังจะมาแช่งให้ข้าตายอีกเหรอ?!"
หนานหลีเคยเจอคนประเภทนี้มานักต่อนักแล้ว ดังนั้นนางจึงไม่ได้รู้สึกโกรธเคืองแต่อย่างใด
คนเราก็มักจะเป็นเช่นนี้แหละ...ยอมรับฟังแต่เรื่องดีๆเท่านั้น
"คุณชายรองเจิ้นเป่ย ที่หว่างคิ้วของท่านมีรอยประทับสีดำอยู่ ท่านอาจจะมองไม่เห็นด้วยตนเอง แต่ข้ามองเห็นมันชัดเจนมาก" นางพูดพลางยื่นมือออกไป
"ราคามิตรภาพห้าร้อยตำลึง แล้วข้าจะช่วยจัดการให้ท่านเอง"
คำพูดนี้ทำให้ดวงตาของเซี่ยเป่ยหานเบิกกว้างขึ้นกว่าเดิม
"ฉู่ซั่ว! น้องสาวของเจ้าคนนี้สติไม่ดีหรืออย่างไร? ทำไมไม่หาหมอหลวงมาดูอาการนางหน่อยเล่า!"
"เป่ยหาน...ที่น้องหกของข้าพูดล้วนเป็นความจริงทั้งสิ้น ข้าจะทำร้ายเจ้าได้อย่างไร" ฉู่ซั่วขมวดคิ้วแน่น ถึงแม้จะเป็นสหายรัก แต่ก็ใช่ว่าจะมาพูดจาดูหมิ่นน้องหกของเขาแบบนี้ได้!
"เหอะ! นางก็เป็นแค่เด็กสาวที่ยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม มาพูดจาเหลวไหลอยู่ตรงนี้ ก็มีแต่เจ้าเท่านั้นแหละที่ยังจะเชื่อ"
เซี่ยเป่ยหานคว้าหยกของตนกลับคืน แล้วเดินกระทืบเท้าจากไปอย่างฉุนเฉียว
จะมาบอกว่าเขาต้องตายในวันพรุ่งนี้งั้นรึ…ช่างน่าขันสิ้นดี!
ในเมื่อท่านปรมาจารย์จื้อกวงเคยบอกเอาไว้ว่าชีวิตเขาจะปราศจากเภทภัย อายุยืนยาว แถมในอนาคตยังจะได้แต่งงานกับภรรยาคนงามอีกด้วยนะ!
ฉู่ซั่วแม้จะรู้สึกหงุดหงิดอยู่บ้าง แต่ว่าก็ไม่อาจทอดทิ้งสหายที่คบหากันมานานหลายปีได้…เขาจึงได้แต่รีบวิ่งตามออกไป
….
ครู่ต่อมา เขาก็เดินกลับมาด้วยสีหน้าจนใจ ซึ่งเห็นได้ชัดว่าเกลี้ยกล่อมเซี่ยเป่ยหานไม่สำเร็จ
"น้องหก...เขาเป็นคนปากไวใจเร็ว เจ้าอย่าได้ถือสาเลยนะ"
"เเต่เจ้าต้องหาทางช่วยเขาให้ได้นะ" ฉู่ซั่วทำหน้าอ้อนวอน
"ก็ท่านพี่ยื่นยันต์คุ้มภัยให้เขาไปแล้วไม่ใช่หรือ? ตราบใดที่เขายังมีมันอยู่ อย่างไรเขาก็ยังไม่ตายในเร็วๆนี้หรอก" หนานหลีพูดจบก็หยิบขนมเปี๊ยะขึ้นมากินชิ้นหนึ่ง
"เรื่องนี้...เจ้าก็รู้ด้วยหรือ?" ฉู่ซั่วรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย
ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะเขาเป็นห่วงสหายรักคนนี้มากจริงๆ…ดังนั้นเมื่อครู่ตอนที่รั้งเขาไว้ เขาจึงได้แอบยัดยันต์คุ้มภัยใส่เข้าไปในสาบเสื้อของเซี่ยเป่ยหานอย่างเงียบๆ
"ยันต์คุ้มภัยที่ข้าให้คนสกุลฉู่จะมีความแตกต่างออกไป ข้าสามารถรับรู้ตำแหน่งของมันได้" หนานหลีไม่ได้อธิบายอะไรมากไปกว่านั้น
"น้องหก ข้ายอมจ่ายให้เจ้าหนึ่งพันตำลึงเลยก็ได้นะ ช่วยจัดการเรื่องนี้ให้เขาหน่อยได้หรือไม่?"
"ชาติที่แล้วเขาเคยช่วยชีวิตท่านไว้หรืออย่างไร?"
"ชาติที่แล้วเขาเคยช่วยข้าไว้หรือไม่ ข้าเองก็ไม่รู้ แต่ที่แน่ๆในชาตินี้เขาเคยช่วยชีวิตข้าไว้จริงๆ"
ครั้งหนึ่งในเทศกาลล่าสัตว์ฤดูใบไม้ร่วง เขาพลั้งเผลอออกจากเขตล่าสัตว์ไปโดยไม่ตั้งใจ และเกือบจะกลายเป็นเหยื่อของหมีดำตัวหนึ่ง…และในช่วงเวลาคับขันนั้นเอง ก็เป็นเซี่ยเป่ยหานที่ล่อหมีดำให้ไปทางอื่น เขาจึงรอดชีวิตกลับมาได้
หลังจากหนานหลีฟังเขาเล่าจบก็เข้าใจในทันที
"วางใจเถอะ ไม่ว่าจะเป็นชาติก่อนหรือชาตินี้ เขาก็ได้สั่งสมบุญกุศลเอาไว้ไม่น้อย คงไม่ตายง่ายๆหรอก…ไม่อย่างนั้นแล้ว วันนี้เขาคงไม่ได้มาพบข้าหรอก"
"ที่แท้ที่ชาตินี้เขามีสาวงามมาให้กกกอดมากมายขนาดนี้…ก็เป็นเพราะบุญที่สั่งสมไว้จากชาติที่แล้วนี่เองสินะ" ฉู่ซั่วพึมพำกับตัวเอง
"จะว่าอย่างนั้นก็ได้"
ก็คงเป็นเพราะว่าในชาติที่แล้ว เซี่ยเป่ยหานคงเคยช่วยชีวิตสาวใช้อุ่นเตียงเหล่านั้นเอาไว้กระมัง
เพียงแต่สิ่งที่หนานหลีรู้สึกแปลกใจก็คือ ทั้งๆที่เซี่ยเป่ยหานมีสาวใช้อุ่นเตียงมากมายถึงเพียงนั้น แต่ทำไมดวงชะตาเรื่องบุตรธิดาของเขาถึงได้อ่อนด้อยเช่นนี้ ถึงขั้นถูกลิขิตไว้ว่าให้มีบุตรชายได้เพียงคนเดียว
หรือว่าในอนาคตเขาจะได้แต่งงานกับสตรีขี้หึง แล้วนางก็จะจัดการขายสาวใช้อุ่นเตียงทิ้งไปจนหมด?
แต่อย่างไรเสีย นี่ก็เป็นเรื่องของครอบครัวอื่น คนเราทุกคนต่างก็มีชะตาที่ถูกกำหนดไว้แล้วของตนเอง…หากคิดจะฝืนเปลี่ยนดวงชะตา ก็จำต้องจ่ายค่าตอบแทนอันแสนหนักหน่วง
"ถ้าอย่างนั้นข้าคงต้องไปซื้อของนิดหน่อย วันนี้ท่านพี่จ่ายให้ด้วยก็แล้วกัน" หนานหลีเอ่ยขึ้นอีกครั้ง
เพราะว่าการลงจากเขาครั้งนี้ ของทุกอย่างล้วนถูกท่านปรมาจารย์ชิงซูริบไปจนเกลี้ยง พวกยันต์อาคมอะไรต่างๆก็เหลืออยู่ไม่มากแล้ว
"ข้าสั่งของให้เจ้าหมดแล้วล่ะ!”
“ไม่ว่าจะเป็นกระดาษยันต์ ชาดจอแส ไม้ท้อ หรือศาสตราวุธต่างๆก็มีครบทุกอย่างเลยนะ” ฉู่ซั่วกล่าวพลางยิ้มอย่างร่าเริง
เขาแอ่นอกขึ้นเล็กน้อย เชิดคางอย่างภาคภูมิใจ รอเพียงให้หนานหลีเอ่ยปากชม ว่านางชอบพี่รองคนนี้ที่สุด
ทว่าหนานหลีที่มองรอยยิ้มนั้นกลับรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
….
พอกลับมาถึงจวนอันหยางโหว หนานหลีก็เห็นสตรีร่างท้วมคนหนึ่งกำลังสั่งการให้บ่าวไพร่ขนของเข้าไปเก็บในห้องคลังพอดี
นางคืออนุเฉียน มารดาผู้ให้กำเนิดของฉู่ซั่ว
นางเป็นคนสมชื่อสกุล "เฉียน" (ที่แปลว่าเงิน) …ครอบครัวเดิมของนางเป็นถึงคหบดีอันดับหนึ่งแห่งลั่วหยาง มีรายได้นับล้านตำลึงต่อปี ทั้งยังมีคนงานในสังกัดอีกหลายพันคน
เมื่อวานนี้ หลังจากฉู่ซั่วเล่าเรื่องหยกที่น่าหวาดเสียวให้ฟัง อนุเฉียนก็รู้สึกซาบซึ้งใจยิ่ง…ดังนั้นนอกจากของใช้ในลัทธิเต๋าที่ส่งมาให้แล้ว นางยังขนเอาเครื่องประดับทองอร่ามและผ้าพรรณล้ำค่าสารพัดชนิดจากร้านของตนเองมามอบให้อีกด้วย
"คุณหนูหก!" อนุเฉียนผู้ซึ่งประดับประดาตนเองด้วยเครื่องทองหยอง แต่กลับไม่ได้ดูรุ่มร่ามจนเกินงาม ตรงกันข้ามมันกลับขับเน้นให้นางดูมีเสน่ห์ไปอีกแบบ
"นี่มัน..." หนานหลีมองห้องคลังที่เต็มไปด้วยข้าวของอย่างไม่เข้าใจ
"เจ้าเคยช่วยซั่วเอ๋อร์เอาไว้ ดังนั้นของพวกนี้ถือเป็นน้ำใจเล็กๆน้อยๆจากแม่ลูกสองคนเรานะ”
“ถ้าหากว่าเจ้าไม่ชอบรูปแบบพวกนี้ เดี๋ยวข้าจะให้คนส่งแบบอื่นมาให้ใหม่” อนุเฉียนกล่าว
ฉู่ซั่วลองเปิดหีบใบหนึ่งดูอย่างไม่ใส่ใจนัก ก่อนจะอุทานออกมาด้วยความทึ่ง
"ท่านเเม่! ของที่ท่านเลือกมานี่ช่างเรียบง่ายแต่ไม่ขาดความสูงส่ง สง่างามแต่ก็ไม่เสียความเรียบง่าย”
“ช่าง...ยอดเยี่ยมยิ่งนัก!”
ฉากนี้ ทำให้หนานหลีถึงกับเซถอยหลังไปก้าวหนึ่ง
เครื่องประดับที่เขาชื่นชม มันเป็นสร้อยคอทองคำบริสุทธิ์ที่ประดับประดาไปด้วยอัญมณีหลากสีสัน เมื่อต้องแสงแดดก็ส่องประกายระยิบระยับจนแทบจะทำให้ตาของนางบอด
"คุณหนูหก มาลองดูสิ ผิวเจ้าทั้งขาวทั้งงาม สวมแล้วต้องดูดีมากแน่ๆ" อนุเฉียนกล่าวอย่างกระตือรือร้น
เพียงแค่นึกถึงน้ำหนักของเครื่องประดับเหล่านี้ หนานหลีก็รู้สึกชาวาบไปทั้งศีรษะ นางจึงรีบโบกมือปฏิเสธทันที
"ไม่เป็นไรหรอกเจ้าค่ะ ของพวกนี้เหมาะที่จะเก็บไว้ในห้องคลังมากกว่า"
เมื่อทั้งสองคนได้ยินเช่นนั้น ก็รู้ได้ทันทีว่าหนานหลีไม่ชอบของพวกนี้
พวกเขาจึงได้แต่เริ่มคิดคำนวณในใจว่าควรจะจ้างช่างฝีมือมาทำขึ้นเป็นพิเศษเพื่อให้นางพอใจดีหรือไม่
เเต่หนานหลีไม่ได้สนใจคนทั้งสองอีก…นางสั่งให้หยวนเป่าและชุนเป่าช่วยกันขนย้ายกระดาษเหลืองและของอื่นๆออกมา เพราะว่านางต้องเตรียมตัววาดอักขระยันต์แล้ว
ทว่า...พอนางได้เห็นของสำหรับเขียนยันต์เหล่านั้น สีหน้าก็พลันเคร่งขรึมลงทันที
กระดาษเหลืองเป็นของมีตำหนิ ชาดจอแสก็เป็นของปลอม กระทั่งดาบไม้ท้อ ก็ยังเป็นแค่ไม้ธรรมดาๆ
"ของพวกนี้ ท่านพี่ไปซื้อมาจากที่ใดรึ?" หนานหลีเอ่ยถาม
"ก็ร้านที่ใหญ่ที่สุดบนถนนฝั่งตะวันตกน่ะสิ ชื่อว่าร้าน ตัวฝูถัง”
“ได้ยินว่าเป็นร้านที่เปิดโดยนักพรตผู้มีอาคมแก่กล้า ชาวบ้านในเมืองหลวงต่างก็ไปซื้อยันต์กันที่นั่นทั้งนั้นแหละ”
ฉู่ซั่วชะโงกหน้าเข้ามาดู…แต่เนื่องจากเขาเป็นคนนอกวงการ จึงมองไม่ออกว่ามีอะไรผิดปกติ
"พวกท่านไม่รู้เรื่อง ก็เลยโดนเขาหลอกขายของมีตำหนิกับของปลอมให้ยังไงล่ะ" หนานหลีกล่าว
พี่รองของนางคนนี้ ช่างเป็นตัวอย่างที่สมบูรณ์แบบของคำว่า ‘คนซื่อ(บื้อ)ผู้มั่งคั่ง’ เสียจริง
เมื่อได้ยินเช่นนี้ อนุเฉียนก็โกรธจนเท้าสะเอว
"นี่มันเห็นว่าซั่วเอ๋อร์ยังเด็กอยู่รึไง ถึงได้กล้ารังแกกันเช่นนี้? ช่างไม่มีเหตุผลเอาเสียเลย!”
“มานี่! ไปเรียกนักเลงมาสักสองสามคน ข้าจะไปขอคืนของด้วยตัวเอง!”
"ช้าก่อนท่านอนุเฉียน ข้ากับท่านพี่รองไปกันเองก็พอแล้วเจ้าค่ะ" หนานหลีกล่าวห้าม
….
ร้านตัวฝูถังตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของเมือง ต้องนั่งรถม้าไปเกือบครึ่งชั่วยาม (1 ชั่วโมง)
เมื่อใกล้ถึงยามอู่ (เที่ยงวัน) แสงแดดของเดือนห้ายังไม่ถือว่าร้อนแรงนัก บนท้องถนนจึงยังคงมีผู้คนเดินไปมาขวักไขว่...และมันก็เป็นจริงดังที่ฉู่ซั่วพูด มีชาวบ้านจำนวนมากกำลังซื้อยันต์อาคมจากร้านตัวฝูถัง
ยันต์แต่ละชนิดก็มีราคาแตกต่างกันไป แค่ยันต์สงบจิตธรรมดาๆใบหนึ่ง ก็มีราคาสูงถึงห้าสิบตำลึงเงิน
พอลงจากรถม้า ฉู่ซั่วก็สั่งให้คนยกหีบของเหล่านั้นตามขึ้นมาทันที ก่อนจะตะโกนด้วยความเดือดดาลว่า
"เถ้าแก่! ของพวกนี้ไม่เป็นของมีตำหนิก็เป็นของปลอม แล้วนี่เจ้ายังกล้าขายให้ข้าอีกรึ?”
“รีบคืนของคืนเงินมาเดี๋ยวนี้! มิฉะนั้น ข้าจะพังร้านของเจ้าซะ!”
(จบตอน)