- หน้าแรก
- นายหญิงแห่งศาสตร์ลึกลับ
- บทที่ 5: สองเรื่องนี้เกี่ยวข้องกันหรือไม่
บทที่ 5: สองเรื่องนี้เกี่ยวข้องกันหรือไม่
บทที่ 5: สองเรื่องนี้เกี่ยวข้องกันหรือไม่
บทที่ 5: สองเรื่องนี้เกี่ยวข้องกันหรือไม่
ท่านหมอหลวงเองก็เป็นคนฉลาดหลักแหลมอยู่บ้าง เขาจึงรีบตอบทันที
“ท่านย่าเฒ่าโปรดวางใจ ข้าน้อยกับฮูหยินโหวเป็นญาติในตระกูลเดียวกัน ย่อมรู้ดีว่าอะไรควรพูด อะไรไม่ควรพูด...เพียงแต่ว่า...”
“หากคุณหนูหกจะกรุณาขายยาขับไล่สิ่งชั่วร้ายให้ข้าสักเม็ด ก็จะดียิ่งขึ้นไปอีกขอรับ” เขาหันไปมองหนานหลีด้วยแววตาอ้อนวอน
เนื่องจากเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับฉู่ซั่วด้วย หนานหลีจึงหยิบยาออกมาเม็ดหนึ่งแล้วส่งให้เขาไปโดยตรง
ท่านหมอหลวงทะนุถนอมมันราวกับของล้ำค่า แถมยังหาขวดยากระเบื้องเคลือบราคาแพงมาใส่ไว้อย่างดี ขาดก็แต่เพียงคุกเข่าลงกราบกรานบูชามันเท่านั้น
จากนั้นท่านย่าเฒ่าก็ให้คนสนิทเข้ามาจัดการเก็บกวาดเศษกระเบื้องบนพื้นให้สะอาดเรียบร้อย ก่อนจะกำชับสองพี่น้องว่าเรื่องนี้ห้ามแพร่งพรายออกไปข้างนอกเด็ดขาด ให้เก็บมันไว้ในใจไปจนวันตาย
หนานหลีเข้าใจความนัยเป็นอย่างดี
นี่คือยุคศักดินา ผู้ที่กุมอำนาจชี้เป็นชี้ตายคือฮ่องเต้ …หากพวกนางกล่าวหาว่ารูปปั้นเจ้าแม่กวนอิมมีปัญหา ก็เท่ากับเป็นการหักหน้าฮ่องเต้โดยตรง
ดังนั้น จวนอันหยางโหวของพวกนางจึงทำได้เพียงยอมกลืนเลือดก้อนนี้ลงท้องไปเงียบๆเท่านั้น
เพียงแต่ว่า เทพปีศาจที่คิดจะคร่าชีวิตท่านย่าเฒ่า กับหยกประจำตัวที่คอยดูดซับพลังหยางของฉู่ซั่ว... นางไม่รู้ว่าสองเรื่องนี้จะเกี่ยวข้องกันหรือไม่
…..
ณ เวลานี้ ฉู่ซั่วยังคงโมโหไม่หาย คิดอยากจะเข้าไปกระทืบรูปปั้นไม้แกะสลักนั่นสักสองสามที
“พี่รอง พลังหยางของท่านเพิ่งจะเสียหายไป ระวังจะโดนไอสังหารนั่นเข้าให้นะเจ้าคะ” หนานหลีเอ่ยห้าม
นางเดินเข้าไปหยิบรูปปั้นไม้แกะสลักนั่นขึ้นมาด้วยตนเอง แล้วเก็บมันเข้าไปในถุงเฉียนคุน…ฉู่ซั่วเห็นดังนั้นก็เป็นห่วงนางขึ้นมา
“แล้วเหตุใดเจ้าถึงไปจับมันได้เล่า?”
“ข้าไม่เป็นไรหรอกเจ้าค่ะ”
วิชาเต๋าของหนานหลีนั้นสูงส่งล้ำเลิศ ไอสังหารเพียงน้อยนิดแค่นี้ทำอะไรนางไม่ได้อยู่แล้ว
แต่ความเป็นห่วงเป็นใยของฉู่ซั่ว กลับทำให้ในใจของนางเกิดระลอกคลื่นเล็กๆขึ้นมา
การมีครอบครัว มีพี่ชายคอยเป็นห่วงเป็นใยเเบบนี้...ช่างเป็นเรื่องที่ดีจริงๆ
….
จากนั้น ท่านหมอเสิ่นก็ตรวจชีพจรให้ท่านย่าเฒ่าอย่างละเอียดอีกครั้ง …เมื่อแน่ใจแล้วว่าไม่เป็นอะไร เขาจึงกลับเข้าวังไปถวายรายงาน
และเพื่อไม่ให้เป็นที่น่าสงสัย พวกเขาจึงปิดบังเรื่องราวทั้งหมดที่หนานหลีทำลงไป บอกเพียงว่าท่านหมอเสิ่นมีวิชาการแพทย์ที่สูงส่งล้ำเลิศ จึงช่วยให้ท่านย่าเฒ่าผ่านพ้นเคราะห์ร้ายครั้งนี้มาได้
ส่วนท่านย่าเฒ่าก็เปลี่ยนไปสวมใส่อาภรณ์ชุดใหม่ บนหน้าผากมีผ้าคาดที่ทำจากหยกขาวแกะสลักลวดลายซ่อนเอาไว้ ก่อนจะเดินมานั่งที่โถงบุปผา
คนทั้งจวนต่างพากันเบิกตากว้างเป็นแถว …ท่านย่าเฒ่าที่เมื่อครู่นี้ยังหายใจรวยรินอยู่เลย ตอนนี้กลับลุกขึ้นเดินได้แล้ว
“เป็นเพราะหนานหลีกลับมา ข้าถึงได้ผ่านพ้นเคราะห์กรรมครั้งนี้มาได้”
“สิบปีมานี้นางต้องทนทุกข์ทรมานอยู่ข้างนอก ต่อไปหากใครในจวนกล้าข่มเหงรังแกนาง ข้าไม่มีทางปล่อยมันไปแน่!”
ท่านย่าเฒ่ากล่าวด้วยน้ำเสียงที่ทรงพลัง ดวงตาคมปลาบกวาดมองไปทั่วทุกคน…ทุกคนต่างขานรับเป็นเสียงเดียวกัน พลางกล่าวว่าคุณหนูหกคือดาวนำโชค
และเพื่อให้อันหยางโหวและฉู่เย่ฝึกทหารได้อย่างสบายใจ ท่านย่าเฒ่าจึงได้ส่งคนไปยังค่ายทหารเพื่อส่งข่าว จะได้ไม่ต้องเสียแรงวิ่งกลับมาเก้อ
จากนั้น นายหญิงเสิ่นก็ช่วยแนะนำให้ทุกคนรู้จักนาง
นอกจากพี่ชายใหญ่ฉู่เย่ที่อยู่ที่ค่ายทหาร และฉู่ซั่วที่ไปรับนางกลับเมืองหลวงแล้ว นางก็ได้พบกับพี่ชายอีกสามคน
ท่านอาสองฉู่หานหมิง เนื่องจากภรรยาเอกเสียชีวิตไปตั้งแต่เนิ่นๆ เขาจึงมีบุตรสาวเพียงคนเดียว นามว่าฉู่หนานอิ๋ง หรือก็คือคุณหนูเจ็ดแห่งจวนโหว…และเพราะว่าคุณหนูเจ็ดร่างกายไม่แข็งแรงมาตั้งแต่เด็ก วันๆจึงเอาแต่อยู่ในเรือน วันนี้ก็เลยไม่ได้มาที่เรือนเซียงเหอด้วย
ฉู่ซั่วได้เล่าเรื่องพวกนี้ให้นางฟังจนหูชาอยู่ในรถม้าแล้ว และเมื่อได้มาเห็นโหงวเฮ้งของพวกเขา ก็พบว่ามันสอดคล้องกับนิสัยใจคอจริงๆ
เหล่าพี่ชายต่างก็รู้มาตั้งแต่เด็กว่าตนเองมีน้องหกอยู่ และเมื่อได้พบนางในที่สุด บางคนก็ถึงกับน้ำตาคลอ บางคนก็ไถ่ถามทุกข์สุขอย่างห่วงใย และทุกคนต่างก็มอบของขวัญแรกพบให้แก่นาง
พี่ชายสามฉู่ฮ่วนเป็นหนอนหนังสือ เขามอบชุดบทกวีฉบับคัดลอกที่หาได้ยากยิ่งเล่มหนึ่งให้ พร้อมกับบอกว่าจะสอนนางอ่านเขียน
พี่ชายสี่ฉู่หยางเป็นพวกบ้าการต่อสู้ เขามอบลูกดอกซ่อนแขนที่สั่งทำเป็นพิเศษให้เล่มหนึ่ง เพื่อให้นางไว้ใช้ป้องกันตัว
ส่วนพี่ชายห้าฉู่เหยียนลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงเอ่ยถามขึ้นว่า “แล้วพี่รองมอบอะไรให้รึ?”
“นอกจากเงินแล้ว ข้าจะให้อะไรได้อีกเล่า” ฉู่ซั่วทำสีหน้าราวกับจะบอกว่า ‘สิ่งที่ข้ามีมากที่สุดก็คือเงินนี่แหละ’
ฉู่เหยียนเม้มริมฝีปากแน่น แล้วหดมือกลับไป “ขอโทษด้วยนะ น้องหก พี่... พี่ยังเตรียมของขวัญไม่พร้อมน่ะ”
“หึ…ก่อนหน้านี้เจ้าไม่ได้กำลังแกะสลักปิ่นปักผมไม้อยู่หรอกรึ?” ท่านอาสองฉู่หานหมิงหัวเราะเยาะออกมา
“หรือว่าเป็นเพราะรู้สึกว่ามันดูซอมซ่อเกินไป เลยไม่กล้าเอาออกมาให้?”
ฉู่เหยียนยิ่งรู้สึกอับอายขายหน้ามากขึ้นไปอีก เขาได้แต่ก้มหน้าลงต่ำ ไม่กล้าเอ่ยคำใดออกมา
เขาก็แค่ไม่มีเงินมากพอที่จะเตรียมของขวัญแรกพบที่ดูดีมีราคาได้
แต่ยังไม่ทันที่นายหญิงเสิ่นจะได้เอ่ยปากช่วยแก้ต่างให้ หนานหลีก็ทำสีหน้าประหลาดใจระคนยินดีขึ้นมาเสียก่อน
“พี่ห้า ท่านถึงกับลงมือทำปิ่นปักผมไม้ด้วยตนเองเลยหรือเจ้าคะ? พอดีเลย ปิ่นที่ข้าใช้อยู่ประจำมันเก่าแล้ว จะได้เปลี่ยนมาใช้อันที่ท่านทำเองพอดี”
ฉู่เหยียนถึงเพิ่งจะสังเกตเห็นว่า บนมวยผมของน้องหกไม่ได้มีเครื่องประดับหรูหราอะไรเลย …มีเพียงปิ่นไม้ไผ่ปักอยู่อันหนึ่งเท่านั้น ซึ่งมันกลับยิ่งขับเน้นให้นางดูงดงามบริสุทธิ์
เขาจึงค่อยวางใจลง แล้วหยิบกล่องไม้ออกมา
“ขอเพียงแค่น้องหกไม่รังเกียจก็พอแล้ว”
“ไม่รังเกียจเลยเจ้าค่ะ ข้าชอบมาก” หนานหลีรับมาอย่างยินดี
ฉู่เหยียนเห็นนางยิ้มอย่างจริงใจ หัวใจที่เคยตึงเครียดก็พลันผ่อนคลายลง เขาก็เลยยิ้มตามไปด้วย
เมื่อฉู่หานหมิงเห็นภาพอันแสนสุขสันต์กลมเกลียวของพวกเขา ใบหน้าก็พลันดำคล้ำลงเรื่อยๆ (ตัวร้ายหรือ?)
หนานหลีเองก็เตรียมของขวัญตอบแทนไว้เช่นกัน เป็นยันต์คุ้มภัยคนละแผ่น
ท่านย่าเฒ่ารู้ดีว่าหนานหลีเคยอยู่ที่อารามจันทรามาครึ่งปี แถมเมื่อครู่ก็ได้เห็นความเก่งกาจของนางมากับตาแล้ว นางจึงทำหน้าขรึมสั่งให้ทุกคนเก็บยันต์ไว้กับตัวให้ดี
ฉู่หานหมิงแค่นเสียงเย็นชาออกมาคราหนึ่ง พลางคิดในใจว่าสมแล้วที่เป็นเด็กที่โตมาจากป่าเขาบ้านนอก ของขวัญที่ให้ถึงได้ดูน่าสมเพชเช่นนี้
แต่หารู้ไม่ว่า ก็เพราะคำกำชับของท่านย่าเฒ่านี่แหละ ที่ทำให้ยันต์คุ้มภัยแผ่นนี้ได้ช่วยชีวิตเขาไว้ในภายภาคหน้า
…..
นายหญิงเสิ่นพักอยู่ที่หอเยว่หรง และเพื่อที่จะได้ใกล้ชิดกับบุตรสาว นางจึงได้เตรียมห้องนอนของบุตรสาวไว้ในหอเยว่หรงแห่งนี้เรียบร้อยแล้ว
ทั้งเสื้อผ้าอาภรณ์และเครื่องประดับต่างๆก็ถูกเตรียมไว้พร้อมสรรพ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นรูปแบบเรียบง่ายสะอาดตา…อีกทั้งยังมีสาวใช้ชั้นหนึ่งให้อีกสองคน ชื่อว่าหยวนเป่าและชุนเป่า
หัวใจของหนานหลีพลันรู้สึกซาบซึ้งขึ้นมาอีกครั้ง
ดูท่านายหญิงเสิ่นจะตั้งใจเตรียมการเรื่องนี้เป็นอย่างดี
วันรุ่งขึ้น หนานหลีไปเข้าเฝ้าคารวะท่านย่าเฒ่าที่เรือนเซียงเหอพร้อมกับนายหญิงเสิ่นแต่เช้าตรู่
แต่ระหว่างทางกลับก็ถูกฉู่ซั่วมาดักรอไว้ เขาบอกว่าจะพานางออกไปเดินเล่นข้างนอก
…..
ณ หอหย่งอัน
ฉู่ซั่วนำนางไปยังห้องส่วนตัว หลังจากนั่งรออยู่ครู่หนึ่ง ก็มีเด็กหนุ่มคนหนึ่งผลักประตูเข้ามา
เด็กหนุ่มผู้นั้นสวมใส่เสื้อคลุมผ้าไหมปักดิ้นทองลายวงกลม สวมมงกุฎหยก ดูปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นลูกหลานเชื้อพระวงศ์หรือขุนนางชั้นสูง
“เขาคืออ๋องน้อยแห่งจวนเจิ้นเป่ยโหว เป็นสหายสนิทของข้าเอง” ฉู่ซั่วเอ่ยกับหนานหลี
อ๋อ...ก็คือสหายสนิทคนที่มีอนุอุ่นเตียงอยู่หลายคนนั่นเอง มิน่าเล่า ย่างก้าวถึงได้ดูไม่ค่อยมั่นคงนัก
ทว่า รอยประทับสีดำที่อยู่ระหว่างคิ้วของอ๋องน้อยเจิ้นเป่ยผู้นี้ กลับทำให้หนานหลีอดที่จะมองเขาเพิ่มอีกสองสามคราไม่ได้
เซี่ยเป่ยหานโบกพัดไปมา เมื่อถูกเด็กสาวหน้าตาน่ารักจ้องมองไม่วางตาเช่นนี้ ในใจก็พลันรู้สึกภาคภูมิใจขึ้นมาอยู่บ้าง
“เอ้อร์หลาง นี่คือน้องหกของเจ้าที่เพิ่งตามตัวกลับมาได้สินะ?”
“หน้าตาก็นับว่าสะสวยอยู่หรอก แต่เกรงว่าท่านพ่อของข้าคงจะไม่ยอมตกลงเรื่องการแต่งงานนี้เป็นแน่”
หนานหลีไม่เข้าใจความหมาย ฉู่ซั่วเองก็งงเป็นไก่ตาแตก
“เจ้าหมายความว่าอย่างไร? ตระกูลเราสองบ้านไปมีเรื่องดองกันตั้งแต่เมื่อไหร่?”
“ก็น้องหกของเจ้าจ้องข้าไม่หยุดเลยนี่นา ต้องหลงใหลในตัวข้าเป็นแน่”
“หากนางไม่ได้พลัดหลงไปอยู่ข้างนอก ด้วยฐานะบุตรสาวภรรยาเอกของนางแล้วล่ะก็...ย่อมไม่มีปัญหาอย่างแน่นอน” เซี่ยเป่ยหานถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง
“…...”
มุมปากของหนานหลีกระตุกยิก…สหายของท่านพี่รองคนนี้หลงตัวเองเกินไปแล้วกระมัง
“เลิกพูดจาเหลวไหลได้แล้ว น้องหกของข้าจะไปชอบเจ้าได้อย่างไร ต่อให้นางยอม ข้าก็ไม่ยอม” ฉู่ซั่วโมโหขึ้นมาเช่นกัน
เรือนหลังของเซี่ยเป่ยหานมีอนุอุ่นเตียงอยู่มากมายขนาดนั้น…เขาจะผลักน้องหกของตัวเองให้ตกลงไปในกองไฟได้อย่างไร
เซี่ยเป่ยหานเบ้ปาก แล้วหุบพัดฉับ
“เจ้าวานให้ข้าไปสืบเรื่องให้แท้ๆแต่ในปากกลับไม่มีคำพูดดีๆออกมาบ้างเลยนะ”
“ข้ากับเจ้าเป็นพี่น้องกันมากี่ปีแล้ว ยังต้องมาพูดจาเกรงอกเกรงใจกันอีกรึ?”
“รีบพูดมาเร็วเข้า รูปปั้นเจ้าแม่กวนอิมกระเบื้องเคลือบสีขาวนั่น….เป็นของใครที่ถวายเป็นบรรณาการ?”
หนานหลีเงยหน้าขึ้นมองเล็กน้อย นางไม่คิดว่าฉู่ซั่วจะกัดเรื่องนี้ไม่ปล่อย…ดูท่าว่าถึงแม้เขาจะดูโง่ๆแล้วก็เงินเยอะไปหน่อย แต่ก็เป็นคนที่บริสุทธิ์และกตัญญูอย่างยิ่ง
“พอเจ้าส่งข่าวมา ข้าก็รีบเข้าวังไปช่วยเจ้าสืบตั้งแต่เช้าแล้ว” เซี่ยเป่ยหานจิบชาไปอึกหนึ่ง
“รูปปั้นเจ้าแม่กวนอิมกระเบื้องเคลือบสีขาวที่พระราชทานให้ท่านย่าของเจ้าน่ะ เป็นของที่เจ้าเมืองเยว่โจวถวายเป็นบรรณาการ”
“แต่ว่าเมื่อครึ่งปีก่อน เจ้าเมืองเยว่โจวผู้นั้นก็ถูกจำคุกด้วยข้อหาทุจริตรับสินบน พอเข้าไปอยู่ในคุกได้ไม่ถึงสองวัน เขาก็ชิงฆ่าตัวตายในคุกเพื่อหนีความผิดไปแล้ว”
(จบบท)