- หน้าแรก
- กลายเป็นว่าข้าคือเซียนอันดับหนึ่ง
- บทที่ 7 ผู้อาวุโสจ้าวอันน่าสะพรึงกลัว
บทที่ 7 ผู้อาวุโสจ้าวอันน่าสะพรึงกลัว
บทที่ 7 ผู้อาวุโสจ้าวอันน่าสะพรึงกลัว
บทที่ 7 ผู้อาวุโสจ้าวอันน่าสะพรึงกลัว
หลิวเหยาพาหานหลิงเอ๋อร์เร่งรุดตรงไปยังขุนเขาหมื่นอสูร
นางไม่อาจเพิกเฉยต่อเรื่องนี้ได้เพราะนี่คือวาสนาอันยิ่งใหญ่ เพียงของที่ผู้อาวุโสมอบให้แบบลวก ๆ ก็เป็นถึงสมุนไพรวิญญาณแล้ว
และในสถานที่ที่หานหลิงเอ๋อร์กับหลิวเหยาหายตัวไป เว่ยเฟิงก็ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง
แท้จริงแล้วเขาไม่ได้จากไปไหน หากแต่ใช้วิชาเร้นลับบางอย่างเพื่อซ่อนร่องรอยตน
“เรื่องนี้ต้องรายงานให้เจ้านิกายโดยเร็ว ไม่คาดคิดเลยว่าเบื้องหลังนิกายหลิวหลี่จะยังมีตัวตนเช่นนั้นอยู่”
วาจาเว่ยเฟิงเพิ่งจบ ร่างเขาก็หายวับไปในทันที
อีกด้านหนึ่ง ภายใต้การนำของหานหลิงเอ๋อร์ ทั้งสองมาถึงหุบเขาที่เคยหายไปเมื่อครู่
“ท่านอาจารย์ ข้าจากไปจากที่นี่เมื่อครู่เองเจ้าค่ะ” หานหลิงเอ๋อร์ชี้ไปยังจุดที่หุบเขาหายไป
สายตาหลิวเหยาจับจ้องไปทางที่นางชี้ ใจเต้นระรัวอย่างยากอธิบาย
ที่นี่คือขุนเขาหมื่นอสูร ตัวตนที่สามารถหลบซ่อนในที่แห่งนี้ได้ต้องมีพลังระดับใดกันแน่ นางไม่อาจคาดเดาได้เลย
ยิ่งไปกว่านั้น นางรู้ดีว่าตนมิอาจฝืนเข้าไปได้
ขุนเขาหมื่นอสูรหาใช่สถานที่ที่ผู้บำเพ็ญเพียรระดับเฟินเสินเช่นนางจะบุกเข้าไปได้ ยามนี้สิ่งเดียวที่ทำได้คือต้องพึ่งพาความเมตตาจากผู้อาวุโส ให้เขาเปิดทางให้เข้าไป
“หลิงเอ๋อร์ เราไปคารวะผู้อาวุโสกันเถิด”
“เจ้าค่ะ ท่านอาจารย์” หานหลิงเอ๋อร์พยักหน้ารับ นางก็รู้เช่นกันว่าหากผู้อาวุโสไม่เปิดทางให้ พวกนางก็ไม่มีวันเข้าไปได้
“หลิวเหยา เจ้านิกายแห่งนิกายหลิวหลี่ ขอมาคารวะผู้อาวุโส ขอขอบคุณที่ช่วยชีวิตศิษย์ข้ากับข้าไว้”
หลิวเหยาไม่ใช้พลังปราณแม้แต่น้อยเพราะในความคิดของนาง ผู้อาวุโสผู้นั้นต้องบรรลุถึงขั้นไร้เทียมทาน เพียงเสี้ยวอึดใจก็ต้องมองเห็นทุกการกระทำของนางชัดเจน
ทว่าแม้จะรออยู่นาน หุบเขาลี้ลับแห่งนั้นก็ยังไม่ปรากฏขึ้น
ทั้งหานหลิงเอ๋อร์และหลิวเหยาล้วนผิดหวัง
“ดูท่าว่าผู้อาวุโสคงไม่อยากพบพวกเราแล้วล่ะ” หลิวเหยากล่าวอย่างผิดหวัง
หานหลิงเอ๋อร์ก็ผิดหวังเช่นกัน ทว่ากับตัวตนอันยิ่งใหญ่เช่นนี้ ย่อมต้องมีเหตุผลของเขาเองที่ไม่ต้องการพบเจอพวกนาง
ทว่าชั่วขณะนั้นเอง บริเวณตรงหน้าพวกนาง พื้นที่กลางอากาศพลันสั่นไหว หุบเขาก็เผยโฉมให้เห็นช้า ๆ
“ท่านอาจารย์ หุบเขาปรากฏแล้ว หุบเขาปรากฏแล้ว แสดงว่าผู้อาวุโสยอมพบพวกเราแล้ว” หานหลิงเอ๋อร์เอ่ยด้วยความตื่นเต้น
หลิวเหยาก็ตื่นเต้นยิ่งนัก ในที่สุดก็จะได้พบผู้อาวุโสผู้นั้นแล้ว
“เร็วเข้า หลิงเอ๋อร์ พวกเราเข้าไปกันเถิด”
ทั้งหลิวเหยาและหานหลิงเอ๋อร์ก้าวเข้าไปพร้อมกัน
ณ ขุนเขาหมื่นอสูร จ้าวเสี่ยวเป่ยกำลังใช้จอบขุดดินเหงื่อไหลเป็นเม็ดเท่าถั่ว
หยาดเหงื่อที่ตกลงสู่พื้นล้วนทำให้พืชผลในดินเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วราวตาเห็น
อีกฟากหนึ่ง หานหลิงเอ๋อร์กับหลิวเหยาเดินผ่านหุบเขาเข้ามาสู่หมู่บ้านเหล่าปิ่ง
“ไม่คาดคิดเลยว่าในเขตต้องห้ามเช่นขุนเขาหมื่นอสูรจะมีดินแดนงดงามเช่นนี้ซ่อนอยู่” หลิวเหยารำพึงอย่างอัศจรรย์ใจ
แต่ในขณะที่หลิวเหยากำลังตกตะลึง หานหลิงเอ๋อร์ก็เอ่ยขึ้นอย่างตื่นเต้น “ผู้อาวุโส ผู้อาวุโสเจ้าค่ะ”
หลิวเหยาได้ยินถ้อยคำของศิษย์ก็รีบมองไปยังทิศที่อีกฝ่ายเอ่ยถึงด้วยความตื่นเต้น
แต่เมื่อมองเห็น นางก็อดสงสัยไม่ได้ว่าสิ่งที่เห็นอยู่เป็นเพียงภาพลวงตาหรือไม่
ตรงหน้ามีเพียงบุรุษกำยำเปลือยท่อนบนผู้หนึ่งกำลังใช้จอบพรวนดิน
อีกทั้งไม่มีคลื่นพลังแม้แต่น้อย แสดงว่าเขาเป็นเพียงคนธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้น
จะเป็นผู้อาวุโสได้อย่างไรกัน?
ผิดแล้ว
จู่ ๆ สายตาหลิวเหยาก็เหลือบไปเห็นจอบในมือของบุรุษผู้นั้น ใบหน้าที่เคยสงบนิ่งก็พลันเปลี่ยนเป็นตกตะลึง
นั่นมันศาสตราวิญญาณ ลายสลักที่ปรากฏบนจอบนั้นบ่งบอกชัดว่าเป็นศาสตราวิญญาณชั้นยอด
ผู้ที่ยกศาสตราวิญญาณชั้นยอดได้จะเป็นเพียงคนธรรมดาไปได้อย่างไรกัน
ทันใดนั้น หลิวเหยาก็รู้สึกว่าความคิดของตนช่างน่าขันนัก
ด้านจ้าวเสี่ยวเป่ย เมื่อเห็นหานหลิงเอ๋อร์ก็ชะงักไป
‘นางกลับมาอีกแล้ว? หรือว่าจะมาหาเรื่องข้า?’
พลันแววตาของเขาก็แข็งกร้าวขึ้นในทันใด
‘ช่วยเหลือคนดี ๆ กลับถูกใส่ร้าย หากเป็นเช่นนั้นจริง ชาตินี้คงซวยไปแปดชาติแล้วกระมัง’
“ผู้อาวุโสเจ้าคะ นี่คืออาจารย์ของข้า หลิวเหยา เจ้านิกายหลิวหลี่”
น้ำเสียงของหานหลิงเอ๋อร์เบาลงเรื่อย ๆ เพราะสัมผัสได้ถึงแววตาไม่เป็นมิตรของจ้าวเสี่ยวเป่ย นางอดคิดไม่ได้ว่าผู้อาวุโสจะพิโรธหรือไม่
หลิวเหยาเองก็สัมผัสได้ถึงความเย็นเยียบอันน่ากลัว หากไม่รีบอธิบายให้ดี เกรงว่าผู้อาวุโสผู้นี้จะลงมือสังหารตนเสียก่อน
ฟุบ
หลิวเหยาคุกเข่าลงทันที
“ผู้อาวุโส พวกเรามิได้มีเจตนาอื่น การมาครั้งนี้ก็เพียงเพื่อขอบคุณที่ท่านช่วยชีวิตพวกเราไว้”
นางกล่าวจบก็ก้มหน้านิ่งไม่กล้ามองจ้าวเสี่ยวเป่ยแม้แต่นิด
นางรู้สึกว่าหากมองเขาเพียงครั้งเดียว ใจแห่งเต๋าของนางอาจถูกกระทบอย่างรุนแรง
หากมองนานไป เกรงว่าจิตแห่งเต๋าจะพังทลายจนหมดสิ้น
จ้าวเสี่ยวเป่ยฟังแล้วก็เข้าใจว่าตนเข้าใจผิดไป หญิงสาวผู้นี้มาขอบคุณ หาได้มาหาเรื่องไม่
‘โถ่เอ๊ย ข้าเล่นด่าคนดีเสียแล้ว’
“แค่พอมีวาสนา ช่วยเหลือเล็กน้อยเท่านั้น” จ้าวเสี่ยวเป่ยเอ่ยพลางกระแอม
เมื่อได้ยินวาจานี้รวมถึงแววตาอันดุดันที่หายไป หลิวเหยาก็รู้สึกร่างกายเบาสบายอย่างน่าอัศจรรย์
“หานหลิงเอ๋อร์ เหตุใดยังไม่ประคองอาจารย์เจ้าขึ้นมาอีก”
“เจ้าค่ะ ผู้อาวุโส”
หานหลิงเอ๋อร์ยิ้มออก รีบประคองหลิวเหยาขึ้นมา
“ท่านอาจารย์ ผู้อาวุโสให้ท่านลุกขึ้น แสดงว่าไม่ถือโทษเราแล้วเจ้าค่ะ”
หลิวเหยาจึงลุกขึ้นมายืนอีกครั้ง สายตาที่มองจ้าวเสี่ยวเป่ยเต็มไปด้วยความเคารพยำเกรงยิ่งกว่าเดิม
นี่ต้องเป็นผู้มีบรรลุธรรมถึงขีดสุดแล้วแน่แท้ เพียงแค่สายตา ก็ทำให้นางหวาดกลัวถึงเพียงนี้ได้
จ้าวเสี่ยวเป่ยนึกถึงที่ตนเข้าใจผิด แล้วยังทำให้อีกฝ่ายต้องคุกเข่า คิดว่าสมควรชดใช้บ้าง
‘พอดีข้าเพิ่งล่ากระต่ายมาได้ตัวหนึ่ง ให้พวกนางอยู่กินข้าวด้วยก็คงไม่เสียหาย’
“ทั้งสองท่าน หากไม่รังเกียจ เชิญไปที่เรือนข้าสักคราเถิด” จ้าวเสี่ยวเป่ยกล่าวเรียบ ๆ
กล่าวจบก็เดินนำหน้าไปโดยไม่สนใจว่าทั้งสองจะตามมาหรือไม่
หานหลิงเอ๋อร์มองตามร่างของจ้าวเสี่ยวเป่ยอย่างไม่รู้จะทำอย่างไรดี ก่อนจะหันไปถาม “ท่านอาจารย์ พวกเราจะทำเช่นไรดีเจ้าคะ”
หลิวเหยาครุ่นคิดเล็กน้อยก่อนจะตอบ “ตัวตนเช่นผู้อาวุโส หากเชิญเราไปเช่นนี้ ย่อมต้องมีเรื่องบางอย่าง เราไปตามกันเถิด”
ทั้งสองจึงรีบตามหลังไปด้วยความกระวนกระวายใจ
ไม่นาน ทั้งสามก็มาถึงเรือนของจ้าวเสี่ยวเป่ย
“ที่นี่ช่างอุดมไปด้วยพลังวิญญาณเสียจริง” หลิวเหยาร้องออกมาอย่างตกตะลึง
“ข้าเองก็รู้สึกว่าพอเข้ามาแล้ว การเข้าใจวิถีแห่งเต๋าง่ายขึ้นราวกับปลอกกล้วยเลยเจ้าค่ะ”
หานหลิงเอ๋อร์พยักหน้าแรง ๆ ความรู้สึกในครั้งนี้แตกต่างจากครั้งก่อนโดยสิ้นเชิง
ยิ่งรู้สึกได้ถึงความลี้ลับของเรือนเล็กแห่งนี้
สถานที่เช่นนี้เท่านั้นจึงคู่ควรแก่การหลบเร้นของผู้อาวุโส เรียกได้ว่าเป็นแดนสวรรค์แท้จริง
“ตามสบาย ข้าขอไปล้างหน้าสักหน่อย”
จ้าวเสี่ยวเป่ยกล่าวเรียบ ๆ ก่อนจะตักน้ำจากบ่อน้ำข้าง ๆ
ขณะนั้นเอง หานหลิงเอ๋อร์กับหลิวเหยาสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ แล้วจึงกล้าเหยียบย่างเข้าสู่เรือนหลังนั้น