เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 4 ผู้อาวุโสจ้าวช่างเปย์นัก

บทที่ 4 ผู้อาวุโสจ้าวช่างเปย์นัก

บทที่ 4 ผู้อาวุโสจ้าวช่างเปย์นัก


บทที่ 4 ผู้อาวุโสจ้าวช่างเปย์นัก

หานหลิงเอ๋อร์ในยามนี้รู้สึกตื่นเต้นยิ่งนัก นางเพิ่งทะลวงผ่านระดับได้ง่ายดายเกินคาด

นางมองถ้วยน้ำเบื้องหน้า มิใช่น้ำธรรมดา แต่เป็นของเหลววิญญาณ

นางกลืนน้ำลายเงียบ ๆ ของเหลววิญญาณนี้ช่างล้ำเลิศยิ่งนัก

หากได้ดื่มทุกวัน เช่นนั้นการบำเพ็ญเพียรของนางคงทะยานไกลเกินฝัน

ผู้อาวุโสก็คือผู้อาวุโส มอบของเหลววิญญาณให้ตนดื่ม นั่นย่อมหมายความว่าท่านย่อมรู้ดีถึงบาดแผลสาหัสของตน หาไม่แล้วเหตุใดจึงหยิบยื่นสิ่งล้ำค่าเช่นนี้ให้?

ที่แท้ผู้อาวุโสประสงค์จะช่วยชีวิตตนนั่นเอง

แต่ท่านช่วยตนไว้เพื่อสิ่งใดหรือว่าท่านเกี่ยวข้องกับนิกายหลิวหลี่ของนาง?

หากเป็นเช่นนั้น นางจะสามารถร้องขอความช่วยเหลือจากท่านได้กระมัง?

ในใจของหานหลิงเอ๋อร์พลันคิดมากขึ้นเรื่อย ๆ

ส่วนจ้าวเสี่ยวเป่ยนั้นคุ้นเคยเสียแล้วกับการที่หานหลิงเอ๋อร์เหม่อลอย เขายกน้ำขึ้นดื่มอีกถ้วยก่อนจะเข้าไปในห้อง ควักข้าวเปลือกออกมาถังหนึ่งแล้วเทลงบนพื้น

พวกไก่เห็นข้าวเปลือกก็กรูกันมาด้วยความตื่นเต้น โน้มหัวลงจิกกินทันที

นั่นมันข้าววิญญาณ

หานหลิงเอ๋อร์เห็นข้าวเปลือกที่กองอยู่บนพื้น ดวงตาที่ชินชาไปแล้วพลันแฝงด้วยความพิกลยิ่ง

วันนี้นางถูกสะเทือนใจมากเสียจนถึงขั้นชาไปทั้งร่าง

ข้าววิญญาณอัดแน่นด้วยพลังวิญญาณยิ่งกว่าศิลาแก่นวิญญาณเสียอีกเพราะศิลาแก่นวิญญาณต้องดูดกลืนจากภายนอก แต่ข้าววิญญาณดูดซึมได้จากภายใน

ในดินแดนหลิงอู่ นิกายทั้งหลายถูกแบ่งเป็นระดับ เหลือง ดำ ดิน ฟ้า ทว่าข้าววิญญาณนั้นมีข้อกำหนดในการเพาะปลูกเข้มงวดถึงที่สุด เฉพาะนิกายระดับฟ้าเท่านั้นถึงจะมีสิทธิ์ปลูก

ยิ่งไปกว่านั้น ในระดับฟ้าเองก็มีเพียงศิษย์แก่นแท้ถึงจะได้รับอนุญาตให้รับประทานเพราะข้าววิญญาณใช้ทรัพยากรมหาศาลในการปลูก

แต่หานหลิงเอ๋อร์ไม่เคยนึกฝันเลยว่าผู้อาวุโสจ้าวกลับนำข้าววิญญาณมาเลี้ยงสัตว์

โลกทั้งใบของนางแทบจะแตกสลาย นางอยากจะตะโกนออกไปว่า “ผู้อาวุโสเจ้าคะ ขอข้าเถิด ปล่อยให้ข้าได้กินเถิด”

“คุณหนูหาน เจ้ายังไม่ได้กินอะไรใช่หรือไม่ เดี๋ยวข้าจะผัดข้าวให้เจ้า”

จ้าวเสี่ยวเป่ยพูดจบก็ตรงดิ่งเข้าครัวไป ทิ้งหานหลิงเอ๋อร์ผู้ยังช็อกอยู่ให้พยักหน้าเงียบ ๆ ดวงตาทั้งสองมองข้าววิญญาณจนไม่อาจละสายตาได้

เจ้าหมูอ้วนเสี่ยวไป๋ส่งเสียงผ่านจิตว่า “เจ้าไก่ เจ้าดูสิ นายท่านพาสตรีคนนี้มา ดูเหมือนจะมาแย่งอาหารกับเจ้าแล้วนะ”

ไก่ที่กำลังกินอย่างเอื่อยเฉื่อยส่งเสียงตอบว่า “เจ้าหมูอ้วน นางก็แค่ผู้บำเพ็ญเพียรระดับจินตัน คิดจะแย่งของกับข้า ฝันไปเถิด”

“ไม่รู้ว่านายท่านไปเก็บหญิงสาวแปลกหน้ามาจากที่ใด ตกใจอะไรนักหนา”

เจ้าอีกาดำข้าง ๆ ก็กล่าวอย่างเฉื่อยชา

“อย่าเพิ่งพูด นายท่านกลับมาแล้ว” เสี่ยวไป๋รีบส่งเสียงเตือน

ทั้งสามสัตว์กินอาหารอย่างสบายใจไร้กังวล

จ้าวเสี่ยวเป่ยถือข้าวผัดไข่มาสองถ้วย

“คุณหนูหาน ลองชิมข้าวผัดของข้าดูเถิด”

เขายื่นถ้วยข้าวผัดให้นาง

หานหลิงเอ๋อร์มองข้าวผัดตรงหน้า นั่นมันข้าวผัดด้วยข้าววิญญาณ

นางตื่นเต้นจนอดไม่ได้ที่จะยกถ้วยขึ้นซดโฮก ๆ อย่างหิวโหย กินอย่างไม่แยแสภาพลักษณ์ใด ๆ

จ้าวเสี่ยวเป่ยมองท่าทางของนางก็อดรู้สึกประหลาดใจไม่ได้

หญิงสาวหน้าตาดีเช่นนี้ กลับกินได้ห้าวหาญถึงเพียงนี้

คนเราอย่าตัดสินจากภายนอกจริง ๆ

แต่ก็นั่นแหละ อย่างน้อยก็เป็นหลักฐานว่าฝีมือการผัดข้าวของเขาไม่เลว

จ้าวเสี่ยวเป่ยกินข้าวผัดถ้วยใหญ่ด้วยความอารมณ์ดีจากนั้นก็ยกน้ำขึ้นดื่มอย่างสำราญ

หานหลิงเอ๋อร์เองถ้วยก็ว่างเปล่าเช่นกัน ทว่าแม้จะกินหมดแล้ว นางก็ยังไม่ยอมวางถ้วยลง

เพราะนางทะลวงเข้าสู่ระดับระดับหยวนอิงแล้ว

จินตันในร่างนางหายไปสิ้น แทนที่ด้วยทารกทองขนาดเท่านิ้วมือ ใบหน้าของทารกนั้นก็คล้ายกับหานหลิงเอ๋อร์ไม่มีผิดและทั่วร่างของทารกทองนั้นก็ส่องแสงทองเปล่งประกาย

“ข้าเข้าสู่ระดับหยวนอิงแล้วหรือ? นี่มันเกินไปแล้ว”

แม้แต่ในนิกายหลิวหลี่ หานหลิงเอ๋อร์ก็เป็นอัจฉริยะ แต่ตลอด 10 ปีแห่งการบำเพ็ญเพียร นางเพิ่งจะถึงระดับจินตันได้ไม่นาน

ทว่าบัดนี้ เพียงวันเดียว ไม่สิ เพียงหนึ่งชั่วยามก็ทะลวงผ่านแล้ว

นางถึงกับกลั้นน้ำตาไม่อยู่ ผู้อาวุโสช่างดีกับนางเหลือเกิน

จ้าวเสี่ยวเป่ยมองเห็นหานหลิงเอ๋อร์ร้องไห้ก็คิดว่า

‘ข้าวผัดของข้านี่สุดยอดจริง ๆ ถึงกับทำคนกินน้ำตาไหลได้’

แม้จะปลื้มใจอยู่เงียบ ๆ แต่หากปล่อยให้หานหลิงเอ๋อร์ร้องต่อไป คนอื่นอาจเข้าใจผิดว่าเขารังแกนางเสียก็ได้

จะปล่อยไว้ไม่ได้

“คุณหนูหาน เจ้าได้กินข้าวข้านั่นก็เป็นวาสนา ไยต้องตื่นเต้นถึงเพียงนั้น เดี๋ยวคนอื่นเข้าใจผิดเอาหรอก”

จ้าวเสี่ยวเป่ยพูดจบ หานหลิงเอ๋อร์ผู้ยังสะอื้นก็รีบเช็ดน้ำตา

คำของผู้อาวุโสหมายความว่านางกับท่านมีวาสนาต่อกัน การได้รับโชควาสนาเช่นนี้กลับร้องไห้ออกมาจะทำให้ท่านไม่พอใจเสียเปล่า ๆ

หานหลิงเอ๋อร์รีบตอบ

“ผู้อาวุโสกล่าวถูกแล้ว เป็นข้าที่ใจแคบเกินไป”

จ้าวเสี่ยวเป่ยเห็นนางหยุดร้องก็พยักหน้าช้า ๆ

“คุณหนูหาน คืนนี้เจ้าค้างที่นี่สักคืน พรุ่งนี้ข้าจะพาเจ้าลงเขาเอง”

“เจ้าค่ะ”

หัวใจของหานหลิงเอ๋อร์เต็มเปี่ยมด้วยความยินดี ผู้อาวุโสจะนำทางนางออกจากขุนเขาหมื่นอสูรด้วยตนเอง นี่มันยอดเยี่ยมเกินไปแล้ว

หากไร้ผู้อาวุโสเกรงว่าตนคงติดอยู่ในขุนเขานี้ตลอดชีวิตแน่

รุ่งเช้า

จ้าวเสี่ยวเป่ยตื่นแต่เช้าตรู่ ตั้งแต่ข้ามมิติมายังโลกนี้ เขาก็รักษานิสัยนอนเร็วตื่นเช้าเสมอมา

แต่เมื่อเขาออกจากห้องกลับพบว่าหานหลิงเอ๋อร์ตื่นแล้วเช่นกัน

นางกำลังกวาดลานบ้านอย่างเงียบเชียบ

จ้าวเสี่ยวเป่ยไม่ได้ว่าอะไร คิดว่าคุณหนูหานคงเกรงใจเพราะกินและพักพิงที่บ้านเขาจึงลุกขึ้นมาช่วยทำความสะอาด

เขาจัดการล้างหน้าแปรงฟันจากนั้นก็เริ่มให้อาหารไก่ หมู สุนัข แล้วเริ่มทำกายบริหารประกอบเพลงออกเสียง

ใช่แล้ว กายบริหารประกอบเสียงเพลงนั่นแหละ

ท่ากายบริหารชุดนี้จ้าวเสี่ยวเป่ยต้องร้องขอกับระบบอยู่เนิ่นนานกว่าจะได้มา

เดิมเขาต้องการวิชายุทธขั้นสุดยอด แต่ระบบกลับโยนท่ากายบริหารชุดนี้มาให้แถมยังไม่ยอมให้สิ่งอื่นอีก

เมื่อไม่มีทางเลือก เขาจึงทำกายบริหารนี้ทุกเช้า อย่างน้อยก็ถือเป็นการออกกำลัง

แต่ในสายตาของหานหลิงเอ๋อร์ ใบหน้านางเปลี่ยนสีทันที

‘นี่มันกฎสวรรค์ นี่คือกฎสวรรค์’

กฎสวรรค์เป็นสิ่งที่แม้แต่ผู้บำเพ็ญเพียรระดับต้าเฉิงก็ยังไม่อาจครอบครองได้ทุกคน จำเป็นต้องมีความเข้าใจในสรรพสิ่งจนถึงระดับหนึ่งเท่านั้นจึงจะสัมผัสได้

แต่ในท่วงท่าของผู้อาวุโสแต่ละจังหวะกลับแฝงไว้ด้วยกฎสวรรค์ นี่คือรางวัลที่ผู้อาวุโสมอบให้ตนหรือ?

หานหลิงเอ๋อร์วางไม้กวาดทันที แล้วเริ่มเลียนแบบท่วงท่าของจ้าวเสี่ยวเป่ย

แต่ทันทีที่ทำท่าแรก นางก็รู้สึกถึงแรงกดดันมหาศาลถาโถมใส่ ร่างทั้งร่างล้มลงกับพื้น ใบหน้าซีดเผือด

แม้แต่ท่าเดียวก็ยังทำไม่ได้

‘ข้าโลภเกินไปแล้ว ผู้อาวุโสเพิ่งช่วยให้ข้าทะลวงถึงระดับหยวนอิงยังจะละโมบหมายเอากฎสวรรค์อีก’

จ้าวเสี่ยวเป่ยเห็นการกระทำของหานหลิงเอ๋อร์ก็อดส่ายหัวมิได้

‘ร่างกายนางนี่แย่เกินไปแล้วกระมัง’

จบบทที่ บทที่ 4 ผู้อาวุโสจ้าวช่างเปย์นัก

คัดลอกลิงก์แล้ว