- หน้าแรก
- กลายเป็นว่าข้าคือเซียนอันดับหนึ่ง
- บทที่ 18 ทุกสิ่งล้วนอยู่ในกำมือของผู้อาวุโส
บทที่ 18 ทุกสิ่งล้วนอยู่ในกำมือของผู้อาวุโส
บทที่ 18 ทุกสิ่งล้วนอยู่ในกำมือของผู้อาวุโส
บทที่ 18 ทุกสิ่งล้วนอยู่ในกำมือของผู้อาวุโส
หนิงไห่ตื้นตันจนแทบระเบิด ที่แท้ผู้อาวุโสมิได้เพียงแค่เล่นหมาก แต่กำลังอบรมเขา
ใช่แล้ว ด้วยหมากหนึ่งกระดานกลับยกระดับเจตจำนงจักรพรรดิของเขาจนทะยานฟ้า
ผู้อาวุโสผู้นี้ช่างลึกล้ำเกินหยั่งดั่งที่เจ้านิกายหลิวหลี่เคยกล่าวไว้ ไม่มีทางที่ผู้ใดจะหยั่งถึงเจตนาอันล้ำลึกของท่านได้
“ท่านตาหาน วันนี้ข้ามีแขก ไว้เรามาเล่นกันใหม่คราวหน้า” จ้าวเสี่ยวเป่ยกล่าว
ตาหานก็ยินดีตอบกลับทันที “ได้สิ เสี่ยวเป่ย คราวหน้ามาสู้กันอีก”
“ยืนตะลึงอยู่ทำไม พากันเข้าเรือนไปสิ”
จ้าวเสี่ยวเป่ยหันไปเรียกพวกหลิวเหยา นำทางพาทั้งสามเข้าสู่เรือนเล็กของตนส่วนเสี่ยวเฮยก็ตามเข้ามาอย่างเนิบช้า
ทันทีที่ก้าวเข้ามา หนิงไห่ถึงกับยืนอึ้ง
ในมุมลานเรือนที่ดูเรียบง่ายนั้น ไม้ฟืนที่วางกองกลับคือไม้เจี้ยนจู้
ในแปลงผักที่ดูธรรมดากลับเต็มไปด้วยสมุนไพรวิญญาณที่หายากยิ่ง
ไก่ที่จิกกินอยู่นั้นกลับกินข้าววิญญาณเข้าไปอย่างสบายใจ
ทั้งหมดนี้ประหนึ่งฟ้าผ่าลงกลางหัวหนิงไห่ในบัดดล
สิ่งของเหล่านี้ล้วนเป็นวัตถุดิบล้ำค่าแม้แต่ในราชสำนักยังแทบไม่มี
แต่ในเรือนเล็ก ๆ นี้กลับมีอยู่ทั่วทุกมุม
ผู้อาวุโสผู้นี้เป็นผู้ใดกันแน่
หานหลิงเอ๋อร์และหลิวเหยาเห็นสีหน้าทึ่งของหนิงไห่ก็อดอมยิ้มไม่ได้เพราะเมื่อครั้งแรกที่พวกนางเข้ามาก็ไม่ต่างจากเขาแม้แต่น้อย
“รอสักครู่ ข้าขอล้างหน้าหน่อย เล่นหมากกับท่านตาหานเมื่อครู่เหงื่อแตกไปทั้งหน้า”
จ้าวเสี่ยวเป่ยตักน้ำจากบ่อใส่ลงอ่าง แล้วก้มหน้าล้างอย่างเรียบง่าย
หนิงไห่มองแล้วใจสะท้าน นั่นมันน้ำวิญญาณ
หลังจากล้างหน้าเสร็จ จ้าวเสี่ยวเป่ยก็เทน้ำลงแปลงผักทันที
หนิงไห่แทบกระโจนเข้าไปห้ามด้วยความเสียดายยิ่งนัก
นั่นมันของเหลววิญญาณนะ ใช้รดผักเนี่ยนะ?
แต่เจ้าตัวกลับไม่ได้สนใจแม้แต่น้อย
“พวกเจ้ามาได้จังหวะดีทีเดียว ลูกพีชเพิ่งสุกใหม่ ลองชิมดูเถอะ”
ข้างเล้าไก่มีต้นพีชต้นหนึ่งออกผลเป็นลูกใหญ่เท่ากำปั้น สีชมพูอมแดงน่ากินยิ่ง
หลิวเหยา หานหลิงเอ๋อร์และหนิงไห่กลืนน้ำลายพร้อมกันโดยไม่รู้ตัว
จ้าวเสี่ยวเป่ยเด็ดมาสี่ลูกแบ่งให้คนละลูก
“ผู้อาวุโส ท่านเมตตาข้ายิ่งนัก ข้าไม่อาจรับของท่านได้อีกแล้ว” หนิงไห่รีบปฏิเสธ
แต่หานหลิงเอ๋อร์กับหลิวเหยากลับรีบคว้าไว้ทันที
พวกนางรู้ดี ของทุกชิ้นที่ผู้อาวุโสมอบให้ไม่เคยธรรมดา
แม้ท่านจะมองว่าเป็นของเล็กน้อย แต่สำหรับผู้ฝึกตนแล้ว สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นของล้ำค่า
“ขอบพระคุณผู้อาวุโสจ้าวเจ้าค่ะ”
ทั้งสองเอ่ยขอบคุณเสียงหวานใส ทำให้จ้าวเสี่ยวเป่ยรู้สึกชื่นใจอย่างบอกไม่ถูก
เสียงขอบคุณอ่อนหวานของหญิงงามสองนาง มีหรือจะไม่มีผลต่อชายใดในโลกนี้?
“เจ้าเด็กหน้าขาวนี่ทำไมถึงไม่มีหัวใจบ้างเลย สองสาวยังรู้คุณเจ้าไม่รู้หรือ? ถ้าไม่กินก็อย่ามาอิดออด”
จ้าวเสี่ยวเป่ยว่าแล้วก็ยกผลพีชขึ้นกัดเสียงกรอบ
เนื้อผลไม้สดชุ่มฉ่ำ กลิ่นหอมหวานยิ่งกว่าผลไม้ใดในโลกเก่า ลิ้นสัมผัสได้ถึงพลังบริสุทธิ์ที่แฝงอยู่ภายใน
หานหลิงเอ๋อร์กับหลิวเหยาเห็นเขากินด้วยความเอร็ดอร่อยก็อดไม่ได้ รีบกัดลูกพีชเข้าปากตามไป
ทันทีที่ผลพีชสัมผัสลิ้น พลังวิญญาณอันหนาแน่นก็แผ่ซ่านทั่วร่าง
ผิวพรรณ กระดูก เส้นชีพจรล้วนถูกพลังนี้ล้างชำระจนหมดจด
สิ่งสกปรกที่สะสมในร่างกาย ถูกไอพลังวิญญาณระเหยจนสิ้น
แม้พลังฝึกตนของทั้งคู่จะยังไม่ทะลุระดับ แต่พื้นฐานพรสวรรค์กลับถูกยกระดับขึ้นในทันใด
จากนี้ไป หนทางการฝึกตนของพวกนางจะเรียบง่ายไร้สิ่งกีดขวางอีกต่อไป
สองสาวแทบจะร้องไห้ออกมาด้วยความตื้นตัน
ส่วนหนิงไห่เพียงแค่ได้กลิ่นพลังวิญญาณจากผลพีชก็รู้แล้วว่าเป็นของล้ำค่า
แม้ไม่ได้กิน แต่พลังที่แผ่ออกมาก็ทำให้จินตันที่แตกสลายเริ่มมีท่าทีเยียวยาตัวเอง
ถ้าได้กินเข้าไปทั้งลูกจินตันของเขาย่อมหายขาดแน่นอน
หนิงไห่ยิ่งคิดยิ่งรู้สึกเสียใจ
ผู้อาวุโสจ้าวตั้งใจมอบให้ แต่เขากลับปฏิเสธเพราะอวดดี
ตอนนี้จะขอกลับก็คงไร้หน้าเสียแล้ว ได้แต่ยืนกลืนน้ำลายเงียบ ๆ มองตาปริบ ๆ
จ้าวเสี่ยวเป่ยมองหนิงไห่ที่เกือบจะน้ำลายยืดแล้วก็แอบหัวเราะ
ให้แล้วไม่เอา ทีนี้เสียดายล่ะสิ
แต่เขาก็ไม่ได้ใจไม้ไส้ระกำนักจึงเอ่ยปากว่า
“หยิบขึ้นมากินเถอะ”
ทันทีที่ได้ยินประโยคนี้ หนิงไห่ก็ดั่งรับราชโองการคว้าผลพีชมากัดเข้าไปทันที
พลังมหาศาลจากผลไม้เข้าสู่ร่างพร้อมกับการกัดคำแรก
จินตันที่แตกร้าวเริ่มเชื่อมต่อและเยียวยา
และไม่เพียงแค่นั้น พลังฝึกตนของเขาก็เริ่มพุ่งทะลุระดับราวสายฟ้าฟาด
จินตันขั้นเก้า
หยวนอิงขั้นหนึ่งขั้นสองจนขั้นเก้า
เฟินเสินขั้นหนึ่งจนถึงขั้นเก้า
เมื่อถึงระดับเฟินเสินขั้นเก้า พลังจึงค่อยหยุดลง
หนิงไห่ลืมตาขึ้น คุกเข่าลงอีกครั้ง
“เมตตาธรรมของผู้อาวุโสในครั้งนี้ ข้าหนิงไห่จักสลักไว้ในดวงจิตชั่วชีวิตมิอาจลืมเลือน”
จ้าวเสี่ยวเป่ยโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ “แค่ลูกพีชไม่กี่ลูกจะต้องคุกเข่าทำไมให้มากความ”
หนิงไห่ลุกขึ้น สีหน้าเปี่ยมด้วยความเคารพอย่างหาที่สุดมิได้
“ผู้อาวุโสจ้าว ครานี้ข้ามีเรื่องสำคัญอยากจะขอคำชี้แนะ…”
หลิวเหยากำลังจะกล่าวถึงเรื่องแคว้นหนิง
แต่ยังไม่ทันเอ่ยจบ จ้าวเสี่ยวเป่ยก็ชิงพูดตัดเสียก่อน
“พวกเจ้ามาด้วยจุดประสงค์ใดข้ารู้หมดแล้ว สิ่งที่ควรทำข้าก็ทำให้หมดแล้ว ที่เหลือต้องขึ้นอยู่กับพวกเจ้าเองแล้วล่ะ”
“หากถึงคราวจนหนทางจริง ๆ ก็เอาแผ่นอักษรนี้ออกไป มันยังมีประโยชน์อยู่บ้าง”
จ้าวเสี่ยวเป่ยหยิบกระดาษที่เขียนอักษรพู่กันเมื่อคราวก่อนส่งให้
เขามองพวกหลิวเหยาด้วยแววตาเวทนา แต่ละคนดูท่าถูกเจ้าหนี้ตามฆ่าจนต้องหลบมาดอยแบบนี้
ตนก็เป็นเพียงชาวนาคนหนึ่งจะไปมีเงินทองอะไรมาช่วยพวกเขาได้
แต่แผ่นอักษรนี่ อย่างน้อยก็น่าจะเอาไปแลกเงินหรือใช้เจรจาได้บ้าง
ก็ถือเป็นน้ำใจเล็ก ๆ น้อย ๆ ของเขาแล้วกัน
หลิวเหยาเห็นแผ่นอักษรนั่น รีบเก็บไว้ทันที
เพราะนางเคยเห็นกับตา อักษรนี้สามารถสะกดกระบี่มารได้
หากจะใช้ต้านนิกายเพลิงอัคคี นี่แหละคืออาวุธที่แท้จริง
“ขอบพระคุณผู้อาวุโส พวกเราจะไม่รบกวนอีก ขอคารวะ”
ทั้งสามกล่าวลาแล้วบินออกจากเรือนมุ่งสู่ชายขอบขุนเขาหมื่นอสูร