เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 30 เพิกเฉย (1)

บทที่ 30 เพิกเฉย (1)

บทที่ 30 เพิกเฉย (1)


ในชั่วขณะนั้น หลินอี้รู้สึกได้ถึงลมเย็นที่ไต่ขึ้นมาตามแนวสันหลัง พุ่งตรงเข้าสู่สมองเหมือนคมดาบ ก่อนจะพรั่งพรูออกจากกระหม่อมเหนือศีรษะอย่างแรง

ทันใดนั้นแขนขาของเขาแข็งทื่อ สมองว่างเปล่า เส้นความคิดขาวดำที่เคยวนเวียนอยู่ในหัวหายไปหมด เหลือไว้เพียงใบหน้าของเพื่อนรวมชั้น

เมื่อเพื่อนร่วมชั้นค่อย ๆ หันหน้ามาทางเขา หลินอี้ที่ยึดมั่นในคำเตือนของอาจารย์ ไม่ยอมปล่อยให้สายตาหลือบไปมอง

แม้สายตาของหลินอี้จะจ้องขาโต๊ะตรงหน้าอย่างแน่วแน่ ทว่าจากมุมสายตาก็ยังสะท้อนใบหน้านั้นขึ้นมาอย่างเลือนราง

ใบหน้าที่ดูที่แข็งทื่อ อ่อนเยาว์ แต่ปกคลุมไปด้วยของเหลวมันวาวคล้ายถูกฉาบด้วยขี้ผึ้งขาว

บนใบหน้ายังมีคราบดำเหมือนเส้นผมหล่นเกาะติดอยู่ และบางจุดสะท้อนประกายเหลืองราวผลึกคริสตัล

หลินอี้เกร็งตัวแน่น จดจ่อกับขาโต๊ะเบื้องหน้า ราวกับหลอมรวมร่างกับมัน ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจ หวังเพียงว่าอากาศเล็กน้อยในปอดจะหมุนเวียนได้อีกสักสองสามรอบ

เพื่อนร่วมชั้นเพ่งมองเขาอยู่นาน ก่อนจะกำไฟฉายไว้แน่นแล้วค่อย ๆ เงยตัวขึ้นช้า ๆ

ร่างกายที่เกร็งค้างของหลินอี้เริ่มผ่อนคลายลงเล็กน้อย

ทว่า

ควับ!

เพื่อนร่วมชั้นที่กำลังลุงขึ้นกลับก้มหัวลงมาทันที ศีรษะที่เหมือนฉาบขี้ผึ้งเอียงกระดกเข้ามาใกล้ตำแหน่งของหลินอี้!

ตอนนี้ระยะห่างระหว่างทั้งคู่ไม่ถึงกำมือเดียว!

อีกฝ่ายเหมือนรับรู้บางสิ่ง แต่ก็เหมือนจะไม่เห็น เขาเพียงจ้องไปยังจุดที่ใบหน้าของหลินอี้ควรอยู่ ราวกับจะบังคับให้หลินอี้หันมาสบตา

แต่หลินอี้ยังคงนิ่งไม่ไหวติง ตรึงสายตาไว้ที่ขาโต๊ะ

ลมหายใจที่กำลังจะปล่อยออกมาค้างสะดุดกลางลำคอ เพียงไม่กี่วินาทีใบหน้าก็เริ่มแดงขึ้น ร่างกายสั่นระริกโดยไม่ตั้งใจ

ความหวาดกลัวไร้คำบรรยายเอ่อล้นขึ้นมา เหมือนกองไฟที่ลุกโชน กระตุ้นให้เกิดความอยากมองหน้าคู่นั้นยิ่งกว่าเดิม

มองฉันสิ…

ลองมองมาสักครั้ง…

ฉันรู้… นายเห็นฉันอยู่…

เร็วเข้า มองฉัน…

ได้โปรดฉันขอร้อง…

หลินอี้ไม่แสดงปฏิกิริยาใด ๆ ไม่แม้แต่จะขยับ เขายังตรึงสายตาไว้กับขาโต๊ะต่อไป หากสายตาเปรียบเป็นคมมีด ป่านนี้ขาโต๊ะก็คงถูกสลักจนเรียบเนียนเป็นขาเรียวงามแล้ว

เขากลั้นหายใจจนดวงตาแดงก่ำ สติแทบจะดับวูบ แต่เพื่อนร่วมชั้นก็ยังไม่ละทิ้งไปไหน กลับยื่นแขนที่ซีดขาวราวเคลือบปูนปลาสเตอร์ออกมา เอื้อมไปยังตำแหน่งของหลินอี้

หลินอี้เบิกตาโปน และในเสี้ยววินาทีนั้น เมื่อคนเราถูกกดดันจนถึงขีดสุด จะเหลือทางเลือกเพียง กลายเป็นบ้า หรือเลือกทำสิ่งที่บ้าคลั่ง

ทุกอย่างรอบตัวพลันเชื่องช้าลงอย่างมหาศาล กฎนับไม่ถ้วนไหลวนในสมอง

กฎนักศึกษา… ระเบียบอาคารเรียน…

‘กฎไหนอีก?! …อ๋อ! สิ่งที่สวีซุ่นคังกับเซี่ยฮั่วหยางเคยเตือน!’

‘และ… คำพูดของอาจารย์ประจำชั้น!’

ถ้อยคำพรั่งพรูเป็นพายุในหัว แต่แทนที่จะรู้สึกเหนื่อยล้า เขากลับเหมือนได้รับพลังใหม่ หัวใจมั่นคง สมองปลอดโปร่ง

ก่อนที่มือซีดขาวนั้นจะถึงบ่า หลินอี้ก็ทำสิ่งที่บ้าคลั่งที่สุด

เขาลากสายตาลงต่ำ จากขาโต๊ะไปสู่พื้นห้อง

ลายพื้นกระเบื้องที่เลอะเทอะเหมือนเด็ก ๆ ใช้ดินสอวาดขึ้น

เหนือศีรษะ แสงและเงากระพริบไหว มือซีดนั้นควานหาตำแหน่งของเขาอยู่ชั่วครู่ แต่เมื่อไม่พบสิ่งใด ก็ถอนกลับไปอย่างไม่เต็มใจ

มันใช้ได้ผล!

หัวใจหลินอี้เต้นโครมคราม แต่ร่างกายยังสั่นเทิ้มเพราะการกลั้นหายใจ มือที่จับขาโต๊ะแน่นจนข้อนิ้วซีดขาว

ทว่าความตื่นเต้นก็กระแทกความกลัวทิ้งไปหมด เหมือนร่างถูกฉีดอะดรีนาลีน ทำลายขีดจำกัดของตัวเอง

เพราะนี่คือครั้งแรกที่เขาได้ คำตอบเชิงบวกจากกฎ!

คำของสวีซุ่นคังย้อนขึ้นมาในใจ

การทำตามกฎ คือวิธีป้องกันตัวเพียงหนึ่งเดียว

และกฎในคู่มือนักศึกษาได้ระบุไว้เกี่ยวกับการเรียนช่วงค่ำ

ในช่วงเวลานี้ ถ้าเห็นสิ่งผิดปกตินอกหน้าต่าง หรือมีใครเรียกจากนอกประตู อย่าไปสนใจเด็ดขาด

เขาท่องกฎนี้นับครั้งไม่ถ้วน แต่ไม่เคยคิดเลยว่าจะได้เจอกับสถานการณ์จริงตรงหน้า

คำตอบชัดเจนแล้ว เมื่อมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นในห้องเรียน วิธีที่ถูกต้องที่สุดคือ ‘เพิกเฉย’ และสิ่งที่อาจารย์ประจำชั้นเตือนก่อนออกจากห้องไปก็ยังคงดังก้องอยู่ในหัว

อย่าหลับตา!

อย่ามองไปรอบ ๆ หรือเงยหน้า!

ห้ามติดต่อหรือสนทนากับพวกเขาเด็ดขาด!

จบบทที่ บทที่ 30 เพิกเฉย (1)

คัดลอกลิงก์แล้ว