- หน้าแรก
- นายหญิงแห่งศาสตร์ลึกลับ
- บทที่ 3: ช่วยให้ท่านอ๋องเก้าได้หลับฝันดี
บทที่ 3: ช่วยให้ท่านอ๋องเก้าได้หลับฝันดี
บทที่ 3: ช่วยให้ท่านอ๋องเก้าได้หลับฝันดี
บทที่ 3: ช่วยให้ท่านอ๋องเก้าได้หลับฝันดี
ใบหน้าของบุรุษผู้นั้นงดงามเป็นเลิศ เครื่องหน้าทุกส่วนล้วนคมคายประณีต…เเต่นัยน์ตาสีดำสนิทที่ตวัดขึ้นเล็กน้อย กลับเผยให้เห็นแววตาอันเย็นชา
แม้ร่างกายจะไม่สามารถขยับเขยื้อนได้ แต่เพียงแค่นั่งอยู่ตรงนั้น ก็สง่างามดุจกล้วยไม้หยกบนกิ่งไม้สูงส่ง งดงามราวกับจันทร์กระจ่างหลังฝนซา ทั้งยังแฝงไปด้วยความสูงศักดิ์และภูมิฐานอย่างหาที่เปรียบไม่ได้
“อย่างนั้นรึ?” อ๋องเก้า-เย่ซือเหิงขยับริมฝีปากบางเบาๆ
ได้ยินเช่นนี้ ใบหน้าของหนานหลีพลันแข็งทื่อไปเล็กน้อย
ไม่จริงน่า…เขามีหูทิพย์รึไงกัน? อยู่ไกลขนาดนี้ยังได้ยินอีกเหรอ?
ทว่า องครักษ์คนสนิทข้างกายของเย่ซือเหิงกลับโกรธเป็นฟืนเป็นไฟขึ้นมาทันที
“บังอาจ! กล้าดียังไงมาลบหลู่ท่านประมุขของข้า!”
องครักษ์คนสนิทสะบัดมือเพียงครั้งเดียว อาวุธลับสองชิ้นก็พุ่งออกมาทันที…คมดาบนั้นรวดเร็วดุจสายลม
หัวใจของฉู่ซั่วแทบจะหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม เขาคิดในใจว่าคืนนี้ตนเองคงต้องเจอโชคร้ายมหันต์เข้าจริงๆแล้ว
แต่แล้ว คนที่อยู่ข้างๆเขาก็ซัดบางอย่างออกไปเช่นกัน
จากนั้นพลันบังเกิดเสียง ‘เคร้ง เคร้ง’ สองครั้ง อาวุธลับก็เปลี่ยนทิศทางไปปักอยู่บนเสาไม้แทน จมลึกเข้าไปถึงสามส่วน…ขณะเดียวกัน ก็มีเหรียญทองแดงสองเหรียญร่วงหล่นลงบนพื้น
แต่ในเวลาเดียวกันนั้นเอง เย่ซือเหิงก็สะบัดแขนเสื้อ หมายจะสกัดอาวุธลับเช่นกัน
หนานหลีมีปฏิกิริยาตอบสนองที่ว่องไวยิ่ง นางรีบดึงฉู่ซั่วให้เอี้ยวตัวหลบ พลังลมปราณของเย่ซือเหิงจึงพุ่งไปกระทบกับกำแพงแทน ทิ้งร่องรอยไว้ไม่ลึกไม่ตื้นจนเกินไป
“ข้าก็ไม่ได้พูดอะไรผิดเสียหน่อย จำเป็นต้องลงมือโหดเหี้ยมขนาดนี้เลยรึ?”
ดวงตาอันกระจ่างใสของหนานหลีเต็มไปด้วยความโกรธเคือง
“ฉู่เอ้อร์หลางคารวะท่านอ๋องเก้า! ขอท่านอ๋องโปรดอภัยโทษด้วยพ่ะย่ะค่ะ นี่คือน้องหกของกระหม่อม นางเติบโตอยู่ที่หัวเมืองชนบทมาโดยตลอด จึงไม่รู้จักขนบธรรมเนียมพ่ะย่ะค่ะ”
ฉู่ซั่วรีบคุกเข่าลงกับพื้นทันที พร้อมกับดึงแขนเสื้อของหนานหลีไปด้วย
บุรุษที่อยู่เบื้องหน้านี้ ก็คือท่านอ๋องเก้าแห่งราชวงศ์ปัจจุบัน เป็นอ๋องที่องค์จักรพรรดิให้ความเคารพนับถืออย่างสูง!
หนานหลีชะงักไปเล็กน้อย
ท่านอ๋องเก้า เย่ซือเหิง?
เหมือนนางจะเคยได้ยินเรื่องราววีรกรรมอันยิ่งใหญ่ของคนผู้นี้มาจากปากของนักพรตชิงซูอยู่เหมือนกัน...
เขาคือเทพสงครามแห่งแคว้นมู่ ผู้เคยนำทัพทหารห้าพันนายบุกโจมตีค่ายใหญ่ของศัตรูอย่างไม่ให้ตั้งตัว ตัดศีรษะแม่ทัพใหญ่มาได้ จนสร้างชื่อเสียงสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วหล้าในศึกเดียว
หลังจากนั้น เขาก็กลับมาจัดระเบียบการป้องกันชายแดนทางเหนือเสียใหม่ พร้อมทั้งก่อตั้งกองทัพเจิ้นเป่ย(พิทักษ์อุดร)ขึ้น จนเป็นที่รักใคร่และเคารพนับถือของเหล่าราษฎร
แต่เหล่าขุนนางน้อยใหญ่ในราชสำนักกลับหวาดเกรงเขา เพราะหากเขาคิดจะล้างบางตระกูลใด ก็เป็นเรื่องที่ทำได้ในคำพูดเดียวเท่านั้น
เมื่ออดีตฮ่องเต้สวรรคต ในตอนนั้นทุกคนต่างคิดว่าเขาจะก่อกบฏชิงบัลลังก์ แต่ใครจะคาดคิดว่าเขาไม่ได้สนใจในราชบัลลังก์เลยแม้แต่น้อย องค์รัชทายาทจึงได้ขึ้นครองราชย์สมดังใจปรารถนา
ทว่าเมื่อหนึ่งปีก่อน ขาทั้งสองข้างของเขาที่ชายแดนทางเหนือกลับถูกพิษประหลาดเข้า หลังจากนั้นก็ไม่สามารถเดินได้อีกต่อไป เวลาจะเดินทางไปไหนมาไหนจึงต้องอาศัยรถเข็น
แปลกจริง…โหงวเฮ้งของเขาบ่งบอกชัดเจนว่าต้องร่ำรวยยิ่งใหญ่และมีอายุยืนยาวแท้ๆ แต่ทำไมกลับมีไอสังหารท่วมตัว จนกลายเป็นคนป่วยใกล้ตายไปได้กันนะ?
….
องครักษ์คนสนิทเหลือบมองเหรียญทองแดงบนพื้น แล้วหรี่ตาลงหมายจะชักดาบออกมา
“ที่แท้ก็เป็นคุณชายรองแห่งตระกูลฉู่นี่เอง ให้น้องหกของเจ้าได้เรียนรู้บทเรียนเสียบ้าง ต่อไปจะได้รู้จักกฎเกณฑ์”
“ชิงเฟิง หยุดมือ…ไม่จำเป็นต้องไปหาเรื่องเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ” เย่ซือเหิงเอ่ยปรามเสียงเข้ม
อันที่จริงนางก็ไม่ได้พูดผิด เขาเข่นฆ่าผู้คนมามากเกินไป คนที่เข้าใกล้เขามีแต่ต้องตายกับบาดเจ็บ…ก็มีแต่ชิงเฟิงนี่แหละที่ดวงแข็งพอจะอยู่รับใช้ข้างกายเขาได้
ชิงเฟิงครุ่นคิดในใจ เด็กผู้หญิงคนนี้สามารถใช้เหรียญทองแดงแค่สองเหรียญสกัดอาวุธลับของเขาได้ เห็นได้ชัดว่านางมีฝีมืออยู่พอตัว…แต่ในเมื่อผู้เป็นนายออกปากแล้ว เขาก็ย่อมไม่ขัดขืน
ฉู่ซั่วถอนหายใจอย่างโล่งอก กล่าวขอบคุณท่านอ๋องคำหนึ่ง แล้วจึงใช้มือของหนานหลีช่วยพยุงลุกขึ้นยืน
หนานหลีเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย สมแล้วที่เป็นนายคน ย่อมใจกว้างกว่าลูกน้องเป็นไหนๆ…ที่แคว้นมู่สามารถอยู่เย็นเป็นสุขได้ก็ล้วนเป็นเพราะคนผู้นี้ หากเขามีชีวิตอยู่ได้นานขึ้นอีกหน่อย ราษฎรก็จะเดือดร้อนน้อยลง
เมื่อคิดได้ดังนั้น นางจึงหยิบยันต์คุ้มภัยออกมาแผ่นหนึ่ง แล้วโยนลงไปชั้นล่าง
“เมื่อครู่นี้ข้าล่วงเกินท่านอ๋องเก้าไป นี่ถือเป็นของไถ่โทษ หากพกติดตัวไว้จะช่วยบรรเทาความเจ็บปวดที่บาดแผลตรงขาได้ เช่นนี้แล้วท่านอ๋องเก้าจะได้หลับฝันดี”
ยันต์คุ้มภัยร่วงลงบนฝ่ามือของเย่ซือเหิงพอดิบพอดี…เขาชะงักไปครู่หนึ่ง เมื่อเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง ก็พบว่าสองพี่น้องตระกูลฉู่กลับเข้าห้องไปแล้ว
…..
ที่สถานีม้าเร็วแห่งนี้มีห้องพักส่วนตัวของเขาอยู่แล้ว เพราะอย่างไรเสียรถเข็นก็ไม่สามารถเข็นขึ้นไปชั้นสองได้
หลังจากที่ชิงเฟิงปรนนิบัติเย่ซือเหิงชำระล้างร่างกายเสร็จเรียบร้อยแล้ว เขาก็เหลือบไปเห็นยันต์สีเหลืองแผ่นนั้นวางอยู่บนโต๊ะ แววตาพลันฉายแววเย็นชาขึ้นมาวูบหนึ่ง คิดจะฉีกมันให้เป็นชิ้นๆ (ไอ้นี่ก็รักนายจัง)
แต่เย่ซือเหิงที่กำลังอ่านฎีกาอยู่ใต้แสงเทียนพลันเอ่ยขึ้น “ใส่ไว้ในถุงหอมติดตัวของข้าเถอะ”
ในสมองของเขาปรากฏภาพดวงตาอันกระจ่างใสของเด็กสาวผู้นั้นขึ้นมา …ทันใดนั้น ความรู้สึกเชื่อใจอย่างน่าประหลาดก็ผุดขึ้นในใจ
“ท่านอ๋องเชื่อเด็กนั่นจริงๆหรือพ่ะย่ะค่ะ? หรือว่านางจะเก่งกาจกว่าท่านนักพรตชิงซูผู้โด่งดังนั่นอีก?”
นับตั้งแต่ที่ท่านอ๋องบาดเจ็บที่ขา ทุกค่ำคืนบาดแผลนั้นจะเจ็บปวดราวกับมีเข็มนับพันทิ่มแทง…ไม่ว่าจะใช้ยาชนิดใดก็ไม่สามารถบรรเทาความเจ็บปวดของท่านอ๋องได้ ด้วยเหตุนี้ท่านอ๋องจึงไม่เคยได้หลับสบายเลยสักคืน
ทว่าเมื่อหนึ่งเดือนก่อน ท่านอ๋องบังเอิญได้ยันต์สงบจิตใจมาแผ่นหนึ่ง ซึ่งมันสามารถระงับความเจ็บปวดที่ขาได้อย่างน่าประหลาด
พวกเขาไปสืบมาจนได้ความว่า ยันต์แผ่นนี้มาจากอารามจันทรา เป็นผลงานการเขียนของท่านนักพรตชิงซู (ใช่หรอ)
แต่ยันต์สงบจิตใจมีผลอยู่ได้เพียงหนึ่งเดือนเท่านั้น ตอนนี้หมึกชาดบนยันต์ก็จางหายไปหมดแล้ว พวกเขาจึงต้องรีบร้อนออกจากเมืองหลวงเพื่อไปขอยันต์ที่อารามจันทรา และถือโอกาสเชิญท่านนักพรตชิงซูมาตรวจดูอาการบาดเจ็บที่ขาของท่านอ๋องด้วย
“คำพูดของนางแม่นยำนัก...บางทีนางอาจจะมีฝีมืออยู่จริงๆก็ได้” แววตาของเย่ซือเหิงล้ำลึก
ถึงอย่างไร... สถานการณ์ของเขาก็ไม่มีทางเลวร้ายไปกว่านี้ได้อีกแล้ว
….
ราตรีล่วงลึก...
เมื่อเขาล้มตัวลงนอน เดิมทีคิดว่าตนเองคงจะเจ็บปวดจนนอนไม่หลับเหมือนเคย แต่ใครจะคาดคิดว่าเมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง ตะวันก็ลอยอยู่กลางฟ้าเสียแล้ว
ไม่ใช่แค่เขา แม้แต่ชิงเฟิงเองก็มีสีหน้าประหลาดใจอย่างยิ่ง
“ท่านอ๋อง! เมื่อคืนท่านหลับไปจริงๆด้วย ขาของท่านไม่เจ็บแล้วหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
“ไม่เจ็บแล้ว” เย่ซือเหิงส่ายหน้าเบาๆ
เป็นอย่างที่เด็กสาวคนนั้นพูดจริงๆ เขาได้หลับฝันดี และตอนนี้ก็รู้สึกกระปรี้กระเปร่าอย่างยิ่ง
ประกายคมกล้าแวบผ่านดวงตาของเขา พลางหยิบยันต์สีเหลืองแผ่นนั้นออกมาจากถุงหอม
เมื่อคลี่ออกดู แม้จะเป็นอักขระยันต์ในรูปแบบที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน แต่ลายเส้นพู่กันนั้น...กลับเป็นลายเส้นที่เขาเคยเห็น มันเหมือนกับยันต์สงบจิตใจแผ่นนั้นทุกกระเบียดนิ้ว!
“หรือว่า...นางจะเป็นศิษย์เอกของนักพรตชิงซู?” เย่ซือเหิงคาดเดา
...
ในขณะเดียวกัน “ศิษย์เอก” หนานหลีก็รู้สึกคันจมูกขึ้นมา พลางจามออกมาหนึ่งที
“น้องหก เจ้าเป็นอะไรไปรึเปล่า?” ฉู่ซั่วส่งผ้าเช็ดหน้าให้
“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ”
“ขอบคุณพี่รอง”
นับตั้งแต่วันที่นางทุบหยกจนแตกละเอียด ท่าทีเย่อหยิ่งและหงุดหงิดของฉู่ซั่วก็เปลี่ยนไปเป็นคนละคน
เขาเอาใจใส่ดูแลน้องหกคนนี้เป็นอย่างดี แถมยังดึงดันจะมานั่งรถม้าคันเดียวกับนาง เพื่อจะได้เล่าสถานการณ์ของจวนอันหยางโหวให้ฟังโดยละเอียด
หนานหลีสรุปใจความได้ว่า ท่านย่าผู้เฒ่ายังคงมีสุขภาพแข็งแรงดี และจวนอันหยางโหวแบ่งออกเป็นสองสายหลัก
บิดาของนาง อันหยางโหว เป็นสายใหญ่…นอกจากจะเก่งกาจในการรบแล้ว ก็ยังมีข้อดีอีกอย่างหนึ่ง คือสามารถผลิตลูกได้อย่างมหาศาล...
นางกับพี่ชายคนโตเป็นบุตรที่เกิดจากฮูหยินเอก ส่วนพี่ชายอีกสี่คนเกิดจากอนุภรรยา อีกทั้งยังมีอนุเฉินที่กำลังตั้งครรภ์ได้เจ็ดเดือนอยู่อีกคน
“บิดาของข้ารับอนุภรรยามาตั้งสี่คน นี่น่ะหรือที่ท่านเรียกว่าธรรมเนียมตระกูลอันเข้มงวด?” หนานหลีอดบ่นอุบไม่ได้
“ก็นี่ไง...ก่อนหน้าที่ท่านพ่อจะแต่งงานกับท่านแม่ ก็ไม่เคยมีอนุอุ่นเตียงเลยนะ ท่านพ่อรอจนกระทั่งท่านแม่ให้กำเนิดบุตรชายคนโตแล้วถึงค่อยรับอนุภรรยาเข้ามา และส่วนใหญ่ก็เป็นท่านแม่ที่ช่วยจัดการให้ทั้งนั้น” ฉู่ซั่วเอียงคอด้วยความไม่เข้าใจ
“ถ้าเช่นนั้น... มารดาแท้ๆของข้าคงจะใจกว้างน่าดู” ในฐานะคนยุคใหม่ หนานหลีไม่อาจยอมรับเรื่องแบบนี้ได้จริงๆ
“ก็เป็นเรื่องปกติมิใช่รึ ที่ภรรยาเอกจะต้องจัดการเรื่องพวกนี้ เพื่อให้ตระกูลได้มีทายาทสืบสกุลต่อไป?” ฉู่ซั่วกล่าว่า
“น้องหก...หลังจากที่เจ้าแต่งงานออกเรือนไปแล้ว จะขี้หึงเช่นนี้ไม่ได้นะ”
หนานหลีรู้สึกว่าตนเองคงคุยกับคนยุคโบราณที่สมองถูกพันด้วยผ้ารัดเท้าไม่รู้เรื่องเป็นแน่ จึงตัดสินใจเปลี่ยนเรื่องคุยเสียดีกว่า
โชคยังดีที่ในช่วงพลบค่ำ ในที่สุดพวกเขาก็เดินทางมาถึงเมืองหลวง…หนานหลีถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก นางมองกำแพงเมืองที่สูงตระหง่านและตัวอักษรคำว่า ‘เมืองหลวง’ ที่อยู่บนป้อมปราการ มุมปากก็พลันยกขึ้นอย่างอดไม่ได้
รอให้นางตามหาลูกแก้ววิญญาณเจ็ดดาวเจอเมื่อไหร่ นางก็จะออกไปใช้ชีวิตอิสระเสรีของนางแล้ว จะมาแต่งงานแต่งการอะไรกัน
ทันใดนั้น รถม้าของพวกเขาก็ถูกคนหยุดเอาไว้…เป็นบ่าวรับใช้ร่างเล็กจากจวนโหวที่กำลังกล่าวเสียงสั่น
“คุณชายรอง คุณหนูหก รีบกลับจวนเถอะขอรับ! ท่านย่าเฒ่า...ท่านย่าเฒ่าจะไม่ไหวแล้วขอรับ!”
(จบบท)