- หน้าแรก
- สยองขวัญสไตล์แอนะล็อก : กฎมรณะ 4016
- บทที่ 34 กฎการเอาตัวรอด (1)
บทที่ 34 กฎการเอาตัวรอด (1)
บทที่ 34 กฎการเอาตัวรอด (1)
“อะไรนะ? เบี่ยงเบนความสนใจ…? หมายความว่าไง?” ดวงตาของเว่ยเหลียงเบิกกว้างด้วยความงุนงง ราวกับมีเครื่องหมายคำถามลอยอยู่บนหน้าผาก
หลินอี้อธิบาย “หมายถึงหาทางไม่ให้เขามาจ้องฉันน่ะ”
“อ๋อ เข้าใจแล้ว! นั่นเองที่นายหมายถึง!” เว่ยเหลียงทำท่าตาโตเหมือนพึ่งเข้าใจ “นายหมายถึงให้หาทางดึงความสนใจของเขาไปทางอื่นใช่ไหม!”
“ถูกต้อง นั่นแหละที่ฉันหมายถึง” หลินอี้พยักหน้า “นายเคยมาอยู่ที่นี่มาก่อนนี่นา ไม่เคยเจออะไรแบบนี้บ้างเหรอ หรือได้ยินข่าวลือคล้าย ๆ กันบ้างหรือเปล่า?”
“ไม่เคยเลย” เว่ยเหลียงตอบโดยไม่ลังเล ก่อนจะหยุดไปครู่หนึ่งแล้วพูดเสริม “พูดให้ถูกก็คือ ต่อให้เคยเจอ… ฉันก็ทำเป็นไม่สนใจ เหมือนเมื่อกี้นั่นแหละ”
คำพูดของเว่ยเหลียงทำให้หลินอี้ชะงักไป ก่อนจะรีบเข้าใจขึ้นมาทันที เว่ยเหลียงกำลังทำตัวโง่ซะจนหลอกตัวเองไปด้วย
“แต่ว่า… พวกเราจะเอาตัวรอดครบเจ็ดวันด้วยวิธีนี้ได้จริง ๆ หรอ?”
เว่ยเหลียงส่ายหัว สีหน้าเต็มไปด้วยความจนใจ “เพราะอย่างนั้น ถึงแม้ฉันอยากจะช่วย แต่จริง ๆ แล้วก็ทำอะไรไม่ได้เลย”
“แต่ว่า…”
“แต่ว่าอะไร?”
“แต่ว่า ถ้านายอยากจะคิดหาคำตอบจริง ๆ ก็ลองดูสิ” เว่ยเหลียงพูดพลางจ้องหลินอี้ด้วยแววตาจริงจังอย่างที่สุด
“หืม?” หลินอี้หรี่ตาลง “หมายความว่าไง?”
เว่ยเหลียงยกยิ้มอย่างมีเลศนัย “เวลานายใช้ความคิดหนัก ๆ ไม่ใช่ว่ามักจะเผลอหลับไปเหรอ? เพราะงั้น ฉันจะคอยจับตาดูนายเอง แล้วถ้าเมื่อไหร่ที่เห็นนายมีท่าทีจะง่วง ฉันจะปลุกนายทันที”
“ว่ายังไงบ้างล่ะ?”
“ฉันเองไม่รู้สึกถึงการถูกจ้องเหมือนที่นายเจอ แต่ดูเหมือนว่านายจะลำบากไม่น้อย… ถ้านายรู้สึกว่าตกอยู่ในทางตันจริง ๆ อยากจะ… ลองดูสักครั้งไหม?”
“นี่มัน…” หลินอี้ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยอมรับเบา ๆ ว่า “ถ้าเราลองทำจริง ๆ อาจจะ… ตายได้เลยนะ?”
เว่ยเหลียงไม่อ้อมค้อม ตอบด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ถ้านายตื่นขึ้นมาได้ก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าไม่สามารถปลุกนายขึ้นมาได้ล่ะก็… จบแน่นอน”
“ปัญหาหลักตอนนี้ก็คือ นายถูกหมอนั่นเล็งไว้แล้ว และเมื่อไฟในห้องเรียนดับอีกครั้ง จะเกิดอะไรขึ้นต่อไป มันก็ยากจะบอกได้”
หลินอี้เงียบไปในทันที
บรรยากาศรอบตัวพลันนิ่งงัน เว่ยเหลียงเองก็ไม่ได้เร่งรัดเขา มีเพียงเสียงไส้หลอดไฟที่ห้อยอยู่บนโซ่ยาวที่สั่นไหวเบา ๆ ในห้องเรียนเงียบสงบ
หลินอี้ขยับนาฬิกาของเขาแล้วหลับตาและหายใจเข้าลึกๆ หลายครั้ง
เสียงลมหวีดหวิวดังลอดเข้ามาทางหน้าต่าง สายฝนโปรยกระทบกระจกเป็นจังหวะ ความเย็นแผ่ซ่านจนกลายเป็นละอองหมอกสีขาว
เสียงเข็มนาฬิกาควอตซ์ที่เดินเป็นจังหวะสม่ำเสมอ คล้ายสอดประสานกับการหายใจเข้าออกของหลินอี้
ด้านหนึ่ง คือเพื่อนร่วมชั้นที่พฤติกรรมขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม และรูปแบบพฤติกรรมก็ไม่สามารถคาดเดาได้
อีกด้านหนึ่ง คือความรู้สึกไม่อาจบรรยาย เหมือนถูกดึงเข้าสู่ห้วงเหวลึกทุกครั้งที่เขาดำดิ่งไปกับความคิด…
ทั้งสองทางล้วนเต็มไปด้วยอันตราย!
จู่ ๆ หลินอี้ก็รู้สึกเหมือนกำลังเลือกวิธีตายอย่างสิ้นหวัง
ชัดเจนว่า… ทั้งสองทางนั้นไม่มีทางที่เขาต้องการเลย
เขาอยากมีชีวิตอยู่และคว้ารางวัลสามหมื่นหยวนจากประสบการณ์นี้ เพื่อช่วยค่ารักษาพยาบาลคุณยายของเขา
เขาไม่สามารถเสี่ยงได้ โดยเฉพาะการต่อสู้กับสิ่งที่ไม่รู้จัก
‘ความคิดที่ผุดขึ้นมาก่อนหน้านี้เกิดขึ้นโดยไม่ตั้งใจ ซึ่งนั่นทำให้เราดึงตัวเองออกมาได้ทันด้วยความช่วยเหลือของเว่ยเหลียง’
‘แต่จะเป็นอะไรไหมถ้าเราคิดอย่างจริงจังเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ ในสภาพแวดล้อมนี้?’
มันสามารถข้ามเส้นแดงของกฎได้ไหม?
ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเป็นสิ่งที่ไม่รู้จัก
‘เราทำได้แค่หาทางแก้ไขภายในกฎเกณฑ์เท่านั้น’
‘แม้สิ่งที่เราทำเมื่อครู่จะอันตรายมาก แต่สุดท้ายก็เพราะปฏิบัติตามกฎ ถึงได้รอดมาได้’
‘ถ้ากฎถูกทำลายขึ้นมา…’
หลินอี้ไม่กล้าจินตนาการถึงผลที่จะตามมาได้เลย
หลินอี้ยืดหายใจยาวแล้วลืมตาขึ้น เผชิญกับสายตาที่คาดหวังของเว่ยเหลียง ก่อนส่ายหัวปฏิเสธเบา ๆ
“อย่าเลย ฉันเสี่ยงไม่ไหว”
“นี่ไม่ใช่เกม ถ้าหากเกิดผิดพลาดขึ้นมา พวกเรา… ไม่สิ หมายถึงฉันคงไม่มีโอกาสจะเริ่มใหม่อีกแล้ว”
เว่ยเหลียงถอนหายใจ “งั้นฉันก็หมดหนทางแล้วล่ะ” น้ำเสียงผสมทั้งเสียดายและโล่งอก “แต่ฉันเชื่อว่านายคิดหาทางออกได้เองแน่ สู้เข้าไว้!”
“อืม” หลินอี้พยักหน้า
เว่ยเหลียงปลอบต่อ “อีกอย่าง ไฟในห้องเรียนอาจจะไม่ดับจนกว่าจะถึงเช้าก็ได้นะ?”
“นายพูดให้ฟังดูง่ายจังนะ…” หลินอี้ตอบอย่างจนใจ
เจ้าเว่ยเหลียงนี่ มักจะพูดในทางสนับสนุนกับการตัดสินใจของเขาเสมอ
บางครั้งก็ทำท่าเหมือนจะสู้ตาย ถ้าแพ้ก็ไปเกิดใหม่ แต่พออีกครู่ต่อมากลับกลายเป็นการพูดปลอบใจ…
เหลียงจื่อคนนี้ คงเล่นได้ก็แค่เวลาสถานการณ์เข้าข้างตัวเองเท่านั้น…
หลินอี้เลิกหวังคำตอบจากเว่ยเหลียง
เขาเหลือบมองนาฬิกาข้อมือ
23:55
เหลืออีกห้านาทีก็จะถึงเที่ยงคืนแล้ว
เที่ยงคืน เป็นเวลาพิเศษที่แปลกประหลาด ยิ่งอยู่ในสถานที่น่าขนลุก ก็ยิ่งทำให้นึกถึงกฎลี้ลับต่าง ๆ ได้ง่าย เช่นห้ามมองกระจกในยามนั้น
ยิ่งสถานที่แปลกมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีแนวโน้มที่จะมีบรรยากาศแห่งความหวาดกลัวมากขึ้น
หลินอี้รู้สึกถึงแรงกดดันมหาศาลที่กดทับทั้งจากเวลาและเพื่อนร่วมชั้นคนนั้น
“หลินเกอ ถ้าฉันง่วง ฉันต้องอ่านการ์ตูนไว้คอยปลุกตัวเองนะ ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นก็บอกฉันด้วย อย่าฝืนคนเดียวล่ะ” เว่ยเหลียงกำชับพลางก้มหน้ากลับไปพลิกอ่านการ์ตูน
หลินอี้พยักหน้าโดยไม่พูดอะไร
‘ก่อนอื่น เราต้องยืนยันให้ได้อย่างหนึ่ง… การคิดยังถือว่าไม่เป็นปัญหา แต่ห้ามคิดเรื่องที่ ‘ไม่สมเหตุสมผล’…’
‘โดยเฉพาะเรื่องที่ขัดกับกฎที่เรารู้อยู่แล้ว’
‘เพราะฉะนั้น… ต้องหาคำตอบให้ได้ว่าทำไมเพื่อนร่วมชั้นคนนั้นถึงจ้องมาที่เรา และต้องหาทางคลี่คลายวิกฤตนี้ภายใต้กรอบกฎ ก่อนที่มันจะบานปลายไปมากกว่านี้’