- หน้าแรก
- สยองขวัญสไตล์แอนะล็อก : กฎมรณะ 4016
- บทที่ 8 อาคารเรียน (1)
บทที่ 8 อาคารเรียน (1)
บทที่ 8 อาคารเรียน (1)
วันที่ 6 พฤษภาคม 2023 เวลา 18:54
บริเวณอาคารเรียนของมหาวิทยาลัย S มีพ่อครัวคนหนึ่งสวมผ้ากันเปื้อนสีเขียว ยืนแนะนำ สปาเกตตีซอสมะเขือเทศเนื้อบด ให้หลินอี้และคนอื่น ๆ ฉากนั้นนิ่งสนิทราวกับภาพสลักหิน
หลินอี้ชะงักไปเพียงเสี้ยววินาที ความรู้สึกหวาดผวาพุ่งพล่านในสมองจนร่างกายสะท้านโดยไม่อาจห้ามได้ ทว่าจิตใจกลับสงบเยือกเย็นอย่างผิดปกติ
เขาสูดลมหายใจลึก ก่อนหันไปมองด้านหลังของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย โดยไม่เหลือบมองพ้อครัวกับสปาเกตตีที่ชวนขนลุกนั้นอีก แล้วจึงก้าวเดินตามไปอย่างสงบ
พ่อครัวยังคงยิ้มกว้าง พลางแนะนำสปาเกตตีซอสมะเขือเทศไม่หยุด สายตาที่จ้องเขาแน่วแน่ เคลื่อนไหวติดตามไปอย่างเชื่องช้าเหมือนหุ่นเชิด
เมื่อหลินอี้เดินเฉียดผ่าน เขารู้สึกได้ชัดเจน หมอกที่หมุนวนรอบกาย ปราศจากไออุ่นของสิ่งมีชีวิตใด ๆ
แต่สายตาของพ้อครัวคนนั้นกลับเย็นเยียบ เต็มไปด้วยความละโมบ ความชั่วร้าย ความเปลือยเปล่า…
และเต็มไปด้วยความปรารถนา
เส้นขนบนแขนเขาพลันลุกชันขึ้นพร้อมกัน
ทุกคนในกลุ่มเดินผ่านพ่อครัวสวมผ้ากันเปื้อนเขียวไป โดยไม่มีใครเหลือบมองแม้แต่น้อย
เหมาเฟยหยางเป็นคนสุดท้ายที่เดินผ่าน และในจังหวะที่เขากำลังจะก้าวพ้น หลินอี้ก็เอ่ยขึ้นจากด้านหลัง
“เหมาซื่อ”
เหมาเฟยหยางหันกลับมาแทบจะโดยสัญชาตญาณ
ภายในหมอกที่กำลังจะถูกความมืดกลืนกิน พ่อครัวในผ้ากันเปื้อนเขียวก้มหน้าลง มุมปากยกขึ้นอย่างตัวตลก
ทันใดนั้น เสียงฟ้าคำรามดังก้องสะท้อนจากท้องฟ้ายามค่ำ
สายฟ้าฟาดแปลบปลาบลงมา ทำให้ทั่วทั้งมหาวิทยาลัยสว่างวาบขึ้นมาในชั่วพริบตา
ท่ามกลางม่านหมอก เงาประหลาดที่พันเกี่ยวกันพลันถอยร่นหายเข้าไปในความลึกของหมอก ทว่ากลับยังคงวนเวียนใกล้ทุกคนอย่างน่าหวาดหวั่น
ดวงตาของเหมาเฟยหยางเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย
หลินอี้ได้ยินเสียงของตัวเองดังลอดออกมาจากปากของพ่อครัวในผ้ากันเปื้อนสีเขียว น้ำเสียงนั้นเจือด้วยความปีศาจ
“เหมาซื่อ”
“เหมาซื่อ”
“ตามฉันมา”
“ตามฉันมา…”
“ฮะฮะฮะ…”
…
ติ๊ก.. ต็อก…
เม็ดฝนหยดหนึ่งร่วงกระทบลงบนใบหน้าของหลินอี้
เขาเงยหน้ามองท้องฟ้า ความมืดยามราตรีเหมือนกำลังถล่มลงมาดุจหลังคาที่พังครืน กดทับจนแทบหายใจไม่ออก
เสียงสั่นเครือของเว่ยเหลียงดังแทรกขึ้นมา
“หลินเกอ… ฝนกำลังจะตกแล้ว…”
หลินอี้เองก็รู้สึกหวั่นอยู่บ้าง เขาเหลือบมองแผ่นหลังของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย แต่ร่างนั้นกลับไม่เร่งฝีเท้าแม้แต่น้อย
แม้แต่พนักงานในชุดพ่อครัวที่เดินตามมาก็ยังไร้ปฏิกิริยาใด ๆ
เขากัดฟันต่ำเสียงถาม “จากโรงอาหารไปอาคารเรียน… ยังอีกไกลแค่ไหน?”
“หา?” เว่ยเหลียงกระพริบตาปริบ ๆ
หลินอี้จ้องเขาเขม็ง “ตอนมื้อเที่ยง นายก็เคยมาแล้วไม่ใช่เหรอ? ตอนนั้นกว่าจะเดินจากอาคารเรียนไปถึงโรงอาหาร มันใช้เวลานานเท่าไร?”
เว่ยเหลียงเพิ่งจะได้สติ ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนตอบออกมา
“ประมาณ… สิบนาทีได้มั้ง แต่ก็ต้องเป็นตอนปกติเท่านั้นนะ”
“หมายความว่าไง ‘ตอนปกติ’?”
“ก็หมายถึงตอนที่หมอกมันไม่หนาจนมองไม่เห็นไงล่ะ ตอนนี้สภาพอากาศมันห่างไกลจากคำว่าปกติไปมากแล้ว”
หลินอี้รีบก้มลงดูเวลา
19:13
“สิบเก้านาฬิกาสิบสามนาที… ตอนเราเจอเจ้าหน้าที่ก็เพิ่งจะหกโมงครึ่งเอง แต่ตอนนี้ผ่านมากว่าสี่สิบนาทีแล้ว…”
สายตาเขาหรี่ลง
เทียนปู้ฝานยกมือแตะจมูก พลางพึมพำว่า
“ในคู่มือนักศึกษาบอกไว้ว่า ถ้าเจอสภาพอากาศผิดปกติ ให้รีบหาที่หลบใกล้ ๆ โดยไม่ต้องสนใจกฎบางข้อก็ได้…”
“ดูเหมือนว่าตอนนี้ สภาพอากาศผิดปกติ… อาจจะอันตรายยิ่งกว่าพวกอาคารประหลาดเสียอีก…”
ในคู่มือนักศึกษาเองก็มีข้อความที่ชี้ชัด ว่าภายในมหาวิทยาลัยแห่งนี้มีอาคารประหลาดบางอย่างอยู่จริง
“แต่ทำไมกันล่ะ?”
เทียนปู้ฝานรู้สึกได้ถึงเม็ดฝนประปรายที่กระทบใบหน้า จึงขมวดคิ้วเล็กน้อย
หลินอี้เห็นอีกฝ่ายกำลังตกอยู่ในภวังค์ความคิด ก็ไม่ได้เอ่ยขัด จนกระทั่งจู่ ๆ เขารับรู้บางสิ่งได้ เขารีบหันสายตามองไปทางด้านหน้าของรปภ. ที่ห่างออกไปไม่ไกล
ท่ามกลางหมอกหนาทึบ ปรากฏเงาตึกมหึมาทอดทับอยู่เบื้องหน้า
รอบ ๆ อาคารนั้น มีแสงสลัวระยิบระยับประปราย ราวกับหิ่งห้อย นั่นคือแสงไฟจากเสาไฟที่ส่องสว่าง
ลำแสงที่สาดออกมาจากเสาไฟ กรีดฝ่าหมอกหนาจนเกิดเป็นเส้นทางเรืองรอง
เส้นทางที่ส่องสว่างชัดเจน มุ่งตรงไปยังอาคารด้านหน้า
‘อาคารเรียน? หรือว่า… ไม่ใช่?’
ในหัวของหลินอี้ พลันไล่ทบทวนกฎทุกข้อที่เกี่ยวข้องกับอาคารและสภาพอากาศผิดปกติจากคู่มือนักศึกษาอย่างร้อนรน ก่อนจะสรุปได้ว่า
เมื่อเจอสภาพอากาศผิดปกติ ทางเลือกที่ดีที่สุดคือเดินตามเสาไฟไปยังอาคารที่ใกล้ที่สุดเพื่อหาที่หลบภัย รองลงมาคือการหยุดอยู่กับที่และรอเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย
เทียนปู้ฝานก็คิดได้เช่นเดียวกัน เขาหันไปสบตากับหลินอี้
เมื่อหลินอี้ตัดสินใจแน่วแน่ เขาก็มองตอบกลับไป
“ไปกันไหม?”
“ไปกันเถอะ?”
“อืม ไปสิ”
“งั้นไปเลย!
ฉันนำหน้า พวกนายคุมหลัง!
เหลียงจื่อ เว่ยซาง ไคว้ไคว้ เหมาซื่อ ไป!
ห้ามหันกลับไปมอง ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เพียงแค่ตามฉันมาก็พอ!”
ทันทีที่พูดจบ หลินอี้ก็ออกวิ่ง พุ่งตรงไปยังเสาไฟที่ใกล้ที่สุด โดยอาศัยแสงจากตะเกียงน้ำมันเก่าที่อยู่ในมือเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยนำทาง
เว่ยเหลียงสูดหายใจแรง เม้มริมฝีปาก กัดฟันแน่น แล้วรีบตามไป
คนอื่น ๆ ก็เร่งฝีเท้าวิ่งตามติด ๆ
“เหมาซื่อ นายไปก่อน เดี๋ยวฉันปิดท้ายให้”
เมื่อเห็นเหมาเฟยหยางยังลังเล เทียนปู้ฝานจึงตบไหล่เขาแรง ๆ
เหมาเฟยหยางเหมือนจะเหม่อลอยไปชั่วขณะ ดวงตาดูแข็งทื่อ ก่อนจะรีบวิ่งตามไคว้หงจีหายลับเข้าไปในหมอก
เทียนปู้ฝานขมวดคิ้ว มองตามพวกเพื่อนไปพลางก็อดหันกลับไปยังเส้นทางด้านหลังไม่ได้
พ่อครัวในผ้ากันเปื้อนเขียวหายไปแล้ว เหลือเพียงแถวพ่อครัวที่ยาวเหยียดราวมังกร แต่ละคนกำโซ่อยู่ในมือ ก่อนจะค่อย ๆ ถูกหมอกหนากลืนหายไป
…
หลินอี้วิ่งฝ่าหมอกหนาไปเหมือนเสือชีต้าที่ว่องไว แต่ทันทีที่ออกห่างจากวงแสงที่ตะเกียงน้ำมันทอดไว้ รอบกายก็ถูกหมอกหนาที่โถมเข้ามาดุจคลื่นยักษ์กลืนหายไป