เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 37 ตรรกะการฆ่าของเพื่อนร่วมชั้น (1)

บทที่ 37 ตรรกะการฆ่าของเพื่อนร่วมชั้น (1)

บทที่ 37 ตรรกะการฆ่าของเพื่อนร่วมชั้น (1)


หลินอี้ก็อยากจะมองเหมือนกัน แต่เขาไม่ทำ

ยิ่งห้ามใจตนเองได้มากเท่าไร ความอึดอัดและทุรนทุรายในใจก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น

ท้ายที่สุด เขาตัดสินใจทำบางอย่างที่อย่างน้อยจะดึงสมาธิของเขากลับมาได้แน่ ๆ นั่นคือการทบทวนเหตุการณ์ทั้งหมด

ดังนั้น เขาจึงสูดลมหายใจเข้าลึก ปิดหนังสือการ์ตูน แล้วจ้องไปยังภาพพยาบาลบนปก พลางนำข้อสรุปเรื่องการเอาตัวรอดที่เคยวิเคราะห์ได้ก่อนหน้านี้ กลับมาใส่ลงไปในเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นหลังไฟในห้องกะพริบ เพื่อเริ่มต้นวิเคราะห์และค้นหาสาเหตุที่เขาถูกเพื่อนร่วมชั้นคนนั้นเล่นงาน

โชคดีที่หลินอี้มีนิสัยชอบดูนาฬิกา ทำให้เมื่อเขาเริ่มทบทวนเหตุการณ์ ก็สามารถจับคู่รายละเอียดส่วนใหญ่เข้ากับเวลาที่เกิดขึ้นได้

‘ถ้าจำไม่ผิด ไฟในห้องเรียนดับสนิทก่อนเวลา 22:00 และพอถึงเวลา 22:00 พอดี มันที่อยู่นอกประตูก็เดินเข้ามาในห้องเรียน’

‘จากการกระทำของยามในตอนหลัง ดูเหมือนว่าหลังจากมันเข้ามาแล้ว ก็แค่ยืนนิ่งอยู่ตรงโพเดียมของผู้สอน…’

‘หรือไม่ก็อาจจะเคลื่อนไหว แต่ตอนนี้ขอสมมติว่ามันยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นก่อน’

สิ่งนั้นไม่ได้ส่งผลอะไรกับการทบทวนครั้งนี้ หลินอี้จึงไม่ใส่ใจ

‘เวลา 22:02 เจ้าหนูน้อยอัจฉริยะเปิดไฟฉาย… แล้วเพื่อนร่วมชั้นคนนั้นก็หาเจอและฆ่าเขา…’

‘ไฟฉายตกลงกับพื้น แสงส่องมาที่เรา และเมื่อเพื่อนร่วมชั้นคนนั้นก้มลงไปเก็บไฟฉาย เขาก็เห็น เราและปะทะกันสามครั้ง…’

‘หลังการปะทะ เพื่อนร่วมชั้นคนนั้นลากศพของเจ้าหนูน้อยอัจฉริยะไปทั่วห้องเรียน ขณะเดียวกันนักศึกษาคนอื่น ๆ ที่นั่งอยู่ก็ทยอยลุกออกจากที่นั่ง แล้วทั้งห้องเรียนก็เต็มไปด้วยเสียงกรีดร้อง…’

‘จนถึงเวลา 22:43 ยามเดินเข้ามาแล้วพาเจ้ามันที่อยู่ตรงโพเดียมออกไปจากห้องเรียน หลังจากประตูถูกปิดลง แสงไฟในห้องเรียนก็ค่อย ๆ กลับคืนสู่ปกติ…’

‘ไฟเหมือนจะกะพริบก่อนที่ยามจะปรากฏตัว แต่ตอนนี้ยังไม่แน่ว่ามันเกี่ยวข้องกับยามหรือเปล่า…’

การทบทวนครั้งแรกไหลผ่านสมองของเขาราวกับหนังที่ถูกกดกรอไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว และดูเหมือนเขาจะไม่พบอะไรเลย

‘มันแปลก… รู้สึกเหมือนเรามองข้ามบางสิ่งที่สำคัญมากไป?’ หลินอี้อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว

แต่โชคดีที่สิ่งที่ไม่ขาดแคลนในค่ำคืนแห่งการเรียนรู้นี้ ก็คือเวลา หลินอี้จึงเริ่มการทบทวนครั้งที่สองอย่างรวดเร็ว

หลังจากการทบทวนครั้งที่สอง เขาพบสามประเด็นสำคัญ

1.เจ้าหนูน้อยอัจฉริยะเปิดไฟฉาย ทำให้เพื่อนร่วมชั้นคนแรกถูกดึงดูดไป และถูกฆ่าโดยเพื่อนร่วมชั้น

2.เพื่อนร่วมชั้นคนนั้นเก็บไฟฉายขึ้นมา และเห็นเรา แต่กลับเหมือนมองไม่เห็น

3.เพื่อนร่วมชั้นคนอื่น ๆ ดูเหมือนจะได้รับบาดเจ็บ

แต่ทั้งสามประเด็นนี้กลับไม่มีความเชื่อมโยงในเชิงตรรกะ หลินอี้จึงทำได้เพียงเริ่มต้นทบทวนครั้งที่สาม จากนั้นก็ครั้งที่สี่ ครั้งที่ห้า…

แต่เมื่อทบทวนซ้ำไปมาหลายครั้ง เขาก็พลันตระหนักถึงปัญหาหนึ่ง เพื่อนร่วมชั้นคนนั้นไม่ได้เห็นเขาจริง ๆ ตอนที่เก็บไฟฉายขึ้นมา!

‘เพื่อนร่วมชั้นคนนั้นตาบอด เขาไม่เห็นเราเลยตั้งแต่แรก!’

‘ผิดแล้ว ผิดหมดเลย ผิดทั้งหมด!’

‘เราวิเคราะห์ตรรกะผิดมาตั้งแต่แรกแล้ว!’

‘ดังนั้น จะต้องยืนยันก่อนว่า กฎการเอาตัวรอด ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง แล้วค่อยเพิ่มเงื่อนไขว่า ‘เพื่อนร่วมชั้นไม่สามารถมองเห็น’ จากนั้นจึงทบทวนเพื่อหาตรรกะ…’

กฎการเอาตัวรอดคือ

อย่าคิดอะไร เพิกเฉยต่อความเป็นจริงในการกระทำ

เงื่อนไขเพิ่มเติมคือ เพื่อนร่วมชั้นไม่สามารถมองเห็น

ถ้าอย่างนั้น…

แสงจากไฟฉายก็ไม่ใช่เหตุผลที่ทำให้เพื่อนร่วมชั้นลงมือโจมตีเจ้าหนูน้อยอัจฉริยะจริง ๆ

‘แล้วอะไรคือสิ่งกระตุ้น ที่ทำให้เพื่อนร่วมชั้นคนนั้นเริ่มเคลื่อนไหวกันแน่?’

หลินอี้นึกย้อนอย่างจริงจัง…

แล้วเขาก็ตระหนักว่าตัวเองมองข้ามเงื่อนไขสำคัญอีกข้อไป นั่นก็คือคำพูดที่เพื่อนร่วมชั้นคนนั้นพูดออกมาตอนกำลังค้นหาเขา

คำพูดนั้นอาจจะไม่ใช่เสียงของเพื่อนร่วมชั้นเอง แต่แน่นอนว่ามันดังก้องอยู่ในหูเขา

‘ถ้าจำไม่ผิด คำพูดพวกนั้นน่าจะเป็น…’

มองฉันสิ…

ลองมองมาสักครั้ง…

ฉันรู้… นายเห็นฉันอยู่…

เร็วเข้า… มองฉัน…

ได้โปรด… ฉันขอร้อง…

หลินอี้พึมพำถ้อยคำเหล่านั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าในหัว

ทันใดนั้นเอง ราวกับมีประกายสว่างพาดผ่านค่ำคืนอันเวิ้งว้าง

ดวงตาของเขาพลันเปล่งประกายขึ้นมา และราวกับได้ยินเสียงดนตรีประกอบ 'เด็กเจ้าเล่ห์ผู้ชอบเปิดโปงตรรกะ' ดังก้องอยู่ในโสตประสาท

เหมือนกับนักสืบสวมแว่น ผู้คลี่คลายห่วงโซ่ตรรกะได้สำเร็จ และกำลังจะเปิดเผยการอนุมานขั้นสุดท้าย

ความจริงก็คือ

‘การจะถูกเพื่อนร่วมชั้นคนนั้นพบเจอและฆ่าได้ ก็ต่อเมื่อเรา ‘มองเห็น’ เขาอย่างชัดเจนเท่านั้น!’

‘เจ้าหนูน้อยอัจฉริยะที่เปิดไฟฉาย ทำให้เขาเห็นเพื่อนร่วมชั้นคนนั้น กลไกบางอย่างในร่างเพื่อนร่วมชั้นจึงถูกกระตุ้น และผลลัพธ์ก็คือความตายของเขาเอง!’

‘เพื่อนร่วมชั้นคนนั้นก้มลงเก็บไฟฉาย ไม่ใช่เพราะลำแสงดึงดูดสายตา แต่เพราะเขาได้ยินเสียงแล้วอยากจะจับมันต่างหาก’

จุดนี้ หลินอี้จำได้ชัดเจนจากการทบทวนว่า หลังจากเพื่อนร่วมชั้นก้มลง เขาไม่ได้คว้าไฟฉายเจอในทันที แต่กลับลูบคลำไปตามพื้นอยู่หลายครั้ง กว่าจะเจอมันจริง ๆ

และหลังจากไฟในห้องเรียนกลับมาแล้ว เพื่อนร่วมชั้นคนนั้นก็ไม่ได้ปิดไฟฉาย แต่กลับคอยลูบคลำมันในมือ คล้ายกับ… กำลังรู้สึกประหลาดใจกับสิ่งนั้น

‘ดังนั้น แม้ว่าเขาจะเหมือนมองมาที่เรา แต่ความจริงแล้วเขาไม่ได้ ‘เห็น’ เราเลย’

‘ทว่าเป็นสายตาของเราเองต่างหาก ที่เผลอจับภาพของเขาเข้าโดยไม่ได้ตั้งใจ ทำให้เกิดการ ‘เชื่อมต่อ’ กับกลไกการฆ่าของเขา!’

‘เขาวิงวอนให้มองไปที่เขา และถ้าเรามองเห็นเขาเมื่อไหร่ เขาก็จะฆ่าทันที!’

‘แต่เพราะเราไม่มอง จึงไม่เข้าไปอยู่ในกลไกการฆ่า และนั่นเอง… คือเหตุผลที่ทำให้รอดมาได้อย่างหวุดหวิด!’

จบบทที่ บทที่ 37 ตรรกะการฆ่าของเพื่อนร่วมชั้น (1)

คัดลอกลิงก์แล้ว