- หน้าแรก
- กลายเป็นว่าข้าคือเซียนอันดับหนึ่ง
- บทที่ 4 ผู้อาวุโสจ้าวช่างเปย์นัก
บทที่ 4 ผู้อาวุโสจ้าวช่างเปย์นัก
บทที่ 4 ผู้อาวุโสจ้าวช่างเปย์นัก
บทที่ 4 ผู้อาวุโสจ้าวช่างเปย์นัก
หานหลิงเอ๋อร์ในยามนี้รู้สึกตื่นเต้นยิ่งนัก นางเพิ่งทะลวงผ่านระดับได้ง่ายดายเกินคาด
นางมองถ้วยน้ำเบื้องหน้า มิใช่น้ำธรรมดา แต่เป็นของเหลววิญญาณ
นางกลืนน้ำลายเงียบ ๆ ของเหลววิญญาณนี้ช่างล้ำเลิศยิ่งนัก
หากได้ดื่มทุกวัน เช่นนั้นการบำเพ็ญเพียรของนางคงทะยานไกลเกินฝัน
ผู้อาวุโสก็คือผู้อาวุโส มอบของเหลววิญญาณให้ตนดื่ม นั่นย่อมหมายความว่าท่านย่อมรู้ดีถึงบาดแผลสาหัสของตน หาไม่แล้วเหตุใดจึงหยิบยื่นสิ่งล้ำค่าเช่นนี้ให้?
ที่แท้ผู้อาวุโสประสงค์จะช่วยชีวิตตนนั่นเอง
แต่ท่านช่วยตนไว้เพื่อสิ่งใดหรือว่าท่านเกี่ยวข้องกับนิกายหลิวหลี่ของนาง?
หากเป็นเช่นนั้น นางจะสามารถร้องขอความช่วยเหลือจากท่านได้กระมัง?
ในใจของหานหลิงเอ๋อร์พลันคิดมากขึ้นเรื่อย ๆ
ส่วนจ้าวเสี่ยวเป่ยนั้นคุ้นเคยเสียแล้วกับการที่หานหลิงเอ๋อร์เหม่อลอย เขายกน้ำขึ้นดื่มอีกถ้วยก่อนจะเข้าไปในห้อง ควักข้าวเปลือกออกมาถังหนึ่งแล้วเทลงบนพื้น
พวกไก่เห็นข้าวเปลือกก็กรูกันมาด้วยความตื่นเต้น โน้มหัวลงจิกกินทันที
นั่นมันข้าววิญญาณ
หานหลิงเอ๋อร์เห็นข้าวเปลือกที่กองอยู่บนพื้น ดวงตาที่ชินชาไปแล้วพลันแฝงด้วยความพิกลยิ่ง
วันนี้นางถูกสะเทือนใจมากเสียจนถึงขั้นชาไปทั้งร่าง
ข้าววิญญาณอัดแน่นด้วยพลังวิญญาณยิ่งกว่าศิลาแก่นวิญญาณเสียอีกเพราะศิลาแก่นวิญญาณต้องดูดกลืนจากภายนอก แต่ข้าววิญญาณดูดซึมได้จากภายใน
ในดินแดนหลิงอู่ นิกายทั้งหลายถูกแบ่งเป็นระดับ เหลือง ดำ ดิน ฟ้า ทว่าข้าววิญญาณนั้นมีข้อกำหนดในการเพาะปลูกเข้มงวดถึงที่สุด เฉพาะนิกายระดับฟ้าเท่านั้นถึงจะมีสิทธิ์ปลูก
ยิ่งไปกว่านั้น ในระดับฟ้าเองก็มีเพียงศิษย์แก่นแท้ถึงจะได้รับอนุญาตให้รับประทานเพราะข้าววิญญาณใช้ทรัพยากรมหาศาลในการปลูก
แต่หานหลิงเอ๋อร์ไม่เคยนึกฝันเลยว่าผู้อาวุโสจ้าวกลับนำข้าววิญญาณมาเลี้ยงสัตว์
โลกทั้งใบของนางแทบจะแตกสลาย นางอยากจะตะโกนออกไปว่า “ผู้อาวุโสเจ้าคะ ขอข้าเถิด ปล่อยให้ข้าได้กินเถิด”
“คุณหนูหาน เจ้ายังไม่ได้กินอะไรใช่หรือไม่ เดี๋ยวข้าจะผัดข้าวให้เจ้า”
จ้าวเสี่ยวเป่ยพูดจบก็ตรงดิ่งเข้าครัวไป ทิ้งหานหลิงเอ๋อร์ผู้ยังช็อกอยู่ให้พยักหน้าเงียบ ๆ ดวงตาทั้งสองมองข้าววิญญาณจนไม่อาจละสายตาได้
เจ้าหมูอ้วนเสี่ยวไป๋ส่งเสียงผ่านจิตว่า “เจ้าไก่ เจ้าดูสิ นายท่านพาสตรีคนนี้มา ดูเหมือนจะมาแย่งอาหารกับเจ้าแล้วนะ”
ไก่ที่กำลังกินอย่างเอื่อยเฉื่อยส่งเสียงตอบว่า “เจ้าหมูอ้วน นางก็แค่ผู้บำเพ็ญเพียรระดับจินตัน คิดจะแย่งของกับข้า ฝันไปเถิด”
“ไม่รู้ว่านายท่านไปเก็บหญิงสาวแปลกหน้ามาจากที่ใด ตกใจอะไรนักหนา”
เจ้าอีกาดำข้าง ๆ ก็กล่าวอย่างเฉื่อยชา
“อย่าเพิ่งพูด นายท่านกลับมาแล้ว” เสี่ยวไป๋รีบส่งเสียงเตือน
ทั้งสามสัตว์กินอาหารอย่างสบายใจไร้กังวล
จ้าวเสี่ยวเป่ยถือข้าวผัดไข่มาสองถ้วย
“คุณหนูหาน ลองชิมข้าวผัดของข้าดูเถิด”
เขายื่นถ้วยข้าวผัดให้นาง
หานหลิงเอ๋อร์มองข้าวผัดตรงหน้า นั่นมันข้าวผัดด้วยข้าววิญญาณ
นางตื่นเต้นจนอดไม่ได้ที่จะยกถ้วยขึ้นซดโฮก ๆ อย่างหิวโหย กินอย่างไม่แยแสภาพลักษณ์ใด ๆ
จ้าวเสี่ยวเป่ยมองท่าทางของนางก็อดรู้สึกประหลาดใจไม่ได้
หญิงสาวหน้าตาดีเช่นนี้ กลับกินได้ห้าวหาญถึงเพียงนี้
คนเราอย่าตัดสินจากภายนอกจริง ๆ
แต่ก็นั่นแหละ อย่างน้อยก็เป็นหลักฐานว่าฝีมือการผัดข้าวของเขาไม่เลว
จ้าวเสี่ยวเป่ยกินข้าวผัดถ้วยใหญ่ด้วยความอารมณ์ดีจากนั้นก็ยกน้ำขึ้นดื่มอย่างสำราญ
หานหลิงเอ๋อร์เองถ้วยก็ว่างเปล่าเช่นกัน ทว่าแม้จะกินหมดแล้ว นางก็ยังไม่ยอมวางถ้วยลง
เพราะนางทะลวงเข้าสู่ระดับระดับหยวนอิงแล้ว
จินตันในร่างนางหายไปสิ้น แทนที่ด้วยทารกทองขนาดเท่านิ้วมือ ใบหน้าของทารกนั้นก็คล้ายกับหานหลิงเอ๋อร์ไม่มีผิดและทั่วร่างของทารกทองนั้นก็ส่องแสงทองเปล่งประกาย
“ข้าเข้าสู่ระดับหยวนอิงแล้วหรือ? นี่มันเกินไปแล้ว”
แม้แต่ในนิกายหลิวหลี่ หานหลิงเอ๋อร์ก็เป็นอัจฉริยะ แต่ตลอด 10 ปีแห่งการบำเพ็ญเพียร นางเพิ่งจะถึงระดับจินตันได้ไม่นาน
ทว่าบัดนี้ เพียงวันเดียว ไม่สิ เพียงหนึ่งชั่วยามก็ทะลวงผ่านแล้ว
นางถึงกับกลั้นน้ำตาไม่อยู่ ผู้อาวุโสช่างดีกับนางเหลือเกิน
จ้าวเสี่ยวเป่ยมองเห็นหานหลิงเอ๋อร์ร้องไห้ก็คิดว่า
‘ข้าวผัดของข้านี่สุดยอดจริง ๆ ถึงกับทำคนกินน้ำตาไหลได้’
แม้จะปลื้มใจอยู่เงียบ ๆ แต่หากปล่อยให้หานหลิงเอ๋อร์ร้องต่อไป คนอื่นอาจเข้าใจผิดว่าเขารังแกนางเสียก็ได้
จะปล่อยไว้ไม่ได้
“คุณหนูหาน เจ้าได้กินข้าวข้านั่นก็เป็นวาสนา ไยต้องตื่นเต้นถึงเพียงนั้น เดี๋ยวคนอื่นเข้าใจผิดเอาหรอก”
จ้าวเสี่ยวเป่ยพูดจบ หานหลิงเอ๋อร์ผู้ยังสะอื้นก็รีบเช็ดน้ำตา
คำของผู้อาวุโสหมายความว่านางกับท่านมีวาสนาต่อกัน การได้รับโชควาสนาเช่นนี้กลับร้องไห้ออกมาจะทำให้ท่านไม่พอใจเสียเปล่า ๆ
หานหลิงเอ๋อร์รีบตอบ
“ผู้อาวุโสกล่าวถูกแล้ว เป็นข้าที่ใจแคบเกินไป”
จ้าวเสี่ยวเป่ยเห็นนางหยุดร้องก็พยักหน้าช้า ๆ
“คุณหนูหาน คืนนี้เจ้าค้างที่นี่สักคืน พรุ่งนี้ข้าจะพาเจ้าลงเขาเอง”
“เจ้าค่ะ”
หัวใจของหานหลิงเอ๋อร์เต็มเปี่ยมด้วยความยินดี ผู้อาวุโสจะนำทางนางออกจากขุนเขาหมื่นอสูรด้วยตนเอง นี่มันยอดเยี่ยมเกินไปแล้ว
หากไร้ผู้อาวุโสเกรงว่าตนคงติดอยู่ในขุนเขานี้ตลอดชีวิตแน่
รุ่งเช้า
จ้าวเสี่ยวเป่ยตื่นแต่เช้าตรู่ ตั้งแต่ข้ามมิติมายังโลกนี้ เขาก็รักษานิสัยนอนเร็วตื่นเช้าเสมอมา
แต่เมื่อเขาออกจากห้องกลับพบว่าหานหลิงเอ๋อร์ตื่นแล้วเช่นกัน
นางกำลังกวาดลานบ้านอย่างเงียบเชียบ
จ้าวเสี่ยวเป่ยไม่ได้ว่าอะไร คิดว่าคุณหนูหานคงเกรงใจเพราะกินและพักพิงที่บ้านเขาจึงลุกขึ้นมาช่วยทำความสะอาด
เขาจัดการล้างหน้าแปรงฟันจากนั้นก็เริ่มให้อาหารไก่ หมู สุนัข แล้วเริ่มทำกายบริหารประกอบเพลงออกเสียง
ใช่แล้ว กายบริหารประกอบเสียงเพลงนั่นแหละ
ท่ากายบริหารชุดนี้จ้าวเสี่ยวเป่ยต้องร้องขอกับระบบอยู่เนิ่นนานกว่าจะได้มา
เดิมเขาต้องการวิชายุทธขั้นสุดยอด แต่ระบบกลับโยนท่ากายบริหารชุดนี้มาให้แถมยังไม่ยอมให้สิ่งอื่นอีก
เมื่อไม่มีทางเลือก เขาจึงทำกายบริหารนี้ทุกเช้า อย่างน้อยก็ถือเป็นการออกกำลัง
แต่ในสายตาของหานหลิงเอ๋อร์ ใบหน้านางเปลี่ยนสีทันที
‘นี่มันกฎสวรรค์ นี่คือกฎสวรรค์’
กฎสวรรค์เป็นสิ่งที่แม้แต่ผู้บำเพ็ญเพียรระดับต้าเฉิงก็ยังไม่อาจครอบครองได้ทุกคน จำเป็นต้องมีความเข้าใจในสรรพสิ่งจนถึงระดับหนึ่งเท่านั้นจึงจะสัมผัสได้
แต่ในท่วงท่าของผู้อาวุโสแต่ละจังหวะกลับแฝงไว้ด้วยกฎสวรรค์ นี่คือรางวัลที่ผู้อาวุโสมอบให้ตนหรือ?
หานหลิงเอ๋อร์วางไม้กวาดทันที แล้วเริ่มเลียนแบบท่วงท่าของจ้าวเสี่ยวเป่ย
แต่ทันทีที่ทำท่าแรก นางก็รู้สึกถึงแรงกดดันมหาศาลถาโถมใส่ ร่างทั้งร่างล้มลงกับพื้น ใบหน้าซีดเผือด
แม้แต่ท่าเดียวก็ยังทำไม่ได้
‘ข้าโลภเกินไปแล้ว ผู้อาวุโสเพิ่งช่วยให้ข้าทะลวงถึงระดับหยวนอิงยังจะละโมบหมายเอากฎสวรรค์อีก’
จ้าวเสี่ยวเป่ยเห็นการกระทำของหานหลิงเอ๋อร์ก็อดส่ายหัวมิได้
‘ร่างกายนางนี่แย่เกินไปแล้วกระมัง’