เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 3: ช่วยให้ท่านอ๋องเก้าได้หลับฝันดี

บทที่ 3: ช่วยให้ท่านอ๋องเก้าได้หลับฝันดี

บทที่ 3: ช่วยให้ท่านอ๋องเก้าได้หลับฝันดี


บทที่ 3: ช่วยให้ท่านอ๋องเก้าได้หลับฝันดี

ใบหน้าของบุรุษผู้นั้นงดงามเป็นเลิศ เครื่องหน้าทุกส่วนล้วนคมคายประณีต…เเต่นัยน์ตาสีดำสนิทที่ตวัดขึ้นเล็กน้อย กลับเผยให้เห็นแววตาอันเย็นชา

แม้ร่างกายจะไม่สามารถขยับเขยื้อนได้ แต่เพียงแค่นั่งอยู่ตรงนั้น ก็สง่างามดุจกล้วยไม้หยกบนกิ่งไม้สูงส่ง งดงามราวกับจันทร์กระจ่างหลังฝนซา ทั้งยังแฝงไปด้วยความสูงศักดิ์และภูมิฐานอย่างหาที่เปรียบไม่ได้

“อย่างนั้นรึ?” อ๋องเก้า-เย่ซือเหิงขยับริมฝีปากบางเบาๆ

ได้ยินเช่นนี้ ใบหน้าของหนานหลีพลันแข็งทื่อไปเล็กน้อย

ไม่จริงน่า…เขามีหูทิพย์รึไงกัน? อยู่ไกลขนาดนี้ยังได้ยินอีกเหรอ?

ทว่า องครักษ์คนสนิทข้างกายของเย่ซือเหิงกลับโกรธเป็นฟืนเป็นไฟขึ้นมาทันที

“บังอาจ! กล้าดียังไงมาลบหลู่ท่านประมุขของข้า!”

องครักษ์คนสนิทสะบัดมือเพียงครั้งเดียว อาวุธลับสองชิ้นก็พุ่งออกมาทันที…คมดาบนั้นรวดเร็วดุจสายลม

หัวใจของฉู่ซั่วแทบจะหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม เขาคิดในใจว่าคืนนี้ตนเองคงต้องเจอโชคร้ายมหันต์เข้าจริงๆแล้ว

แต่แล้ว คนที่อยู่ข้างๆเขาก็ซัดบางอย่างออกไปเช่นกัน

จากนั้นพลันบังเกิดเสียง ‘เคร้ง เคร้ง’ สองครั้ง อาวุธลับก็เปลี่ยนทิศทางไปปักอยู่บนเสาไม้แทน จมลึกเข้าไปถึงสามส่วน…ขณะเดียวกัน ก็มีเหรียญทองแดงสองเหรียญร่วงหล่นลงบนพื้น

แต่ในเวลาเดียวกันนั้นเอง เย่ซือเหิงก็สะบัดแขนเสื้อ หมายจะสกัดอาวุธลับเช่นกัน

หนานหลีมีปฏิกิริยาตอบสนองที่ว่องไวยิ่ง นางรีบดึงฉู่ซั่วให้เอี้ยวตัวหลบ พลังลมปราณของเย่ซือเหิงจึงพุ่งไปกระทบกับกำแพงแทน ทิ้งร่องรอยไว้ไม่ลึกไม่ตื้นจนเกินไป

“ข้าก็ไม่ได้พูดอะไรผิดเสียหน่อย จำเป็นต้องลงมือโหดเหี้ยมขนาดนี้เลยรึ?”

ดวงตาอันกระจ่างใสของหนานหลีเต็มไปด้วยความโกรธเคือง

“ฉู่เอ้อร์หลางคารวะท่านอ๋องเก้า! ขอท่านอ๋องโปรดอภัยโทษด้วยพ่ะย่ะค่ะ นี่คือน้องหกของกระหม่อม นางเติบโตอยู่ที่หัวเมืองชนบทมาโดยตลอด จึงไม่รู้จักขนบธรรมเนียมพ่ะย่ะค่ะ”

ฉู่ซั่วรีบคุกเข่าลงกับพื้นทันที พร้อมกับดึงแขนเสื้อของหนานหลีไปด้วย

บุรุษที่อยู่เบื้องหน้านี้ ก็คือท่านอ๋องเก้าแห่งราชวงศ์ปัจจุบัน เป็นอ๋องที่องค์จักรพรรดิให้ความเคารพนับถืออย่างสูง!

หนานหลีชะงักไปเล็กน้อย

ท่านอ๋องเก้า เย่ซือเหิง?

เหมือนนางจะเคยได้ยินเรื่องราววีรกรรมอันยิ่งใหญ่ของคนผู้นี้มาจากปากของนักพรตชิงซูอยู่เหมือนกัน...

เขาคือเทพสงครามแห่งแคว้นมู่ ผู้เคยนำทัพทหารห้าพันนายบุกโจมตีค่ายใหญ่ของศัตรูอย่างไม่ให้ตั้งตัว ตัดศีรษะแม่ทัพใหญ่มาได้ จนสร้างชื่อเสียงสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วหล้าในศึกเดียว

หลังจากนั้น เขาก็กลับมาจัดระเบียบการป้องกันชายแดนทางเหนือเสียใหม่ พร้อมทั้งก่อตั้งกองทัพเจิ้นเป่ย(พิทักษ์อุดร)ขึ้น จนเป็นที่รักใคร่และเคารพนับถือของเหล่าราษฎร

แต่เหล่าขุนนางน้อยใหญ่ในราชสำนักกลับหวาดเกรงเขา เพราะหากเขาคิดจะล้างบางตระกูลใด ก็เป็นเรื่องที่ทำได้ในคำพูดเดียวเท่านั้น

เมื่ออดีตฮ่องเต้สวรรคต ในตอนนั้นทุกคนต่างคิดว่าเขาจะก่อกบฏชิงบัลลังก์ แต่ใครจะคาดคิดว่าเขาไม่ได้สนใจในราชบัลลังก์เลยแม้แต่น้อย องค์รัชทายาทจึงได้ขึ้นครองราชย์สมดังใจปรารถนา

ทว่าเมื่อหนึ่งปีก่อน ขาทั้งสองข้างของเขาที่ชายแดนทางเหนือกลับถูกพิษประหลาดเข้า หลังจากนั้นก็ไม่สามารถเดินได้อีกต่อไป เวลาจะเดินทางไปไหนมาไหนจึงต้องอาศัยรถเข็น

แปลกจริง…โหงวเฮ้งของเขาบ่งบอกชัดเจนว่าต้องร่ำรวยยิ่งใหญ่และมีอายุยืนยาวแท้ๆ แต่ทำไมกลับมีไอสังหารท่วมตัว จนกลายเป็นคนป่วยใกล้ตายไปได้กันนะ?

….

องครักษ์คนสนิทเหลือบมองเหรียญทองแดงบนพื้น แล้วหรี่ตาลงหมายจะชักดาบออกมา

“ที่แท้ก็เป็นคุณชายรองแห่งตระกูลฉู่นี่เอง ให้น้องหกของเจ้าได้เรียนรู้บทเรียนเสียบ้าง ต่อไปจะได้รู้จักกฎเกณฑ์”

“ชิงเฟิง หยุดมือ…ไม่จำเป็นต้องไปหาเรื่องเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ” เย่ซือเหิงเอ่ยปรามเสียงเข้ม

อันที่จริงนางก็ไม่ได้พูดผิด เขาเข่นฆ่าผู้คนมามากเกินไป คนที่เข้าใกล้เขามีแต่ต้องตายกับบาดเจ็บ…ก็มีแต่ชิงเฟิงนี่แหละที่ดวงแข็งพอจะอยู่รับใช้ข้างกายเขาได้

ชิงเฟิงครุ่นคิดในใจ เด็กผู้หญิงคนนี้สามารถใช้เหรียญทองแดงแค่สองเหรียญสกัดอาวุธลับของเขาได้ เห็นได้ชัดว่านางมีฝีมืออยู่พอตัว…แต่ในเมื่อผู้เป็นนายออกปากแล้ว เขาก็ย่อมไม่ขัดขืน

ฉู่ซั่วถอนหายใจอย่างโล่งอก กล่าวขอบคุณท่านอ๋องคำหนึ่ง แล้วจึงใช้มือของหนานหลีช่วยพยุงลุกขึ้นยืน

หนานหลีเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย สมแล้วที่เป็นนายคน ย่อมใจกว้างกว่าลูกน้องเป็นไหนๆ…ที่แคว้นมู่สามารถอยู่เย็นเป็นสุขได้ก็ล้วนเป็นเพราะคนผู้นี้ หากเขามีชีวิตอยู่ได้นานขึ้นอีกหน่อย ราษฎรก็จะเดือดร้อนน้อยลง

เมื่อคิดได้ดังนั้น นางจึงหยิบยันต์คุ้มภัยออกมาแผ่นหนึ่ง แล้วโยนลงไปชั้นล่าง

“เมื่อครู่นี้ข้าล่วงเกินท่านอ๋องเก้าไป นี่ถือเป็นของไถ่โทษ หากพกติดตัวไว้จะช่วยบรรเทาความเจ็บปวดที่บาดแผลตรงขาได้ เช่นนี้แล้วท่านอ๋องเก้าจะได้หลับฝันดี”

ยันต์คุ้มภัยร่วงลงบนฝ่ามือของเย่ซือเหิงพอดิบพอดี…เขาชะงักไปครู่หนึ่ง เมื่อเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง ก็พบว่าสองพี่น้องตระกูลฉู่กลับเข้าห้องไปแล้ว

…..

ที่สถานีม้าเร็วแห่งนี้มีห้องพักส่วนตัวของเขาอยู่แล้ว เพราะอย่างไรเสียรถเข็นก็ไม่สามารถเข็นขึ้นไปชั้นสองได้

หลังจากที่ชิงเฟิงปรนนิบัติเย่ซือเหิงชำระล้างร่างกายเสร็จเรียบร้อยแล้ว เขาก็เหลือบไปเห็นยันต์สีเหลืองแผ่นนั้นวางอยู่บนโต๊ะ แววตาพลันฉายแววเย็นชาขึ้นมาวูบหนึ่ง คิดจะฉีกมันให้เป็นชิ้นๆ (ไอ้นี่ก็รักนายจัง)

แต่เย่ซือเหิงที่กำลังอ่านฎีกาอยู่ใต้แสงเทียนพลันเอ่ยขึ้น “ใส่ไว้ในถุงหอมติดตัวของข้าเถอะ”

ในสมองของเขาปรากฏภาพดวงตาอันกระจ่างใสของเด็กสาวผู้นั้นขึ้นมา …ทันใดนั้น ความรู้สึกเชื่อใจอย่างน่าประหลาดก็ผุดขึ้นในใจ

“ท่านอ๋องเชื่อเด็กนั่นจริงๆหรือพ่ะย่ะค่ะ? หรือว่านางจะเก่งกาจกว่าท่านนักพรตชิงซูผู้โด่งดังนั่นอีก?”

นับตั้งแต่ที่ท่านอ๋องบาดเจ็บที่ขา ทุกค่ำคืนบาดแผลนั้นจะเจ็บปวดราวกับมีเข็มนับพันทิ่มแทง…ไม่ว่าจะใช้ยาชนิดใดก็ไม่สามารถบรรเทาความเจ็บปวดของท่านอ๋องได้ ด้วยเหตุนี้ท่านอ๋องจึงไม่เคยได้หลับสบายเลยสักคืน

ทว่าเมื่อหนึ่งเดือนก่อน ท่านอ๋องบังเอิญได้ยันต์สงบจิตใจมาแผ่นหนึ่ง ซึ่งมันสามารถระงับความเจ็บปวดที่ขาได้อย่างน่าประหลาด

พวกเขาไปสืบมาจนได้ความว่า ยันต์แผ่นนี้มาจากอารามจันทรา เป็นผลงานการเขียนของท่านนักพรตชิงซู (ใช่หรอ)

แต่ยันต์สงบจิตใจมีผลอยู่ได้เพียงหนึ่งเดือนเท่านั้น ตอนนี้หมึกชาดบนยันต์ก็จางหายไปหมดแล้ว พวกเขาจึงต้องรีบร้อนออกจากเมืองหลวงเพื่อไปขอยันต์ที่อารามจันทรา และถือโอกาสเชิญท่านนักพรตชิงซูมาตรวจดูอาการบาดเจ็บที่ขาของท่านอ๋องด้วย

“คำพูดของนางแม่นยำนัก...บางทีนางอาจจะมีฝีมืออยู่จริงๆก็ได้” แววตาของเย่ซือเหิงล้ำลึก

ถึงอย่างไร... สถานการณ์ของเขาก็ไม่มีทางเลวร้ายไปกว่านี้ได้อีกแล้ว

….

ราตรีล่วงลึก...

เมื่อเขาล้มตัวลงนอน เดิมทีคิดว่าตนเองคงจะเจ็บปวดจนนอนไม่หลับเหมือนเคย แต่ใครจะคาดคิดว่าเมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง ตะวันก็ลอยอยู่กลางฟ้าเสียแล้ว

ไม่ใช่แค่เขา แม้แต่ชิงเฟิงเองก็มีสีหน้าประหลาดใจอย่างยิ่ง

“ท่านอ๋อง! เมื่อคืนท่านหลับไปจริงๆด้วย ขาของท่านไม่เจ็บแล้วหรือพ่ะย่ะค่ะ?”

“ไม่เจ็บแล้ว” เย่ซือเหิงส่ายหน้าเบาๆ

เป็นอย่างที่เด็กสาวคนนั้นพูดจริงๆ เขาได้หลับฝันดี และตอนนี้ก็รู้สึกกระปรี้กระเปร่าอย่างยิ่ง

ประกายคมกล้าแวบผ่านดวงตาของเขา พลางหยิบยันต์สีเหลืองแผ่นนั้นออกมาจากถุงหอม

เมื่อคลี่ออกดู แม้จะเป็นอักขระยันต์ในรูปแบบที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน แต่ลายเส้นพู่กันนั้น...กลับเป็นลายเส้นที่เขาเคยเห็น มันเหมือนกับยันต์สงบจิตใจแผ่นนั้นทุกกระเบียดนิ้ว!

“หรือว่า...นางจะเป็นศิษย์เอกของนักพรตชิงซู?” เย่ซือเหิงคาดเดา

...

ในขณะเดียวกัน “ศิษย์เอก” หนานหลีก็รู้สึกคันจมูกขึ้นมา พลางจามออกมาหนึ่งที

“น้องหก เจ้าเป็นอะไรไปรึเปล่า?” ฉู่ซั่วส่งผ้าเช็ดหน้าให้

“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ”

“ขอบคุณพี่รอง”

นับตั้งแต่วันที่นางทุบหยกจนแตกละเอียด ท่าทีเย่อหยิ่งและหงุดหงิดของฉู่ซั่วก็เปลี่ยนไปเป็นคนละคน

เขาเอาใจใส่ดูแลน้องหกคนนี้เป็นอย่างดี แถมยังดึงดันจะมานั่งรถม้าคันเดียวกับนาง เพื่อจะได้เล่าสถานการณ์ของจวนอันหยางโหวให้ฟังโดยละเอียด

หนานหลีสรุปใจความได้ว่า ท่านย่าผู้เฒ่ายังคงมีสุขภาพแข็งแรงดี และจวนอันหยางโหวแบ่งออกเป็นสองสายหลัก

บิดาของนาง อันหยางโหว เป็นสายใหญ่…นอกจากจะเก่งกาจในการรบแล้ว ก็ยังมีข้อดีอีกอย่างหนึ่ง คือสามารถผลิตลูกได้อย่างมหาศาล...

นางกับพี่ชายคนโตเป็นบุตรที่เกิดจากฮูหยินเอก ส่วนพี่ชายอีกสี่คนเกิดจากอนุภรรยา อีกทั้งยังมีอนุเฉินที่กำลังตั้งครรภ์ได้เจ็ดเดือนอยู่อีกคน

“บิดาของข้ารับอนุภรรยามาตั้งสี่คน นี่น่ะหรือที่ท่านเรียกว่าธรรมเนียมตระกูลอันเข้มงวด?” หนานหลีอดบ่นอุบไม่ได้

“ก็นี่ไง...ก่อนหน้าที่ท่านพ่อจะแต่งงานกับท่านแม่ ก็ไม่เคยมีอนุอุ่นเตียงเลยนะ ท่านพ่อรอจนกระทั่งท่านแม่ให้กำเนิดบุตรชายคนโตแล้วถึงค่อยรับอนุภรรยาเข้ามา และส่วนใหญ่ก็เป็นท่านแม่ที่ช่วยจัดการให้ทั้งนั้น” ฉู่ซั่วเอียงคอด้วยความไม่เข้าใจ

“ถ้าเช่นนั้น... มารดาแท้ๆของข้าคงจะใจกว้างน่าดู” ในฐานะคนยุคใหม่ หนานหลีไม่อาจยอมรับเรื่องแบบนี้ได้จริงๆ

“ก็เป็นเรื่องปกติมิใช่รึ ที่ภรรยาเอกจะต้องจัดการเรื่องพวกนี้ เพื่อให้ตระกูลได้มีทายาทสืบสกุลต่อไป?” ฉู่ซั่วกล่าว่า

“น้องหก...หลังจากที่เจ้าแต่งงานออกเรือนไปแล้ว จะขี้หึงเช่นนี้ไม่ได้นะ”

หนานหลีรู้สึกว่าตนเองคงคุยกับคนยุคโบราณที่สมองถูกพันด้วยผ้ารัดเท้าไม่รู้เรื่องเป็นแน่ จึงตัดสินใจเปลี่ยนเรื่องคุยเสียดีกว่า

โชคยังดีที่ในช่วงพลบค่ำ ในที่สุดพวกเขาก็เดินทางมาถึงเมืองหลวง…หนานหลีถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก นางมองกำแพงเมืองที่สูงตระหง่านและตัวอักษรคำว่า ‘เมืองหลวง’ ที่อยู่บนป้อมปราการ มุมปากก็พลันยกขึ้นอย่างอดไม่ได้

รอให้นางตามหาลูกแก้ววิญญาณเจ็ดดาวเจอเมื่อไหร่ นางก็จะออกไปใช้ชีวิตอิสระเสรีของนางแล้ว จะมาแต่งงานแต่งการอะไรกัน

ทันใดนั้น รถม้าของพวกเขาก็ถูกคนหยุดเอาไว้…เป็นบ่าวรับใช้ร่างเล็กจากจวนโหวที่กำลังกล่าวเสียงสั่น

“คุณชายรอง คุณหนูหก รีบกลับจวนเถอะขอรับ! ท่านย่าเฒ่า...ท่านย่าเฒ่าจะไม่ไหวแล้วขอรับ!”

(จบบท)

จบบทที่ บทที่ 3: ช่วยให้ท่านอ๋องเก้าได้หลับฝันดี

คัดลอกลิงก์แล้ว