- หน้าแรก
- กลายเป็นว่าข้าคือเซียนอันดับหนึ่ง
- บทที่ 21 สวรรค์ในถ้ำลับ
บทที่ 21 สวรรค์ในถ้ำลับ
บทที่ 21 สวรรค์ในถ้ำลับ
บทที่ 21 สวรรค์ในถ้ำลับ
เซียวเหอเอ่ยกับนางด้วยสีหน้าเปี่ยมด้วยความห่วงใย “เจ้ารู้สึกคุ้นเคยกับมันแล้วอย่างนั้นหรือ? หรือว่ามันมีวาสนาเกี่ยวข้องกับเจ้า?”
หานซินเอ๋อร์นิ่งอึ้งไปชั่วครู่จึงกล่าวตอบอย่างแผ่วเบา “ไม่มีอันใดดอก ข้าเพียงรู้สึกราวกับเคยพบเห็นมันมาก่อน ข้า...อยากได้กระบี่เล่มนี้ ท่านว่าได้หรือไม่?”
นางเงยหน้าขึ้นมองเซียวเหอด้วยแววตาเปี่ยมความหวัง เซียวเหอกลับรู้สึกลำบากใจอย่างยิ่ง
การมาถึงสถานที่แห่งนี้สำหรับเขามิใช่เรื่องง่าย หากไม่อาศัยโอกาสที่มีหญิงสาวอยู่ด้วย เขาคงวิ่งไปขอความช่วยเหลือจากเสียงลึกลับในหัวนานแล้ว
เขาเองยังไม่แน่ใจว่าจะผ่านอุปสรรคเบื้องหน้าไปได้หรือไม่ หากแสดงความไร้สามารถต่อหน้าหานซินเอ๋อร์นั่นคงเป็นเรื่องขายหน้ามิใช่น้อย
คิดไปคิดมาก็เห็นว่า หากประพฤติเรียบง่ายตามมารยาทคงจะดีกว่า
เซียวเหอขยับลำคอ เอ่ยว่า “หากเจ้าสามารถได้รับการยอมรับจากมัน กระบี่เล่มนี้ก็เป็นของเจ้า ข้าเพียงแค่นำเจ้ามาที่นี่เท่านั้น อยากได้มัน เจ้าก็ต้องคว้ามันไว้เอง เรื่องนี้ข้ามิอาจเกี่ยวข้อง”
‘ข้าพาเจ้ามาเป็นการตัดสินใจของข้า แต่เจ้ามาถึงที่นี่ก็เป็นเพราะเจ้ามีความสามารถพอที่จะเดินมาถึงจึงควรไขว่คว้าเอาสิ่งที่ดีที่สุดไป’
หานซินเอ๋อร์พยักหน้ารับเงียบ ๆ เพราะนางนั้นแต่เดิมไม่มีอาวุธอยู่ในมือ หากแม้โอกาสดีเยี่ยงนี้ยังคว้าไว้ไม่ได้นั่นย่อมหมายถึงว่านางไม่มีวาสนาในหนทางบำเพ็ญเพียร เช่นนั้นต่อไปคงยากจะก้าวหน้า
เมื่อตัดสินใจแน่วแน่ นางก็ไม่ลังเลอีกต่อไป ฝ่าแม่น้ำเบื้องหน้าราวหยดน้ำจากปีกแมลงปอจนยืนอยู่เบื้องหน้ากระบี่เล่มนั้น
นางหยุดลงคล้ายรอคอยเซียวเหอให้ก้าวตามมา
เซียวเหอเห็นดังนั้นถึงกับบึ้งหน้า
ที่แห่งนี้ในถ้ำลับนั้นมืดมิดสุดประมาณ แสงเพียงสายเดียวสาดลอดจากเตียงหยกขาวเข้าไปเบื้องใน
เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าใต้เท้านั้นมีสัตว์ปีศาจสิ่งใดซ่อนอยู่บ้าง
หากมันกระโจนขึ้นมาจากสายน้ำเล่า?
ขณะกำลังลังเลนั้น เสียงลึกลับในหัวก็พลันดังขึ้นอีกครั้ง
“เจ้าหนุ่ม เป้าหมายของเจ้าคือสิ่งใด? ความฝันของเจ้าคือสิ่งใด? หรือเจ้าจะปล่อยให้ลำธารเล็ก ๆ แค่สายเดียวมาขวางหนทางของเจ้า?”
เซียวเหอแค่นเสียงในใจ “ก็เพราะมีเจ้าคอยนำทางมิใช่หรือ หากไม่มีเจ้า ข้าคงหาทางมาถึงที่นี่ไม่ได้ด้วยซ้ำ”
เสียงนั้นหัวเราะเบา ๆ “โยนความผิดเสียเก่งนัก...เอาเถิด หากเจ้าวางใจ ข้าจะช่วยเจ้าให้ข้ามพ้น แม้แต่นิ้วเดียวก็ไม่ต้องขยับ”
ทันใดนั้น ร่างของเซียวเหอก็ลอยขึ้นช้า ๆ ดุจพระสงฆ์เส้าหลินเหยียบใบไม้ข้ามแม่น้ำ ค่อย ๆ ลอยข้ามลำธารไป
หานซินเอ๋อร์เบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง เพียงไม่กี่วัน เซียวเหอกลับสามารถมีพลังกล้าแข็งถึงเพียงนี้ แล้วหากต้องประมือกันจริง ๆ ตนเองจะมีความมั่นใจหรือไม่?
แม้นางจะหันหลังให้เขาอยู่ตลอดเวลา แต่สภาพของเซียวเหอเป็นอย่างไร นางย่อมรู้ดี
บัดนี้เขาเผยความสามารถอันน่าครั่นคร้ามออกมาจนแม้แต่หานซินเอ๋อร์ยังต้องระแวดระวัง
โชคยังดีที่เขาเลือกตรงไปยังแท่งไม้บรรทัดโบราณแทนกระบี่ จึงทำให้นางคลายกังวลไปได้
เพราะสำหรับผู้บำเพ็ญเพียรแล้วการประสานใจระหว่างตนกับอาวุธนั้นหาได้ยากยิ่ง หากเซียวเหอก็มีใจต่อกระบี่เล่มนี้อีกคน คงลำบากไม่น้อย
ทว่าในใจของเซียวเหอกลับกำลังตะโกนอย่างโกลาหล
‘มีปัญหาอะไรกับข้าหรือ? จะให้ข้าหยิบเตียงแทนไม้บรรทัดไม่ได้หรือไง? ไอ้แท่งโบราณนี่มันไม่เห็นจะมีอะไรเลย...’
“หึ เจ้าเข้าใจอันใด รู้ไหมว่าเจ้ากำลังยืนอยู่บนภูเขาไฟที่ยังมีชีวิตส่วนถ้ำแห่งนี้คือแหล่งรวมของพลังหยินแห่งสุดท้ายของทั้งภูเขา”
“ตั้งแต่โบราณ หยินล้นเกินย่อมทำลาย หยางล้นเกินย่อมเร่งเร้า หยินหยางสมดุลจึงจะบรรลุความสมบูรณ์”
เสียงนั้นแค่นหัวเราะ “เจ้านี่มันโง่นัก ไม่รู้หรือว่าเจ้ากำลังคิดอะไรอยู่?”
“ภูเขาไฟลูกนี้สงบมานับพันปีแล้ว หากเจ้าไม่ไปรบกวน มันก็จะไม่ระเบิด”
“ส่วนเตียงหยกนั้นอย่าได้ริอาจคิดแม้แต่น้อย ที่ที่ตั้งอยู่คือจุดสมดุลระหว่างพลังหยินของถ้ำกับพลังหยางทั้งภูเขา หากเจ้าขึ้นไป...ไม่ทันกี่ลมหายใจ ความเย็นจะแทรกเข้าสู่เส้นชีพจร โจมตีตันเถียนโดยตรงและเจ้าก็จะได้จากโลกนี้ไปอย่างสงบสุขทันที”
เซียวเหอฟังแล้วถึงกับหมดความคิดหุนหัน มองหานซินเอ๋อร์และกระบี่เล่มนั้นอย่างเงียบ ๆ
เสียงนั้นพูดต่อ “เจ้าจะโง่ถึงเพียงใด? เห็นหรือไม่ว่าแม้แต่มันยังยอมปล่อยกลิ่นอายออกมา นั่นหมายความว่ากระบี่เล่มนี้เป็นฝ่ายเลือกนาง”
“หากเจ้าต้องการกระบี่เล่มนี้ก็ต้องรอให้นางได้รับการยอมรับ แล้วจึงสังหารนางเสียจึงจะเป็นของเจ้า”
เซียวเหอถึงกับหมดความคิดโดยสิ้นเชิง เช่นนั้นสิ่งที่เหลืออยู่สำหรับเขาคงเป็นเจ้าแท่งไม้นี่ล่ะกระมัง?
“ฮ่า ๆ ๆ แทนที่จะบ่นว่าตนเองมีเพียงไม้บรรทัดโบราณก็จงภูมิใจเถิดเพราะมีแต่ร่างกายของเจ้าที่รองรับมันได้”
“หากไม่มีเจ้า มันก็คงต้องถูกเก็บไว้ที่นี่เช่นนี้ตลอดไป”
“เจ้ารู้หรือไม่ มันคือสมบัติชั้นยอด หากเจ้าครอบครองมัน ต่อไปเจ้าสามารถฝึกฝนอย่างเต็มกำลังไม่ต้องกังวลว่าร่างกายจะทนรับไม่ไหว จนระเบิดตาย”
“เพราะไม้บรรทัดเล่มนี้สามารถช่วยเจ้าระงับปราณที่พลุ่งพล่านช่วยให้เจ้าฝ่าขั้นจู้จีและจินตันได้อย่างมั่นคง”
“เมื่อเจ้าฝ่าผ่านทั้งสองช่วงนี้ได้แล้ว มันจึงจะเผยพลังที่แท้จริงออกมา”
เซียวเหอฟังแล้วเริ่มมีความสนใจขึ้นมาทันที
ทันใดนั้น พลันมีเสียงติงใส ๆ ดังขึ้น
หานซินเอ๋อร์ฝั่งโน้นได้ชักกระบี่ออกมาแล้ว
ประกายเย็นยะเยือบพาดผ่านอากาศ ดุจดั่งกระบี่เล่มนั้นถือกำเนิดขึ้นจากเตียงหยกเอง
ด้ามกระบี่เรียบง่ายเป็นสีดำสนิทมีเพียงอัญมณีสีน้ำเงินเข้มเม็ดหนึ่งฝังไว้กลางด้าม หากไม่เพ่งมองยากนักจะสังเกตเห็น
หานซินเอ๋อร์ร่ายกระบี่เบา ๆ เป็นกระบวนท่าที่งดงามแสนยิ่ง ก่อนวางกระบี่ไว้เคียงกาย
หากมิใช่เพราะรอบกายมืดมิด ไร้แสงใด นางคงงดงามราวเทพธิดาในตำนาน
เซียวเหอมองภาพตรงหน้าแทบลืมหายใจ
หานซินเอ๋อร์ที่เคยเรียบร้อยเชื่อฟังบัดนี้กลับคล้ายเทพธิดาแห่งหิมะที่เย็นเยียบและสูงส่งเกินเอื้อม
“คุณชายเซียว ข้ารำกระบี่งดงามหรือไม่?” นางเอ่ยถามด้วยรอยยิ้มหวาน
“งาม งามดั่งนางฟ้า ข้าขอเป็นบุรุษโง่งมที่ยอมหลงเสน่ห์เจ้าเพียงแรกพบก็ยังได้...” เซียวเหอตอบอย่างจริงใจ
หานซินเอ๋อร์กลับเอ่ยด้วยสายตาเปี่ยมแววระวัง “ท่านเองก็ยอมรับแล้วว่าข้าได้รับการยอมรับจากกระบี่นี้ เช่นนั้นข้าจะครอบครองมัน ท่านไม่ขัดข้องใช่หรือไม่?”
เซียวเหอส่ายศีรษะอย่างเอื่อยเฉื่อย “ของที่เป็นของเจ้าจะหนีไปไหนได้กัน? เจ้าเอาไว้ฝึกฝนเถิดส่วนข้าจะไปจัดการเจ้าไม้บรรทัดโบราณนั่นก็แล้วกัน”
หานซินเอ๋อร์ถึงกับเบิกตากว้าง ไม่เห็นจะมีไม้บรรทัดอันใดอยู่เลย
นางมองไปรอบหนึ่งและเมื่อมองดูผนังด้านหลังของเซียวเหอก็พบสิ่งที่ไม่เหมือนเดิม
แท้จริงแล้วสิ่งนั้นคืออาวุธกระนั้นหรือ?
หากไม่เพ่งมองใครเลยจะรู้ว่าที่นั่นมีศาสตราอยู่?
เซียวเหอค่อย ๆ เดินเข้าไปยังกำแพงนั้น ยื่นมือแตะไปยังขอบบนสุดของผนัง
เสียงโครมหนึ่งดังขึ้นพร้อมกับไม้บรรทัดขนาดมหึมาถูกดึงออกมา มันมีสีเขียวคล้ำทั่วทั้งเล่มราวกับถูกมอสและกาลเวลาครอบคลุมมาเนิ่นนานนับพันปี
ใครเลยจะรู้ว่าไม้บรรทัดนี้คืออาวุธคู่ใจของเย่เฟิงในอดีต บัดนี้กลับถูกทิ้งไว้ร่วมกับสัตว์ขี่ของเขาบนภูเขาไฟแห่งนี้
เซียวเหอเซล้มลงไปแทบทั้งร่าง เกือบถูกแรงกดทับของมันเหวี่ยงร่วงลงกับพื้น
เขาสบถในใจ “ไหนว่าเป็นของที่เหมาะกับข้าที่สุดไง ไหนว่าเป็นเครื่องช่วยให้ข้าบ่มเพาะได้มั่นคงไง? ทำไมแม้แต่จะยกมันขึ้นยังไม่ไหวเล่า?”
เสียงลึกลับตอบทันควัน “เจ้าเอาสิทธิ์อะไรไปยกมันขึ้น? เจ้าได้รับการยอมรับจากมันแล้วหรือยัง? หากไม่มีข้า เจ้าคิดหรือว่ามันจะชายตามองเจ้าด้วยซ้ำ?”
เซียวเหอถึงกับตะลึงงัน
‘เดี๋ยวก่อน...พวกเจ้า...พวกเจ้าสองคนเป็นพวกเดียวกันหรือ?’
‘ข้าทนไม่ได้อีกแล้ว เป้าหมายข้าก็หา ความจริงก็ยังไม่รู้ ข้าเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดาผู้หนึ่ง แล้วจะต้องมาทนโดนหยอกเย้าเช่นนี้ด้วยหรือ?’
‘ไปก็ไป ข้าไปก็แล้วกัน’
เซียวเหอแผดเสียงออกมาอย่างสุดกลั้นและยังกัดฟันยันร่างของตนขึ้นด้วยไม้บรรทัดอันนั้นอีกด้วย
เสียงลึกลับนั้นกลับถอนหายใจอย่างโล่งอก “ในที่สุดเจ้าก็เริ่มมองเห็นความจริงบ้างเสียที เจ้าหาใช่ผู้เหมาะสมจะฝ่าทะลวงโลกหล้าไม่ กลับบ้านไปทำอาหารเถิด เด็กน้อยเอ๋ย...”
“แม้เจ้าของเดิมของมันจะเคยยิ่งใหญ่ไร้ผู้ต้าน แต่ก็มิใช่ไม่มีความผิดพลาด เอาพลังชีวิตนับร้อยปีไปทิ้งเปล่า ๆ สุดท้าย...เจ้าก็เป็นได้แค่บุคคลธรรมดา...เช่นกัน”
เซียวเหอแค่นเสียง “เจ้าพูดถูก ข้าขอลา ไม่รับใช้เจ้าต่อแล้ว”