- หน้าแรก
- สยองขวัญสไตล์แอนะล็อก : กฎมรณะ 4016
- บทที่ 29 ไฟดับในห้องเรียน (2)
บทที่ 29 ไฟดับในห้องเรียน (2)
บทที่ 29 ไฟดับในห้องเรียน (2)
เว่ยเหลียงปรับหมวกปีกเป็ด และรัดเสื้อฮู้ดให้แน่น ราวกับพยายามหดตัวเข้าไปในเกราะเหล็กที่ไม่มีอยู่จริง
ห้องเรียนสั่นสะเทือนรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งถึงตอนที่หลินอี้เริ่มเข้าใจ
อาคารเรียนไม่ใช่เขตปลอดภัย และห้องเรียนก็ไม่ใช่เช่นกัน!
ห้องเรียนแค่ปลอดภัยกว่า แค่ในบางช่วงเวลาเท่านั้น
และชัดเจนว่าตอนนี้ ไม่ใช่ หนึ่งในช่วงนั้น!
ถ้ารอดคืนนี้ไปได้ พรุ่งนี้ต้องหาทางกลับหอพักให้ได้!
เมื่อหมอกหนาไต่กำแพงสูง คลื่นฝนชะกรงเหล็กจนเปื่อย บรรดา ‘เกราะคุ้มกัน’ ทั้งหมดก็เหลือเพียงกระดาษเปือยสีเหลือง แสงเงามัวหม่นพาทุกคนถอยกลับสู่ยุคดิบเถื่อนในพริบตา
ใต้ความมืด สิ่งมีชีวิตยามราตรีเผยเขี้ยวแหลมออกมาทีละซี่
กัง!
กัง…
เสียงดังกราว
ทันทีที่ความหวาดกลัวกำลังจะไหลท่วมผู้คนที่หมอบอยู่ใต้โต๊ะ เสียงทุบประตูห้องเรียนกลับฟังดูไม่น่ากลัวขึ้นมาดื้อ ๆ
เรือที่โคลงกลางพายุค่อย ๆ สงบลง
ในความมืด เสียงลมหายใจถูกปล่อยออกทีละคน ราวกับทุกคนถอนใจพร้อมกันอย่างเงียบงัน
“หลินเกอ…” เว่ยเหลียงกระซิบเบาเหมือนยุงบิน “ตอนนี้… ปลอดภัยหรือยัง?”
หลินอี้ไม่ตอบ เขาเพียงปรายตามองดุ
“ห้ามพูดกับใครทั้งนั้น”
เว่ยเหลียงสะดุ้ง รีบเม้มปาก รั้งคอ ก้มจ้องขาโต๊ะนิ่ง
สีหน้าหลินอี้ยิ่งเคร่งเครียด
มีอะไรบางอย่างผิดปกติ!
มันผิดปกติสุด ๆ!
ทุกอย่างเริ่มต้นแค่ 20 นาที แล้วมันจะจบลงดื้อ ๆ ได้ยังไง?
บรรดา ‘เพื่อนร่วมชั้น’ ร่วมสามสิบคนนั้น… ยังไม่ขยับแม้แต่น้อย!
หลินอี้เกร็งตัว กลั้นหายใจ ไม่ยอมผ่อนคลายแม้เสี้ยวเดียว
แล้วราวกับตอบรับท่าทีของเขา เสียงหนึ่งก็ดังก้องในความมืด
แกร๊ก!
สลักกลอนของประตูห้องเรียน… ถูกหมุนจากด้านนอก
แกร๊ก!
แกร๊ก!
แกร๊ก…
เสียงกลอนหมุนวน คล้ายล้อเหล็กกลิ้งทับหัวใจของทุกคนทีละรอบ
ครืด… แกร๊ก!
พอหมุนถึงที่สุด มือจับประตูก็ถูกกดลงช้า ๆ หนักอึ้งดั่งภูเขาทั้งลูกกำลังถล่มลงมาบนอกของคนทั้งห้อง
เอี๊ยด…
ประตูห้องเรียนถูกผลักเปิดจากด้านนอกอย่างเชื่องช้า
หมอกหนาทึบพุ่งเข้ามาและแพร่กระจายไปทั่วพื้นเหมือนหนวดปลาหมึก ลมหายใจเย็นชื้นนำพากลิ่นลมเย็นยะเยือกเข้ามาในห้อง ทำให้ทั้งห้องเรียนรู้สึกเหมือนกับอยู่ห้องใต้ดิน
ครืดดด…
เสียงหินเสียดพื้น… ดังเข้ามาในห้องเรียน
คล้ายมีบางสิ่งที่ถูกห่อหุ้มด้วยหมอก กำลังฉุดลากหินถูไปกับพื้น ส่งเสียงเสียดแทงสะท้อนก้องในโสตประสาท
หลินอี้พยายามเหลือบดูหน้าปัดนาฬิกา
ความมืดทำให้แทบมองไม่ออก
22:00 น.
‘สี่ทุ่มตรง…’
‘วันนี้วันที่ 6 พฤษภาคม เมือง s… ฟ้าเริ่มสางอย่างเร็วก็ตีห้า แปลว่าต้องทนอีกเจ็ดชั่วโมง?’
ช่วงเวลาที่ต้องอยู่เฉย ๆ ยาวนานที่สุดที่หลินอี้เคยใช้ก็คือตอนที่เขาเล่นเบบี้กลอรีบนโถส้วมนานถึง 36 นาทีเต็ม และสุดท้ายก็ยังแพ้… พอลุกยืนขาก็สั่น รู้สึกไม่สบายไปทั้งตัว เหมือนเลือดไหลไม่ถึงหัว
แล้วนี่ จะให้หมอบใต้โต๊ะนานเจ็ดชั่วโมง… จะเป็นไปได้ยังไง?
เขาส่ายหัว ด่าตัวเองในใจที่เผลอคิดเพ้อเจ้อ ในสถานการณ์แบบนี้ เลือกไม่ได้หรอกว่าจะหมอบหรือจะนั่ง!
จู่ ๆ แสงจ้าก็สว่างวาบขึ้นในห้องเรียน ทำเอาหลินอี้ชะงัก
เขาเหลือบตาดูนาฬิกาอีกที
22:02 น.
‘ผ่านไปสองนาที…’
ยอมรับก็ได้ การปล่อยให้ความคิดไหลไปเรื่อย ๆ มันช่วยฆ่าเวลาได้ดี… อาจจะช่วยให้เขารอดด้วยซ้ำ
‘เดี๋ยว แสงมาจากไหน?’
เขาอยากเหล่ตามองหา แต่ไม่ต้องหาให้ยุ่งยาก เพราะใต้โต๊ะอีกฝั่งไม่ไกล มีแสงสว่างส่องลอดออกมา
มีนักศึกษาคนหนึ่งเปิดไฟฉายพกพา!
หลินอี้นิ่งงันไปชั่วขณะ ไม่คาดคิดว่าในห้องที่จัดที่นั่งมาแบบสุ่ม จะเจอ ‘อัจฉริยะตัวน้อย’ ที่เตรียมพร้อมมาขนาดนี้!
เขาเกือบจะใช้แสงนั้นกวาดดูสภาพแวดล้อม แต่ทันใดนั้น เขาก็นึกถึงคำเตือนของอาจารย์ก่อนแยกกัน
เมื่อไฟเริ่มกะพริบ ขั้นตอนแรกคือ หมอบใต้โต๊ะ จับขาโต๊ะให้แน่น
ต่อมา ห้ามหลับตาแน่น และห้ามมองอะไรนอกจากลายพื้นหรือขาโต๊ะ!
ผนวกกับกฎ “อย่าหันหลังมอง” ในคู่มือนักศึกษา หลินอี้ก็ได้ข้อสรุปอันน่าสะพรึงในใจ
‘ตัวที่อยู่ในหมอก… เข้ามาในห้องแล้ว’
‘ข้อห้าม ‘ห้ามมองรอบ ๆ’ คือเพื่อไม่ให้เห็นมัน… หรือเพราะเหตุผลอื่น?’
ความคิดพรั่งพรู แต่คราวนี้เขาไม่ปล่อยให้ความคิดฟุ้งซ่าน เขาได้เรียนรู้บทเรียนของเขาแล้ว
ถ้ามีความคิดไม่พึงประสงค์ในเวลานี้…
เขาหรี่ตาจ้องขาโต๊ะ ปล่อยสงคราม ‘ฝ่ายถุงน่องดำ’ ปะทะ ‘ฝ่ายถุงน่องขาว’ ให้แล่นอยู่ในหัวเพื่อกลบเสียงภายนอก
วิธีนี้ช่วยได้ ทำให้สมองโปร่งขึ้นทันที ความอึดอัดรอบตัวจางลง
ทว่า ผลข้างเคียง ของการหลอกตัวเองก็มาเร็ว
แปะ!
เสียงเก้าอี้พับดีดกลับดังขึ้น
ชัดเจน มีใครสักคนลุกจากที่นั่ง
ฉืด…ฉืด…
ฝีเท้าหนัก ๆ ลากพื้นวนไปมา พื้นยางรองเท้าครูดกับกระเบื้องเกิดเสียงเหมือนกระดาษทรายถู
ฉืด…ฉืด…
เสียงนั้นใกล้เข้ามา
ใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ
ฉืด…
รองเท้าผ้าใบทรงเก่าโผล่มาอยู่ตรงหน้าหลินอี้… ห่างจากใบหน้าแค่ช่วงปลายท่อนแขน
ตามด้วยอีกข้างหนึ่ง
ปลายเท้าทั้งสองขยี้พื้นอย่างฝืดทื่อ เสียง ฉืด ฉืด ทำให้หลินอี้รู้สึกเหมือนมีมดนับพันไต่ทั่วร่าง เขาข่มใจสุดแรง จ้องขาโต๊ะตาไม่กะพริบ ปล่อยให้ภาพถุงน่องขาวดำ พังทลายความคิดอื่นทุกครั้งที่มันจะโผล่ขึ้นมา
จนกระทั่งปลายเท้าคู่นั้นเลือนหายไปจากมุมสายตา
ฟู่…
เขาผ่อนลมหายใจยาว แม้จะเพียงไม่กี่สิบวินาที แต่เหมือนกักอากาศเสียไว้ในอกเป็นศตวรรษ
ทันใดนั้น เสียงผิดปกติก็กระตุกลมหายใจนั้นให้ค้างอยู่ในคอ
เอ๊ะ?
เฮ้!
เฮ้!!
เฮ้ ๆ ๆ…
ทันทีที่เสียงนั้นดังขึ้น ลำแสงไฟฉายก็สั่นพร่าเหมือนปลาไหล ตามมาด้วยเสียงข้าวของกระแทกไปมา เจ้าของไฟฉายเหมือนถูกใครบางคนดึงตัวขึ้น แล้วไม่รู้ว่าห็นอะไรเข้า เสียงกรีดร้องหวาดผวาก็ทะลักออกมา
“อ๊าาาาาาาา!”
ไฟฉายร่วงกระแทกพื้น ลำแสงพุ่งเฉือนความมืดเหมือนคมดาบ
แสงสว่างส่องกระแทกเข้าใบหน้าของหลินอี้ เขาอยากจะหรี่ตาและหันศีรษะโดยสัญชาตญาณ แต่คอของเขากลับขยับได้เพียงเล็กน้อย ร่างกายทั้งหมดถูกตรึงอยู่กับที่
ที่หางตาของเขา ปรากฏเงาที่แม้แต่ไฟฉายก็ขับไม่ออก!
ตั้งแต่เมื่อไรไม่ทราบ มี “เพื่อนร่วมชั้น” คนหนึ่ง ยืนอยู่ข้างโต๊ะ ที่เขาหลบอยู่!
หลินอี้นิ่งงัน ราวกับอยากย้อนเอาลมหายใจเมื่อครู่กลับเข้าไปด้วยซ้ำ
กร๊อบ…กร๊อบ…กร๊อบ…
เสียงบางอย่างดังจากร่างนั้น ตามมาด้วยมือที่ปรากฏขึ้นในสายตาของหลินอี้
เจ้าของร่างนั้นก้มลง ช้าเหลือทน เอื้อมมือจะหยิบไฟฉาย ท่วงท่าราวกับหุ่นเชิดถูกกระตุกด้วยเส้นด้าย
พอปลายนิ้วจะสัมผัสไฟฉาย ศีรษะของเขาก็เอียงตามแรงเฉื่อย และในมุมนั้นเอง เขา เห็น หลินอี้ที่กำลังหมอบอยู่ใต้โต๊ะ…