- หน้าแรก
- สยองขวัญสไตล์แอนะล็อก : กฎมรณะ 4016
- บทที่ 10 อาคารเรียน (3)
บทที่ 10 อาคารเรียน (3)
บทที่ 10 อาคารเรียน (3)
หลินอี้สะดุ้งเฮือก รีบหันไปมองตามทิศที่เว่ยเหลียงชี้
“หนึ่ง… สอง… สาม… สี่…”
“ห้า…”
“หก…”
“เจ็ด…”
และในความพร่ามัวที่ทอดยาวออกไป ก็ยังมี…
‘ชั้นที่แปด’ ที่ทะลุขึ้นสู่ท้องฟ้าที่ปกคลุมด้วยหมอกหนา!
“อะไรนะ?!”
สายตาของเขาสั่นไหวอย่างรุนแรง หัวใจที่เพิ่งสงบได้ไม่นานกลับเต้นแรงขึ้นมาอีกครั้ง
“ในคู่มือนักศึกษาไม่เห็นเขียนถึงเรื่องนี้เลย!” เขาอุทานออกมา
เว่ยเหลียงตอบเสียงต่ำ “คู่มือนักศึกษาไม่เคยพูดถึง… แต่ในกฎการใช้อาคารเรียน มันถูกเขียนเอาไว้!”
“ฮึ่ก…ฮึ่ก…ฮึ่ก…”
สายหมอกคละคลุ้ง สายฝนปรอยบดบังสายตา
เสียงกระซิบแผ่วเบา และเสียงหินเสียดสีกันดังครืดคราดอย่างน่ากระอักกระอ่วน ก้องอยู่ในโสตประสาทจนรู้สึกบาดลึก บรรยากาศชื้นแฉะและหม่นหมองราวกับพร้อมจะบดขยี้แนวป้องกันทางจิตใจของทุกคนให้พังทลายลง
“ไม่มีเวลาให้คิดแล้ว เราต้องเข้าไปก่อนที่ฝนจะตกหนักกว่านี้!” หลินอี้กดเสียงต่ำเอ่ยออกมา
ต่อหน้าอันตรายที่ไม่รู้จัก คงไม่มีสิ่งที่เรียกว่า ‘ปลอดภัย’ ให้เลือก สิ่งเดียวที่ทำได้คือเลือกเส้นทางที่ดูอันตรายน้อยที่สุด
“ไป! ไปที่อาคารเรียน!”
หลินอี้รีบเร่งฝีเท้า วิ่งนำไปยังอาคารเรียน
…
ตลอดทางจากเสาไฟริมถนนดวงสุดท้ายไปถึงอาคารเรียน พวกเขาไม่เจอปัญหาใด ๆ เลย ซึ่งยิ่งทำให้หลินอี้รู้สึกประหลาดใจอย่างบอกไม่ถูก
อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ก้าวเข้าสู่เขตมหาวิทยาลัย หลินอี้ก็รู้สึกไม่สบายใจมาตลอด แต่ความอึดอัดนั้นกลับคลายลงอย่างชัดเจนในวินาทีที่เท้าเหยียบขั้นบันไดของอาคารเรียน
คล้ายกับว่าได้หลุดพ้นจากอันตรายชั่วขณะ หลินอี้จึงสูดหายใจแรง ๆ สองสามครั้ง แล้วเริ่มกวาดตามองสภาพแวดล้อมรอบตัว
ถึงแม้ในโลกออนไลน์จะบอกว่านี่คืออาคารเรียนที่เพิ่งสร้างขึ้นใหม่ แต่สายตาของหลินอี้กลับไม่พบร่องรอยของ ‘ความใหม่’ อยู่เลย
พิจารณาจากสภาพอากาศเลวร้ายและสภาพภูมิประเทศที่โหดร้าย ก็สมเหตุสมผลที่อาคารทุกหลังจะดูเก่าแก่เช่นนี้
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้หลินอี้รู้สึกโล่งใจคือ ภายในอาคารเรียนยังมีนักศึกษาคนอื่น ๆ เดินผ่านไปมาอย่างเร่งรีบ แม้จะไม่เหลือบแลมองเขาเลย แต่การมีอยู่ของพวกเขาก็ส่งผ่านความอบอุ่นบางอย่าง
เป็นความรู้สึกที่เขาไม่เคยได้สัมผัสเลยตลอดเส้นทางที่ผ่านมา
‘พวกนั้นคงเป็นผู้เข้าร่วมทดลองในมหาวิทยาลัยที่มาถึงก่อนหน้านี้ คล้ายกับครั้งก่อนที่เว่ยเหลียงเคยมา เพียงแต่ครั้งนั้นเขาไม่เจอสภาพอากาศผิดปกติแบบนี้’ หลินอี้คิดในใจ
หลังจากยืนสังเกตอยู่ครู่หนึ่ง เทียนปู้ฝานก็ตรงไปยังบันไดของอาคารเรียนทันที
หลินอี้มองแผ่นหลังของเทียนปู้ฝานที่ค่อย ๆ ไกลออกไป เขาอดไม่ได้ที่จะยกมือตบศีรษะตัวเองเบา ๆ ก่อนส่ายหัวเล็กน้อย
ความคิดในสมองเริ่มพร่ามัว ราวกับถูกบรรยากาศรอบด้านครอบงำ…
ทว่าไม่นาน สายตาก็ไปสะดุดกับป้ายขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ไม่ไกล ทำให้เขาค่อย ๆ กดความวิงเวียนศีรษะลงได้
เขาก้าวเข้าไปใกล้ และบนป้ายเขียนไว้ว่า
ถึงผู้เข้าร่วมทดลองชีวิตมหาวิทยาลัย หากคุณกำลังอ่านข้อความนี้ แสดงว่าคุณได้ก้าวผ่านผลกระทบของสภาพอากาศผิดปกติและเดินทางมาถึงอาคารเรียนสำเร็จแล้ว
โปรดทำตามคำแนะนำด้านล่างนี้ แล้วคุณจะได้รับป้ายชื่อนักศึกษา และเริ่มต้นเส้นทางทดลองชีวิตมหาวิทยาลัยของคุณ
1.กรุณาเดินลงไปยังชั้นใต้ดินหนึ่งของอาคารเรียน จากนั้นมองหาประตูแรกทางด้านซ้ายมือ หากป้ายบนประตูเขียนว่า ‘ห้องทำงานอาจารย์’ ให้เคาะประตูและบอกจุดประสงค์ของคุณ คุณจะได้พบกับอาจารย์ที่ปรึกษาที่นั่น และลงทะเบียนเพื่อรับป้ายชื่อนักศึกษา
หากประตูแรกที่คุณเห็นไม่ใช่ ‘ห้องทำงานอาจารย์’ แต่เป็นห้องอื่น ห้ามเข้าเด็ดขาด ให้ลงบันไดต่อไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะพบห้องทำงานอาจารย์เท่านั้น
2.ก่อนจะได้รับป้ายชื่อนักศึกษา อย่าเชื่อคำพูดของใครทั้งสิ้น และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง อย่าเข้าไปในห้องเรียนใด ๆ นอกจากห้องทำงานอาจารย์เด็ดขาด
หลังจากที่คุณได้รับป้ายชื่อนักศึกษาแล้ว กรุณาดูแลมันให้ดี คุณสามารถพูดคุยเรื่องที่เกี่ยวข้องกับป้ายชื่อนักศึกษากับนักศึกษาคนอื่น ๆ ได้ แต่ห้ามให้ยืมเด็ดขาด แม้แต่แค่ชำเลืองมองก็ห้าม
*การทำป้ายชื่อนักศึกษาหายจะสร้างปัญหาใหญ่อย่างยิ่ง
3.หลังจากได้รับป้ายชื่อนักศึกษาแล้ว ให้คุณไปยังห้องเรียนที่อยู่บนชั้นที่ระบุ เพื่อเริ่มต้นเส้นทางประสบการณ์ชีวิตมหาวิทยาลัยของคุณ
4.หากสถานการณ์ที่คุณพบไม่ตรงกับข้อใด ๆ ข้างต้น และคุณรู้สึกว่าตัวเองกำลังหลงทาง หรือเริ่มมีอาการไม่สบาย ห้ามลงบันไดต่อไปเด็ดขาด ให้รีบหันกลับขึ้นบันไดด้านซ้ายมือทันที และเมื่อเห็นประติมากรรมตั้งอยู่ตรงทางเข้าบันได จงออกไปทางนั้น
คุณจะได้พบกับอาจารย์สอนศิลปะ และเริ่มต้น ‘การเดินทางแห่งศิลปะ’
เราขอให้คุณได้รับประสบการณ์ที่น่าพึงพอใจ
หลังจากอ่านประกาศจนจบ หลินอี้หันสายตาไปยังบันไดหนีไฟที่อยู่ใกล้ ๆ
ทางเข้าบันไดถูกปิดด้วยประตูกันไฟสีเขียวอมฟ้าขนาดใหญ่ ป้ายไฟฉุกเฉินเหนือประตูเรืองแสงเขียวหม่นชวนให้ไม่สบายใจ
เทียนปู้ฝานเดินเข้าไป กดที่มือจับลงอย่างแรงแล้วค่อย ๆ ดึงออก ลมเย็นยะเยือกแทรกผ่านช่องประตูออกมา เหมือนด้านในคือห้องเก็บน้ำแข็งใต้ดิน
เมื่อประตูถูกเปิดออกจนสุด ปรากฏเป็นบันไดทอดลงสู่ชั้นใต้ดิน
ในทางเดินแคบอับชื้นนั้น มีเพียงหลอดไฟไส้เก่าแก่แขวนอยู่ ดวงไฟส่องสลัวท่ามกลางฝุ่นหนาและกลิ่นอับชื้นของดินรา หมอกสีเทาจาง ๆ ลอยคลุ้งจนเกือบเต็มช่องทางเดิน บรรยากาศชวนให้นึกถึงอุโมงค์เหมืองเก่าจากศตวรรษก่อน
แต่จังหวะที่เทียนปู้ฝานกำลังก้าวเข้าไป เว่ยเหลียงก็รีบคว้ามือเขาไว้ พร้อมตะโกนเสียงสั่นเครือ
“หลินเกอ!”
หลินอี้หันกลับมาด้วยความงุนงง
ใต้เงาหมวกแก๊ป ใบหน้าของเว่ยเหลียงเต็มไปด้วยความหวาดกลัว เสียงพูดสั่นไหว
“หลินเกอ… อย่าไป…”
“ถ้าฉันจำไม่ผิด… อาคารเรียนแห่งนี้ มันต้องไม่มีชั้นใต้ดิน!”