- หน้าแรก
- นายหญิงแห่งศาสตร์ลึกลับ
- บทที่ 2: แค่เข้าใกล้เขาก็มีแต่จะโชคร้าย
บทที่ 2: แค่เข้าใกล้เขาก็มีแต่จะโชคร้าย
บทที่ 2: แค่เข้าใกล้เขาก็มีแต่จะโชคร้าย
บทที่ 2: แค่เข้าใกล้เขาก็มีแต่จะโชคร้าย
ทันทีที่หยกแตก มันก็มีกลุ่มควันสีดำสายหนึ่งลอยออกมา หนานหลีจึงซัดยันต์อีกแผ่นตามไปอย่างรวดเร็วเพื่อผนึกมันเก็บไว้ในน้ำเต้า
ทุกคนที่ได้เห็นปรากฏการณ์ประหลาดนี้ต่างพากันตกตะลึงอ้าปากค้าง…และในขณะเดียวกัน ฉู่ซั่วที่อยู่บนรถม้าก็ค่อยๆลืมตาขึ้น ก่อนจะไอออกมาอย่างรุนแรง
“คุณชาย ท่านไม่เป็นอะไรใช่ไหมเจ้าคะ? ทำเอาบ่าวเฒ่าตกใจแทบแย่” ย่าจางเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง
“นี่มันอะไร!!!” ฉู่ซั่วยังไม่รู้ตัวว่าตนเองเพิ่งจะรอดตายมาหมาดๆเขาเอื้อมมือไปหมายจะดึงยันต์บนหน้าผากออก
หนานหลีขมวดคิ้วพลางเอ่ยห้าม
“พลังหยางของท่านยังกลับเข้าร่างไม่สมบูรณ์ จะดึงออกตอนนี้ไม่ได้นะเจ้าคะ”
“เล่นอะไรเป็นผีสางนางไม้ไปได้!” ย่าจางถลึงตาใส่หนานหลี
“คุณชายเจ้าขา เมื่อครู่นี้นางทุบหยกของท่านจนแตกละเอียดไปแล้วเจ้าค่ะ”
“ว่าไงนะ?!”
“ข้ารู้อยู่แล้วว่าการรับเจ้ากลับจวนมันต้องไม่มีเรื่องดีๆเกิดขึ้น นี่เจ้าเป็นตัวซวยรึไงกันหา?!”
ฉู่ซั่วโมโหจนแทบคลั่ง จากนั้นเขาฉีกยันต์บนหน้าผากออกเป็นสองท่อนทันที
ทว่า...ทันทีที่เขาด่าจบ ร่างกายก็อ่อนยวบลง แล้วทรุดกลับไปบนเบาะนุ่มอีกครั้ง
“คุณชายรอง?” ย่าจางถึงกับตัวแข็งทื่อ
นางลองเอานิ้วไปอังที่จมูกของฉู่ซั่วอีกครั้ง...และก็พบว่าลมหายใจหายไปอีกแล้ว
นี่มันเรื่องอะไรกัน…เมื่อตะกี้ยังด่าคนเสียงดังฟังชัดอยู่เลยไม่ใช่รึ?
ความคิดหนึ่งพลันแวบเข้ามาในหัวของย่าจาง นางรีบนำยันต์สองชิ้นนั้นกลับไปแปะไว้ที่เดิมอย่างร้อนรน
ฉากนี้ทำหนานหลีอดหัวเราะพรืดออกมาไม่ได้
“ยันต์ตรึงวิญญาณน่ะ...ถ้าถูกฉีกขาดไปแล้ว มันก็หมดฤทธิ์แล้วล่ะ” นางพลางใช้นิ้วม้วนเล่นปอยผมที่ตกลงมาอย่างสบายอารมณ์
ได้ยินเเบบนี้ใบหน้าของย่าจางซีดเผือด…หากคุณชายรองตายกลางทางขึ้นมาจริงๆท่านเจ้าบ้านต้องถลกหนังนางออกแน่!
“ได้โปรดเถิดเจ้าค่ะคุณหนูหก! ขอความกรุณามอบยันต์ให้อีกสักแผ่นเถอะเจ้าค่ะ!” (เปลี่ยนสีไวเชียวนะ)
แม้จะเป็นเรื่องที่เหลือเชื่ออย่างยิ่ง แต่ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นก็เป็นไปตามที่คุณหนูหกพูดทุกอย่าง…ตอนนี้นางจึงทำได้เพียงขอความช่วยเหลือจากคุณหนูหกเท่านั้น
“มีเงินก็มียันต์ ไม่มีเงินก็ไม่มียันต์” หนานหลีเอ่ยเรียบๆ
“แต่...เเต่คุณชายรองเป็นพี่ชายแท้ๆของท่านนะคะ!” ย่าจางร้องห่มร้องไห้
“ต่อให้เป็นพี่น้องกันแท้ๆก็ต้องคิดบัญชีให้กระจ่างนะเจ้าค่ะ” หนานหลีเอ่ยด้วยน้ำเสียงสดใส
“ถ้าอย่างนั้น...คุณหนูหกต้องการเงินเท่าไหร่หรือเจ้าคะ?” ย่าจางเอ่ยถามเสียงสั่น
“ยันต์ตรึงวิญญาณแผ่นละสิบตำลึงเงิน” หนานหลีชูนิ้วขึ้นมาประกอบ
“สองแผ่นก็ยี่สิบตำลึง”
ย่าจางแอบถอนหายใจอย่างโล่งอกกับราคา นางรีบควักเงินยี่สิบตำลึงออกมาทันที
หนานหลีรับเงินมาแล้ว ถึงได้หยิบยันต์ตรึงวิญญาณออกมาแผ่นหนึ่ง…จากนั้นก็ใช้นิ้วสองนิ้วร่ายอาคม ในพริบตาต่อมา ยันต์แผ่นนั้นก็ได้ไปแปะอยู่บนหน้าผากของฉู่ซั่วเรียบร้อยแล้ว
“เขาต้องรออีกหนึ่งเค่อ(15 นาที) ถึงจะฟื้นขึ้นมา”
พูดจบ นางก็เดินเข้าไปในสถานีม้าเร็วทันที
ย่าจางเฝ้าอยู่ข้างๆไม่กล้าไปไหน เหล่าองครักษ์ต่างมองหน้ากันไปมา พวกเขายังคงไม่เชื่ออยู่ดี
คุณหนูหกอายุยังน้อยแค่นี้ จะไปรู้วิชาเต๋าอะไรได้…บางทีเมื่อครู่นี้อาจจะเป็นแค่เรื่องบังเอิญก็ได้ คุณหนูหกคงฉวยโอกาสนี้ขูดรีดเงินมากกว่า
ทว่า...หนึ่งเค่อต่อมา ฉู่ซั่วก็ค่อยๆลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง ลมหายใจของเขากลับมาเป็นปกติแล้ว
เพียงแต่ครั้งนี้เมื่อเขาฟื้นขึ้นมา กลับรู้สึกอ่อนเพลียไปทั้งตัว ไม่มีเรี่ยวแรงเอาเสียเลย
ย่าจางดีใจจนร้องไห้ออกมา รีบเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ให้ฟัง แล้วกำชับอย่างจริงจัง
“คุณชายเจ้าขา อย่าได้ฉีกยันต์แผ่นนี้อีกนะเจ้าคะ นี่คือยันต์ช่วยชีวิตของท่านเลยนะเจ้าคะ”
ฉู่ซั่วเองก็สัมผัสได้ว่าตนเพิ่งจะผ่านความเป็นความตายมาหมาดๆจิตใจยังคงสั่นสะท้านไม่หาย…มาถึงตอนนี้ก็ไม่มีอะไรที่จะไม่เชื่ออีกแล้ว
แต่พอได้ยินว่ายันต์ที่ช่วยชีวิตเขาไว้ขายเพียงแค่แผ่นละสิบตำลึงเงินเท่านั้น หน้าของเขาก็พลันดำคล้ำลงทันที
เขาลงจากรถม้าแล้วมุ่งหน้าตรงไปยังสถานีม้าอย่างรวดเร็ว
...
ภายในร้าน หนานหลีกำลังนั่งกินบะหมี่อยู่
ฉู่ซั่วเดินเข้ามาแล้วทิ้งตัวลงนั่งตรงข้ามกับนาง และเพราะบนหน้าผากของเขายังคงแปะยันต์เอาไว้ จึงดึงดูดสายตาของผู้คนจำนวนไม่น้อยให้หันมามอง
หนานหลีทนดูต่อไปไม่ไหว จึงเอื้อมมือไปดึงยันต์ตรึงวิญญาณออก
ฉู่ซั่วร้องเสียงหลงด้วยความตกใจ กลัวว่าตัวเองจะต้องตายอีกรอบ…ทว่าครั้งนี้ แม้ยันต์ตรึงวิญญาณจะถูกดึงออกไปแล้ว แต่เขาก็ยังคงอยู่ดี
“หนึ่งเค่อผ่านไปแล้ว ท่านไม่เป็นอะไรแล้วล่ะ” หนานหลีพูดพลางก้มหน้าก้มตากินบะหมี่ต่อไป
ฉู่ซั่วถอนหายใจอย่างโล่งอก เขาหยิบตั๋วเงินใบหนึ่งออกมาจากอกเสื้อโดยตรง ซึ่งเป็นตั๋วเงินมูลค่าสองพันตำลึง
“น้องหก ยันต์ช่วยชีวิตสองแผ่นของเจ้าคิดเงินแค่ยี่สิบตำลึง นี่เจ้ากำลังดูถูกใครกัน?”
“ชีวิตของข้า อย่างน้อยๆก็ต้องมีค่าสองพันตำลึงสิ!”
ก่อนหน้านี้เขาไม่ค่อยเชื่อเรื่องพวกนี้เท่าไหร่ ที่ซื้อหยกปลุกเสกมาพกติดตัวไว้ก็เพื่อความสบายใจเท่านั้น แต่พอได้มาเจอกับตัวเองเข้าแบบนี้...เขาก็มีแต่ความนับถือให้น้องหกผู้นี้เท่านั้น
“ข้าไม่เคยทำธุรกิจหน้าเลือด ยันต์ตรึงวิญญาณเขียนไม่ยาก มันก็มีค่าแค่นั้นแหละเจ้าค่ะ”
ฉู่ซั่วได้แต่จ้องตากับนางปริบๆ แต่ไม่นานเขาก็เป็นฝ่ายยอมแพ้ไปเอง
อย่างไรก็ตาม สุดท้ายเขาก็ขยับที่นั่งเข้ามาใกล้ๆแล้วยัดตั๋วเงินใส่มือของนาง
“ถ้าอย่างนั้น...ก็ถือซะว่าเป็นของขวัญแรกพบจากพี่ชายรองคนนี้ก็แล้วกัน อย่าหาว่าน้อยไปล่ะ คราวนี้ข้าออกมาข้างนอก พกตั๋วเงินมาแค่สองพันตำลึงนี่แหละ”
มารดาของพี่ชายรองคนนี้ของนางมาจากตระกูลพ่อค้า เขาอาจจะไม่ได้เรื่องทั้งบุ๋นทั้งบู๊ แต่เรื่องเงินน่ะ...เขามีเยอะจริงๆนะ
เมื่อเขาเปลี่ยนเหตุผลเพื่อจะยัดเยียดเงินให้นางแบบนี้ หนานหลีก็รู้สึกใจอ่อนลงเล็กน้อย…เเละเมื่อเห็นว่าปฏิเสธต่อไปไม่ได้แล้ว นางจึงตัดสินใจมอบของขวัญชิ้นใหญ่ให้เขาเป็นการตอบแทน
“หยกชิ้นนั้นท่านซื้อมาเท่าไหร่รึ?” หนานหลีเอ่ยถามเสียงใส
“สามพันตำลึง!” พอพูดถึงเรื่องนี้ขึ้นมา ฉู่ซั่วก็รู้สึกโมโหขึ้นมาทันที
ได้ยินราคา หนานหลีก็ถึงกับเหลือบตามองบน
“พวกคุณชายในเมืองหลวงนี่ ช่างโง่แล้วก็เงินหนากันจริงๆนะเจ้าคะ”
ถ้าเป็นคนอื่นมาด่าเขาแบบนี้ มีหวังเขาคงได้คว่ำโต๊ะไปแล้ว…แต่พอคำพูดนี้หลุดออกมาจากปากของน้องหก มันกลับฟังรื่นหูเป็นพิเศษ
“หลอกเงินข้าไปไม่เท่าไหร่ แต่คิดจะเอาชีวิตข้านี่มันยอมกันไม่ได้!” ฉู่ซั่วกำหมัดแน่น
“ข้าไปซื้อมาพร้อมกับสหายสนิทคนหนึ่ง แต่เขากลับปกติดีทุกอย่าง ทำไมถึงมีแต่ข้าที่เกิดเรื่องขึ้นล่ะ?”
นับตั้งแต่ที่เขาพกหยกชิ้นนั้นติดตัว เขาก็มักจะรู้สึกอ่อนเพลียและง่วงเหงาหาวนอนอยู่บ่อยครั้ง…ตอนแรกเขานึกว่าเป็นเพราะตัวเองพักผ่อนไม่เพียงพอเสียอีก ไม่คิดเลยว่าจะเป็นเพราะมีคนมาเล่นตุกติกกับหยกชิ้นนี้
โชคดีที่วันนี้น้องหกยื่นมือเข้ามาช่วย ไม่เช่นนั้นเขาคงได้ไปเข้าเฝ้ายมบาลแล้ว
“หรือว่า... สหายสนิทของท่านผู้นั้นไม่ใช่บุรุษพรหมจรรย์?” หนานหลีเอ่ยถามตรงๆ
“…...”
คำพูดนี้ทำเอาใบหน้าของฉู่ซั่วแดงก่ำอย่างอึดอัด เขาไอออกมาเบาๆ
“ถ้าอย่างนั้นข้าเปลี่ยนคำถามใหม่ ท่านพี่รองยังไม่ได้แต่งภรรยา แล้วก็ยังไม่มีอนุอุ่นเตียงใช่หรือไม่?”
“ธรรมเนียมตระกูลฉู่ของข้าเข้มงวดนัก หากยังไม่แต่งภรรยาเข้าบ้าน ก็ห้ามมีอนุอุ่นเตียงเด็ดขาด... ถ้าเช่นนั้น ก็หมายความว่าเพราะข้าเป็นบุรุษพรหมจรรย์ ถึงได้ถูกลอบทำร้ายอย่างนั้นรึ?”
แววตาของหนานหลีฉายประกายประหลาดใจวูบหนึ่ง…คิดไม่ถึงเลยแฮะ ว่าคนในครอบครัวนี้ของนางจะน่าสนใจอยู่เหมือนกัน
“ในหยกชิ้นนั้นมีดวงวิญญาณดวงหนึ่งสิงสถิตอยู่ มันคอยดูดซับพลังหยางบริสุทธิ์ของท่าน”
หนานหลีเห็นใบหน้าของฉู่ซั่วเริ่มซีดเผือด จึงรีบเอ่ยต่อ
“เเต่วางใจเถอะ ข้าจัดการมันไปแล้ว ท่านปรมาจารย์จื้อกวงนั่นอุตส่าห์ลงทุนลงแรงให้ท่านเลี้ยงหยกวิญญาณให้…ยังไง เขาต้องตามมาที่นี่แน่ ถึงตอนนั้นข้าจะช่วยท่านทวงเงินสามพันตำลึงนั่นคืนมาให้เอง”
ในเมื่อรับเงินมาแล้ว ก็ต้องทำงานให้สำเร็จลุล่วง…นี่คือหลักการทำงานของนางมาโดยตลอด
ดวงตาของฉู่ซั่วเป็นประกายขึ้นมาทันที เขารีบเปลี่ยนคำพูดทันควัน
“น้องหก! พี่รู้อยู่แล้วว่าเจ้าคือดาวนำโชคของตระกูลเรา!”
“เมื่อกี้ท่านยังด่าข้าว่าเป็นตัวซวยอยู่เลยนะเจ้าคะ” หนานหลีจ้องเขาเขม็ง
“มีด้วยเหรอ? เจ้าต้องฟังผิดไปแน่ๆเลย” ฉู่ซั่วหัวเราะแห้งๆ
จากนั้นเขาหาข้ออ้างรีบเผ่นหนีไปทันที แล้วทุ่มเงินก้อนใหญ่ให้ทางร้านเตรียมห้องพักชั้นดีให้สองห้อง
...
ยามค่ำคืน แสงจันทร์สาดส่องนวลใยดุจน้ำค้างแข็ง
ขณะที่หนานหลีกำลังจะเข้านอน นางก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายที่ไม่ธรรมดา พลันมีลมเย็นยะเยือกพัดเข้ามาในร้าน
นางจึงเดินออกมาดู และเพราะด้านนอกมีเสียงดังจอแจอยู่พอสมควร…ฉู่ซั่วจึงเดินออกมาดูความวุ่นวายด้วยเช่นกัน
ภายใต้แสงจันทร์อันเยียบเย็น ภายในร้านเต็มไปด้วยองครักษ์พกดาบหลายนาย ทุกคนล้วนมีรูปร่างสูงใหญ่ ท่วงท่ามั่นคง ดูปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นผู้ฝึกยุทธ์
จากนั้น ก็มีองครักษ์คนหนึ่งเข็นรถเข็นไม้เข้ามา…บนรถเข็นไม้สีดำทมิฬนั้น มีบุรุษในชุดผ้าไหมงดงามนั่งอยู่
แม้จะมองไม่เห็นใบหน้าอย่างชัดเจน แต่ก็ยากที่จะบดบังรัศมีสูงศักดิ์ที่แผ่ออกมาจากร่างของเขาได้
ทว่าหนานหลีกลับมองเห็นในแวบเดียวว่า ร่างของบุรุษผู้นั้นถูกไอสังหารอันไร้ที่สิ้นสุดห้อมล้อมอยู่
“พี่รอง…คนผู้นี้มีชะตาสังหารติดตัวมาแต่กำเนิด หากเข้าใกล้เขา มีแต่ตายกับเจ็บ” นางกระซิบเตือนเสียงเบา
“ท่านจำไว้ให้ดีว่าต้องอยู่ให้ห่างจากเขา แค่สัมผัสไอสังหารของเขานิดเดียว ก็มีแต่จะโชคร้ายมหันต์”
เสียงของนางเบามาก...แต่บุรุษบนรถเข็นกลับเงยหน้าขึ้นมองไปยังชั้นสอง สบเข้ากับดวงตาอันกระจ่างใสของหนานหลีพอดิบพอดี
(จบตอน)