เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 7 ผู้อาวุโสจ้าวอันน่าสะพรึงกลัว

บทที่ 7 ผู้อาวุโสจ้าวอันน่าสะพรึงกลัว

บทที่ 7 ผู้อาวุโสจ้าวอันน่าสะพรึงกลัว


บทที่ 7 ผู้อาวุโสจ้าวอันน่าสะพรึงกลัว

หลิวเหยาพาหานหลิงเอ๋อร์เร่งรุดตรงไปยังขุนเขาหมื่นอสูร

นางไม่อาจเพิกเฉยต่อเรื่องนี้ได้เพราะนี่คือวาสนาอันยิ่งใหญ่ เพียงของที่ผู้อาวุโสมอบให้แบบลวก ๆ ก็เป็นถึงสมุนไพรวิญญาณแล้ว

และในสถานที่ที่หานหลิงเอ๋อร์กับหลิวเหยาหายตัวไป เว่ยเฟิงก็ปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง

แท้จริงแล้วเขาไม่ได้จากไปไหน หากแต่ใช้วิชาเร้นลับบางอย่างเพื่อซ่อนร่องรอยตน

“เรื่องนี้ต้องรายงานให้เจ้านิกายโดยเร็ว ไม่คาดคิดเลยว่าเบื้องหลังนิกายหลิวหลี่จะยังมีตัวตนเช่นนั้นอยู่”

วาจาเว่ยเฟิงเพิ่งจบ ร่างเขาก็หายวับไปในทันที

อีกด้านหนึ่ง ภายใต้การนำของหานหลิงเอ๋อร์ ทั้งสองมาถึงหุบเขาที่เคยหายไปเมื่อครู่

“ท่านอาจารย์ ข้าจากไปจากที่นี่เมื่อครู่เองเจ้าค่ะ” หานหลิงเอ๋อร์ชี้ไปยังจุดที่หุบเขาหายไป

สายตาหลิวเหยาจับจ้องไปทางที่นางชี้ ใจเต้นระรัวอย่างยากอธิบาย

ที่นี่คือขุนเขาหมื่นอสูร ตัวตนที่สามารถหลบซ่อนในที่แห่งนี้ได้ต้องมีพลังระดับใดกันแน่ นางไม่อาจคาดเดาได้เลย

ยิ่งไปกว่านั้น นางรู้ดีว่าตนมิอาจฝืนเข้าไปได้

ขุนเขาหมื่นอสูรหาใช่สถานที่ที่ผู้บำเพ็ญเพียรระดับเฟินเสินเช่นนางจะบุกเข้าไปได้ ยามนี้สิ่งเดียวที่ทำได้คือต้องพึ่งพาความเมตตาจากผู้อาวุโส ให้เขาเปิดทางให้เข้าไป

“หลิงเอ๋อร์ เราไปคารวะผู้อาวุโสกันเถิด”

“เจ้าค่ะ ท่านอาจารย์” หานหลิงเอ๋อร์พยักหน้ารับ นางก็รู้เช่นกันว่าหากผู้อาวุโสไม่เปิดทางให้ พวกนางก็ไม่มีวันเข้าไปได้

“หลิวเหยา เจ้านิกายแห่งนิกายหลิวหลี่ ขอมาคารวะผู้อาวุโส ขอขอบคุณที่ช่วยชีวิตศิษย์ข้ากับข้าไว้”

หลิวเหยาไม่ใช้พลังปราณแม้แต่น้อยเพราะในความคิดของนาง ผู้อาวุโสผู้นั้นต้องบรรลุถึงขั้นไร้เทียมทาน เพียงเสี้ยวอึดใจก็ต้องมองเห็นทุกการกระทำของนางชัดเจน

ทว่าแม้จะรออยู่นาน หุบเขาลี้ลับแห่งนั้นก็ยังไม่ปรากฏขึ้น

ทั้งหานหลิงเอ๋อร์และหลิวเหยาล้วนผิดหวัง

“ดูท่าว่าผู้อาวุโสคงไม่อยากพบพวกเราแล้วล่ะ” หลิวเหยากล่าวอย่างผิดหวัง

หานหลิงเอ๋อร์ก็ผิดหวังเช่นกัน ทว่ากับตัวตนอันยิ่งใหญ่เช่นนี้ ย่อมต้องมีเหตุผลของเขาเองที่ไม่ต้องการพบเจอพวกนาง

ทว่าชั่วขณะนั้นเอง บริเวณตรงหน้าพวกนาง พื้นที่กลางอากาศพลันสั่นไหว หุบเขาก็เผยโฉมให้เห็นช้า ๆ

“ท่านอาจารย์ หุบเขาปรากฏแล้ว หุบเขาปรากฏแล้ว แสดงว่าผู้อาวุโสยอมพบพวกเราแล้ว” หานหลิงเอ๋อร์เอ่ยด้วยความตื่นเต้น

หลิวเหยาก็ตื่นเต้นยิ่งนัก ในที่สุดก็จะได้พบผู้อาวุโสผู้นั้นแล้ว

“เร็วเข้า หลิงเอ๋อร์ พวกเราเข้าไปกันเถิด”

ทั้งหลิวเหยาและหานหลิงเอ๋อร์ก้าวเข้าไปพร้อมกัน

ณ ขุนเขาหมื่นอสูร จ้าวเสี่ยวเป่ยกำลังใช้จอบขุดดินเหงื่อไหลเป็นเม็ดเท่าถั่ว

หยาดเหงื่อที่ตกลงสู่พื้นล้วนทำให้พืชผลในดินเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วราวตาเห็น

อีกฟากหนึ่ง หานหลิงเอ๋อร์กับหลิวเหยาเดินผ่านหุบเขาเข้ามาสู่หมู่บ้านเหล่าปิ่ง

“ไม่คาดคิดเลยว่าในเขตต้องห้ามเช่นขุนเขาหมื่นอสูรจะมีดินแดนงดงามเช่นนี้ซ่อนอยู่” หลิวเหยารำพึงอย่างอัศจรรย์ใจ

แต่ในขณะที่หลิวเหยากำลังตกตะลึง หานหลิงเอ๋อร์ก็เอ่ยขึ้นอย่างตื่นเต้น “ผู้อาวุโส ผู้อาวุโสเจ้าค่ะ”

หลิวเหยาได้ยินถ้อยคำของศิษย์ก็รีบมองไปยังทิศที่อีกฝ่ายเอ่ยถึงด้วยความตื่นเต้น

แต่เมื่อมองเห็น นางก็อดสงสัยไม่ได้ว่าสิ่งที่เห็นอยู่เป็นเพียงภาพลวงตาหรือไม่

ตรงหน้ามีเพียงบุรุษกำยำเปลือยท่อนบนผู้หนึ่งกำลังใช้จอบพรวนดิน

อีกทั้งไม่มีคลื่นพลังแม้แต่น้อย แสดงว่าเขาเป็นเพียงคนธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้น

จะเป็นผู้อาวุโสได้อย่างไรกัน?

ผิดแล้ว

จู่ ๆ สายตาหลิวเหยาก็เหลือบไปเห็นจอบในมือของบุรุษผู้นั้น ใบหน้าที่เคยสงบนิ่งก็พลันเปลี่ยนเป็นตกตะลึง

นั่นมันศาสตราวิญญาณ ลายสลักที่ปรากฏบนจอบนั้นบ่งบอกชัดว่าเป็นศาสตราวิญญาณชั้นยอด

ผู้ที่ยกศาสตราวิญญาณชั้นยอดได้จะเป็นเพียงคนธรรมดาไปได้อย่างไรกัน

ทันใดนั้น หลิวเหยาก็รู้สึกว่าความคิดของตนช่างน่าขันนัก

ด้านจ้าวเสี่ยวเป่ย เมื่อเห็นหานหลิงเอ๋อร์ก็ชะงักไป

‘นางกลับมาอีกแล้ว? หรือว่าจะมาหาเรื่องข้า?’

พลันแววตาของเขาก็แข็งกร้าวขึ้นในทันใด

‘ช่วยเหลือคนดี ๆ กลับถูกใส่ร้าย หากเป็นเช่นนั้นจริง ชาตินี้คงซวยไปแปดชาติแล้วกระมัง’

“ผู้อาวุโสเจ้าคะ นี่คืออาจารย์ของข้า หลิวเหยา เจ้านิกายหลิวหลี่”

น้ำเสียงของหานหลิงเอ๋อร์เบาลงเรื่อย ๆ เพราะสัมผัสได้ถึงแววตาไม่เป็นมิตรของจ้าวเสี่ยวเป่ย นางอดคิดไม่ได้ว่าผู้อาวุโสจะพิโรธหรือไม่

หลิวเหยาเองก็สัมผัสได้ถึงความเย็นเยียบอันน่ากลัว หากไม่รีบอธิบายให้ดี เกรงว่าผู้อาวุโสผู้นี้จะลงมือสังหารตนเสียก่อน

ฟุบ

หลิวเหยาคุกเข่าลงทันที

“ผู้อาวุโส พวกเรามิได้มีเจตนาอื่น การมาครั้งนี้ก็เพียงเพื่อขอบคุณที่ท่านช่วยชีวิตพวกเราไว้”

นางกล่าวจบก็ก้มหน้านิ่งไม่กล้ามองจ้าวเสี่ยวเป่ยแม้แต่นิด

นางรู้สึกว่าหากมองเขาเพียงครั้งเดียว ใจแห่งเต๋าของนางอาจถูกกระทบอย่างรุนแรง

หากมองนานไป เกรงว่าจิตแห่งเต๋าจะพังทลายจนหมดสิ้น

จ้าวเสี่ยวเป่ยฟังแล้วก็เข้าใจว่าตนเข้าใจผิดไป หญิงสาวผู้นี้มาขอบคุณ หาได้มาหาเรื่องไม่

‘โถ่เอ๊ย ข้าเล่นด่าคนดีเสียแล้ว’

“แค่พอมีวาสนา ช่วยเหลือเล็กน้อยเท่านั้น” จ้าวเสี่ยวเป่ยเอ่ยพลางกระแอม

เมื่อได้ยินวาจานี้รวมถึงแววตาอันดุดันที่หายไป หลิวเหยาก็รู้สึกร่างกายเบาสบายอย่างน่าอัศจรรย์

“หานหลิงเอ๋อร์ เหตุใดยังไม่ประคองอาจารย์เจ้าขึ้นมาอีก”

“เจ้าค่ะ ผู้อาวุโส”

หานหลิงเอ๋อร์ยิ้มออก รีบประคองหลิวเหยาขึ้นมา

“ท่านอาจารย์ ผู้อาวุโสให้ท่านลุกขึ้น แสดงว่าไม่ถือโทษเราแล้วเจ้าค่ะ”

หลิวเหยาจึงลุกขึ้นมายืนอีกครั้ง สายตาที่มองจ้าวเสี่ยวเป่ยเต็มไปด้วยความเคารพยำเกรงยิ่งกว่าเดิม

นี่ต้องเป็นผู้มีบรรลุธรรมถึงขีดสุดแล้วแน่แท้ เพียงแค่สายตา ก็ทำให้นางหวาดกลัวถึงเพียงนี้ได้

จ้าวเสี่ยวเป่ยนึกถึงที่ตนเข้าใจผิด แล้วยังทำให้อีกฝ่ายต้องคุกเข่า คิดว่าสมควรชดใช้บ้าง

‘พอดีข้าเพิ่งล่ากระต่ายมาได้ตัวหนึ่ง ให้พวกนางอยู่กินข้าวด้วยก็คงไม่เสียหาย’

“ทั้งสองท่าน หากไม่รังเกียจ เชิญไปที่เรือนข้าสักคราเถิด” จ้าวเสี่ยวเป่ยกล่าวเรียบ ๆ

กล่าวจบก็เดินนำหน้าไปโดยไม่สนใจว่าทั้งสองจะตามมาหรือไม่

หานหลิงเอ๋อร์มองตามร่างของจ้าวเสี่ยวเป่ยอย่างไม่รู้จะทำอย่างไรดี ก่อนจะหันไปถาม “ท่านอาจารย์ พวกเราจะทำเช่นไรดีเจ้าคะ”

หลิวเหยาครุ่นคิดเล็กน้อยก่อนจะตอบ “ตัวตนเช่นผู้อาวุโส หากเชิญเราไปเช่นนี้ ย่อมต้องมีเรื่องบางอย่าง เราไปตามกันเถิด”

ทั้งสองจึงรีบตามหลังไปด้วยความกระวนกระวายใจ

ไม่นาน ทั้งสามก็มาถึงเรือนของจ้าวเสี่ยวเป่ย

“ที่นี่ช่างอุดมไปด้วยพลังวิญญาณเสียจริง” หลิวเหยาร้องออกมาอย่างตกตะลึง

“ข้าเองก็รู้สึกว่าพอเข้ามาแล้ว การเข้าใจวิถีแห่งเต๋าง่ายขึ้นราวกับปลอกกล้วยเลยเจ้าค่ะ”

หานหลิงเอ๋อร์พยักหน้าแรง ๆ ความรู้สึกในครั้งนี้แตกต่างจากครั้งก่อนโดยสิ้นเชิง

ยิ่งรู้สึกได้ถึงความลี้ลับของเรือนเล็กแห่งนี้

สถานที่เช่นนี้เท่านั้นจึงคู่ควรแก่การหลบเร้นของผู้อาวุโส เรียกได้ว่าเป็นแดนสวรรค์แท้จริง

“ตามสบาย ข้าขอไปล้างหน้าสักหน่อย”

จ้าวเสี่ยวเป่ยกล่าวเรียบ ๆ ก่อนจะตักน้ำจากบ่อน้ำข้าง ๆ

ขณะนั้นเอง หานหลิงเอ๋อร์กับหลิวเหยาสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ แล้วจึงกล้าเหยียบย่างเข้าสู่เรือนหลังนั้น

จบบทที่ บทที่ 7 ผู้อาวุโสจ้าวอันน่าสะพรึงกลัว

คัดลอกลิงก์แล้ว