- หน้าแรก
- สยองขวัญสไตล์แอนะล็อก : กฎมรณะ 4016
- บทที่ 7 รปภ. (2)
บทที่ 7 รปภ. (2)
บทที่ 7 รปภ. (2)
“แล้วพวกเราก็ไม่จำเป็นต้อง ‘เคลียร์’ อะไรทั้งนั้น แค่… เข้าใจกฎ แล้วรอเวลาออกไปให้ถูกจังหวะก็พอ”
แววตาของเทียนปู้ฝานเป็นประกายด้วยความตื่นเต้น คล้ายผู้เล่นที่ช่ำชองในเกมเอาตัวรอด
ในกลุ่มรูมเมทห้อง 4016 เทียนปู้ฝานถือว่าบ้าบิ่นที่สุด เขาเฝ้าอยากสำรวจมหาลัยในเมือง S แห่งนี้มานานแล้ว
หลินอี้ก้มมองหมอกที่วนเวียนอยู่แทบเท้า กฎจากคู่มือนักศึกษาผุดขึ้นในหัวทีละข้อ
แม้พวกเขายังไม่ได้ทำการลงทะเบียน หรือได้รับบัตรนักศึกษา แต่คู่มือนักศึกษาเล่มนี้คือสิ่งเดียวที่พอจะยึดถือได้
“บางข้ออาจมีประโยชน์ อย่างเช่นห้ามหันหลังกลับ หรืออย่างเช่น…”
“เดินตามเสาไฟที่มีหมายเลขลดลงไปเรื่อย ๆ แล้วเราจะเจอยามรักษาการณ์”
“ถ้าเราเดินตามยามไป ก็จะสามารถไปถึงตึกต่าง ๆ บนแผนที่ได้… และที่เราจะไปคือตึกเรียนที่ใกล้ที่สุดตรงนี้”
หลินอี้หันไปถามเทียนปู้ฝาน “นายสังเกตเสาไฟเมื่อกี้ใช่ไหม มันหมายเลขอะไร?”
“‘ตึกเรียน-025’”
“หา? แล้วหมายเลข 24 หายไปไหน?” หลินอี้เหลือบมองเสาไฟใกล้ตัวที่เขียนว่า ‘ตึกเรียน-023’ ก่อนจะขมวดคิ้ว “งั้นเราต้องหาหมายเลขที่น้อยกว่า 23 ไม่อย่างนั้น…”
“ด้วยหมอกหนาขนาดนี้ การเข้าไปตามหาเสาไฟ มีหวังฆ่าตัวตายชัด ๆ” ไคว้หงจีพูดเสียงห้วน
“ฉันเข้าไปเอง!” เว่ยซานพูดเสียงทุ้มต่ำ
“อย่าทำอะไรบุ่มบ่าม” หลินอี้ขมวดคิ้ว ใบหน้ากังวล เพราะปกติเว่ยซานเป็นคนคึกคะนอง แต่ตอนนี้กลับนิ่งผิดปกติ “ไม่อย่างนั้นเราก็รออยู่ตรงนี้ ให้ยามรักษาการณ์มา แล้วค่อยเดินตามเขาไปตึกเรียน”
“นายแน่ใจเหรอว่านั่นไม่ใช่แค่รอความตาย?” เหมาเฟยหยางถามกลับ “เราไม่มีบัตรนักศึกษา ยามจะช่วยเราจริงเหรอ?”
“นี่เป็นวิธีเดียวที่ถูกเขียนไว้ในกฎ” หลินอี้ตอบหนักแน่น “หรือว่านายมีวิธีที่ดีกว่านี้?”
เหมาเฟยหยางย้อนเสียงดื้อรั้น “ฉันจะคิดหาทางเอง”
“ก็ดี งั้นเรามารอดูกัน… ว่านายจะหาทางได้ก่อน หรือว่ายามจะมาถึงก่อนกันแน่”
เหมาเฟยหยางเชิดปากไม่สบอารมณ์
เทียนปู้ฝานสรุปหนักแน่น “ตกลงตามนี้ เราจะรออยู่ตรงนี้ให้ยามโผล่มา ทุกคนใช้เสาไฟต้นนี้เป็นจุดอ้างอิง จะได้ไม่หลงทาง”
พูดจบ เขาก็วางมือลงบนเสาไฟทันที
หลินอี้หันไปมองเว่ยเหลียง ตอนนี้เว่ยเหลียงนั่งยองพิงเสาไฟ มือกอดคู่มือนักศึกษาแนบอกแน่นเหมือนนักบวชที่กอดพระคัมภีร์ หายใจฟืดฟาดออกมาเป็นระยะ
“เหลียงจื่อ นายไหวไหม?”
เว่ยเหลียงตัวสั่น “ครั้งที่แล้วที่ฉันมาที่นี่ ฉันเคยเห็นยามอยู่ไกล ๆ พวกเขา… ดูประหลาดมาก แล้วก็เหมือนจะมีชื่อเสียงไม่ค่อยดีในมหาลัยด้วย”
“แต่ตอนนี้ชื่อเสียงไม่สำคัญแล้ว สิ่งสำคัญคือพวกเราอยู่ในบนภูเขา ถ้าหมอกหนากว่านี้ อีกไม่นานฝนต้องตกแน่!”
“เราต้องไปถึงตึกเรียน หรือหอพักให้ได้ก่อนฝนลง… ได้ยินมาว่าพอฝนตก บรรยากาศในมหาลัยจะหลอนยิ่งกว่าเดิม!”
…
หลินอี้หรี่ตาลง มองหมอกที่พลิ้วไหวรอบตัว มันทับถมกันเป็นชั้น ๆ ราวกับภูเขา จนแทบหายใจไม่ออก
หมอกหนาคล้ายเถาวัลย์ที่คืบคลานปกคลุมเท้าพวกเขา บีบรัดวงกลมให้ทุกคนต้องยืนชิดเสาไฟมากขึ้น
พื้นที่เล็ก ๆ ที่แสงไฟส่องถึง เต็มไปด้วยเสียงหอบหายใจหนักหน่วง
ในหมอกมีเงาวูบไหวไปมา แทบจะแยกไม่ออกว่าคือหมอกหรือสิ่งมีชีวิต แต่ทุกคนได้ยินชัด เสียงหินเสียดสีกับพื้นดังลอดออกมา พร้อมกับความรู้สึกได้ว่ามีดวงตาที่อาฆาตจ้องมาจากข้างใน
ราวกับกำลังถูกสายตาของสิ่งที่ไม่รู้จักจ้องตรึงไว้ไม่ให้หนีไปไหน
หลินอี้ก้มมองข้อมือ
18:21 น.
เพิ่งผ่านไปแค่สิบแปดนาที… แต่กลับรู้สึกยาวนานจนน่าอึดอัด
ทันใดนั้น หลินอี้หรี่ตาลง รู้สึกเหมือนในหมอกที่หมุนวน มีเสียงประหลาดปะปนอยู่
ยี๋อี๋หยาอา… คล้ายเสียงนักแสดงขับร้อง แต่ท่วงทำนองกลับผิดเพี้ยน ราวกับเสียงสะท้อนจากหุบเขาลึก
เขาสะบัดหัวแรง ๆ เสียงนั้นก็หายไปทันที แต่ไม่นาน… มันก็ค่อย ๆ แทรกเข้ามาในหูอีกครั้ง คราวนี้ คล้ายเสียงนั้นกำลังเรียกชื่อของเขาโดยตรง
หัวใจหลินอี้พลันปั่นป่วน ร่างกายแทบจะวิ่งผลีผลามเข้าไปในหมอกทันที
เว่ยซานทรุดตัวลง เสียงคำรามต่ำหลุดออกจากลำคอ คล้ายสัตว์ป่าที่กำลังจะคลั่ง
ในตอนนั้นเอง หมอกหนาในระยะไกลก็เริ่มปั่นป่วนอย่างรุนแรง ราวกับมีใครกำลังตะเกียกตะกายผ่านตะกอนใต้น้ำทะเลลึก สร้างช่องว่างโล่งขึ้นมา
ภายในนั้น แสงเหลืองริบหรี่พลันส่องสว่าง
ซวับ… ซวับ…
เสียงฝีเท้าเร่งรีบดังลอดออกมาจากในหมอก คล้ายสิ่งมีชีวิตทั้งหลายในนั้นกำลังเผชิญศัตรูตามธรรมชาติ จึงพากันถอยร่นหายไปดั่งคลื่นน้ำ
เมื่อหมอกเบาบางลงเล็กน้อย หลินอี้หันไปมอง ก็เห็นเงาร่างสูงใหญ่กำลังเคลื่อนตรงมา ก้าวย่างมั่นคงราวกับนักรบกลจักรยักษ์ที่ฝ่าคลื่นกลางมหาสมุทร
เมื่อเพ่งดูชัด เขาจึงเห็นว่าเป็นชายร่างกำยำในเสื้อคลุมสีดำ
มือซ้ายชายคนนั้นถือโคมตะเกียงน้ำมันเก่า แสงของมันกรีดหมอกหนาเป็นแนวเหมือนคมดาบ ส่วนมือขวาถือกระบองสีขาวที่หล่อขึ้นจากปูนปลาสเตอร์ ปลายกระบองเปื้อนของเหลวสีแดงเข้มเหนียวข้นผสมกับผงขาวบาง ๆ
“นั่น… ยามรักษาการณ์!” เว่ยเหลียงร้องเสียงสั่น ทั้งหวาดกลัวทั้งตื่นเต้น
“จริงด้วย… เป็นยามรักษาการณ์จริง ๆ …” หลินอี้จ้องเขม็งด้วยความสงสัย
แต่ทันใดนั้น ยามก็หันขวับ ดวงตาสีทองของเขาสบตรงเข้ากับหลินอี้พอดี
ท่ามกลางหมอกหนา ดวงตาสีทองเปล่งประกายเจิดจ้าดั่งดวงอาทิตย์ ลึกลงไปคล้ายมีทองคำหลอมละลายไหลวนอยู่ในนั้น แสงนั้นแหลมคมจนหลินอี้ต้องเบือนหน้าหลบ
กึง! กึง! กึง!
ยามรักษาการณ์ก้าวหนัก ๆ เข้ามาหยุดใต้เสาไฟ ร่างสูงตระหง่านเกินสองเมตรของเขาเหมือนจะเด็ดเสาไฟขึ้นมาได้ง่าย ๆ ดวงตาหรี่ลงอย่างครุ่นคิด มองพวกหลินอี้อยู่
แม้เว่ยซานที่สูงเกือบหนึ่งเมตรเก้าซึ่งปกติถือว่าตัวใหญ่ในหมู่คนทั่วไป คราวนี้กลับดูเหมือนเด็กเมื่อตัวเล็กยืนอยู่เบื้องหน้าความสูงชะลูดของยาม
เขาคำรามต่ำ สายตาจับจ้องโคมตะเกียงในมือยามอย่างหวาดระแวง ทว่าความเป็นศัตรูก็ยังพวยพุ่งไม่หยุด
ยามก้มลงเล็กน้อย สูดดมเบา ๆ ตรงหน้าหลินอี้ จากนั้นไม่เอ่ยคำใด พลิกตัวแล้วก้าวหายกลับเข้าไปในม่านหมอกใต้แสงไฟ
ทันทีที่หมอกกำลังจะกลืนร่างของยามรักษาการณ์ หลินอี้ก็รีบพยุงเว่ยเหลียงลุกขึ้น เอ่ยกระซิบเสียงต่ำ “เร็วเข้า… ตามยามไป!”
…
วันที่ 6 พฤษภาคม X023 เวลา 18:33
บริเวณตึกเรียนของมหาลัยเมือง S หมอกหนาทึบปกคลุมราวกับปุยนุ่นกระจายเต็มวิทยาลันเขต ขณะที่หลินอี้กับคนอื่น ๆ เดินตามยามรักษาการณ์ฝ่าหมอกเข้าไป
หลินอี้กวาดตามองรอบ ๆ อย่างระแวดระวัง
บางครั้งเขายังเห็นแสงไฟจากเสาไฟไม่ไกล แต่ยามคนนั้นไม่เคยก้าวเข้าไปในพื้นที่ที่มีแสงไฟส่องถึงเลย
สิ่งที่ทำให้เขาขนลุกก็คือ โคมไฟน้ำมันเก่าในมือยาม ถึงแม้มันดับอยู่ แต่กลับฉายลำแสงฝ่าหมอกออกมาได้เหมือนเสาไฟจริง ๆ
พวกเขาเดินไปเหมือนเรือตัดน้ำแข็งที่แล่นฝ่าคลื่น ใต้การนำของกัปตัน
ทันใดนั้น หลินอี้ก็สะดุดใจบางอย่าง
เขาก้มลงมองตามเสียง กึง กึง กึง ที่ดังขึ้น แล้วก็พบว่าที่เอวของยามมีโซ่ตรวนชุดหนึ่งผูกติดอยู่ ปลายโซ่เส้นหนายาวนั้น…
ส่วนหนึ่งของโซ่ลากไปกับพื้น แต่ส่วนอีกด้าน… กลับถูกใครบางคนจับเอาไว้!
รูม่านตาหลินอี้หดแคบลง ความเย็นวาบแล่นขึ้นตลอดแนวสันหลังจนถึงกระหม่อม
สายตาของเขาเพ่งฝ่าหมอกออกไป และก็เห็นร่างอีกคน!
เป็นคนโรงอาหารในชุดพ้อครัวสีขาว มีผ้ากันเปื้อนสีน้ำเงินคล้องอยู่ด้านหน้า มือหนึ่งถือกล่องอาหาร อีกมือกำโซ่เหล็กแน่น
“เดี๋ยว…!!”
หลินอี้กวาดตามองไปตามโซ่ กลับเห็นว่าเบื้องหลังพ้อครัวคนนั้น… ยังมีพ้อครัวอีกคน และอีกคนต่อ ๆ กันเรียงแถวทอดยาวเป็นขบวนคล้ายมังกรที่ทอดหายเข้าไปในหมอก
พ้อครัวแต่ละคนต่างถือกล่องอาหารในมือหนึ่ง อีกมือหนึ่งกำโซ่เอาไว้ ราวกับพวกนอกศาสนาที่หิ้วโคมไฟเดินกลางค่ำคืนในยุคกลาง
พวกเขาก้าวเดินพร้อมเพรียงกันอย่างเชื่องช้า ภายใต้การนำของยามรักษาการณ์ ราวกับไม่รู้ตัวเลยว่ามีหลินอี้กับพวกเดินอยู่ตรงนั้น
หลินอี้พลันตระหนักขึ้นมา นี่คือ ‘ขบวนเต็มรูปแบบ’ พวกเขาต่างหาก… ที่เป็นผู้บุกรุก!
ยังไม่ทันได้คิดอะไรต่อ เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากหมอกด้านข้าง
“นักศึกษา… กินข้าวเย็นหรือยัง?”
พ้อครัวคนหนึ่งปล่อยโซ่ออก แล้วถือกล่องอาหารเดินเข้ามาหา
“นี่คือเมนูขายดีที่สุดของโรงอาหารเรา สปาเกตตีซอสมะเขือเทศเนื้อบด ให้พวกเธอลองชิมฟรีได้เลยนะ”
บนใบหน้าพ้อครัวมีรอยยิ้มที่ดูเหมือนปกติทุกประการ แต่กลับให้ความรู้สึกประดิษฐ์เกินจริง ราวกับยิ้มนั้นถูก ‘ออกแบบ’ ขึ้นมาโดยเจตนา
หลินอี้รู้สึกไม่สบายใจอย่างยิ่ง ความต่อต้านพลุ่งพล่านไปทั้งร่าง
เขากระพริบตาถี่ ๆ และทันใดนั้นก็เห็นว่า… ผ้ากันเปื้อนของพ้อครัวคนนั้นเปลี่ยนเป็นสีเขียวเข้ม