- หน้าแรก
- สยองขวัญสไตล์แอนะล็อก : กฎมรณะ 4016
- บทที่ 33 การค้นหาเป้าหมายสูญญากาศ (2)
บทที่ 33 การค้นหาเป้าหมายสูญญากาศ (2)
บทที่ 33 การค้นหาเป้าหมายสูญญากาศ (2)
หลินอี้ชะงักไป ความสับสนผุดขึ้นมาทันที “เดี๋ยวนะ แล้วทำไมนายถึงไม่เป็นอะไรเลย? ทั้งที่เราอยู่ใกล้กันมาก นายไม่ได้ยินเสียงตอนเจ้าหนูน้อยอัจฉริยะตายเหรอ?”
“ได้ยินสิ!”
“งั้นตอนที่ร่างของเจ้าหนูน้อยอัจฉริยะร่วงลงมา นายก็ได้ยินใช่ไหม?”
“ก็ได้ยินเหมือนกัน…”
“นี่มัน… นายได้ยินทุกอย่าง แต่กลับไม่รู้สึกอะไรเลย?” หลินอี้ถอยหลังไปหนึ่งก้าว มองเว่ยเหลียงตั้งแต่หัวจรดเท้า “หรือว่า… นายมันหนาหนังหนาจริง ๆ?”
เดิมทีหลินอี้คิดว่าบางทีเขาอาจจะได้แรงบันดาลใจจากการกระทำของเว่ยเหลียง แต่กลับกลายเป็นว่าเว่ยเหลียงไม่ได้ทำอะไรเลย!
‘เดี๋ยวก่อน…?!’
‘ไม่ได้ทำอะไรเลยเหรอ?’
“เหลียงจื่อ หลังไฟดับ นายแอบอยู่ใต้โต๊ะ แล้วหลังจากนั้นล่ะ? นายไม่ได้ทำอะไรเลยเหรอ?”
“ใช่! ก็จ้องขาโต๊ะไปเรื่อย ๆ จากนั้นใจก็ลอยคิดถึงเรื่อง… เอ่อ… รู้ ๆ กันอยู่… ฮะ ฮะ พวกเรื่องแบบนั้นน่ะ!”
“…”
“แต่ว่านะ บางทีฉันอาจจะมีสกิลพิเศษอะไรสักอย่างเกี่ยวกับการจ้องขาโต๊ะ ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าจะเกี่ยวรึเปล่า”
“โอ้?” หลินอี้มองเขาด้วยความสงสัย “สกิลอะไร?”
“ฮะ ฮะ ดูนี่สิ!”
เว่ยเหลียงยกนิ้วขึ้นมาตรงหน้า แล้วค่อย ๆ ขยับเข้ามาใกล้จมูก ตาเบิกกว้าง ก่อนจะไขว้ตาทันที
“พอทำแบบนี้แล้ว ฉันก็ไม่เห็นอะไรอีกเลย นอกจากขาโต๊ะ! ต่อให้เทพสวรรค์มาอยู่ตรงหน้า สิ่งเดียวที่ฉันจะเห็นก็ยังเป็นขาโต๊ะอยู่ดี!”
หลินอี้ “…”
“ว่าไงล่ะ คิดว่าใช้ได้ไหม?” เว่ยเหลียงพูดพลางหัวเราะเบา ๆ
เขาหลับตาแล้วส่ายหัว “ข้อเสียเดียวก็คือ พอทำไปนาน ๆ ตาก็จะล้า แต่ว่าพอทำบ่อย ๆ ก็ชินไปเอง”
หลินอี้ถอนหายใจยาว ความคิดในหัวเต็มไปด้วยความสับสน ก่อนจะถอนหายใจอย่างจนใจอีกครั้ง “ไม่เคยนึกมาก่อนเลย ว่านายจะมีลูกเล่นเจ้าเล่ห์แบบนี้ซ่อนอยู่”
เว่ยเหลียงโบกมือ “ก็แค่ทักษะเล็ก ๆ ไม่คิดเลยว่าจะมีโอกาสได้ใช้จริง… นายลองทำดูสิ?”
หลินอี้ส่ายหน้า “ไม่ล่ะ”
เว่ยเหลียงกลับพูดจริงจัง “อย่าเพิ่งตัดทิ้งสิ ใครจะไปรู้… มันอาจจะมีประโยชน์จริง ๆ ก็ได้”
สุดท้ายหลินอี้ก็ทนแรงตื้อของเว่ยเหลียงไม่ไหว จำใจทำท่าตาไขว้ตามอีกฝ่ายหนึ่งครั้ง
เว่ยเหลียงถึงกับระเบิดเสียงหัวเราะออกมา พลางพูดอย่างกลั้นไม่อยู่ “หลินเกอ นายทำหน้านั่นแล้ว IQ ดรอปลงไปสองร้อยห้าสิบเลยนะ!”
หลินอี้แค่นเสียงหยัน กำลังจะโต้กลับ แต่ทันใดนั้นก็ชะงักไป
“หืม?!” หลินอี้ส่ายหัว เบิกตากลับมาเป็นปกติ สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นประหลาดใจ
“อะไรนะ? ทำไมถึงพูดว่า ‘หืม’ ล่ะ?” เว่ยเหลียงถามอย่างงุนงง
“นี่มัน?!” หลินอี้หรี่ตาลงอย่างครุ่นคิด จากนั้นสีหน้าก็พลันจริงจังขึ้น
“นายเจออะไรเข้าแล้วเหรอ?” เว่ยเหลียงพูดเสียงตื่นเต้น “หรือว่าได้แรงบันดาลใจจากฉัน… แค่ก ๆ จากฉันจริง ๆ ใช่ไหม?”
หลินอี้พยักหน้าแล้วพูด “ถึงฉันจะไม่อยากยอมรับ แต่ก็ใช่จริง ๆ”
เมื่อครู่ตอนทำท่าตาไขว้ หลินอี้เพิ่งตระหนักว่า นอกจากจุดโฟกัสเดียวแล้ว ทุกสิ่งในสายตาของเขาล้วนบิดเบี้ยวไปหมด
ถ้าอยู่ในความมืด ต่อให้เพื่อนร่วมชั้นคนนั้นเข้ามาใกล้ สิ่งที่เขามองเห็นก็อาจเป็นเพียงเงาสับสนวุ่นวาย
ถ้ามองเงาไม่เห็น และคิดถึงเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องจริง ๆ เสียงเพียงอย่างเดียวก็ยากที่จะทำให้เกิดภาพลวงน่าขนลุกขึ้นมาได้
เว่ยเหลียงเองก็สามารถตัดภาพกับบรรยากาศน่าขนลุกนั้นได้ทันที ด้วยการยึดติดอยู่กับ “ขาโต๊ะ” ตั้งแต่วินาทีแรกที่เขาคว้ามันไว้!
ถึงจะทำตัวอวด แต่ก็อวดได้จริง ๆ
“ฉันคิดว่านี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น…” หลินอี้กำลังจะเล่าการวิเคราะห์ให้เว่ยเหลียงฟัง แต่เว่ยเหลียงกลับรีบโบกมือไม่หยุด “อย่าเล่าดีกว่า ฉันไม่อยากฟัง!”
“หือ?”
“ทำไมต้องทำเสียง ‘หือ’ ล่ะ? ฮ่า ๆ ฉันไม่อยากรู้อะไรทั้งนั้นจริง ๆ ฉันแค่ต้องรู้กฎพื้นฐานที่สุดก็พอ ส่วนเรื่องอื่น ๆ รู้ให้น้อยลงก็ยิ่งดี”
รอยยิ้มของเว่ยเหลียงฉายความพึงพอใจ ดวงตาที่ซ่อนอยู่ใต้เงาหมวกแก๊ปแฝงไว้ด้วยปัญญาและความลึกซึ้ง
หลินอี้ยิ่งมั่นใจมากขึ้นว่า คราวก่อนเว่ยเหลียงรอดมาได้ไม่ใช่เพราะโชคช่วยเท่านั้น
อย่างน้อย ในสถานการณ์เช่นนี้ เว่ยเหลียงก็ดูเหมือนกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง…
เว่ยเหลียงยกมือขึ้นชี้ไปด้านหลังหลินอี้ “หลินเกอ หนังสือพวกนั้นปกน่าสนใจดีนะ… ไหน ๆ นายก็ตัดสินใจแล้ว ทำไมไม่ลองไปดูการ์ตูนล่ะ ใช้ค่ำคืนนี้ไปกับโลกมหัศจรรย์ของการ์ตูนฮาเร็มดูสิ?”
หลินอี้อ้าปากค้าง สีหน้าตกตะลึง แววตาลึกซึ้งเมื่อครู่ของเว่ยเหลียง ที่แท้แล้วเป็นเพียงการเลือกการ์ตูน…?
‘เฮ้อ…’
“เฮ้ อย่ามัวเหม่อสิ! ไปเลือกการ์ตูนกันเถอะ!” เว่ยเหลียงเร่งเร้ากระตุกแขนเสื้อหลินอี้ “จำที่สวีชุ่นคังกับพวกเขาพูดได้ไหม? ยิ่งคิดมากเท่าไร ยิ่งอันตรายมากขึ้นเท่านั้น ไป ไปอ่านการ์ตูนกันดีกว่า แล้วถ้าไฟกะพริบเมื่อไหร่ ก็ทำตามที่ฉันเคยบอก!”
“ก็ได้…” หลินอี้ไม่อาจขัดแรงดึงของเว่ยเหลียงได้ ได้แต่ยิ้มเจื่อน ๆ แล้วถูกลากไปยังชั้นหนังสือ
ไม่นาน หลินอี้กับเว่ยเหลียงก็เดินออกจากบริเวณชั้นหนังสือ โดยในมือมีการ์ตูนติดออกมาคนละเล่ม
ระหว่างเดินผ่านโซนโต๊ะเรียน หลินอี้สังเกตเห็นว่า ขาโต๊ะทุกตัวถูกตอกตายติดกับพื้นกระเบื้อง เป็นการออกแบบที่ทำให้โต๊ะกลายเป็นที่กำบังชั่วคราวได้
‘แสดงว่า ที่หมอนั่นจะพลิกโต๊ะเมื่อกี้ แต่กลับเลิกไป เป็นเพราะโต๊ะถูกเชื่อมตายงั้นเหรอ? ไม่ใช่เพราะเรากดขาโต๊ะไว้?’
เขาสังเกตเห็นโต๊ะตัวหนึ่งมีร่องรอยการกระแทกอย่างชัดเจน และถ้าสังเกตดี ๆ ก็ยังเห็นรอยเลือดบาง ๆ อยู่บนหน้าโต๊ะด้วย
นั่นคือโต๊ะที่ร่างของเจ้าหนูน้อยอัจฉริยะกระแทกใส่ และใต้โต๊ะตัวนั้นเอง…
ดวงตาของหลินอี้หดแคบลงทันที
‘อย่างที่ฉันคิดไว้จริง ๆ!’
เมื่อมองด้วยตาเปล่าจะสามารถมองเห็นได้ชัดว่ามีรอยขีดขาว ๆ อยู่บนขาโต๊ะใกล้กับแผ่นหน้าโต๊ะ ราวกับว่ามีใครบางคนใช้ปูนหรือหินขูดไว้
โต๊ะตัวนั้นก็คือโต๊ะที่หลินอี้เพิ่งหลบอยู่เมื่อครู่ ส่วนโต๊ะที่เว่ยเหลียงหลบนั้น… ก็ไม่มีอะไรผิดปกติเลยจริง ๆ
หลินอี้อดรู้สึกชื่นชมเว่ยเหลียงไม่ได้
ขณะเดินผ่านโต๊ะ เขาสังเกตเห็นว่ามีแผ่นกระดาษโน้ตแปะอยู่บนโต๊ะทุกตัว โดยเขียนไว้ว่า:
สำหรับนักศึกษาศิลปะเท่านั้น นักศึกษาคณะอื่นห้ามนั่งและอ่านหนังสือที่โต๊ะ
หลินอี้สะดุ้งเล็กน้อย แต่ก็พลันสังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่าง ห้องเรียนขั้นบันไดขนาดใหญ่แห่งนี้มีพื้นที่กว้างด้านหลังซึ่งเต็มไปด้วยโต๊ะเรียน แต่กลับไม่มีใครนั่งอยู่เลยสักคน
ทุกคนเลือกที่จะนั่งบนเก้าอี้พับที่เรียงเป็นขั้น ๆ ของห้องเรียน และใช้โต๊ะพับเล็ก ๆ ที่ติดกับเก้าอี้ในการวางหนังสือแทน
‘แสดงว่าที่ไม่มีใครมานั่งตรงนี้ เป็นเพราะข้อความนี้เองงั้นหรอ?’
หลินอี้ไม่มีเวลาคิดต่อมากนัก เขากอดกองการ์ตูนไว้ในมือ แล้วเดินตามเว่ยเหลียงกลับไปยังที่นั่งเดิม
หลังจากวางกองการ์ตูนลง หลินอี้ก็ก้มมองนาฬิกาข้อมือของตัวเอง
23:45
‘เพิ่งจะ 23:45 เองเหรอ?’
ทั้งที่ตอนเขาเช็กเวลาก่อนหน้านี้เป็น 22:43 แต่ช่วงเวลาที่ผ่านมากลับเหมือนยาวนานราวกับศตวรรษ ทว่าพอมาดูตอนนี้ กลับผ่านมาแค่ชั่วโมงเดียวเท่านั้น?
เขาเอนตัวพิงเก้าอี้เล็กน้อย ปล่อยน้ำหนักทั้งหมดลงบนพนักพิง แล้วเงยหน้ามองเพดาน ก่อนถอนหายใจยาว
“คืนนี้ช่างยาวนานจริง ๆ…”
ความกังวลฉายวูบในดวงตา จากนั้นก็มีเสียงพลิกหน้าหนังสือดังขึ้นในโสตประสาท
ข้าง ๆ กัน เว่ยเหลียงได้เริ่มเปิดอ่านรวมการ์ตูนไปแล้ว ใบหน้าเต็มไปด้วยความกระตือรือร้น
“แต่ดูเหมือน… สำหรับบางคนแล้ว มันกลับไม่ยาวเลยสักนิด”
เขาสูดหายใจลึก ก่อนจะยกมือขึ้นแตะต้นแขนตัวเอง
“ยังรู้สึกไม่สบายอยู่อีกเหรอ?” เว่ยเหลียงถามขึ้น โดยไม่ได้เงยหน้าจากการพลิกหน้าหนังสือ
หลินอี้เลิกคิ้ว ตอบอย่างจนใจ “ใคร ๆ ก็ต้องรู้สึกไม่สบาย ถ้ามีใครมาจ้องอยู่แบบนั้น ยิ่งสายตาแบบนี้ด้วย…”
เว่ยเหลียงเหลือบมองเพื่อนร่วมชั้นคนนั้นแวบหนึ่ง แล้วไหวไหล่กึ่งล้อเล่น “งั้นเราจะทำยังไงดีล่ะ?”
ตอนนี้ก็ไม่ใช่เวลาที่จะคิดแผนอยู่แล้ว…
เอ๊ะ ทำไมทำหน้าตาแบบนั้น?”
หลินอี้หรี่ตาลง สีหน้าเหมือนกำลังคิดอะไรอยู่้ แต่เว่ยเหลียงกลับรู้สึกว่าเขาไม่ได้ครุ่นคิดถึงปัญหาอะไร แต่กำลังนึกถึงบางสิ่งมากกว่า
“นี่นาย… มีไอเดียอะไรหรือเปล่า?”
หลินอี้หันกลับไปมองเพื่อนร่วมชั้นคนนั้น แล้วจึงหันกลับมาทางเว่ยเหลียง ยืดตัวขึ้นเล็กน้อย มองสบตาเว่ยเหลียงพลางพูดช้า ๆ ว่า
“นายคิดว่า… จะมีวิธีเบี่ยงความสนใจของเขาออกจากฉันได้ไหม?”