เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 2: แค่เข้าใกล้เขาก็มีแต่จะโชคร้าย

บทที่ 2: แค่เข้าใกล้เขาก็มีแต่จะโชคร้าย

บทที่ 2: แค่เข้าใกล้เขาก็มีแต่จะโชคร้าย


บทที่ 2: แค่เข้าใกล้เขาก็มีแต่จะโชคร้าย

ทันทีที่หยกแตก มันก็มีกลุ่มควันสีดำสายหนึ่งลอยออกมา หนานหลีจึงซัดยันต์อีกแผ่นตามไปอย่างรวดเร็วเพื่อผนึกมันเก็บไว้ในน้ำเต้า

ทุกคนที่ได้เห็นปรากฏการณ์ประหลาดนี้ต่างพากันตกตะลึงอ้าปากค้าง…และในขณะเดียวกัน ฉู่ซั่วที่อยู่บนรถม้าก็ค่อยๆลืมตาขึ้น ก่อนจะไอออกมาอย่างรุนแรง

“คุณชาย ท่านไม่เป็นอะไรใช่ไหมเจ้าคะ? ทำเอาบ่าวเฒ่าตกใจแทบแย่” ย่าจางเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง

“นี่มันอะไร!!!”  ฉู่ซั่วยังไม่รู้ตัวว่าตนเองเพิ่งจะรอดตายมาหมาดๆเขาเอื้อมมือไปหมายจะดึงยันต์บนหน้าผากออก

หนานหลีขมวดคิ้วพลางเอ่ยห้าม

“พลังหยางของท่านยังกลับเข้าร่างไม่สมบูรณ์ จะดึงออกตอนนี้ไม่ได้นะเจ้าคะ”

“เล่นอะไรเป็นผีสางนางไม้ไปได้!” ย่าจางถลึงตาใส่หนานหลี

“คุณชายเจ้าขา เมื่อครู่นี้นางทุบหยกของท่านจนแตกละเอียดไปแล้วเจ้าค่ะ”

“ว่าไงนะ?!”

“ข้ารู้อยู่แล้วว่าการรับเจ้ากลับจวนมันต้องไม่มีเรื่องดีๆเกิดขึ้น นี่เจ้าเป็นตัวซวยรึไงกันหา?!”

ฉู่ซั่วโมโหจนแทบคลั่ง จากนั้นเขาฉีกยันต์บนหน้าผากออกเป็นสองท่อนทันที

ทว่า...ทันทีที่เขาด่าจบ ร่างกายก็อ่อนยวบลง แล้วทรุดกลับไปบนเบาะนุ่มอีกครั้ง

“คุณชายรอง?” ย่าจางถึงกับตัวแข็งทื่อ

นางลองเอานิ้วไปอังที่จมูกของฉู่ซั่วอีกครั้ง...และก็พบว่าลมหายใจหายไปอีกแล้ว

นี่มันเรื่องอะไรกัน…เมื่อตะกี้ยังด่าคนเสียงดังฟังชัดอยู่เลยไม่ใช่รึ?

ความคิดหนึ่งพลันแวบเข้ามาในหัวของย่าจาง นางรีบนำยันต์สองชิ้นนั้นกลับไปแปะไว้ที่เดิมอย่างร้อนรน

ฉากนี้ทำหนานหลีอดหัวเราะพรืดออกมาไม่ได้

“ยันต์ตรึงวิญญาณน่ะ...ถ้าถูกฉีกขาดไปแล้ว มันก็หมดฤทธิ์แล้วล่ะ” นางพลางใช้นิ้วม้วนเล่นปอยผมที่ตกลงมาอย่างสบายอารมณ์

ได้ยินเเบบนี้ใบหน้าของย่าจางซีดเผือด…หากคุณชายรองตายกลางทางขึ้นมาจริงๆท่านเจ้าบ้านต้องถลกหนังนางออกแน่!

“ได้โปรดเถิดเจ้าค่ะคุณหนูหก! ขอความกรุณามอบยันต์ให้อีกสักแผ่นเถอะเจ้าค่ะ!” (เปลี่ยนสีไวเชียวนะ)

แม้จะเป็นเรื่องที่เหลือเชื่ออย่างยิ่ง แต่ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นก็เป็นไปตามที่คุณหนูหกพูดทุกอย่าง…ตอนนี้นางจึงทำได้เพียงขอความช่วยเหลือจากคุณหนูหกเท่านั้น

“มีเงินก็มียันต์ ไม่มีเงินก็ไม่มียันต์” หนานหลีเอ่ยเรียบๆ

“แต่...เเต่คุณชายรองเป็นพี่ชายแท้ๆของท่านนะคะ!” ย่าจางร้องห่มร้องไห้

“ต่อให้เป็นพี่น้องกันแท้ๆก็ต้องคิดบัญชีให้กระจ่างนะเจ้าค่ะ” หนานหลีเอ่ยด้วยน้ำเสียงสดใส

“ถ้าอย่างนั้น...คุณหนูหกต้องการเงินเท่าไหร่หรือเจ้าคะ?” ย่าจางเอ่ยถามเสียงสั่น

“ยันต์ตรึงวิญญาณแผ่นละสิบตำลึงเงิน” หนานหลีชูนิ้วขึ้นมาประกอบ

“สองแผ่นก็ยี่สิบตำลึง”

ย่าจางแอบถอนหายใจอย่างโล่งอกกับราคา นางรีบควักเงินยี่สิบตำลึงออกมาทันที

หนานหลีรับเงินมาแล้ว ถึงได้หยิบยันต์ตรึงวิญญาณออกมาแผ่นหนึ่ง…จากนั้นก็ใช้นิ้วสองนิ้วร่ายอาคม ในพริบตาต่อมา ยันต์แผ่นนั้นก็ได้ไปแปะอยู่บนหน้าผากของฉู่ซั่วเรียบร้อยแล้ว

“เขาต้องรออีกหนึ่งเค่อ(15 นาที) ถึงจะฟื้นขึ้นมา”

พูดจบ นางก็เดินเข้าไปในสถานีม้าเร็วทันที

ย่าจางเฝ้าอยู่ข้างๆไม่กล้าไปไหน เหล่าองครักษ์ต่างมองหน้ากันไปมา พวกเขายังคงไม่เชื่ออยู่ดี

คุณหนูหกอายุยังน้อยแค่นี้ จะไปรู้วิชาเต๋าอะไรได้…บางทีเมื่อครู่นี้อาจจะเป็นแค่เรื่องบังเอิญก็ได้ คุณหนูหกคงฉวยโอกาสนี้ขูดรีดเงินมากกว่า

ทว่า...หนึ่งเค่อต่อมา ฉู่ซั่วก็ค่อยๆลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง ลมหายใจของเขากลับมาเป็นปกติแล้ว

เพียงแต่ครั้งนี้เมื่อเขาฟื้นขึ้นมา กลับรู้สึกอ่อนเพลียไปทั้งตัว ไม่มีเรี่ยวแรงเอาเสียเลย

ย่าจางดีใจจนร้องไห้ออกมา รีบเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ให้ฟัง แล้วกำชับอย่างจริงจัง

“คุณชายเจ้าขา อย่าได้ฉีกยันต์แผ่นนี้อีกนะเจ้าคะ นี่คือยันต์ช่วยชีวิตของท่านเลยนะเจ้าคะ”

ฉู่ซั่วเองก็สัมผัสได้ว่าตนเพิ่งจะผ่านความเป็นความตายมาหมาดๆจิตใจยังคงสั่นสะท้านไม่หาย…มาถึงตอนนี้ก็ไม่มีอะไรที่จะไม่เชื่ออีกแล้ว

แต่พอได้ยินว่ายันต์ที่ช่วยชีวิตเขาไว้ขายเพียงแค่แผ่นละสิบตำลึงเงินเท่านั้น หน้าของเขาก็พลันดำคล้ำลงทันที

เขาลงจากรถม้าแล้วมุ่งหน้าตรงไปยังสถานีม้าอย่างรวดเร็ว

...

ภายในร้าน หนานหลีกำลังนั่งกินบะหมี่อยู่

ฉู่ซั่วเดินเข้ามาแล้วทิ้งตัวลงนั่งตรงข้ามกับนาง และเพราะบนหน้าผากของเขายังคงแปะยันต์เอาไว้ จึงดึงดูดสายตาของผู้คนจำนวนไม่น้อยให้หันมามอง

หนานหลีทนดูต่อไปไม่ไหว จึงเอื้อมมือไปดึงยันต์ตรึงวิญญาณออก

ฉู่ซั่วร้องเสียงหลงด้วยความตกใจ กลัวว่าตัวเองจะต้องตายอีกรอบ…ทว่าครั้งนี้ แม้ยันต์ตรึงวิญญาณจะถูกดึงออกไปแล้ว แต่เขาก็ยังคงอยู่ดี

“หนึ่งเค่อผ่านไปแล้ว ท่านไม่เป็นอะไรแล้วล่ะ” หนานหลีพูดพลางก้มหน้าก้มตากินบะหมี่ต่อไป

ฉู่ซั่วถอนหายใจอย่างโล่งอก เขาหยิบตั๋วเงินใบหนึ่งออกมาจากอกเสื้อโดยตรง ซึ่งเป็นตั๋วเงินมูลค่าสองพันตำลึง

“น้องหก ยันต์ช่วยชีวิตสองแผ่นของเจ้าคิดเงินแค่ยี่สิบตำลึง นี่เจ้ากำลังดูถูกใครกัน?”

“ชีวิตของข้า อย่างน้อยๆก็ต้องมีค่าสองพันตำลึงสิ!”

ก่อนหน้านี้เขาไม่ค่อยเชื่อเรื่องพวกนี้เท่าไหร่ ที่ซื้อหยกปลุกเสกมาพกติดตัวไว้ก็เพื่อความสบายใจเท่านั้น แต่พอได้มาเจอกับตัวเองเข้าแบบนี้...เขาก็มีแต่ความนับถือให้น้องหกผู้นี้เท่านั้น

“ข้าไม่เคยทำธุรกิจหน้าเลือด ยันต์ตรึงวิญญาณเขียนไม่ยาก มันก็มีค่าแค่นั้นแหละเจ้าค่ะ”

ฉู่ซั่วได้แต่จ้องตากับนางปริบๆ แต่ไม่นานเขาก็เป็นฝ่ายยอมแพ้ไปเอง

อย่างไรก็ตาม สุดท้ายเขาก็ขยับที่นั่งเข้ามาใกล้ๆแล้วยัดตั๋วเงินใส่มือของนาง

“ถ้าอย่างนั้น...ก็ถือซะว่าเป็นของขวัญแรกพบจากพี่ชายรองคนนี้ก็แล้วกัน อย่าหาว่าน้อยไปล่ะ คราวนี้ข้าออกมาข้างนอก พกตั๋วเงินมาแค่สองพันตำลึงนี่แหละ”

มารดาของพี่ชายรองคนนี้ของนางมาจากตระกูลพ่อค้า เขาอาจจะไม่ได้เรื่องทั้งบุ๋นทั้งบู๊ แต่เรื่องเงินน่ะ...เขามีเยอะจริงๆนะ

เมื่อเขาเปลี่ยนเหตุผลเพื่อจะยัดเยียดเงินให้นางแบบนี้ หนานหลีก็รู้สึกใจอ่อนลงเล็กน้อย…เเละเมื่อเห็นว่าปฏิเสธต่อไปไม่ได้แล้ว นางจึงตัดสินใจมอบของขวัญชิ้นใหญ่ให้เขาเป็นการตอบแทน

“หยกชิ้นนั้นท่านซื้อมาเท่าไหร่รึ?” หนานหลีเอ่ยถามเสียงใส

“สามพันตำลึง!” พอพูดถึงเรื่องนี้ขึ้นมา ฉู่ซั่วก็รู้สึกโมโหขึ้นมาทันที

ได้ยินราคา หนานหลีก็ถึงกับเหลือบตามองบน

“พวกคุณชายในเมืองหลวงนี่ ช่างโง่แล้วก็เงินหนากันจริงๆนะเจ้าคะ”

ถ้าเป็นคนอื่นมาด่าเขาแบบนี้ มีหวังเขาคงได้คว่ำโต๊ะไปแล้ว…แต่พอคำพูดนี้หลุดออกมาจากปากของน้องหก มันกลับฟังรื่นหูเป็นพิเศษ

“หลอกเงินข้าไปไม่เท่าไหร่ แต่คิดจะเอาชีวิตข้านี่มันยอมกันไม่ได้!” ฉู่ซั่วกำหมัดแน่น

“ข้าไปซื้อมาพร้อมกับสหายสนิทคนหนึ่ง แต่เขากลับปกติดีทุกอย่าง ทำไมถึงมีแต่ข้าที่เกิดเรื่องขึ้นล่ะ?”

นับตั้งแต่ที่เขาพกหยกชิ้นนั้นติดตัว เขาก็มักจะรู้สึกอ่อนเพลียและง่วงเหงาหาวนอนอยู่บ่อยครั้ง…ตอนแรกเขานึกว่าเป็นเพราะตัวเองพักผ่อนไม่เพียงพอเสียอีก ไม่คิดเลยว่าจะเป็นเพราะมีคนมาเล่นตุกติกกับหยกชิ้นนี้

โชคดีที่วันนี้น้องหกยื่นมือเข้ามาช่วย ไม่เช่นนั้นเขาคงได้ไปเข้าเฝ้ายมบาลแล้ว

“หรือว่า... สหายสนิทของท่านผู้นั้นไม่ใช่บุรุษพรหมจรรย์?” หนานหลีเอ่ยถามตรงๆ

“…...”

คำพูดนี้ทำเอาใบหน้าของฉู่ซั่วแดงก่ำอย่างอึดอัด เขาไอออกมาเบาๆ

“ถ้าอย่างนั้นข้าเปลี่ยนคำถามใหม่ ท่านพี่รองยังไม่ได้แต่งภรรยา แล้วก็ยังไม่มีอนุอุ่นเตียงใช่หรือไม่?”

“ธรรมเนียมตระกูลฉู่ของข้าเข้มงวดนัก หากยังไม่แต่งภรรยาเข้าบ้าน ก็ห้ามมีอนุอุ่นเตียงเด็ดขาด... ถ้าเช่นนั้น ก็หมายความว่าเพราะข้าเป็นบุรุษพรหมจรรย์ ถึงได้ถูกลอบทำร้ายอย่างนั้นรึ?”

แววตาของหนานหลีฉายประกายประหลาดใจวูบหนึ่ง…คิดไม่ถึงเลยแฮะ ว่าคนในครอบครัวนี้ของนางจะน่าสนใจอยู่เหมือนกัน

“ในหยกชิ้นนั้นมีดวงวิญญาณดวงหนึ่งสิงสถิตอยู่ มันคอยดูดซับพลังหยางบริสุทธิ์ของท่าน”

หนานหลีเห็นใบหน้าของฉู่ซั่วเริ่มซีดเผือด จึงรีบเอ่ยต่อ

“เเต่วางใจเถอะ ข้าจัดการมันไปแล้ว ท่านปรมาจารย์จื้อกวงนั่นอุตส่าห์ลงทุนลงแรงให้ท่านเลี้ยงหยกวิญญาณให้…ยังไง เขาต้องตามมาที่นี่แน่ ถึงตอนนั้นข้าจะช่วยท่านทวงเงินสามพันตำลึงนั่นคืนมาให้เอง”

ในเมื่อรับเงินมาแล้ว ก็ต้องทำงานให้สำเร็จลุล่วง…นี่คือหลักการทำงานของนางมาโดยตลอด

ดวงตาของฉู่ซั่วเป็นประกายขึ้นมาทันที เขารีบเปลี่ยนคำพูดทันควัน

“น้องหก! พี่รู้อยู่แล้วว่าเจ้าคือดาวนำโชคของตระกูลเรา!”

“เมื่อกี้ท่านยังด่าข้าว่าเป็นตัวซวยอยู่เลยนะเจ้าคะ” หนานหลีจ้องเขาเขม็ง

“มีด้วยเหรอ? เจ้าต้องฟังผิดไปแน่ๆเลย” ฉู่ซั่วหัวเราะแห้งๆ

จากนั้นเขาหาข้ออ้างรีบเผ่นหนีไปทันที แล้วทุ่มเงินก้อนใหญ่ให้ทางร้านเตรียมห้องพักชั้นดีให้สองห้อง

...

ยามค่ำคืน แสงจันทร์สาดส่องนวลใยดุจน้ำค้างแข็ง

ขณะที่หนานหลีกำลังจะเข้านอน นางก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายที่ไม่ธรรมดา พลันมีลมเย็นยะเยือกพัดเข้ามาในร้าน

นางจึงเดินออกมาดู และเพราะด้านนอกมีเสียงดังจอแจอยู่พอสมควร…ฉู่ซั่วจึงเดินออกมาดูความวุ่นวายด้วยเช่นกัน

ภายใต้แสงจันทร์อันเยียบเย็น ภายในร้านเต็มไปด้วยองครักษ์พกดาบหลายนาย ทุกคนล้วนมีรูปร่างสูงใหญ่ ท่วงท่ามั่นคง ดูปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นผู้ฝึกยุทธ์

จากนั้น ก็มีองครักษ์คนหนึ่งเข็นรถเข็นไม้เข้ามา…บนรถเข็นไม้สีดำทมิฬนั้น มีบุรุษในชุดผ้าไหมงดงามนั่งอยู่

แม้จะมองไม่เห็นใบหน้าอย่างชัดเจน แต่ก็ยากที่จะบดบังรัศมีสูงศักดิ์ที่แผ่ออกมาจากร่างของเขาได้

ทว่าหนานหลีกลับมองเห็นในแวบเดียวว่า ร่างของบุรุษผู้นั้นถูกไอสังหารอันไร้ที่สิ้นสุดห้อมล้อมอยู่

“พี่รอง…คนผู้นี้มีชะตาสังหารติดตัวมาแต่กำเนิด หากเข้าใกล้เขา มีแต่ตายกับเจ็บ”  นางกระซิบเตือนเสียงเบา

“ท่านจำไว้ให้ดีว่าต้องอยู่ให้ห่างจากเขา แค่สัมผัสไอสังหารของเขานิดเดียว ก็มีแต่จะโชคร้ายมหันต์”

เสียงของนางเบามาก...แต่บุรุษบนรถเข็นกลับเงยหน้าขึ้นมองไปยังชั้นสอง สบเข้ากับดวงตาอันกระจ่างใสของหนานหลีพอดิบพอดี

(จบตอน)

จบบทที่ บทที่ 2: แค่เข้าใกล้เขาก็มีแต่จะโชคร้าย

คัดลอกลิงก์แล้ว