- หน้าแรก
- สยองขวัญสไตล์แอนะล็อก : กฎมรณะ 4016
- บทที่ 19 นักศึกษาพละ (3)
บทที่ 19 นักศึกษาพละ (3)
บทที่ 19 นักศึกษาพละ (3)
เขาสะดุ้งตื่นเต็มตัว
“เหลียงจื่อ? เมื่อกี้ฉัน…?!” หลินอี้มองเว่ยเหลียงด้วยความตกใจ
ตอนนั้นเอง สีหน้าของเว่ยเหลียงเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น
ผ่านแววตาคู่นั้น หลินอี้ก็พลันตระหนักได้ว่า
เขาถูกล้อมอีกแล้ว!
เหตุการณ์แบบเดิมเกิดขึ้นซ้ำอีกครั้ง รอบตัวเขาถูกอัดแน่นไปด้วยเพื่อนร่วมชั้นที่ทยอยเบียดเข้ามาอย่างรวดเร็ว
พวกมันยืนเรียงรายแน่นขนัดเหมือนเมล็ดทานตะวัน บีบเขาจนติดชิดหน้าต่าง
และทุกคน… ยังแสดงรอยยิ้มอันน่าขนลุกแบบเดียวกัน ยิ้มที่ราวกับถูก ก็อปปี้เพสต์!
รอยยิ้มเหล่านั้นเมื่อจับคู่เข้ากับใบหน้าซีดเซียว ก็ยิ่งทำให้หลินอี้รู้สึกเหมือนกำลังติดอยู่กลางพิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้ง
แต่ครั้งนี้ ไม่ได้มีเพียงเว่ยเหลียงเท่านั้น เพราะตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ที่นักศึกษาพละ สวีซุ่นคัง โผล่มาอยู่ข้าง ๆ
สวีซุ่นคังดันตัวหลินอี้กับเว่ยเหลียงไปอยู่ด้านหลัง แล้วตัวเองยืนตรึงข้างหน้า ท่าทางพร้อมจะออกหมัดได้ทุกเมื่อ แววตาแข็งกร้าวจ้องฝูงชนที่ล้อมอยู่
ทว่าทันทีที่หลินอี้ได้สติ… พวกเพื่อนร่วมชั้นเหล่านั้นกลับเริ่มถอยห่างออกไปอีกครั้ง ก้าวเท้าอย่างเชื่องช้า ราวกับทุกการเคลื่อนไหวถูกบังคับให้เป็นภาพสโลว์โมชั่น
“เฮ้”
เสียงของสวีซุ่นคังดังขึ้น หยุดฝูงเพื่อนร่วมชั้นเอาไว้เพียงคำเดียว
ทั้งหมดค่อย ๆ หันหน้ากลับมาพร้อมกัน การเคลื่อนไหวแข็งทื่อเหมือนหุ่นเชิดที่ถูกดึงเชือก
รอยยิ้มกร้าวผุดขึ้นที่มุมปาก สวีซุ่นคังม้วนการ์ตูน สงครามเขียวแห่งภูเขาทะเล ในมือ แล้วถือไว้เหมือนกำดาบ ปลายเล่มชี้ผ่านฝูงชนตรงหน้า
“ฉันจำพวกแกไว้หมดแล้ว… ไม่มีใครหนีรอดหรอก”
สายตาเย็นชาฉายวาบออกมาจากดวงตาของพวกเพื่อนร่วมชั้น ราวกับกำลังบันทึกภาพของสวีซุ่นคังเข้าไปในความทรงจำ
“นักศึกษาพละ แกก็กลับไปยุ่งเรื่องในโรงยิมของแกเถอะ ไปเน่าตายอยู่ที่นั่นซะ!” เสียงของใครบางคนเอ่ยขึ้นอย่างเย็นชา
“นี่มันไม่ใช่เรื่องของแก! สนใจตัวเองเถอะ!”
“ฮึ ๆ ๆ…” สวีซุ่นคังหัวเราะมืด ๆ พร้อมรอยยิ้มมุมปาก “พวกแกรอดูแล้วกัน”
หลังจากนั้น ฝูงชนก็ไม่พูดอะไรต่อ เพียงแค่หันหลังกลับอย่างพร้อมเพรียง แล้วก้าวเท้าเชื่องช้ากลับไปนั่งที่เดิม
หลินอี้มองแผ่นหลังแข็งทื่อของพวกมันด้วยความสับสนใจ ทำไมพวกมันถึงเข้ามาใกล้ได้เงียบสนิททั้งที่เคลื่อนไหวแข็งทื่อแบบนั้น…?
หรือแท้จริงแล้ว… ปัญหาไม่ได้อยู่ที่พวกมัน…
สวีซุ่นคังเหลือบมองหลินอี้ ก็รู้ได้ทันทีว่าอีกฝ่ายเผลอตกไปอยู่ในสภาพกึ่งหลับเพราะมัวแต่คิดไม่หยุด
เขาจึงพูดเตือนเสียงเข้ม “ดูท่าแล้ว… นายไม่ได้ใส่ใจกับที่ฉันบอกไปเลยสินะ”
“หลินอี้ ฟังให้ดีฉันเตือนอย่างจริงจัง หยุดคิดเพ้อเจ้อไร้สาระพวกนั้นซะ!”
“เรื่องในมหาวิทยาลัยแห่งนี้… นายไม่มีวันเข้าใจได้หรอก!”
“ถ้ายังดื้อดึงจะใช้สมองน้อย ๆ ของนายไปพยายามเข้าใจล่ะก็” สวีซุ่นคังชี้ไปทางกลุ่มเพื่อนร่วมชั้นที่เพิ่งถอยกลับไปนั่ง สายตาแข็งกร้าว “ก็จงดูพวกมันเป็นตัวอย่าง!”
“ฉัน…” หลินอี้รู้สึกผิดปนกระอักกระอ่วน จึงเอ่ยขอโทษ “ขอโทษนะ ฉันไม่ได้ตั้งใจ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเมื่อกี้เกิดอะไรขึ้น… เหมือนมีบางอย่างคอยชักนำให้คิดต่อไปเรื่อย ๆ …”
“แต่ว่า… ฉันจะคิดอะไรบ้างก็ไม่ได้เหรอ?” เขาถามออกมาตรง ๆ
ในหัวเขาอดนึกถึงคำเตือนของเทียนปู้ฝานตอนแยกกันไม่ได้ “จงคิดต่อไป อย่าไว้ใจใครโดยง่าย”
เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว หลินอี้ย่อมเชื่อใจเทียนปู้ฝานโดยไม่ลังเล
สวีซุ่นคังหรี่ตา สูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ
“มหาวิทยาลัยแห่งนี้… ไม่ต้องการพวกชอบตั้งคำถาม”
“อย่าคิดเกิน อย่าพยายามเข้าใจสิ่งที่เกินกว่าความเข้าใจของนาย…”
“ทุกสถานที่ย่อมมีความลับของมัน แต่เมื่อใครสักคนได้รู้ความลับนั้นแล้ว เขาก็จะกลายเป็น ส่วนหนึ่ง ของมัน”
“และเมื่อกลายเป็นส่วนหนึ่งของความลับ… ก็ไม่มีวันหนีรอดไปได้อีกตลอดกาล”