- หน้าแรก
- นายหญิงแห่งศาสตร์ลึกลับ
- บทที่ 4: เข้าพบท่านย่าเฒ่าเป็นครั้งสุดท้าย
บทที่ 4: เข้าพบท่านย่าเฒ่าเป็นครั้งสุดท้าย
บทที่ 4: เข้าพบท่านย่าเฒ่าเป็นครั้งสุดท้าย
บทที่ 4: เข้าพบท่านย่าเฒ่าเป็นครั้งสุดท้าย
สารถีไม่พูดพร่ำทำเพลง เร่งความเร็วรถม้ากลับไปยังจวนอันหยางโหวทันที
ท่านย่าเฒ่าอาศัยอยู่ที่เรือนเซียงเหอ…ฉู่ซั่วสนิทสนมกับท่านย่าเฒ่าเป็นอย่างมาก ตลอดทางจึงเดินอย่างรีบร้อนจนเกือบจะสะดุดล้มอยู่หลายครั้ง
เพียงแต่ทันทีที่ก้าวเข้าสู่เขตเรือนเซียงเหอ เขาก็พลันรู้สึกเย็นเยียบขึ้นมาอย่างประหลาด
ภายในโถงบุปผาเต็มไปด้วยผู้คน นอกจากอันหยางโหวและพี่ชายใหญ่ที่อยู่ที่ค่ายทหารแล้ว คนจากทั้งสองสายหลักก็มากันพร้อมหน้าพร้อมตา
ยังไม่ทันที่ฉู่ซั่วจะได้แนะนำ ทันทีที่หนานหลีก้าวเข้ามาในห้อง ก็มีสตรีผู้หนึ่งเดินตรงเข้ามาจับมือนางไว้แน่น
เส้นผมของสตรีผู้นั้นมีสีขาวแซมอยู่สองสามเส้น และระหว่างคิ้วก็ฉายแววโศกเศร้าออกมาอย่างชัดเจน
เพียงแค่มองใบหน้า หนานหลีก็รู้ได้ในทันทีว่านี่คือมารดาแท้ๆของเจ้าของร่างนี้... ฮูหยินใหญ่แห่งจวนโหว สกุลเสิ่น
“หนาน...หนานหลี?”
“ใช่แล้ว...เจ้าคือหนานหลี เจ้าคือลูกสาวของแม่...”
ดวงตาที่แดงก่ำอยู่แล้วของฮูหยินเสิ่นพลันมีน้ำตาไหลรินออกมาอีกครั้ง
ฉากการกลับมาพบกันที่ทั้งอบอุ่นและซาบซึ้งเช่นนี้ ทำให้หนานหลีตั้งรับไม่ทันอยู่ชั่วขณะ
โชคยังดีที่ฮูหยินเสิ่นยังรู้จักแยกแยะเรื่องสำคัญเร่งด่วน นางจึงไม่ได้พูดอะไรมากความไปกว่านั้น เพียงแต่นำทางพวกเขาทั้งสองเข้าไปพบท่านย่าเฒ่าเป็นครั้งสุดท้าย
พอเข้ามาในห้องบรรทม ความรู้สึกเย็นยะเยือกก็ยิ่งรุนแรงขึ้น…ฉู่ซั่วอดไม่ได้ที่จะตัวสั่นสะท้านขึ้นมาคราหนึ่ง เขาคิดในใจว่าท่านย่าคงกำลังจะสิ้นใจจริงๆแล้ว ห้องบรรทมนี้ถึงได้เย็นยะเยือกถึงเพียงนี้
แต่หนานหลีกลับขมวดคิ้วมุ่น...ในห้องนี้กลับอบอวลไปด้วยไอปีศาจอย่างน่าประหลาด
ท่านย่าเฒ่าล้มป่วยลงอย่างกะทันหัน ใบหน้าซูบตอบเหี่ยวย่น…ท่านหมอหลวงจึงต้องใช้โสมร้อยปีแผ่นหนึ่งยัดเข้าไปในปากของนาง เพื่อช่วยยื้อชีวิตเอาไว้
พอเห็นท่านย่าอยู่ในสภาพนี้ ฉู่ซั่วก็ทรุดตัวลงคุกเข่าทันที พลางร้องไห้ตะโกนว่า
“ท่านย่า! หลานกลับมาแล้วขอรับ!”
เขายอมรับไม่ได้...ก่อนที่เขาจะออกจากเมืองหลวง ท่านย่ายังคงแข็งแรงดีและยังพูดคุยหยอกล้อกับเขาอยู่เลย
“หลีเอ๋อร์ รีบเข้าไปคารวะท่านย่าเถอะลูก ก่อนที่ท่านจะล้มป่วย คนที่ท่านเป็นห่วงมากที่สุดก็คือเจ้านั่นแหละ” ฮูหยินเสิ่นเร่งเร้า
เพี๊ยะ—
แต่ใครจะไปคาดคิดว่า หนานหลีจะเดินตรงเข้าไปแปะยันต์แผ่นหนึ่งไว้ที่หัวเตียงเเทน…จากนั้นยังหันไปสั่งฉู่ซั่วต่อ
“พี่รองเลิกร้องไห้ได้แล้ว แล้วก็เอาแผ่นโสมออกจากปากท่านย่าเสีย”
ฮูหยินเสิ่นถึงกับนิ่งอึ้งไป ส่วนท่านหมอหลวงตวาดอย่างเกรี้ยวกราดทันที
“เจ้าเด็กน้อยนี่สั่งการอะไรเหลวไหล! ตอนนี้ท่านย่าเฒ่าหายใจรวยรินเต็มทีแล้ว ที่ยังยื้อลมหายใจไว้ได้ก็เพราะแผ่นโสมนั่นเท่านั้น!”
ฉู่ซั่วเหลือบมองยันต์ที่หัวเตียง มันมีลวดลายคล้ายกับยันต์ปราบมารที่เขาเคยเห็น เขาจึงเอ่ยถามเสียงสั่น
“นี่...เจ้าคิดว่าท่านย่าถูกคุณไสยเข้าสิงอย่างนั้นรึ? ไม่ใช่ว่าท่านป่วยจริงๆงั้นหรือ?”
หนานหลีพยักหน้ารับ...อีกทั้งไอปีศาจนั่นก็ยังอยู่ในห้องนี้ด้วย
เมื่อได้ยินดังนั้น ฉู่ซั่วก็ไม่พูดพร่ำทำเพลงอีกต่อไป เขาเปิดปากของท่านย่าเฒ่าแล้วหยิบแผ่นโสมออกมาทันที
ท่านหมอหลวงกำลังจะอ้าปากตะโกนห้าม แต่หนานหลีกลับแปะยันต์สะกดกายและสะกดวาจาลงบนหน้าผากของเขาเสียก่อน เพื่อไม่ให้เขาโหวกเหวกโวยวายขัดขวางการช่วยชีวิตของนาง...ในเมื่อมีปีศาจออกอาละวาด ก็อย่าหาว่านางคิดจะแย่งชิงคนมาจากท่านยมราชเลยก็แล้วกัน
นางหยิบยาเม็ดพิทักษ์ใจขับไล่สิ่งชั่วร้ายออกมาเม็ดหนึ่ง ป้อนให้ท่านย่าเฒ่ากิน …จากนั้นจึงไปเปิดหน้าต่างในห้องออกให้กว้าง แล้วรวบม่านเตียงขึ้น เพื่อให้แสงแดดสาดส่องลงบนร่างของท่านย่าเฒ่า
“หลีเอ๋อร์ นี่เจ้ากำลังทำอะไรอยู่?” ฮูหยินเสิ่นเองก็ตื่นตระหนกเช่นกัน แต่กลับไม่ได้ส่งเสียงดังออกไป
นี่คือลูกสาวแท้ๆของนาง หากนางเรียกท่านอาสองเข้ามา หนานหลีคงไม่พ้นต้องถูกลงโทษเป็นแน่
“ช่วยคนเจ้าค่ะ” หนานหลีตอบสั้นๆได้ใจความ
…
อุณหภูมิในห้องบรรทมค่อยๆกลับสู่ภาวะปกติ
ในห้วงฝัน ท่านย่าเฒ่าจมดิ่งอยู่ท่ามกลางความมืดมิด ถูกภูตผีปีศาจสีดำรังควานไม่หยุดหย่อน ไม่ว่านางจะวิ่งหนีไปทางไหน ก็ไม่สามารถหลุดพ้นไปได้
เเต่ทันใดนั้น ก็มีอักขระยันต์สีทองอร่ามสายหนึ่งพุ่งเข้ามา ขับไล่ภูตผีปีศาจตนนั้นให้สลายไป และในที่สุดนางก็สามารถหลุดพ้นออกจากฝันร้ายนั้นได้
เมื่อลืมตาขึ้น ก็เห็นฉู่ซั่วที่ยืนร้องไห้ฟูมฟายอยู่ข้างเตียง
“ซั่วเอ๋อร์ ทำไมเจ้าร้องไห้เป็นเผาเต่าเช่นนี้เล่า?” แม้สภาพร่างกายของท่านย่าเฒ่ายังไม่สู้ดีนัก แต่เสียงพูดกลับยังคงดังฟังชัดและทรงพลัง
ฉากนี้ทำให้ ท่านหมอหลวงตกตะลึงจนตาค้าง…หรือว่าเด็กสาวที่อยู่ตรงหน้านี้จะเป็นหมอเทวดาที่ไม่แสดงตัวตนออกมากัน?
แค่ยาเม็ดเดียว...ก็สามารถชุบชีวิตคนตายให้ฟื้นขึ้นมาได้เลยอย่างนั้นรึ?
“ท่านย่าทำเอาหลานตกใจแทบแย่”
“โชคดีที่น้องหกที่แสดงอิทธิฤทธิ์ช่วยชีวิตท่านย่าเอาไว้” ฉู่ซั่วเช็ดคราบน้ำตาบนใบหน้า พลางฉีกยิ้มกว้างอย่างดีใจ
ท่านย่าเฒ่ากวาดสายตามองไปรอบๆและเพียงแค่เหลือบมองครั้งเดียว นางก็จำหลานสาวแท้ๆของตนเองได้ทันที
“ถงถง? นั่นถงถงใช่หรือไม่?”
ถงถง?
เมื่อเห็นว่าหนานหลีกำลังยืนงงอยู่ ฮูหยินเสิ่นจึงเอ่ยขึ้นว่า
“หลีเอ๋อร์ เจ้าคงจะลืมไปแล้วสินะ นี่คือชื่อเล่นของเจ้าอย่างไรเล่า”
ร่างของหนานหลีพลันแข็งทื่อไปชั่วขณะ…ชื่อเล่นของเจ้าของร่างเดิม เหตุใดจึงเหมือนกับของนางได้?
“ใช่แล้ว ตอนที่เจ้าทำพิธีรับขวัญน่ะ เจ้าคว้าเหรียญทองแดงเอาไว้แน่นไม่ยอมปล่อย ท่านย่าก็เลยตั้งชื่อเล่นนี้ให้เจ้า” ฉู่ซั่วเอ่ยอธิบาย
คำพูดนี้ทำให้หนานหลีตกตะลึงอย่างสิ้นเชิง…แม้แต่เหตุการณ์ในพิธีจัวโจวก็ยังเหมือนกันไม่มีผิดเพี้ยน ด้วยเหตุนี้อาจารย์ในอีกโลกของนางจึงได้ตั้งชื่อเล่นที่ออกเสียงคล้ายกันให้
นางพลันสงสัยขึ้นมาว่า หรือแท้จริงแล้วจะไม่มีสิ่งที่เรียกว่า ‘เจ้าของร่างเดิม’ อยู่เลย
ไม่ว่าจะเป็นเจ้าสำนักซวนเหมินแห่งศตวรรษที่ 22 หรือคุณหนูหกแห่งตระกูลฉู่... ทั้งหมดก็คือตัวนาง
ทุกสิ่งล้วนยากจะอธิบาย และนี่ก็คือความล้ำลึกน่าอัศจรรย์ของศาสตร์เร้นลับ
หลังจากที่ยอมรับความจริงข้อนี้ได้แล้ว หนานหลีก็คุกเข่าลง ทำความเคารพอย่างสูงสุดต่อท่านย่าเฒ่าและฮูหยินเสิ่น
“คารวะท่านย่า คารวะท่านแม่เจ้าค่ะ”
“ลุกขึ้นเร็วเข้า!” ท่านย่าเฒ่าร้องบอก
ฮูหยินเสิ่นรีบก้าวเข้ามาประคองนางให้ลุกขึ้น เมื่ออาการของท่านย่าเฒ่าคงที่แล้ว หนานหลีจึงได้ดึงยันต์สะกดกายและสะกดวาจาออกจากตัวท่านหมอหลวง
“คุณหนูหก...ยาเทวดานั่น พอจะขายให้ข้าสักเม็ดได้หรือไม่ขอรับ?” ท่านหมอหลวงมีสีหน้าตื่นเต้นอย่างยิ่ง แววตาเต็มไปด้วยความวิงวอน
“นี่คือยาเม็ดพิทักษ์ใจขับไล่สิ่งชั่วร้าย จะมีผลอัศจรรย์ก็ต่อเมื่อผู้ที่ถูกภูตผีปีศาจเข้าสิงกินเข้าไปเท่านั้น ท่านซื้อไปก็ไม่มีประโยชน์หรอกเจ้าค่ะ” หนานหลีกล่าว
หากเป็นเมื่อก่อน ท่านหมอหลวงคงไม่เชื่อแน่ว่าในโลกนี้จะมีภูตผีปีศาจทำร้ายคนได้…แต่หลังจากที่ได้เห็นฉากอันน่าทึ่งเมื่อครู่นี้ เขาก็เพิ่งจะเข้าใจว่า ภูตผีปีศาจก็สามารถทำให้คนล้มป่วยหรือถึงแก่ความตายได้จริงๆ
และคำพูดนี้ก็ทำให้ท่านย่าเฒ่าเองรู้สึกขนลุกซู่ขึ้นมา
“ภูตผีปีศาจ? ที่ข้าล้มป่วยลงก็เพราะถูกผีเข้าอย่างนั้นรึ?”
หนานหลีพยักหน้า พลางพูดอย่างตรงไปตรงมา
“ในห้องของท่านย่า ดูเหมือนจะมีการเลี้ยงภูตผีปีศาจเอาไว้…มันถึงได้มีพลังกล้าแข็งถึงเพียงนี้ จนเกือบจะคร่าชีวิตท่านย่าไปได้”
คำพูดเหมือนใส่ร้านนี้ทำให้ สีหน้าของท่านย่าเฒ่าพลันเคร่งขรึมลง
“หลีเอ๋อร์อย่าพูดจาเหลวไหล ท่านแม่ของเจ้าเป็นคนซื่อตรงเปิดเผย จะไปเลี้ยงภูตผีปีศาจได้อย่างไรกัน?” ฮูหยินเสิ่นรีบกล่าวขึ้นทันที
หนานหลีจึงไม่พูดอ้อมค้อม เเล้วชี้ตรงไปยังรูปปั้นเจ้าแม่กวนอิมกระเบื้องเคลือบสีขาวที่ตั้งอยู่บนโต๊ะ
“ข้าไม่ได้พูดเหลวไหล นั่นแหละคือปีศาจที่ท่านย่าเลี้ยงเอาไว้”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ทุกคนต่างก็มีสีหน้าแตกต่างกันไป
ในทางกลับกัน ท่านหมอหลวงกลับลูบคางของตนเอง แล้วก็พลันเบิกตากว้าง
“นั่นมัน...ของพระราชทานที่ฝ่าบาททรงมอบให้ท่านย่าเฒ่าเมื่อวันก่อนมิใช่หรือขอรับ?”
“เหตุใด... เหตุใดจึง...”
“บังอาจ! นี่คือของพระราชทานจากองค์เหนือหัว จะมีปัญหาได้อย่างไร!” ท่านย่าเฒ่าทำหน้าเคร่งขรึม
ถึงแม้จะรักและเอ็นดูหนานหลีมากเพียงใด แต่นางก็ไม่อาจยอมให้นางกล่าวหาองค์เหนือหัวได้
“ท่านย่า! สิ่งที่น้องหกพูดต้องเป็นความจริงแน่นอนขอรับ!” ฉู่ซั่วไม่อาจทนให้ใครมาสงสัยในตัวน้องหกผู้เก่งกาจของเขาได้
เขาไม่ทันได้คิดหน้าคิดหลัง ตรงเข้าไปทุบรูปปั้นเจ้าแม่กวนอิมกระเบื้องเคลือบสีขาวนั่นจนแตกกระจายอยู่บนพื้นทันที
เมื่อเสียงแตกกระจายดังขึ้น ท่อนไม้แกะสลักท่อนหนึ่งก็กลิ้งหลุนๆออกมา…เเละนั่นคือรูปปั้นของเทพปีศาจที่มีรอยยิ้มอันน่าขนลุก
เพียงแค่มองดูก็รู้สึกไม่สบายไปทั้งตัว ราวกับมีลมเย็นยะเยือกพัดผ่านเข้ามาในห้อง…คนที่อยู่ด้านนอกได้ยินเสียงดัง จึงส่งเสียงจอแจและทำท่าจะเข้ามาดูว่าเกิดอะไรขึ้น
สีหน้าของฮูหยินเสิ่นเปลี่ยนไปทันที นางรีบออกไปขวางคนเหล่านั้นไว้
การทำลายของพระราชทาน ถือเป็นโทษมหันต์…ท่านย่าเฒ่าเคยเป็นถึงแม่ทัพหญิงที่ผ่านสมรภูมิรบมานับไม่ถ้วน นางจึงสงบสติอารมณ์ลงได้อย่างรวดเร็ว
นางเงยหน้าขึ้นจ้องเขม็งไปที่ท่านหมอหลวง ในแววตานั้นราวกับมีจิตสังหารเดือดพล่านอยู่
(จบบท)