เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 1: ศิษย์ข้า...ว่างๆก็กลับมาเขียนยันต์บ้างนะ

บทที่ 1: ศิษย์ข้า...ว่างๆก็กลับมาเขียนยันต์บ้างนะ

บทที่ 1: ศิษย์ข้า...ว่างๆก็กลับมาเขียนยันต์บ้างนะ


บทที่ 1: ศิษย์ข้า...ว่างๆก็กลับมาเขียนยันต์บ้างนะ

เบื้องหน้าอารามจันทรา

ณ ลานหน้าอารามเต๋าอันโอ่อ่าสง่างาม พลันบังเกิดเสียง ‘ตุ้บ’ เมื่อนักพรตวัยกลางคนในชุดคลุมสีเทาทรุดตัวลงคุกเข่า กอดขาของเด็กสาวผู้หนึ่งเอาไว้แน่น พร้อมกับร่ำไห้คร่ำครวญจนน้ำหูน้ำตาไหล

“ศิษย์รักเอ๋ย... อย่าเพิ่งกลับบ้านไปสืบทอดสมบัติมหาศาลเลยนะ อาจารย์ทำใจไม่ได้จริงๆ!”

หนานหลีอยู่ในชุดกระโปรงผ้าธรรมดา แม้ใบหน้าจะไม่งดงามถึงขั้นล่มเมือง ทว่าก็จัดว่าสวยหมดจดน่ารัก ดวงตาทั้งสองกระจ่างใสราวกับหยกงามที่ส่องประกายเรืองรองจางๆ

เธอพยายามดึงขาของตัวเองออก แต่ก็ไร้ผล จึงได้แต่เอ่ยอย่างระอาใจว่า

“ท่านนักพรตชิงซู ตอนที่ข้ามาอาศัยอยู่ที่นี่คราวก่อน พวกเราตกลงกันแล้วนี่เจ้าคะ ว่าข้าแค่มาทำงานพิเศษ ไม่ได้จะมาเป็นศิษย์ของท่านเสียหน่อย”

“ข้าไม่สน! ในเมื่อเจ้ามาอาศัยอยู่ที่อารามจันทราแล้ว เจ้าก็คือศิษย์ของข้า!”

นักพรตชิงซูร้องไห้สะอึกสะอื้นราวกับใจจะขาด น้ำตาร่วงเผาะๆ

“เฮ้อ... ก็นึกดูสิ เมื่อครึ่งปีก่อนตอนที่เจ้าถูกป้าซูทุบตีจนเหลือแค่ครึ่งชีวิต ก็เป็นอาจารย์นี่แหละที่ช่วยเจ้าไว้ แถมยังเอาข้าวสารไม่กี่เม็ดสุดท้ายของอารามมาต้มโจ๊กให้เจ้ากินอีก... คิดไม่ถึงเลยว่ามาวันนี้ เจ้าจะใจดำอำมหิตได้ถึงเพียงนี้...”

มุมปากของหนานหลีพลันกระตุก

เรื่องของเรื่องก็คือ... ฉู่หนานหลีตัวจริงน่ะ สิ้นลมหายใจไปนานแล้วต่างหาก

ย้อนกลับไปเมื่อสิบปีก่อน เจ้าของร่างเดิมพลัดหลงกับครอบครัวโดยไม่คาดฝัน ต่อมาจึงถูกหญิงชาวนาคนหนึ่งเก็บไปเลี้ยง

แต่ว่าป้าซูคนนั้นกลับไม่ใช่คนดีอะไรเลย เธอมักจะทุบตีและด่าทอเจ้าของร่างเดิมอยู่เป็นประจำ มีอยู่ครั้งหนึ่ง เพียงเพราะลูกชายของนางซุกซนจนหัวแตก ป้าซูก็หันมาทุบตีเจ้าของร่างเดิมจนร่อแร่ปางตาย

บังเอิญว่านักพรตชิงซูเดินผ่านมาและทนดูต่อไปไม่ไหว เขาจึงยื่นเศษเงินเล็กน้อยให้ป้าซูไปแล้วช่วยนางออกมา

แต่ในตอนนั้นเอง เจ้าของร่างเดิมก็ได้สิ้นใจไปแล้ว และผู้ที่เข้ามาแทนที่ก็คือปรมาจารย์เจ้าสำนักที่อายุน้อยที่สุดแห่งสำนักเร้นลับซวนเหมินจากศตวรรษที่ 22

นางเกิดมาพร้อมกับดวงตาทิพย์คู่หนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นการทำนายโชคชะตา ดูโหงวเฮ้ง พยากรณ์ดวงดาว ดูฮวงจุ้ย หรือจับภูตผีปีศาจ ล้วนเชี่ยวชาญไปเสียทุกอย่าง แม้แต่ศาสตร์การแพทย์เองก็มีความรู้ลึกซึ้งไม่แพ้กัน

และเมื่อสามวันก่อน คนของตระกูลฉู่ก็ตามมาจนพบ หลังจากพิสูจน์ยืนยันตัวตนแล้ว พวกเขาก็จะมารับนางกลับไปยังจวนหนิงหยางโหวที่เมืองหลวง

….

ทันใดนั้น หนานหลีก็ชี้มือไปด้านหลัง

“ท่านนักพรตชิงซู ข้าทดแทนบุญคุณไปหมดแล้วนะเจ้าคะ ทั้งอารามแห่งนี้ รูปปั้นทองคำของท่านปรมาจารย์ หรือแม้แต่ข้าวสารที่ท่านกินมาตลอดครึ่งปีนี้ ก็ล้วนซื้อมาจากเงินที่ข้าหามาทั้งนั้น”

นางเป็นคนสร้างชื่อเสียงให้อารามจันทราจนมีผู้ศรัทธาหลั่งไหลมาไม่ขาดสาย…เรียกได้ว่าเหล่านักพรตในอารามนี้จะไม่มีทางอดตายไปอีกสิบปีข้างหน้าแน่นอน

นักพรตชิงซูรู้สึกละอายใจอยู่บ้างจึงก้มหน้าลงต่ำ…แต่แล้วก็คิดอะไรขึ้นมาได้พลางกล่าวเสียงดังขึ้นว่า

“ใช่แล้ว! ก็เพราะว่าเจ้าทุ่มเทให้กับอารามจันทราถึงเพียงนี้อย่างไรเล่า อาจารย์ถึงต้องดูแลเจ้าให้ดีๆน่ะสิ”

นักพรตรุ่นเยาว์ที่ยืนอยู่ข้างๆก็พลอยตาแดงไปด้วย เขาพูดเสียงสั่นเครือว่า

“ศิษย์พี่ขอรับ ได้ยินมาว่าตระกูลฉู่นั้นมีลูกหลานมากมาย ผู้คนก็สลับซับซ้อน”

“นี่ท่านก็อายุสิบสี่แล้ว พวกเขาถึงเพิ่งจะตามหาท่านกลับไป เห็นได้ชัดเลยว่าพวกเขาไม่ได้ให้ความสำคัญกับท่านเลย ท่านอาจารย์เป็นห่วงท่านนะขอรับ ถึงได้ไม่อยากให้ท่านลงจากเขาไป”

“วางใจเถอะ ในเมื่อข้าจับภูตผีปีศาจได้...ใจคนข้าก็รักษาได้เช่นกัน” หนานหลีลูบศีรษะของนักพรตรุ่นเยาว์เบาๆ

เมื่อเห็นท่าทีเช่นนั้น นักพรตชิงซูก็ยิ่งกอดขาของนางแน่นขึ้นไปอีก

“ศิษย์รักเอ๋ย จะไปก็ได้นะ...แต่เจ้าต้องทิ้งอะไรไว้ให้อาจารย์ป้องกันตัวบ้างสิ”

หนานหลีจนปัญญา ได้แต่ยื่นถุงผ้าใบหนึ่งให้นักพรตชิงซู

“ในนี้มียันต์สารพัดชนิดที่ข้าเขียนไว้ น่าจะพอให้ท่านใช้ไปได้อีกสามปีเลยเจ้าค่ะ”

นักพรตชิงซูลืมร้องไห้ไปชั่วขณะ รีบรับถุงผ้ามาเปิดดูทันที

ข้างในเป็นปึกยันต์หนาเตอะ ซึ่งก็มียันต์ทุกประเภทจริงๆอย่างที่นางว่า แม้กระทั่งยันต์อสนีบาตสวรรค์ที่ทรงอานุภาพที่สุดก็ยังมีอยู่ตั้งห้าหกแผ่น

“ศิษย์ข้า...ถึงจะอย่างนั้นก็เถอะ อาจารย์ก็ยังทำใจไม่ได้อยู่ดีนั่นแหละ”

หลังจากพูดจบ เขาก็จับจ้องไปยังดาบไม้ท้อที่นางสะพายอยู่ด้านหลัง บนใบหน้ามีเพียงคำสองคำเขียนไว้ชัดเจนว่า…อยากได้

หนานหลีถอนหายใจเฮือกหนึ่ง แล้วจึงปลดดาบไม้ท้อส่งให้เขาไป

จากนั้น นักพรตชิงซูก็เปลี่ยนเป้าหมายไปจับจ้องกระจกบานเล็กกะทัดรัดที่เอวของนางต่อ…ครั้งนี้หนานหลีกุมกระจกของตนไว้แน่น

“ไม่มีทาง! ชิ้นนี้ข้าอุตส่าห์ทุ่มเทแรงกายแรงใจตั้งมากมายกว่าจะทำสำเร็จนะ”

“น่าสงสารอาจารย์คนนี้นัก ตอนที่ช่วยเจ้าคราวนั้น อุตส่าห์เอาโจ๊กทั้งหมดให้เจ้ากิน ส่วนตัวเองต้องทนหิวอยู่ตั้งสองวัน...”

“ก็ได้ๆให้ก็ให้เจ้าค่ะ!” หนานหลีทนฟังคำพูดพวกนี้ไม่ไหว จึงปลดกระจกส่งให้เขาไป

ก็แค่กระจกปราบปีศาจบานหนึ่งเท่านั้น เดี๋ยวค่อยสร้างขึ้นมาใหม่ก็ได้

เมื่อนักพรตชิงซูได้ของที่ต้องการสมใจแล้ว เขาก็ลุกขึ้นยืนพลางชื่นชมของวิเศษในมืออย่างเปรมปรีดิ์…สุดท้าย เขายกมือโบกไปมาพร้อมกับฉีกยิ้มกว้าง

“ศิษย์ข้า เดินทางดีๆนะ ว่างๆก็กลับมาเขียนยันต์... เอ๊ย ไม่ใช่สิ ว่างๆก็กลับมาพักผ่อนบ้างนะ”

และแล้ว ตอนที่หนานหลีลงจากเขา แม้แต่ถุงเงินก็ยังถูกนักพรตชิงซูฉกเอาไปจนเกลี้ยง นางจึงต้องจากไปแบบตัวเปล่าเล่าเปลือย ไร้ซึ่งพันธนาการใดๆ

….

รถม้าของตระกูลฉู่มารออยู่ที่ตีนเขาตั้งนานแล้ว…ข้างรถม้าอันหรูหรานั้น มีคุณชายรูปงามผู้หนึ่งยืนอยู่ เขามีท่วงท่าสง่างามองอาจ เเละเขาคือพี่ชายคนที่สองของนางนั่นเอง

ฉู่ซั่วรอนานจนเริ่มหมดความอดทน…พอเห็นหนานหลีเดินลงมาจากเขา เขาก็ตรงเข้าไปพูดอย่างไม่ไว้หน้าทันที

“ทำไมเจ้ามาช้าขนาดนี้เล่า ฟ้าจะมืดอยู่แล้วนะ”

หนานหลีพินิจมองเขา…เมื่อเห็นสีหน้าอิดโรย ขอบตาดำคล้ำ ถ้าไม่ใช่เพราะหมกมุ่นในกามารมณ์มากเกินไป ก็คงจะเป็น...

สายตาของนางพลันหยุดลงที่หยกประจำตัวซึ่งห้อยอยู่ที่เอวของเขา

“พี่รอง หยกชิ้นนี้กำลังสูบพลังหยางของท่านอยู่นะ ท่านไม่ควรพกมันไว้อีกต่อไป”

ฉู่ซั่วชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะรีบกุมหยกของตนไว้แน่น

“นี่เป็นหยกที่ท่านปรมาจารย์จื้อกวงมอบให้ข้าเลยนะ ผ่านการปลุกเสกมาแล้วด้วย มีแต่จะช่วยคุ้มครองให้ข้าเดินทางปลอดภัย เปลี่ยนเรื่องร้ายให้กลายเป็นดี...เจ้าอย่ามาทำเป็นรู้ดีหน่อยเลย!”

น้องสาวคนนี้ของเขาไปอยู่อารามเต๋าแค่ครึ่งปี คงไม่ได้คิดว่าตัวเองเป็นปรมาจารย์ขึ้นมาจริงๆหรอกนะ?

“ไม่เชื่อก็แล้วแต่เจ้าค่ะ” หนานหลียักไหล่

ที่นางอุตส่าห์เตือนก็เพราะเห็นแก่ความเป็นพี่น้องร่วมสายเลือดกับเจ้าของร่างเดิมก็เท่านั้น

จากนั้น สองพี่น้องจึงแยกย้ายกันขึ้นรถม้าคนละคัน ขบวนรถอันยิ่งใหญ่มุ่งหน้าสู่เมืองหลวงอย่างช้าๆ

ถึงแม้รถม้าจะหรูหราเพียงใด แต่ก็ยังคงโคลงเคลงไปมาอยู่ดี…หนานหลีจึงทำได้เพียงหลับตาลงเพื่อพักผ่อนจิตใจ

ก่อนหน้านี้ไข่มุกวิญญาณเจ็ดดาวที่ทำพันธสัญญากับจิตวิญญาณของนางเกิดพลัดหลุดหายไปโดยไม่คาดฝันระหว่างที่นางเดินทางข้ามมิติ

เมื่อไข่มุกวิญญาณต้องแยกจากเจ้าของ พลังของมันจึงอ่อนแอลงอย่างมาก ตอนนี้นางจึงทำได้เพียงแค่ตรวจจับทิศทางคร่าวๆว่ามันอยู่ในเมืองหลวงเท่านั้น แต่ยังไม่สามารถระบุตำแหน่งที่แน่ชัดได้

ดังนั้น สาเหตุที่นางยอมกลับตระกูลฉู่ในครั้งนี้ ก็เพื่อหาที่พักพิงสักแห่ง จะได้ใช้เวลาค่อยๆตามหาไข่มุกวิญญาณของนางไปเรื่อยๆ

….

เมื่อย่างเข้าสู่ยามค่ำคืน ขบวนรถม้าก็จำต้องหยุดพักที่สถานีม้าเร็ว

หนานหลีนั่งรถม้ามาค่อนวันจนร่างกายแทบจะแหลกสลาย...พอเพิ่งจะก้าวลงจากรถม้า ก็ได้ยินเสียงของย่าจางจากรถม้าคันหน้าตะโกนโหวกเหวกด้วยความตื่นตระหนก

“คุณชายรองสิ้นใจแล้ว!” ผู้คนในขบวนรถต่างตื่นตระหนกตกใจในทันที ทุกคนพากันกรูกันไปที่นั่น

“ท่านหมอ! รีบไปตามท่านหมอเร็วเข้า!” ย่าจางตะโกนเสียงดังลั่น

จะสิ้นใจเร็วขนาดนี้เลยรึ?

ถึงอย่างไรหนานหลีก็ไม่อาจทนดูคนตายไปต่อหน้าต่อตาได้…นางไม่ลังเลเลยสักนิด รีบตรงเข้าไปยังที่เกิดเหตุทันที

สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาก็คือ ฉู่ซั่วที่นอนพิงอยู่ในรถม้า ไอสีดำบนใบหน้าของเขาหนาทึบยิ่งกว่าตอนแรก มันกำลังกัดกินพลังหยางสีแดงฉานของเขาไปทีละน้อย

สิ่งนี้ส่งผลให้ใบหน้าของฉู่ซั่วซีดเผือดยิ่งกว่าเดิม และในยามนี้...เขาก็แน่นิ่งไร้ซึ่งลมหายใจไปแล้ว

“ตามหมอมาก็ไม่มีประโยชน์หรอก” หนานหลีเอ่ยจบ ก็หยิบยันต์แผ่นหนึ่งออกมาแปะลงบนหน้าผากของเขาทันที

จากนั้น ก็เอื้อมมือไปกระชากหยกประจำตัวที่เอวของฉู่ซั่วออกมา

“คุณหนูหกคิดจะทำอะไรกันเจ้าคะ! พอเห็นคุณชายรองเกิดเรื่อง ก็คิดจะฉวยโอกาสขโมยของอย่างนั้นรึ?” ย่าจางรีบเข้ามาขวางพร้อมกับตวาดลั่น

“นี่เป็นหยกที่คุณชายรองรักและหวงแหนที่สุดเลยนะเจ้าคะ!”

แววตาของย่าจางฉายแวบรังเกียจออกมาอย่างชัดเจน…เด็กที่โตข้างนอกนี่มันตาโตเห็นแก่เงินจริงๆไม่รู้จักกฎเกณฑ์อะไรเลยสักนิด!

พร้อมกันนั้น องครักษ์หลายคนก็กรูเข้ามาล้อมนางไว้

“เขายังมีทางรอด...หลีกไป” หนานหลีปรายตามองขึ้น พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา

“คุณหนูหก อย่าหาว่าพวกข้าล่วงเกินนะขอรับ!” องครักษ์คนหนึ่งพูดจบก็ยื่นมือเข้ามาหมายจะแย่งชิง

หนานหลีเอี้ยวตัวหลบอย่างคล่องแคล่วว่องไว จากนั้นก็ฟาดหยกในมือลงบนคานรถม้าอย่างแรง

เปรี้ยงง!!!!

ทันใดนั้น หยกชิ้นงามก็แตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ!

(จบบท)

จบบทที่ บทที่ 1: ศิษย์ข้า...ว่างๆก็กลับมาเขียนยันต์บ้างนะ

คัดลอกลิงก์แล้ว